THAI-TOKU  
 
  Index HomeHelpSearchLogin  
 


Page Index Toggle Pages: 1
Print
RAS JUDGEMENT (มหาสงคราม ภาคการพิพากษา) แนวสงครามไซไฟครับ (Read 2308 times)
Topic Description: เอามาแปะ ได้โปรดคอมเม้นต์ (เหมาะสำหรับคนที่อยากให้ไทยเป็นมหาอำนาจ)
zerozaber
HUMAN
**
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 4
ค่าพลัง: 0


RAS JUDGEMENT (มหาสงคราม ภาคการพิพากษา) แนวสงครามไซไฟครับ
19.12.09 at 21:45:34
 
คุย กันหน่อย เรื่องนี้จะเป็นแนวสงคราม ซึ่งจะรบกันโดยใช้วอร์สูท(เกราะรบ)เป็นหลัก เรื่องนี้ไม่มีเวทมนต์ใดๆทั้งสิ้น มีเพียงวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เนื่องจากสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าดีไวซ์อาจจะทำให้ออกแนวเวทมนต์ได้
เรื่องนี้ ได้แนวคิดมาจากเอวานเกเลี่ยน กันดั้ม แต่การต่อสู้จะออกแนวนาโนฮะ(อาจจะ)เล็กน้อย ย้ำ ไม่มีเวทมนต์ สาเหตุที่ต้องคล้ายเวทมนต์นั้นจะเฉลยในเนื้อเรื่อง

แล้วก็ คอมเม้นต์เต็มที่ ไม่มีโกรธครับ ไม่สิ ช่วยคอมเม้นต์ที จะได้ไปปรับปรุง


บทนำ(Time Line)

ปี 2010 เกิดเหตุการณ์โคโรน่าสไตรค์ ซึ่งเกิดจากการที่ประจุจากการระเบิดของดวงอาทิตย์ที่รวมกลุ่มกันเป็นก้อน เปลี่ยนวงโคจรทำให้ตกมาสู่โลก และถูกสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า พื้นที่ที่มีแรงไฟฟ้าสูงดูดเข้าไปทำให้ก้อนประจุเหล่านั้นตกลงไปในสาม เหลี่ยม และขณะที่ก้อนประจุตกลงมานั้น เกิดไฟฟ้าดับทั่วโลกเนื่องจากคลื่นไฟฟ้าแรงสูง กลายเห็นเหตุวินาศกรรมที่ทำให้เครื่องบินโดยสารและพาหนะหลายๆอย่างเกิด อุบัติเหตุ และยังส่งผลให้สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ามีคลื่นไฟฟ้าสูงขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน แน่นอนว่าทำให้พื้นที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ามีขนาดใหญ่ขึ้นเล้กน้อย และโอกาสที่จะมีคนเข้าไปได้นั้นถูกคาดว่าลดลงจาก 0.000000001% จนเหลือ 0 เปอเซนต์

ปี 2010 ดร.ประเสริฐ ชัยกุล นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ สามารถสร้างเครื่อง Solar Fusion Engine หรือ SFE ได้สำเร็จ เป็นเครื่องยนต์เตาแสงอาทิตย์ซึ่งจะสร้างพลังงานจากการเปลี่ยนฮีเลี่ยมเป็น นีออน และจะใช้แสงอาทิตย์ในการย้อนนีออนกลับคืนสู่ฮีเลี่ยม สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้นับว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์สำคัญที่ทำให้ทั่วโลกก้าวขึ้นไป สู่ความเจริญที่สูงกว่า ทว่าโลกกลับต้องเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 เนื่องจากอเมริกาเริ่มทำการบุกยึดประเทศต่างๆที่มีแหล่งฮีเลี่ยมและนีออน ในปี 2012 เพื่อที่จะไม่เข้าร่วมสงคราม ประเทศไทยยอมเสียสิทธิ์ในการผลิต SFE แต่เพียงผู้เดียว ทำให้ดร.ประเสริฐหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ปี 2014 วันที่ 30 สิงหาคม มีการเซ็นสนธิสัญญาสงบศึก โดยให้ทุกประเทศงดการขุดเจาะฮีเลี่ยม-นีออน แต่ให้ใช้พลังงานแปลงคาร์บอนเป็นฮีเลี่ยมแทน สงครามจึงยุติลง หลังจากนั้น สหประชาชาติได้มีมติให้คืนสิทธิบัตรแก่ ดร. ประเสริฐ ทว่าไม่มีใครหาเขาพบเลย

ปี 2020 ได้เกิดเหตุการประชากรไทยหายไปราว 1 ล้านคน และในปี 2021 หลายประเทศทั่วโลกพบวัตถุลึกลับรูปร่างคริสตัล โดยเรียกมันว่าดีไวซ์ ดีไวซ์เหล่านั้นถูกนำเข้าสถาบันวิจัยในแต่ละประเทศแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ปี 2032 ฝรั่งเศสถูกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าลาสแองเจิ้ลโจมตีและยึดดีไวซ์ไปได้ ในปีเดียวกันนั้น ดช.ณัฐนัย ไอยกุล ได้เขียนโปรแกรมต้านไวรัสที่ดีที่สุด ด้วยวัยเพียง 14 ปี โดยใช้ชื่อว่า Zero-one และเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีเต็มแล้ว พบว่ายังไม่มีใครสามารถเจาะระบบนี้ได้ โปรแกรมนี้จึงใช้กันทั่วโลก

ปี 2035 เนื้อเรื่องเริ่ม


กรุณา อย่าแปลกใจหากอ่านไม่รู้เรื่อง เนื่องจากบทนำนี้จะกล่าวถึงสิ่งที่ทั่วโลกรับรู้กันเท่านั้น และในตัวเนื้อเรื่องจะมีเหตุการณ์ที่บอกประวัติอยู่ นี่เป็นเพียง Time line ฉบับที่รับรู้ทั่วโลกเท่านั้น
หากท่านใดสนใจสปอย สามารถพีเอมมาขอ Time Line จริง ปี 2010-2035 ได้



เรื่อง นี้ได้ทำไว้จบ 3 แบบ โดย True end จะสามารถต่อไปภาค 2 ได้ ซึ่งคาดว่าจะลงแบบทรูเอนด์ แต่ถ้าแต่งจบแล้วขี้เกียจเริ่มภาค2อาจมีอีก 2 ฉากจบไปพลางๆ

ป.ล. กรุณาอ่านช้าๆ เพราะผู้เขียนนั้นมีความสามารถในการสื่อภาษาอยู่ในระดับต่ำติดดิน เราอธิบายคนไม่ค่อยเก่ง แต่ชอบคิด

ป.ล.2 ใครคิดอาวุธเจ๋งๆได้แนะนำมา เผื่อได้มาอยู่ในฟิค
Back to top
 
 
IP Logged
 
zerozaber
HUMAN
**
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 4
ค่าพลัง: 0


Re: RAS JUDGEMENT (มหาสงคราม ภาคการพิพากษา) แนวสงครามไซไฟครับ
Reply #1 - 19.12.09 at 21:47:20
 
ตอนที่ 1 Avalon


ฟึ่บ! เสียงเปิดผ้าม่านดังออกมาจากห้องนอนของเด็กหนุ่มวัย 17 คนหนึ่ง เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็พบว่าคนรับใช้ของเขาเข้ามาปลุกเขาให้ตื่นไปโรงเรียน เขาลุกอย่างงัวเงียขึ้นมาแล้วหยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป หลังจากนั้นสาวใช้คนนั้นก็เดินลงไปเพื่อเตรียมอาหารเช้า

15 นาทีผ่านไป เด็กหนุ่มคนนั้นออกมาจากห้องน้ำแล้วแต่งตัวอย่างเร่งรีบก่อนที่จะลงไปข้าง ล่างเพื่อทานอาหารเช้าและเตรียมของไปเรียน ขณะที่เขาเดินลงบันได ก็ยังดูเหมือนว่าจะนอนไม่เต็มอื่มเท่าที่ควร

“เมื่อคืนอยู่ดึกเกินไปรึเปล่าคะ?” สาวใช้อีกคนเดินเข้ามาถาม

“ก็นิดหน่อย ดูท่าจะไม่มีเวลามากเท่าที่ควรแล้ว” เด็กหนุ่มตอบกลับ และเดินไปที่โต๊ะอาหารขณะที่สาวใช้นำอาหารมาเสริฟให้เขา “วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วล่ะ ไปเตรียมของเถอะ ชั้นโอนเงินเข้าบัญชีเธอสองคนไว้แล้ว” เอสพูดพลางนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนที่จะเริ่มลงมือทานอาหารเช้า

“ค่ะ นายท่าน เป็นเกียรตือย่างยิ่งที่ได้รับใช้ท่านค่ะ” เธอพูดแล้วเดินออกไปทำงานต่อ

หลังทานอาหารเสร็จ เขาก็กดปุ่มบนมอนิเตอร์ขนาดเล็กๆเท่าเครื่องคิดเลข เพื่อเรียกรถของเขาให้มารับ จากนั้นก็เดินไปหยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊ค ใส่เสื้อคลุมสีน้ำตาลแล้วเดินออกไปหน้าบ้าน พร้อมกับที่รถมารับพอดี โชเฟอร์จอดรถหน้าบ้านแล้ววิ่งมาเปิดประตูหลังให้เด็กหนุ่มคนนั้นขึ้นไปนั่ง จากนั้นก็ไปที่นั่งคนขับเพื่อออกรถ

“วันนี้ไม่ต้องมารับนะ ส่งชั้นเสร็จก็ไปที่อื่นได้เลย ขอโทษด้วยนะ” เด็กหนุ่มพูดกับโชเฟอร์ของเขา

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็คิดไว้ก่อนรับงานนี้แล้วล่ะครับ แล้วเงินที่ท่านให้มามันก็พอให้ผมใช้ขณะหางานได้หลายปีเลยล่ะครับ ขอบคุณนะครับ คุณเอส” เขาพูดแล้วขับรถต่อไป “ที่จริงคุณก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้นี่ครับ ที่ให้หลบซ่อนมีเยอะจะตายไป ทำแบบนี้มันเสี่ยงไม่คุ้มชีวิตนะครับ”

“ไม่หรอก ชั้นไม่ได้เล่าให้ฟังเลยสินะ ชั้นเสียพ่อแม่ไปในเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ฝรั่งเศสของกลุ่มลาสแองเจิ้ล..”

“เสียใจด้วยนะครับ ผมไม่เคยรู้เลย”

“ชั้นไม่เคยบอกใครนี่ อีกอย่าง ลาสแองเจิ้ลเป็นคนที่ทำให้โลกกลับมาเข้าสู่ความวุ่นวายอีกครั้งหลังสงคราม โลกครั้งที่ 3 ยังไงชั้นก็ต้องจัดการลาสแองเจิ้ลให้ได้”

“แล้วคนที่ตามท่านมาคนแรก ไม่คิดว่าเป็นลาสแองเจิ้ลเลยหรือครับ?”

“เธอเป็นนักเรียนที่ย้ายเข้ามาใหม่ ชั้นไม่คิดว่าลาสแองเจิ้ลจะทำอะไรได้รอบคอบขนาดนี้หรอก แล้วชั้นก็ดูบุคลิกของเธอออกว่าไม่ใช่ลาสแน่ๆ คาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มบุคคลที่ต่อต้านลาสแองเจิ้ล พยายามจะชวนชั้นเข้าร่วมมากกว่า คงไม่แน่ใจสินะว่าชั้นเป็นพวกลาสรึยัง ส่วนพวกลาสน่ะ ชั้นแน่ใจว่าเป้าหมายคือให้ชั้นไปทำงานวิจัยเทคโนโลยีให้มัน”

“ผมว่าก็คงใช่นะครับ แต่ระวังไว้ด้วย ถ้ามันรู้ว่าท่านไม่คิดจะเข้าพวกมัน มันเอาท่านตายแน่”

“ชั้นก็มีอาวุธอยู่บ้างแหละน่า ไม่ตายง่ายๆหรอก” เขาพูดจบ โชเฟอร์ก็จอดรถแล้วลงมาเปิดประตูให้เขาลง

“หวังว่าคงได้เจอกันอีกนะครับ” โชเฟอร์โค้งคำนับแล้วขึ้นรถขับออกไป

เอสเดินเข้าไปในโรงเรียน เมื่อเขาเดินไปถึงตึกใหญ่หลังหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงเรียกมาจากข้างหลัง

“เอสๆ” มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งตะโกนเรียกแล้ววิ่งเข้ามาหา เขาใส่ชุดนักเรียนซึ่งเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและมีเสื้อคลุมแขนยาวสีน้ำตาลคลุม อยู่ รู้สึกว่านี่จะเป็นเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนนี้ซึ่งต่างจากโรงเรียน อื่นที่ใส่เสื้อขาวกางเกงดำอย่างสิ้นเชิง เมื่อมองขึ้นไปนั้นจะพบว่าเขาไว้ผมปกคลุมทั้งหัว เพราะโรงเรียนนี้มีกฏเรื่องทรงผมแค่ไว้“ให้เรียบร้อย”

“มีไรเหรอ ท๊อป” เอสถามเขาขณะที่หนุ่มที่ชื่อท๊อปนั้นก้มตัวลงหอบแฮ่กๆ

“ก็แค่เรียกไว้เฉยๆน่ะ เดินไปคุยไปละกัน” ท๊อปตอบแล้วเดินนำหน้าเอสที่กำลังเดินตามเล็กน้อย “เรื่องเซเวียร์น่ะสิ ตั้งแต่เข้ามาเรียนไม่เคยเห็นอยู่เย็นซักครั้งเลย พอหมดคาบสุดท้ายก็หายตัวไปซะงั๊น อยากให้นายช่วยไปถามให้หน่อยว่าเธอไปทำอะไร เธอไม่ค่อยพูดกับใครก็จริง แต่อย่างว่าแหละ มีข่าวลือว่าเธออาจจะสนใจนายนิดๆนะ”

“ของแบบนั้นไม่จำเป็นหรอก มีอะไร จะจีบเธอรึไง” เอสถามกลับ

“จะบ้าเรอะ ชั้นสายซึนเฟร้ย” ท๊อปสวนกลับทันที

“แล้วจะไปยุ่งกับเธอทำไมล่ะ?”

“ก็เห็นเธออยู่คนเดียว ไม่มีคนคุยด้วยเลยอยากให้นายเข้าไปคุยหน่อยก็แค่นั้นแหละ”

“แล้วต่อมาก็ให้เป็นพ่อสื่อสินะ” เอสพูดกลับกวนๆ

“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงฟร่ะ” ท๊อปพูดเสียงดังแล้วเตะไปที่หลังของเอสเต็มแรง แต่เอสจับขาของเขาเอาไว้ได้

“หัดเจียมตัวหน่อยสิเพื่อน” เอสบอกเขา แล้ววางขาเพื่อนเขาลง จากนั้นทั้งคู่ก็เดินขึ้นห้องเรียนไป

เมื่อเขาเดินเข้าห้องเรียน พวกเขาก็พบเด็กสาวที่ไว้ผมยาวสีทอง ผู้มีนัยต์ตาสีฟ้าเป็นประกาย เธอนั่งมองออกไปทางหน้าต่างเหมือนเดิมทุกๆวัน ไม่มีใครมายุ่งกับเธอเลย เธอทำแบบนี้ประจำตั้งแต่เข้าโรงเรียนเมื่อ 1 เดือนก่อนแล้ว ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่มีเพื่อน ไม่ใช่ว่าไม่มีใรอยากคบกับเธอ แต่ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเงียบๆ ถึงแม้จะเพิ่งย้ายมา แต่เธอก็ทำคะแนนได้ระดับท๊อปทุกวิชา แต่ก็ยังแพ้เอสอยู่ดี ถ้ามองในสายตาคนอื่นๆล่ะก็ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมากเลยทีเดียว

“ยัยคนนี้นี่ จะนั่งมองเผื่อสมุดดำตกรึงไงเนี่ย” ท๊อปกระซิบข้างหูเอส

“พูดมากระวังเดี๋ยวชื่อนายจะไปอยู่ในสมุดนะเออ” เอสตอบกลับแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ของเขา

ในห้องเริ่มมีนักเรียนคุยกันเสียงดัง จนถึงเวลาเข้าแถวทุกคนก็ลงไปเข้าแถวเคารพธงชาติ อันที่จริงน่าจะเรียกว่าไปฟัง ผอ. บ่นปากปริมากกว่า แล้ววันนี้ท่าน ผอ. คนนี้พูดได้เก่งมาก พูดไปจนถึง 30 นาทีเรียกว่าเป็นเวลาที่นกเรียนทุกคนแทบจะหลับคาแถวเลยทีเดียว

และแล้วก็ถึงเวลาเริ่มคาบเรียนแรก นักเรียนทุกคนหยิบโน้ตบุ๊คขึ้นมาวางแล้วต่อสายเข้าเครื่อง ปัจจุบันระบบการเรียนในโรงเรียนนี้จะไม่ใช้สมุด ปากกา ดินสอ หรือหนังสือเรียน ทุกอย่างจะอยู่ในโปรแกรมเรียนในคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เนื่องจากเป็นเรื่องปกติที่นักเรียนชอบใช้วิธีนี้แอบเล่นเกม จึงได้มีการต่อสายภาพให้ไปปรากฏบนหน้าจอของครูสอน

แต่ดูเหมือนจะมีบางคนไม่ยอมเรียนซะงั๊น แอบนั่งเล่นเกมส์เนียนๆเฉยโดยไม่มีใครจับได้ แน่นอน นักเรียนเหรียญเกรียนดีเด่น คุณเอสของพวกเรานั้น เล่นเกมส์อย่างเมามันส์ในห้องเรียน แต่ภาพที่ไปปรากฏบนหน้าจอของครูกลับเป็นภาพขณะเรียน นักเรียนทุกคนในห้องรู้เรื่องนี้กันเกือบหมด แต่ไม่บอกครูด้วยสาเหตุ “ปล่อยมันไป มันเมพ” ถึงแม้ไม่ได้เรียนในห้อง เขาก็สอบได้คะแนนเต็มอยู่ดี บางคนก็รู้แล้วว่าที่จริงเอสนั้นเรียนเนื้อหาปริญญาเอกจบไปนานแล้ว มาโรงเรียนนี่มาเพื่อแก้เซงเฉยๆ แล้วเขาก็ไม่ยอมไปสอบแข่งขันใดๆทั้งสิ้น สาเหตุมีอย่างเดียวคือ “เบื่อ” นั่นเอง

หลังเรียน (หรือเล่นเกมส์) เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก็ถึงเวลาพักกลางวัน เนื่องจากโรงเรียนนี้นักเรียนทุกคนเป็นเด็กเรียน สอบเข้ามาอย่างยากเย็น และกฏระเบียบที่เข้มงวด จึงอนุญาตให้เด็กนักเรียนสามารถออกจากโรงเรียนไปทานอาหารได้ในช่วงเวลากลาง วัน เอสและท๊อปจึงเริ่มหาเพื่อนไปกินร้านหรูๆข้างโรงเรียน

“เซเวียร์ ไปทานข้าวด้วยกันไหม?” เอสถามขึ้นเพื่อชวนเซเวียร์ไปทานข้าวข้างนอกด้วยกัน

ปกติทุกวันเธอจะไปกินคนเดียว แม้จะมีใครมาชวนเธอก็ไม่เคยไป แต่ในวันนี้เธอกลับพยักหน้าและลุกขึ้นมาเพื่อตามเขาไป การที่เธอตอบตกลงนั้น เล่นเอานักเรียนทั้งห้องตะลึงไปเลย


“บอกแล้ว ว่าเธอชอบนาย” ท๊อปกระซิบกับเอส

“ไม่เกี่ยวกันหรอก ชั้นว่าเหตุผลอื่นมากกว่า แต่ช่างมันเถอะ” เอสพูดแล้วเดินออกไปพร้อมกลุ่มเพื่อนของเขา

บรรยากาศในร้านอาหารที่เอสและเพื่อนๆมากินประจำนั้น ปกติจะต้องครึกครื้นด้วยเสียงของพวกเขา แต่วันนี้กลับเงียบสนิท ทานอย่างเดียวไม่มีการพูดกัน อาจเป็นเพราะวันนี้มีเซเวียร์มาร่วมวงก็ได้

หลังจากนั้น ทุกคนก็กลับห้องเรียนเพื่อไปเรียน (เล่นเกมส์) ดังเดิม เอสนั้นเรียกว่าเป็นอัจฉริยะที่ 1 ทุกวิชา แต่กลับไม่ได้อันดับ 1 ในวิชาพละเพราะตำแหน่งนี้เขาเสียให้กับเซเวียร์ตั้งแต่ 1 เดือนก่อนแล้ว

บางทีวันนี้อาจจะเป็นวันที่โลกแตกก็เป็นได้ เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นหลายอย่าง ทั้งเรื่องการชวนเซเวียร์ไปกินข้าวและอื่นๆมากมาย แต่ที่ดูเหมือนจะแปลกมากที่สุดคือ มีคนเห็นเธอแสดงสีหน้าเป็นครั้งแรก เป็นสีหน้าที่ขรึมแต่ออกโกรธเล็กน้อยขณะเรียนประวัติศาสตร์แล้วมีการพูดถึง ลาสแองเจิ้ล แต่เพียงแค่แปปเดียวเธอก็กลับมามีสีหน้าดังเดิม

เสียงกริ่งดังขึ้นในเวลา 15 นาฬิกา ครูสั่งการบ้านแล้วเก็บของเดินออกจากห้องไป นักเรียนเริ่มพากันบิดขี้เกียจก่อนจะเก็บของเตรียมกลับบ้าน โรงเรียนแห่งนี้จะแปลกกว่าที่อื่นตรงที่ไม่ค่อยมีนักเรียนอยู่เย็นนี่แหละ

หลังเอสเดินออกไปจากห้องราวๆ 10 วินาที เซเวียร์ก็เดินออกจากห้องตามไป มีเพื่อนบางคนแอบตามเซเวียร์ไป แต่แค่แปปเดียวเธอก็หายลับไปจากสายตา

วันนี้ไม่มีรถมารอรับเขาจึงนั่งรถเมลล์ไปลงหน้าปากซอยและเดินเข้าซอยบ้านตัวเอง แต่เมื่อถึงหน้าบ้านเขาก็หยุดเดิน และพูดขึ้นมาเบาๆ

“ออกมาได้แล้ว เซเวียร์”

เด็กสาวที่ชื่อเซเวียร์เดินออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ๆ

“รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอถามขึ้นทันที

“ก็ตั้งแต่วันแรกที่เธอมาสะกดรอยตามชั้นแล้วล่ะ ราวๆ 1 เดือนได้” เขาตอบกลับ

“แล้วทำไมถึงเรียกเอาตอนนี้ล่ะ” เธอถามคำถามต่อไปในทันที

“เพราะวันนี้มี 2 คนมาเพิ่มน่ะสิ” เอสพูดขึ้น เซเวียร์นั้นตกใจมาก เธอรีบคว้าจี้สีฟ้าที่อกเธอแล้วชูขึ้น

“Set-up” เธอตะโกนออกมา แล้วจี้ที่มือขวาของเธอก็เริ่มส่องแสงสีขาวออก ก่อนแสงสีขาวพวกนั้นจรวมตัวกันกลายเป็นดาบขนาดใหญ่ 1 เล่ม เธอใช้มือซ้ายฟ้าลงไปที่พื้น “Area Search” เธอตะโกนขึ้นอีกครั้ง ดาบของเธอส่งแสงสีเหลืองออกมาเล็กน้อย แล้วเธอก็ง้างดาบเต็มที่ฟาดไปทางพุ่มไม้อีกฝั่ง “Blaster Shot”

กระสุนพลังงานสีเหลืองขนาดใหญ่ออกจากปลายดาบของเธอพุ่งตรงไปที่พุ่มไม้แล้ว ระเบิดขึ้นอย่างแรง ดูเหมือนจะมีวงกลมสีเขียวๆอยู่ภายในควันที่ฟุ้งอยู่เหนือพุ่มไม้

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ สมแล้วที่เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งเบอร์มิวเดีย กางโล่แทบจะไม่ทันแน่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นเธอไว้ผมยาวสีน้ำเงินม่วง ชุดที่เธอใส่นั้นไม่เรียกว่าชุดปกติแล้ว เหมือนกับพวกคอสเพลย์ซะมากกว่า เพราะเธอนั้นใส่ชุดรัดรูปพอสมควรสีน้ำเงินและสวมกระโปรงสั้น รองเท้าเธอก็ไม่ปกติแต่เป็นรองเท้าบูทยาวขนาดรัดเท้าพอดี เธอเดินออกมาจากพุ่มไม้พร้อมกับผู้หญิงอีกคนซึ่งใส่ชุดเหมือนเธอทุกอย่าง เพียงแต่ไว้ผมสั้นสีน้ำเงินเท่านั้นเอง ในมือของผู้หญิงคนที่พูดนั้นถือดาบคู่เอาไว้และอีกคนถือมีดสั้นคู่ ดูรวมแล้วน่าจะเป็นพวกที่ชอบไปเดินแถวย่านอากิฮาบาระเสียมากกว่า อาวุธของพวกเธอก็ยังกับออกแบบมาเพื่องรองรับการทำงานหลายรูปแบบ ไม่ใช่ดาบปกติแน่นอน

“ลาสแองเจิ้ลสินะ?” เซเวียร์ถามเธอทั้ง 2 คน

“ก็รู้อยู่แล้วถึงยิงมาไม่ใช่รึไง เอาเถอะ ขอเวลาแนะนำตัวหน่อยละกัน” ผู้หญิงที่ถือดาบคู่ตอบ “ชั้นชื่อชาโดว์ จำไว้ก่อนตายก็ดีนะ แน่นอน นี่มันชื่อของดีไวซ์ชั้นเอง และนี่” เธอหันหน้าไปหาเพื่อนของเธอ “ดีไวซ์ของเธอชื่อแอสซาซิเนเตอร์ มันเป็นคติของชั้นที่ชอบบอกชื่อก่อนสังหารน่ะ ขอโทษนะที่ทำให้เสียเวลา... ถ้างั๊นก็...” เธอพูดจบ แล้วบูสเตอร์ที่หลังของเธอก็พ่นไฟสีฟ้าออกมาทำให้เธอพุ่งเข้าไปหาเซเวียร์ อย่างแรงพร้อมฟาดดาบใส่ และแอสซาซิเนเตอร์นั้นก็ใช้บูสเตอร์ที่เท้าของเธอพุ่งเข้ามาแทงเอส

เซเวียร์กันไว้ได้แล้วปัดออกไป จากนั้นก็ฟันเข้าใส่ชาโดว์อย่างแรงจนกระเด็นไปหลายเมตร แต่เธอกลับไม่มีแผลเลยแม้แต่นิดเดียว ชาโดว์พุ่งเข้ามาหาเซเวียร์อีกรอบ ถึงแม้จะถูกฟัน เธอก็ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย แต่เซเวียร์กลับต้องเป็นฝ่ายรับเพราะเธอนั้นไม่มีบาเรียและชุดสำหรับต่อสู้

ทางด้านเอสซึ่งกำลังจะถูกแอสซาซิเนเตอร์แทงนั้น ก็ได้หยิบมีดข้างหลังของเขาออกมากันไว้ได้ มีดของเขาเริ่มส่องแสงสีแดงออกมาเรื่องๆเหมือนเหล็กที่อยู่ในไฟไม่มีผิด

“Over Power Drive” ชาโดว์ เซเวียร์ และแอสซาซิเนเตอร์ตะโกนพร้อมกัน ทั้งสามเริ่มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นและมีแรงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้เอสต้องเป็นฝ่ายรับในทันที

“Wave Blade” แอสซาซิเนเตอร์พูดขึ้นเบาๆ แล้วมีดของเธอก็กลายเป็นสีแดงเหมือนของเอส ทั้งด้านเซเวียร์และเอสนั้นได้แต่รับเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากเซเวียร์ใช้ดาบยักษ์สู้กับดาบคู่ แปลกเลยที่เธอจะเริ่มฟันไม่ค่อยโดน แต่เธอก็พยายามหลบดาบของชาโดว์เต็มที่ ทางด้านเอส เขาได้ฟันถูกตัวแอสซาซิเนเตอร์ไปครั้งหนึ่ง แต่เหมือนกับชาโดว์ เธอไม่ได้รับบาดเจ็บเลย

“บาเรียหนาจริงแฮะ” เอสบ่นและฟันแอสซาซิเนเตอร์ไป 2 ทีในพริบตา จบท้ายด้วยถีบเธอออกไปสุดแรง

แอสซาซิเนเตอร์ที่ถูกเอสถีบออกไปนั้น ได้ใช้บูสเตอร์ของเธออย่างเต็มที่ทำให้เธอเข้าไปด้านหลังของเอสได้สำเร็จ เธอง้างมีดซ้ายออกมาฟัน ทว่า...

ฉึบ เสียงเสื้อของเซเวียร์ขาดและมีเลือดไหลออกมา เพราะเธอพุ่งเข้าไปรับมีดแทนเอสนั่นเอง ทันใดนั้น กระเป๋ากระโปรงของเธอก็ส่องแสงสีฟ้าสว่างจ้าออกมา เธอล้วงมือเข้าไปหยิบคริสตัลสีฟ้าออกมาวางไว้ในมือของเอสก่อนจะล้มลงไป แอสซาซิเนเตอร์ที่ตกใจก็ได้กระโดดออกมาตั้งหลัก

“Synchronization Completed” เสียงดังออกมาจากคริสตัลสีฟ้าในมือของเขา ตอนนี้เซเวียร์สลบลงไปแล้ว เอสจึงทำอะไรไม่ถูก

“แก... ตาย” เขาพูดขึ้นพร้อมตะโกนออกมา “Set up”

อย่างที่เขาคิด คริสตัลของเขาส่องแสงสีขาวออกมา และเริ่มปรากฏเป็นดาบที่มีขนาดยาวพอสมควร

เธอทั้ง 2 หลังจากตั้งสติได้ก็พุ่งเข้ามารุมใส่เอส แต่กลับถูกเข้าปัดทิ้งหมด เอสกันดาบของชาโดว์ได้ทั้งหมด และถีบแอสซาซิเนเตอร์ออกไป จากนั้นก็ฟันชาโดว์ไปเต็มๆครั้งนึง แล้วหมุนตัวกลับมาง้างดาบจะฟันอีกครั้ง

“Blaster Shot” เอสตะโกนแล้วฟาดกระสุนพลังงานสีเหลืองออกไปใส่ชาโดว์ในระยะประชิดจนเธอ กระเด็นออกไปไกลพอสมควร แต่เธอก็ยังไม่ได่รับบาดเจ็บอยู่ดี เธอได้ลุกขึ้นมาและมองไปที่ตาของเอส พบว่าตาของเขานั้นแทบจะไม่มีประกายตาอยู่แล้ว

“ขืนเป็นแบบนี้พลังงานบาเรียหมดแน่ แอสซาซิเนเตอร์ เราต้องไปเรียกกองกำลังเสริมมาแล้วล่ะ” ชาโดว์ตะโกนบอกแอสซาซิเนเตอร์ จากนั้นทั้งคู่ก็บินขึ้นฟ้าหนีไป เอสไม่สามารถตามไปได้เพราะเขาบินไม่ได้ จึงต้องปล่อยให้หนีไป

เซเวียร์เริ่มลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ เลือดที่แผลของเธอนั้นหยุดไหลแล้ว แต่เธอก็ยังกุมแผลของเธออยู่ เอสที่เห็นดังนั้นก็เริ่มได้สติคืนแล้วเดินเข้ามาหาเซเวียร์

“เข้าบ้านไปรักษาแผลก่อนเถอะ” เอสชวนเซเวียร์เข้าบ้าน ซึ่งเธอก็เดินตามเขาเข้าบ้านไป

“ไม่ต้องหรอก ไม่มีเวลาแล้ว อีกไม่นานลาสแองเจิ้ลต้องบุกมาถล่มที่นี่แน่ๆ” เซเวียร์บอกเอสแล้วไปนั่งพักบนโซฟา พร้อมๆกับเมด 2 คนถือน้ำชามาให้

“ยังไม่ไปกันอีกเหรอ” เอสถามพวกเธอทั้งคู่

“พวกเราคิดว่าท่านจะกลับมาก่อนไปน่ะค่ะ” เมดคนแรกที่เดินเข้ามาตอบหลังจากยกแก้วน้ำชาวางเรียบร้อย “เรื่องสัมภาระของพวกเราเตรียมเสร็จแล้วค่ะ”

“งั๊นก็ออกไปได้แล้ว ให้เวลา 10 นาที” เขาพูดพลางไปกดป่มตั้งเวลาที่กำแพงข้างทีวี ตั้งตัวเลขไว้ราวๆ 12 นาที เซเวียร์ก็กดปุ่มบางปุ่มบนนาฬิกาของเธอเหมือนกัน

สาวใช้ทั้งสองคนเข้าห้องตัวเองและหยิบกระเป๋าเดินออกไปจากบ้าน ขณะที่เอสเข้าไปในห้องของเขาเพื่อเก็บข้อมูลบางอย่าง

“ชั้นจะทำลายบ้านหลังนี้ภายใน 12 นาที เธอโทรหาคนมารับแล้วใช่ไหม” เอสหันไปถามเซเวียร์ซึ่งเธอพยักหน้าตอบรับ

เอสเก็บของของเขาอย่างรวดเร็วขณะที่เซเวียร์นั่งพักรอรถของเธอ และแล้วหลังผ่านไป 8 นาที เอสก็เดินออกมาจากห้องของเขาพร้อมกับรถที่มาจอดหน้าบ้านของเขา เขาและเซเวียร์จึงเดินไปขึ้นรถ

“ขอแนะนำตัวหน่อยนะครับ” ชายผู้ที่ขับรถอยู่พูดกับเอสในชุดเจ้าหน้าที่สีน้ำตาลส้ม ใบหน้าของเขายังหนุ่มๆอยู่ แต่ถ้าดูจากท่าทางการพูดและความสูงแล้วคงจะอายุราวๆ 22 ปีได้ ถึงจะมีหน้าตาเป็นฝรั่งแต่ผมของเขานั้นสีดำสนิท “ผม สิบเอก อัลพาร์โต้ ไวท์เดย์ครับ ทำหน้าที่ควบคุมยานอวาลอนครับ”

“อืมๆ” เอสตอบกลับ “ช่วยอธิบายมาด้วยว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง”

“ผมก็พอจะอธิบายคร่าวๆได้นะครับ แต่ถ้าอยากรู้ลึกจริงๆต้องไปดูฐานข้อมูลในยานอวาลอน” อัลพาร์โต้ตอบ “พวกเราเป็นทหารของกองทัพเบอร์มิวเดีย ซึ่งเป็นประเทศลับๆที่ตั้งอยู่ในสามเหลี่ยมและถูกสร้างโดย ดร.ประเสริฐ แต่หลังจากพบดีไวซ์ ทางประเทศของเรานั้นก็ได้ทำการวิจัยจนเข้าถึงข้อมูลชั้นที่ 1 ได้สำเร็จ ในนั้นได้บอกไว้หลายอย่างเช่นเรื่องมีดีไวซ์ทั้งหมด 20 เครื่องทั่วโลกและหากนำมาติดตั้งบนสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าโนอาห์อาร์ค จะเกิดเหตุกาณ์ที่เรียกว่าการพิพากษา ซึ่งพวกเราก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ดูเหมือนกลุ่มลาสแองเจิ้ลนั้นกำลังรวบรวมดีไวซ์เพื่อเดินเครื่องโนอาห์อา ร์คอยู่ จึงตั้งกองทัพขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น พอจะเข้าใจไหมครับ?”

“ก็ตามทันอยู่ แต่ทำไมตอนที่เซเวียร์ต่อสู้เมื่อกี๊ถึงใช้ได้แค่ดาบล่ะ?” เอสถามต่ออีก

“อันนี้ผมก็ไม่ทราบครับ ต้องไปถามฝ่ายช่าง แต่ถ้าจำไม่ผิดเห็นเขาบอกว่าต้องเข้าไปให้ถึงข้อมูลชั้นที่ 2 ก่อนน่ะครับ ทางเราก็สามารถปลดล็อกขั้นที่ 2 แก่ดีไวซ์ได้หลายเครื่องแล้ว แต่สำหรับเบลดเดอร์ก็รอคุณมาทำให้นี่แหละครับ”

“เบลดเดอร์?”

“ดีไวซ์ของท่านเซเวียร์ครับ ส่วนของคุณที่เธอให้ไปก็ชื่อราส นึกไม่ถึงเลยนะครับว่าท่านก็ได้เป็นผู้ใช้ดีไวซ์ด้วย”

“หมายความว่าไง?”

“คนที่ใช้ดีไวซ์ได้นั้นคือคนที่มีค่าซิงโครกับดีไวซ์สูงครับ เรื่องนี้ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกันครับ ที่จริงแล้วถึงประเทศเราจะมีเทคโนโลยีสูงกว่าประเทศอื่น แต่ก็ยังไม่เท่าพวกลาสแองเจิ้ลอยู่ดี ถึงต้องมาเชิญคุณไงครับ” อัลพาร์โต้ตอบ

ติ๊ดๆ สัณญาณดังขึ้นมา อัลเอื้อมมือไปกดปุ่มสีแดงแล้ววิทยุก็ดังขึ้น

“ร้อยเอก ซูเทีย แบล็คไลน์พูด ภารกิจสำเร็จไหม”

“ครับ อยากจะคุยด้วยไหมล่ะครับ?” อัลตอบ

“ไม่ต้องแล้ว รีบมาด่วนเลย ลาสแองเจิ้ลพบยานของเราแล้ว แค่นี้นะ” แล้วเสียงวิทยุก็ดับไป

“ไว้คุยกันทีหลังนะครับ ช่วยจับแน่นๆด้วย” อัลบอกกับเอสแล้วกดปุ่มสีน้ำเงิน เอสเริ่มรู้สึกว่ารถเริ่มกระตุกแล้วซักพักรถก็เริ่มลอยขึ้น ไอพ่นหลังรถพ่นเปลวไฟสีน้ำเงินออกมาแล้วรถก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง แล้วรถก็บินไปข้างหน้าออกจากถนนด้วยความเร็วสูง

ตอนนี้ในรถไม่มีการพูดกันของทั้งคู่ ไม่ว่าจะเอสหรืออัลพาร์โต้ ส่วนเซเวียร์นั้นไม่ต้องนับเลย เพราะเธอเงียบเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว

15 นาทีผ่านไป ทุกคนเริ่มเห็นบางสิ่งคล้ายๆฝูงนกกำลังรุมบางสิ่งบางอย่างอยู่ อัลพาร์โต้ก็เร่งเครื่องเต็มที่ เมื่อเข้าไปใกล้อีกนิดนึงก็เริ่มเห็นยานรบขนาดใหญ่และอาวุธรูปร่างมนุษย์ (หรือคนใส่เกราะ) รบกันอย่างดุเดือด

“ฝากด้วยนะครับเซเวียร์” อัลพาร์โต้หันหลังมาพูดกันเซเวียร์ ซึ่งเธอก็ได้หยิบดีไวซ์ขึ้นมาและปีนออกไปบนหลังคารถ

เธอตะโกนสั่งเซ็ทอัพ แล้วดีไวซ์ของเธอก็กลายเป็นดาบชนาดยักษ์อีกครั้ง เธอง้างไว้ที่ด้านหลังแล้วตะโกน “Blaster…”

ดาบของเธอเปล่งแสงสีเหลืองออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

“Shot” เซเวียร์ตะโกนออกมาแล้วฟาดดาบไปข้างหน้า เกิดคลื่นพลังงานสีเหลืองขนาดใหญ่กว่าตอนใช้กับชาโดว์ราวๆ 2 เท่าได้ เธอได้หมุนตัวแล้วง้างดาบอีกรอบแล้วฟาดออกไป “Aero Buster”

ดาบของเธอระเบิดพลังลมออกมาอย่างแรงทำให้เกิดกระสุนลมที่แรงและเร็วมากพุ่ง ออกไปข้างหน้าไปรวมกับคลื่นสีเหลืองที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ทำให้คลื่น พลังงานสีเหลืองแตกกระจายออกพุ่งตรงไปที่กลุ่มศัตรู

ฝ่ายศัตรูเห็นดังนั้นก็รีบหลบทันทีทำให้มีช่องว่างให้รถของเธอผ่านเข้าไปในตัวยานได้
สำเร็จ

“ช่วยตามมาด่วนเลยครับ” อัลลงจากรถแล้วเรียกเอสกับเซเวียร์ตามไปที่ห้องบัญชาการ

ครื่น! เสียงประตูห้องสั่งการถูกเปิดออก ผู้หญิงผมสีเขียวที่ดูเหมือนจะเป็นคนมีอายุแล้วลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้ามากล่าวต้อนรับ


“ขอต้อนรับสู่ยานอวาลอนแห่งกองทัพเบอร์มิวเดีย”
Back to top
 
 
IP Logged
 
superneo
HUMAN
**
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 16
ค่าพลัง: 0


Re: RAS JUDGEMENT (มหาสงคราม ภาคการพิพากษา) แนวสงครามไซไฟครับ
Reply #2 - 01.01.11 at 20:50:41
 
ตามเอาใจช่วยครับ แต่งต่อไปเรื่อยๆนะครับจะตามอ่าน
Back to top
 

v62hr4en5_002.gif (222 KB | )
v62hr4en5_002.gif
 
IP Logged
 
Page Index Toggle Pages: 1
Print


THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.


Valid RSS Valid XHTML Valid CSS Powered by Perl Source Forge