THAI-TOKU  
 
  Index HomeHelpSearchLogin  
 


Page Index Toggle Pages: 1
Print
Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่12 (Read 2118 times)
Topic Description: คำสารภาพ(รัก)
Jocho
TRAINING HERO LEVEL1
****
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 219
ค่าพลัง: 9


Age: 35
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่12
07.04.09 at 10:58:17
 
SILK 12 : คำสารภาพ(รัก)

     แสงไฟยามค่ำคืนเมื่อได้มองลงมาจากโรงแรมหรูหรากลางเมืองมันช่างสะท้อนความงามในยามค่
ำคืนของเมืองที่จะลองมาจากมหานครเก่าลอนดอนเสียเหลือเกินแม้ว่าในตอนนี้ “ลอนดอน” แห่งนั้นจะไม่มีอีกแล้วบนโลกแต่ก็ยังเหลือนครลอนดอนแห่งใหม่ขึ้นที่นี่ ดินเนอร์หรูหราท่ามกลางแสงเทียนมันน่ะเหมาะกับสาวงามมากกว่า มาซากิคิดในใจว่าถ้าหากเขาลองพามิฮารุมาดินเนอร์แบบนี้บ้างก็คงจะดี มาซากิมองดูนาฬิกาของตัวเองก็รู้สึกว่านี่มันก็ถึงเวลานัดแล้วทำไมคู่ค้าของบริษัทเข
ายังไม่มากันอีกมีแต่โปรดิวเซอร์คนหนึ่งที่รีบออกมารับหน้าเสื่อเขาเอาไว้พร้อมพยายา
มพูดเกลี้ยกล่อมระวังว่ามาซากิจะรู้สึกหงุดหงิด

     “ขอโทษนะคะ ที่ดิฉันมาสาย ต้องขอโทษเป็นอย่างยิ่งนะคะท่านประธานคางุระ”

     มาซากิ : ....................!?

“หือ” ทำไมถึงเป็นเสียงผู้หญิง ถ้ามาซากิจำไม่ผิดคนที่จะมาร่วมดินเนอร์กับเขาในค่ำคืนนี้น่าจะเป็นไรอันเจ้าของคนให
ม่ของฮาโมนี่สิหรือว่าพวกเขาคิดจะเอาใจมาซากิโดยการส่ง “ผู้หญิง” มาให้กับเขาแทน ช่างไม่รู้อะไรเสียแล้วว่าเขาไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ว่าไอ้การ “รับรอง” แบบนี้เป็นสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด

     มาซากิ : ............................

“เดี๋ยวสิครับ อย่าพึ่งไป” โปรดิวเซอร์ร่างท้วมคนนั้นได้เอ่ยรั้งตัวมาซากิเอาไว้ก่อนพร้อมกล่าวขอโทษเขาและบอกว
่าพวกเขานั้นรู้ดีว่ามาซากิไม่ชอบการรับรองแบบนี้เพียงแต่ว่าพวกเขาแค่อยากจะให้มาซา
กิได้ทำความรู้จักกับไอดอลคนที่จะเป็นตัวแทนในการทำธุรกิจของบริษัททั้งคู่ก่อน เมื่อได้ยินดังนั้นมาซากิถึงกับรีบเงยหน้าขึ้นมามองผู้หญิงคนนี้ทันที

     “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะท่านประธานคางุระ ดิฉันไซเร็นค่ะ”

     มาซากิ : ..........เช่นกันครับ ผมมาซากิ คางุระ ยินดีที่ได้รู้จัก

เห็นมาซากิอารมณ์เย็นลงแล้วโปรดิวเซอร์ร่างท้วมก็รู้สึกโล่งอก เขาจึงขอตัวปล่อยให้ไซเร็นกับมาซากิได้พูดคุยพร้อมกับรับประทานอาหารกันสองต่อสอง อาหารถูกเสิร์ฟตามเมนูที่ทางฮาโมนีได้จัดเตรียมสั่งทางโรงแรมเอาไว้

     มาซากิ : ……………………………

     “.........เอ่อ.......คุณ......ไม่พอใจอะไรดิฉันหรือเปล่าคะ?”
     มาซากิ : !? เปล่านี่ครับทำไมถึงถามผมแบบนั้นล่ะ

     “ก็......คุณเอาแต่ทำหน้าตาคร่ำเคร่งไม่ยอมพูดยอมจาอะไร ดิฉันก็คิดว่าจะโกรธอะไรดิฉันรึเปล่า”

“ฮึ ๆ ๆ ๆ” มาซากิหัวเราะกับยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก เขารีบขอโทษเธอที่ตัวเองกำลังอยู่กับไอดอลสาวเสียงดีและก็สวยขนาดนี้แท้ ๆ แต่เขากลับเผลอแสดงอากับกิริยาแบบนั้นออกมาให้เธอเห็นได้เสียนี่ เมื่อไซเร็นได้เห็นรอยยิ้มนั้นของมาซากิเธอก็แอบยิ้มเล็กน้อยก่อนที่พวกเขาและเธอนั้
นจะได้ยินเสียงบรรเลงเพลงที่ขับกล่อมมาจากนักดนตรีประจำโรงแรม

     มาซากิ : เขาเล่นเพราะดีนะครับ

     “ไม่นึกว่าคุณจะยังชอบพวกเพลงคลาสสิคแบบนี้อยู่เหมือนเดิมเลยนะคะ”

     มาซากิ : เอ๋!!?........คุณรู้?

หญิงสาวยิ้มให้เขาพร้อมกับความลับที่แอบซ่อนอยู่ข้างใน มาซากิมองผ่านดวงตาของเธอกลับยิ่งรู้สึกสับสนและก็ไม่กล้าแม้แต่จะถามว่าเธอนั้นทำไม
ถึงรู้เรื่องส่วนตัวของเขาได้ ยิ่งเพราะตัวเธอคือผู้หญิงคนนั้นที่น่าจะไม่มีวันมาปรากฏต่อหน้าของเขาแบบนี้อีกเป็น
ครั้งที่สองแล้ว.............

     “ไซเร็น.......เป็นเหมือนกับชื่อในวงการของดิฉันค่ะ......ก็เหมือนกับคุณที่มีอีกฉาย
ามาเป็นเหมือนกับหน้ากากไว้ต่อกรกับสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายนะคะ คุณ RAL”

     มาซากิ : !!!!?

     “ชื่อจริงของดิฉันคือไดอาน่าค่ะ ไดอาน่า รีมเบอร์..........”

หญิงสาวเปิดเผยตัวจริงให้เขารู้แถมเธอยังจะรู้ความลับเรื่องนั้นของเขาอีกต่างหาก มันเป็นยังไงมายังไงกันนะเรื่องพวกนี้มันทำให้มาซากิถึงกับตกตะลึงจนจะทำอะไรไม่ถูกอ
ยู่แล้ว ไดอาน่าค่อย ๆ ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ ๆ แล้วมอบจุมพิตเล็ก ๆ ให้แก่เขาก่อนที่เธอจะขอตัวกลับพร้อมกับทิ้งคำพูดอันเป็นปริศนาให้แก่เขาไว้

     ไดอาน่า : ดิฉันไม่เคยลืมถึงความสวยงามยามแสงตะวันต้องกระทบกับแสงขอบฟ้าในวันนั้นเลย.........
.ดิฉันต้องไปแล้วล่ะค่ะ แล้วพบกันอีกนะคะคุณมาซากิ
     มาซากิ : ................ดี........ดีน่า............

หญิงสาวยิ้มให้กับเขาก่อนที่จะหันหลังเดินจากไปปล่อยให้ชายหนุ่มคนนี้ต้องอยู่กับควา
มสงสัยและความสับสนที่ประดังเข้ามา

     ในบ้านสองชั้นขนาดกลางแต่ก็มีอาณาบริเวณที่กว้างขวางดูอบอุ่นเข้ากับครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีพ่อแม่และลูก ๆ สองคน ขณะนี้ก็ดึกแล้วไฟในบ้านจึงถูกปิดแทบจะทั้งหมดยังคงเหลือเอาไว้แต่ดวงที่อยู่ตรงประต
ูรั้วกับหน้าประตูบ้าน หญิงสาวคนหนึ่งกำลังรอคอยการกลับมาของสามีภายในบ้านหลังนี้ เด็ก ๆ นอนกันหมดแล้วเหลือแต่เธอที่ยังไม่เข้านอนเพราะความกังวลมันกัดกินจิตใจจนเธอนั้นข่ม
ตาหลับไม่ลง

     “!!!!?”

เสียงเครื่องยนต์จากรถคันหนึ่งกำลังจอดอยู่ที่หน้าบ้านของเธอ จากนั้นประตูรั้วอัตโนมัติก็ค่อย ๆ เลื่อนออกเปิดทางให้รถคันนั้นได้เข้ามาภายในอาณาเขตของบ้าน เธอจำได้ดีเสียงเครื่องยนต์แบบนี้มันน่าจะมาจากรถยนต์ของสามีเธอ

     “แอ๊ดดดดดดด”

เขาพยายามเปิดประตูบ้านให้เกิดเสียงรบกวนให้น้อยที่สุดระวังว่ามันจะไปทำให้พวกเด็ก ๆ ต้องตื่น จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาภายในแล้วตอนนั้นเองที่สายตาเขานั้นไปเห็นเธอที่กำลังรอคอยการกลับมาของเข
าอยู่

     มิฮารุ : กลับมาแล้วเหรอ......มาซากิ
     มาซากิ : ผมกลับมาแล้ว.......นี่ก็ดึกมากแล้วคุณยังไม่นอนอีกเหรอ
     มิฮารุ : ก็........ฉันอยากจะรอมาซากิน่ะสิ

มาซากิยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะค่อย ๆ เดินเข้ามาโอบกอดเธออย่างนิ่มนวล จนมิฮารุที่เป็นภรรยายังแอบเขินนิด ๆ แต่ว่าตอนนั้นเองที่เธอได้กลิ่นปริศนามาจากตัวของมาซากิ มันเป็นกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงแน่ ๆ เธอไม่อยากจะคิดมากเลยแต่นี่มันก็เป็นกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงจริง ๆ

     มาซากิ : เอ๊ะ!? เป็นอะไรไปเหรอมิฮารุ อยู่ ๆ ก็เงียบไป
     มิฮารุ : อ.......เอ่อ.....ไม่มีอะไรหรอกมาซากิ ไปอาบน้ำก่อนเถอะนะ

ถึงจะมีกลิ่นน้ำหอมติดตัวมาแต่ก็ยังดีที่ไม่มีกลิ่นสบู่ จึงเป็นที่วางใจได้ขั้นหนึ่งว่ามาซากิไม่ได้นอกร่องนอกรอยจริง ๆ น้ำอุ่นในอ่างถูกตระเตรียมเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย มาถึงเขาก็ลงไปแช่ด้วยความเหนื่อยล้าทันที

     มาซากิ : เฮ้อ!.........หือ!?

     “ครืด......”

เสียงประตูห้องน้ำถูกเลื่อนออกปรากฏเป็นมิฮารุภรรยาแสนสวยของเขาในเรือนร่างที่ถูกปิ
ดบังเอาไว้แค่ผ้าขนหนูพืนเล็ก ๆ ผืนเดียว เธอค่อย ๆ ก้าวเท้าลงไปในอ่างอิงแอบแนบชิดกับสามีที่เธอรัก ด้านมาซากิแม้ว่าจะออกอาการแปลกใจนิด ๆ แต่เขาก็รู้ดีว่ามิฮารุก็แค่อยากจะออดอ้อนเขาตามประสาที่เธอเคยเป็น

     มาซากิ : ...........มานี่สิมิฮารุ
     มิฮารุ : มาซากิ...........

เขาโอบกอดเธอจากด้านหลังอย่างนุ่มนวล ทั้งสองคนยังคงแช่อยู่ในอ่างน้ำด้วยไออุ่นที่ทั้งคู่ได้มอบให้ต่อกันและกัน

     ในเวลาเดียวกันบนอพาร์ทเมนท์สุดหรูหรากลางลอนดอน เชลเตอร์ยุโรปเหนือ ภายในห้องที่กว้างขวางนั่นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังอยู่ในห้องอาบน้ำ รูปร่างของเธอไม่ว่าจะดูยังไงก็ไม่แพ้พวกนางแบบโมเดลที่เดินอยู่บนเวทีแคทวอร์ค ถ้าหากไม่บอกก็คงจะไม่มีใครเชื่อว่าแท้จริงแล้วเธอมีอาชีพเป็นทหาร ซ้ำเธอยังเป็นหัวหน้าทีมต่อสู้กับสิ่งมีฃีวิตที่ไม่สามารถจะระบุประเภทได้ หน่วย Justice แห่งองค์กร JUDAS สกาเลต วิลสัน หรือในนามของ The First Valkiry อันที่จริงเธอพึ่งจะทำการย้ายมาอยู่ในอพาร์ทเมนท์แห่งนี้ได้ไม่นานดูได้จากบรรดากล่อ
งที่ใส่ของใช้ประจำวันซึ่งเธอนั้นแทบที่จะไม่มีเวลานำมันออกมาเรียงเลย ก็ช่วยไม่ได้เพราะมันเป็นคำสั่งเด็ดขาดของผู้บังคับบัญชาของเธอที่ให้เธอนั้นย้ายมาป
ระจำการที่นี่ส่วนในเรื่องของเหตุผลนั้นถือว่าเป็นความลับระหว่างเธอกับอลันด์ สกาเลตเดินคุยโทรศัพท์ออกมาจากห้องน้ำในชุดสุดหวือหวาที่ใส่แค่ชั้นในท่อนล่างโดยที่
ข้างบนนั้นไร้ซึ่งอาภรได ๆ มาปิดบัง เปิดเผยรูปร่างอันเซ็กซี่ที่ไม่ว่าชายไดถ้าได้มาเห็นเข้าต่างก็ต้องถึงกับทนไม่ไหวเป
็นแน่ โดยคู่สนทนาของเธอก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคาเรนลูกน้องที่อยู่ทีมเดียวกันกับเธอและเร
ื่องที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอยู่ก็คงจะไม่พ้นเรื่องงาน โดยทั้งนี้สกาเลตยังได้เปิดโทรทัศน์ดูข่าวสารบ้านเมืองควบคู่ไปด้วย

     สกาเลต : ไม่ยอมให้ฉันว่างเลยล่ะสินะพวกเธอ ฉันพึ่งจะอาบน้ำเสร็จไม่ทันไรเลย
     คาเรน : ช่วยไม่ได้นี่ก็งานพวกเรามันยุ่งอยู่แล้ว ว่าแต่หัวหน้าเถอะย้ายของเสร็จแล้วรึยังล่ะ
     สกาเลต : ยัง.......แล้วเธอมีธุระอะไร เล่นโทรมาตอนฉันออกเวรแบบนี้
     คาเรน : มี......ลองเปิดช่องข่าวดูสิ

รีโมทที่วางอยู่ใกล้ ๆ มือถูกหยิบจิ้มเปลี่ยนช่องทันได ในนั้นเป็นรายการโต๊ะวิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองแล้วหัวข้อที่พวกนักวิชาการกับนักข่า
วทั้งหลายกำลังวิเคราะห์ในขณะนี้ก็ไม่ใช่เรื่องอื่นแต่มันเป็นเรื่องของพวกเธอกับองค
์กรอิสระอีกแห่งหนึ่ง GATE โดยเนื้อหาในนั้นเป็นการวิจารณ์การทำงานที่ล่าช้าของ GATE และความเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์หลังจากมีการปรากฏตัวของพวกมารร้ายอย่างเทวทูตออกม
า......

     “ถ้าไม่นับเมื่อ 1 ปีที่แล้ววินาทีแรก GATE หายไปไหน จนกระทั่งเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นที่เบอลินก็แทบที่จะไม่พบ GATE ออกมาป้องกันก่อนเกิดเหตุได้เหมือนกับครั้งอสูรมิติเลย”

พิธีกรเริ่มเปิดประเด็นคำถามที่เป็นดั่งตัวแทนของประชาชนใส่อย่างเผ็ดร้อน โดยที่ก็มีการพูดคุยกันในโต๊ะสัมภาษณ์ระหว่างความจริงในปัจจุบันที่ว่า GATE คือคลื่นลูกเก่าและในตอนนี้ควรที่จะปล่อยให้คลื่นลูกใหม่อย่าง JUDAS เป็นคนแสดงนำมากกว่า

     “จะว่าไป BRAVE ของ GATE ก็เงียบหายไปนานเลยนะครับ ถึงแม้จะมีผู้ประสบภัยบางคนในที่เกิดเหตุได้เห็นพวกเขาก็ตาม”

     “ผมได้ยินข่าวลือออกมาด้วยซ้ำว่าเมื่อ 1 ปีก่อนจากการต่อสู้กับเหล่าเทวทูตในครั้งแรก พวกเขาต้องสูญเสียเสาหลักอย่าง ARO ไป ทำให้อีก 2 คนที่เหลืออย่าง RAL กับ NERO ต้องเสียกำลังใจไปไม่ใช่น้อย เพราะเท่าที่ผมได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับพวกเขาทั้งสามคนมาว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กันท
างสายเลือดนะครับ”

ข่าวก็เปิดประเด็นกันไปต่าง ๆ นานาแต่ในนอนนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าคะแนนนิยมของ GATE เริ่มจะลดลงโดยผู้คนส่วนใหญ่จะไปเทแรงใจให้กับ JUDAS แทน สกาเลตดูข่าวอย่างใจเย็นพร้อมกับความรู้สึกเห็นใจเนกิขึ้นมาแวบนึงที่จะต้องสูญเสียพ
ี่ชายอย่าง ARO ไป

     สกาเลต : !!!? ทำไมเราจะต้องไปเห็นใจหมอนั่นด้วย………..ไม่เอา ๆ เลิก ๆ ๆ

สกาเลตพยายามค้านความรู้สึกของตัวเองก่อนที่จะเดินไปสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ระหว่างนั้นเองที่หน้าประตูห้องของหญิงโสดตัวคนเดียวอย่างเธอกลับมีเงาปริศนามายืนหย
ุดลงตรงนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของเงาคนนี้เป็นใครแม้แต่สกาเลตที่กำลังเลือกชุดนอนในลังเสื้อผ้า
ที่เธอแพคมาอย่างรีบร้อน

     “ติ๊งหน่อง............”

เสียงออดดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกเจ้าของอย่างสกาเลตว่าตอนนี้ที่หน้าห้องของเธอน่าจะมีแ
ขกมา ทั้ง ๆ ที่สกาเลตยังรู้สึกสงสัยว่าใครกันนะที่มาเอาป่านนี้แถมที่สำคัญที่สุดก็คือเธอยังไม่
ได้บอกใครเลยว่าได้ย้ายบ้านจากที่ L.A. เชลเตอร์อเมริกา มายังลอนดอน เชลเตอร์ยุโรปเหนือแห่งนี้

     สกาเลต : ..................ใครกัน.......?

แน่นอนว่าผู้หญิงแกร่งอย่างเธอนั้นต้องระวังตัวเป็นพิเศษอยู่แล้ว ตั้งแต่เธอแยกจากมาริสามาสาเหตุของการสมัครเข้ามาในกองทัพก็เพื่อเสริมสร้างความแข็ง
แกร่งและลบความอ่อนแอของตัวเองให้หมดไป

     สกาเลต : ......ใครคะ?

     “.........”

แม้จะสอบถามผ่านทางอินเตอร์โฟนแต่แขกผู้มาเยือนกลับไม่ได้ตอบเธอกลับมาแม้แต่น้อยหาก
คำตอบที่เธอได้กลับมานั้นก็คือเสียงเคาะประตูสร้างความโมโหให้กับสกาเลตเป็นอย่างยิ่
ง ดีเลย...ถ้าหากว่าไม่ยอมแสดงตัวล่ะก็ สกาเลตคิดในใจก่อนที่จะแง้มเปิดประตูเพื่อล่อคนร้ายให้เข้ามาจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่
ของเธอเอง

     สกาเลต : ..................!!!

     “โอ๊ย........เจ็บ........”

     สกาเลต : มาริสา!!?

ทันทีที่บุคคลปริศนาได้ย่างก้าวเข้ามาสกาเลตก็ตรงรี่เข้าไปจับบุคคลต้องสงสัยนั่นกดต
ัวลงกับพื้นห้อง สกาเลตต้องตกใจมากเมื่อบุคคต้องสงสัยคนนี้กลับเป้นมาริสาน้องสาวฝาแฝดของเธอ

     มาริสา : อูยย.....แหะ ๆ
     สกาเลต : เป็นอะไรรึเปล่า เจ็บตรงไหนมั้ย พี่ไม่ได้ตั้งใจ
     มาริสา : ไม่เป็นไรหรอกค่ะ.....แหม....ไม่ต้องกลัวเลยนะคะว่าใครจะมาทำอะไรพี่ได้

มาริสายังคงพูดติดตลกเล็กน้อยแต่ว่าสกาเลตสิที่เป็นห่วงน้องของเธอมาก ดีนะที่กะแค่สั่งสอนถ้าหากว่าเธอเอาจริงบางทีมาริสาคงจะแขนหักไปแล้วก็ได้ สกาเลตจึงต่อว่าน้องของเธอทันทีว่าครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีกซึ่งมาริสาก็รับปากก่อนท
ี่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติตอนนั้นเองที่........

     สกาเลต : !!? จริงสิแล้วเธอมาที่นี่ได้ยังไง!?
     มาริสา : ก็................
     สกาเลต : ไม่ต้องมา “ก็” เลย นี่เธอหนีพ่อมาอีกแล้วเหรอ?

สกาเลตรู้นิสัยน้องของเธอดีแต่ว่าคราวนี้มาริสากลับบอกพี่สาวของเธอว่าได้รับคำอนุญา
ตจากพ่อของเธอแล้ว

     มาริสา : ว่าแต่พี่เถอะค่ะ ที่ต้องย้ายมาอยู่ที่นี่กระทันหันก็คงจะเป็นเรื่องงานไม่ก็เพราะเป็นคำสั่งของ “คุณพ่อ” ของพี่ใช่มั้ยล่ะ?
     สกาเลต : ........................

ทำไมมาริสาถึงใช้คำพูดแทนตัวพ่อของทั้งคู่ว่า “คุณพ่อของสกาเลต” หรือว่าพวกเธอจะมีพ่อคนละคนกันแล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อพวกเธอทั้งสองเป็นฝาแฝ
ดแท้ ปริศนาก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไปเมื่ออีกที่หนึ่งไม่ห่างจากอพาร์ทเมนท์แห่งนั้น ในบ้านสองชั้นหลังหนึ่งก็มีพี่น้องที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันหากแต่ว่าพวกเขาจะต่างกั
บคู่ของทั้งสองเพราะพวกเขาคู่นี้มีความสัมพันธ์เป็นน้องสาวกับพี่ชาย

     อาเชอร์กำลังร่วมกินอาหารเย็นภายในครอบครัวที่มีทั้งพ่ออย่างจอร์นมีแม่อย่างมิเรียน
อกจากนี้ก็ยังมีน้องสาวตัวดีอย่างริต้าอยู่อีกคน ในโต๊ะกินข้าวเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดูอบอุ่นยกเว้นแต่บริเวณรอบ ๆ ตัวอาเชอร์ลูกชายคนโตคนนี้อันมีสาเหตุมาจากเรื่องทั้งหลายที่เข้ามาประดังใส่หัวของเ
ขาจนมันแทบจะระเบิด

     จอร์น : เป็นอะไรไปหือลูก.....หรือว่าเครียดเรื่องงาน.....มีอะไรก็ปรึกษาพ่อได้นะ
     อาเชอร์ : ...............ไม่มีอะไรครับพ่อ ขอบคุณนะครับแต่ว่าผมไม่เป็นไรจริง ๆ

อาเชอร์ไม่อยากทำให้จอร์นต้องเป็นกังวลแล้วนอกจากนี้เรื่องที่เขากำลังมีปัญหามันก็เ
ป็นสิ่งที่เขากำลังรู้สึกสงสัยในครอบครัวนี้โดยตรงเสียด้วย แต่เพียงเพราะเขาพยายามปฏิเสธและไม่อยากจะให้ความเชื่อที่ตนเองมีมาโดยตลอดต้องพังทล
าย ริต้าผู้เป็นน้องคนเล็กของบ้านเห็นพี่ชายกับพวกพ่อแม่กำลังเครียด ๆ เธอจึงเล่าเรื่องทัศนศึกษาที่กำลังจะมาถึงให้ทุกคนฟัง

     อาเชอร์ : ดีจังนะริต้า.......ได้ไปเที่ยวซะด้วย
     ริต้า : อ๊า~~~~หนูเจ็บนะ

แม้จะแกล้งกดหัวริต้าแต่อาเชอร์ก็ยังยิ้มให้กับน้องสาวคนสำคัญ เขาจึงนึกถึงเนกิทันทีเพราะไม่ว่ายังไงเนกิก็เป็นอาจารย์คนคุมเด็กไปทัศนศึกษาครั้งน
ี้นอกจากนั้นเขาก็ยังเป็นรุ่นพี่ที่ไว้วางใจได้ของเขาด้วย หลังอาหารเย็นริต้ารีบวิ่งตรงขึ้นไปในห้องของเธอเพื่อเตรียมตัวเก็บของนอกจากนี้ก็เพ
ื่อที่จะโทรศัพท์หาจูเลียเพื่อนผู้หญิงของพี่ชาย เธอผู้ที่เป็นคล้าย ๆ กับพี่สาวที่เธอสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง

     จูเลีย : ........ฮัลโหล..........ริต้าเหรอ?

น้ำเสียงของจูเลียในวันนี้ช่างแตกต่างกับน้ำเสียงเดิม ๆ ที่เธอเคยเป็นจนแม้แต่ริต้ายังจะรู้ถึงความแปลกไปในครั้งนี้ของจูเลียที่ไม่ร่าเริงเ
หมือนเดิม

     ริต้า : พี่จูเลีย......พี่เป็นอะไรรึเปล่าคะ?
     จูเลีย : !!?......อะ....เอ่อ...เปล่า เปล่าจ้ะ พี่ก็ปกติดี.....เพียงแต่ว่า
     ริต้า : เรื่องพี่อาเชอร์อีกแล้วเหรอคะ
     จูเลีย : !!?

ริต้ารู้ดี....จะมีอะไรมาทำให้จูเลียจะต้องคิดมากขนาดนี้อีกถ้าไม่ใช่เรื่องของอาเชอ
ร์ ด้านจูเลียก็รีบปฏิเสธว่ามันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอาเชอร์หรอกหากแต่มันเป็นเรื่องส
่วนตัวของเธอมากกว่าที่ทำให้จูเลียต้องคิดมากขนาดนี้

     ริต้า : พี่จูเลียมีอะไรพี่ก็ปรึกษาหนูได้เลยนะคะ ก็พี่น่ะเหมือนกับเป็นพี่สาวของหนูนั่นแหละค่ะ
     จูเลีย : ฮิ ๆ ขอบใจจ้ะริต้า........แต่ว่า.......บางทีตั้งแต่พรุ่งนี้ไปพี่..........

อยู่ ๆ เสียงใส ๆ ของเธอกลับต้องหม่นหมองลง จูเลียค่อย ๆ บอกให้ริต้าฟังทีละนิดว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เธอจะต้องกลับไปที่ออสเตรเลียด้วยเหตุจำเป็
นของทางบ้าน มันทำให้ริต้ารู้สึกช็อคมากเพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ยินข่าวร้ายแบบนี้จาก
จูเลีย

     ริต้า : แล้ว.......พี่จูเลียจะไปกี่วันคะ!! จะกลับมาเมื่อไรคะ
     จูเลีย : ริต้า......พี่คงจะต้องไปนาน บางทีพี่อาจจะไม่ได้กลับมาอีกแล้วก็ได้....

เหมือนกับมีอะไรบางอย่างมาทุบในหัวของเด็กน้อยคนนี้ ริต้ารู้สึกว่าไม่อาจจะยอมรับได้ซึ่งทางจูเลียก็พยายามอธิบายเพราะเธอเองก็คิดว่าริต
้าเป็นเหมือนกับน้องสาวของเธอจริง ๆ

     จูเลีย : พี่ทำเรื่องของโอนหน่วยกิจไปที่นั่นแล้ว พรุ่งนี้ตอนเที่ยงพี่ก็จะเดินทางแล้วล่ะ
     ริต้า : ทำไมล่ะ ทำไมละคะ ทำไมพี่จูเลียจะต้องไปด้วย......หรือเป็นเพราะพี่อาเชอร์......
     จูเลีย : มันไม่เกี่ยวอะไรกับอาเชอร์หรอกริต้า......พี่....พี่.....ฮือ....ๆ.ๆ.....

ได้ยินเสียงจูเลียร้องให้ริต้าก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่จะทำให้เธอเจ็บช้ำไปกว่านี้ จูเลียบอกกับริต้าว่าอาเชอร์คงจะมีใครมาดูแลแทนเธอแล้ว ไม่สิเพราะตั้งแต่แรกเธอกับอาเชอร์ก็ไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่แล้ว พวกเธอเป็นได้แค่เพื่อน......เธอไม่สามารถจะก้าวข้ามคำ ๆ นี้ไปได้เลย

     ริต้า : ........พี่จูเลีย.....มันไม่จริงหรอกค่ะ คนที่พี่อาเชอร์รักมากที่สุดก็คือพี่จูเลีย ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาหนูไม่เคยได้ยินพี่อาเชอร์เรียกใครสนิทเท่าพี่จูเลียมาก่อนเลย ไม่อย่างนั้น....ไม่อย่านั้นพี่อาเชอร์เขาคงจะไม่เรียกพี่จูเลียว่าจูลี่หรอกค่ะ ก็.....หนูน่ะ.....หนูอยากจะให้พี่จูเลียมาเป็นพี่สาวของหนูจริง ๆ ......หนูอยากจะให้พี่จูเลียกับพี่อาเชอร์แต่งงานกัน หนูอยากให้พี่จูเลียมาเป็นพี่สะไภ้ของหนู..........

     จูเลีย : ริต้า.........ขอบใจจ้ะ

อีกห้องหนึ่ง ข้าง ๆ ของของริต้า อาเชอร์รู้สึกข่มตาไม่ลงเลย อะไรหลายต่อหล่ยเรื่องมันประดังมาที่เขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิคาเอลที่ลอสทาเรียไหนจะเป็นเรื่องของความทรงจำที่ผุดเข้ามาใ
นหัวซึ่งเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่านั่นคือความทรงจำของเขาหรือเปล่า ไม่มีอะไรเลยหรือที่จะช่วยบรรเทาความรู้สึกแบบนี้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะมีอลิเซียกับคำที่เขาได้ยินมาจากปากของหล่อนเมื่อวานเย็น อาเชอร์ครุ่นคิดมากจนเขาเผลอหลับไป

     เช้าวันใหม่ วันนี้เป็นวันหยุดของอาเชอร์แต่เป็นวันเดินทางของริต้าและอีกคนที่เขายังไม่รู้ว่าเธ
อที่สำคัญกับเขามากอย่างจูเลียนั้นกำลังจะจากเขาไป แสงแดดในยามเช้ามันแยงตาช่วยปลุกเขาขึ้นมาจากนิทราเสียนี่

     อาเชอร์ : กี่โมงแล้วนะ.........

อาเชอร์ไม่อยากจะตื่นเลย ยิ่งช่วงนี้เขามีอะไรที่ต้องคิดมากมายแล้วก็เรื่องนั้น.....หลายวันแล้วที่เขาติดต่อ
กับจูเลียไม่ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ครั้งแรกแต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างไม่รู้สาเหตุ ความรู้สึกนี้มันได้บ่มเพาะมาในใจของเขามาช้านานแล้ว....มันช่างเป็นอะไรที่อธิบายได
้ลำบาก ตั้งแต่วันแรกหลังจากเขาออกมาจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน สิ่งที่เขาควรจะทำต่อมานั่นก็คือการพักฟื้นความทรงจำ หากแต่จอร์นกลับมีความคิดอีกอย่างว่าแทนที่เขาจะมานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่กับบ้านบางทีความทรงจำก็คงจะไม่กลับมาเร็ว สู้ให้เขาเข้าสังคมและได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติบางทีความทรงจำของเขามันก็อาจจะกลับมาเร็
วขึ้นก็ได้ จอร์นจึงส่งเขาเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแต่อาเชอร์กลับทำได้ดีกว่านั้นเมื่อเขา
สอบเทียบและสามารถสอบเข้าในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อที่สุดในเชลเตอร์ได้ วันนั้น....ใช่ มันเป็นวันปฐมนิเทศ....ผู้หญิงผมทองคนนั้นได้เข้ามาทักทายเขาจากด้านหลังอย่างสนิทสน
มเหมือนกับว่าเธอจะรู้จักกับตัวของเขามาเป็นเวลานาน.....แม้ว่าเขาไม่อาจจะจำเธอได้ก
็ตามที.....

     “นี่แน่ะ!!........นายก็สอบที่นี่ได้เหมือนกันเหรอ?”

     อาเชอร์ : !!?.............

     “เอ๋.......พูดด้วยทำไม่พูดด้วยนะนายน่ะ เวลามันทำให้นายกลายเป็นคนเย็นชาไปแล้วหรือไงกันน่ะ!!”

     อาเชอร์ : .......เอ่อ......ไม่ทราบว่า คุณรู้จักผมด้วยหรือครับ?

หญิงสาวผมทองคนนั้นกลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ เขาแล้วมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็ยื่นนิ้วชี้มาแตะที่ปลายจมูกของอาเชอร์เบา ๆ พร้อมกับรอยยิ้ม

     “นายจำฉันไม่ได้จริง ๆ อ๊ะ? ฉันไง!! จูเลีย.......จูเลีย แมคฮาดี เพื่อนของนายตั้งแต่อนุบาลยังไงล่ะ นายลืมไปแล้วรึไง....ก็เมื่อก่อนตอนที่เราอยู่ที่เชลเตอร์ออสเตรเลีย บ้านของนายกับบ้านของฉันตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันยังไงล่ะ”

อาเชอร์ทั้งแปลกใจทั้งทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากเขาพึ่งจะฟื้นไข้ได้ไม่นานแต่มันก็เหมือนกับเป็นการเปิดโลกใหม่ให้แก่ตัวขอ
งเขาอีกครั้ง ทุกอย่างมันเป็นอดีตที่พึ่งจะเกิดขึ้นมาไม่นาน....เขากับจูเลียก็สนิทกันตั้งแต่ตอนน
ั้น แต่ว่ามาในตอนนี้เขากลับห่างเหินกับเธอ ในส่วนลึงจากใจของเขามันเหมือนกับว่ากำลังจะขาดอะไรบางอย่างไป มันเป็นสิ่งที่คล้าย ๆ กับความรู้สึกโหยหามากกว่าความรู้สึกคิดถึง เพียงแค่ไม่กี่วันที่เขาไม่ได้พบหน้าเธอ มันกลับทำให้เขาไม่รู้ว่าจะทำยังไง ยิ่งมีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาในตอนนี้มันก็ยิ่งแล้วใหญ่ เขาก็แค่ต้องการใครสักคนจะมาช่วยบรรเทาความหนักที่เขาจะต้องแบกรับเบาไว้ ซึ่งใครคนนั้นที่อาเชอร์นึกถึงเป็นคนแรกก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เธอคนนั้นก็คือจูเลีย บางทีนี่อาจจะเป็นความรักที่ก่อตัวมาเป็นเวลาช้านานแล้วก็เป็นได้.......

     อาเชอร์ : บ้าน่า.....แต่.......จูลี่......

     “ฉันรักนายนะ.....นายไม่เคยรักฉันบ้างเลยเหรอ”

คำพูดที่เขาได้ยินจากปากของจูเลียมันไปกระตุ้นความรู้สึกที่แท้จริงข้างใน บางทีคำตอบที่เขาจะมีให้กับเธอมันอาจจะอยู่ที่เขามาตั้งนานแล้วก็ได้...... เมื่อคิดออกอาเชอร์จึงลุกจากเตียงนอนทันได เขารีบแต่งตัวและอาบน้ำแล้วลงไปข้างล่างอย่างเร็วจี๋ผ่านหน้ามิเรียผู้เป็นแม่ไปจนเธ
อต้องเอ่ยทักลูกชายผู้กำลังรีบร้อน

     มิเรีย : จะรีบไปไหนเหรออาเชอร์.......อีกเดี๋ยวริต้าก็ต้องไปแล้วนะ แม่ว่าจะวานลูกไปส่งแทนแม่หน่อย
     อาเชอร์ : ขอโทษครับแม่......ผมกำลังรีบ

“อะไรกันนะลูกคนนี้” มิเรียเท้าเอวแล้วทำหน้าตางง ๆ แม้แต่ริต้าที่กำลังแต่งตัวยังจะยื่นหน้าออกมาดูแล้วแอบยิ้ม ๆ เพราะเธอพอจะเดาได้ว่าพี่ชายของเธอคนนี้กำลังรีบไปที่ไหน

     ริต้า : ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่......พี่อาเชอร์เขาคงจะรีบมากก็ได้ค่ะ

อาเชอร์เดินทางไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าจูเลียกำลังจะออกมาจากห้อง ภายในห้องของเธอมันช่างว่างเปล่า “เฮ้อ” .......จูเลียถอนหายใจพลางมองทิวทัศน์ที่โล่งไปหมดภายในห้องแห่งนี้ เธอเก็บของเสร็จตั้งนานแล้ว ของบางอย่างเธอก็ได้ส่งไปทางบริษัทรับขนส่งก่อนหน้านี้บ้างแล้วด้วยเหลือแต่ของติดตั
วเธอแค่ไม่กี่ชิ้นที่จะนำขึ้นเครื่อง

     จูเลีย : .......นี่มัน........

จูเลียกำลังจะเก็บรูปถ่ายคู่ระหว่างเธอกับอาเชอร์เข้ากระเป๋าพร้อมกับความรู้สึกเศร้
าสร้อยเกินกว่าจะพันนาได้ จูเลียหยิบมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอมแล้วเก็บเอาไว้ด้านในสุดของกระเป๋า........

     จูเลีย : ลาก่อน.......อาเชอร์........ขอโทษ.....ที่ฉันต้อง.............

ความรู้สึกในตอนนี้มันมีมากกว่าความเสียใจ เพราะมีบางอย่างนอกเหนือเหตุผลที่เธอบอกกับริต้า เป็นความลับที่มีแต่เธอคนเดียวที่จะต้องเก็บเอาไว้ในใจ

     “แฮก....ๆ....ๆ...” เสียงหอบหายใจของชายคนนี้ที่กำลังรีบเร่งเดินทางมาหาเธอ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้แท้ ๆ ว่าจูเลียกำลังจะไปแต่อาเชอร์กลับรู้สึกร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก แค่สุดหัวถนนเขาก็มาถึงอพาร์ทเมนท์ของเธอ อาเชอร์ต้องหยุดตรงที่ห้องผู้ดูแลชั้นล่างก่อนเนื่องจากว่าเขานั้นกำลังเห็นผู้ดูแลค
นนั้นกำลังเปลี่ยนป้ายชื่อเจ้าของห้องเช่าใหม่จากจูเลีย แม็คฮาดี เป็นห้องว่าง

     อาเชอร์ : เดี๋ยวก่อนครับ.....ทำไมถึงเอาชื่อของเธอลงล่ะ หรือว่าเธอย้ายไปแล้ว!?

     “อ้าวพ่อหนุ่มเองเหรอ......นี่เธอยังไม่รู้เลยเหรอว่าหนูจูเลียเขาจะย้ายกลับบ้าน”

“กลับบ้าน” อาเชอร์รู้สึกแปลกใจมาก บ้าน......ก็บ้านของจูเลียไม่ได้อยู่ที่นี่.....หรือว่า....... อาเชอร์รีบหันหลังออกไปจากที่นี่โดยเร็วพลางคิดระหว่างเดินทางว่าใครที่พอจะรู้เรื่อ
งนี้บ้าง คนแรกที่เขานึกขึ้นได้ก็คือน้องสาวของตัวเองริต้า……..

     พระอาทิตย์ในยามเที่ยงวันมันช่างดูร้อนอบอ้าวเสียจริง หากแต่ว่าในหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งกลับไม่รับรู้ถึงความระอุของอุณหภูมิที่ร้อนแรงนี
้ ข้างในนั้นมันกลับรู้สึกเหน็บหนาวชาเย็นเสียเหลือเกิน หากจะมีสาเหตุมาจากสิ่งที่เธอต้องรู้สึกผิดหวังในวันก่อน อลิเซียเดินไปโรงอาหารของคณะพร้อมกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มเหมือนเช่นเคยหากแต่เธอในวันนี้ช่างดูไร้ชีวิตชีวาจนผิดสังเกต

     อลิเซีย : เฮ้อ...........!

     “อลิส......เป็นอะไรไปทำไมวันนี้เธอถอนหายใจบ่อยจังเลย........”

     “นั่นน่ะสิอลิเซีย.....มีอะไรรึเปล่า”

อลิเซียได้แต่ยิ้มกลับไปตอบแทนความหวังดีจากเพื่อน ๆ เพียงแต่สิ่งที่เธอเป็นกังวลนี้มันมากเกินกว่าที่เธอจะตัดสินใจเล่าให้แก่เพื่อน ๆ ฟังได้ ก็เพราะว่าในวันนั้น...วันที่เธอตัดสินใจสารภาพรักกับเจ้าชายที่เธอแอบเฝ้าหวัง แต่สิ่งที่เธอกลับได้รับจากเขาคือคำปฏิเสธ อลิเซียจำมันได้ดีก็เพราะว่ามันพึ่งจะผ่านมาแค่เมื่อวานนี้ แต่ต่อให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอมันมีระยะเวลานานกว่านั้นเธอก็ยังคงจะไม่ลืมแน่

     อาเชอร์ : ....................!!!

อาเชอร์รีบผละเธอออกมาจากอ้อมกอดทันทีจนแม้แต่อลิเซียก็ยังรู้สึกตกใจ บรรยากาศที่สดใสเมื่อครู่กลับต้องแปลเปลี่ยนกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งทันไดเมื่ออลิเซีย
นั้นได้มองใบหน้าของเขา

     อลิเซีย : ........ครีดท์คุง.........
     อาเชอร์ : ขอโทษนะ!!

อาเชอร์รีบเดินออกมาจากตรงนั้นหากแต่เป็นอลิเซียที่พยายามเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้ เธอรู้ดีว่ามันอาจจะไม่มีประโยชน์เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ดูสับสนของเขา แต่ไม่ว่จะยังไงเธอก็ไม่อาจที่จะปล่อยมือของเขาไปได้ เพราะมันพึ่งจะเกิดกับเธอเป็นครั้งแรก....ตั้งแต่เด็ก ๆ เธอไม่เคยรับรู้ถึงเสียงที่ส่งออกมาจากหัวใจของตัวเองเท่าครั้งนี้เลย อาเชอร์เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เธอรู้สึกแคร์ เป็นบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะให้มาเป็นคนรู้ใจ เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เธอนั้นอยากจะได้ความรักจากเขา

     อาเชอร์ : ......ปล่อยผมเถอะนะ
     อลิเซีย :  ไม่......ทำไมล่ะ ทำไมทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเธอก็ชอบฉัน ครีดท์คุง!! จริง ๆ แล้วฉันชอบเธอนะ............
     อาเชอร์ : …………ผมขอโทษ...........
     อลิเซีย : ............!!!?

คำตอบที่เธอได้มันช่างไปสั่นสะเทือนข้างในจนแทบที่จะไม่อาจยืนด้วยสองขาได้ อลิเซียไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะถูกอาเชอร์ปฏิเสธ ไม่สิ.....เธอแค่คิดเข้าข้างตัวเองมากกว่า อลิเซียต้องปล่อยมือข้างนั้นเมื่อมานึกถึงเรื่องก่อน ๆ หน้านี้แล้ว.....คนที่อยู่เคยงข้างให้เขาตลอดเวลาเป็นใคร

     อลิเซีย : ........จูเลียสินะ........ช่างน่าอิจฉาจริง ๆ .......ครีดท์คุง เรายังจะเป็นเพื่อนกันได้ใช่มั้ย
     อาเชอร์ : ...........อื้อ

คำตอบที่เธอได้รับแม้ว่ามันจะไม่ใช่คำตอบที่เธออยากจะฟังจริง ๆ แต่มันก็พอที่จะไปจุดประกายในหัวใจของเธอได้บ้าง อลิเซียเดินไปก็นึกเรื่องนี้ไปจนน้ำตาหยดน้อย ๆ ค่อย ๆ ล่วงหล่นลงมาจากตาของเธอ

     “!!!? อลิส......นี่เธอร้องให้เหรอ?”

     อลิเซีย : !!!? .......ป......เปล่าหรอก.....แค่มีฝุ่นเข้าตาน่ะ ช่างเถอะไปกันเถอะนะ

     ในเวลาเดียวกัน เสียงเจี๊ยวจ้าวของบรรดาเด็กสาว ๆ จากโรงเรียนเซ็นท์เฮเลนดังกระหึ่มสนามบินจนพวกอาจารย์ต้องรีบห้าม เป็นราณีที่หยิบโทรโข่งขึ้นมาห้ามปรามเด็ก ๆ กลัวว่าจะไปรบกวนผู้โดยสารคนอื่น ๆ

     ราณี : นักเรียน ช่วยเงียบ ๆ กันหน่อยค่ะ!!!

แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามตะโกนขนาดไหน แค่โทรโข่งอันเดียวมันไม่มีทางไปสู้เสียงของเด็กนับร้อย ๆ ได้แน่ จนเธอนั้นไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีแล้วแต่ว่าตอนนั้นเองที่มีอีกมือหนึ่งมาหยิบโทรโข่งไป
จากมือของเธอ เป็นเขาคนนั้น.....เป็นเนกิซึ่งราณีต้องออกอาการหน้าแดงเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเขาแบ
บใกล้ ๆ และเมื่อเขาได้มันมาอยู่ในมือ อาจารย์หนุ่มก็เปิดเสียงขยายให้ดังที่สุดจากนั้น......

     เนกิ : เอ้า ๆ นักเรียนครับ.....ฟังทางนี้.......

เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ฟังเสนาะเพราะหูของเนกิค่อย ๆ ทำให้เด็ก ๆ จากด้านหน้าหันมาฟังและก็บอกต่อ ๆ กันไปจนถึงด้านหลัง หากแต่ยังมีกลุ่มเด็กสาวอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ยินเสียงของเนกิ นั่นก็เป็นเพราะว่าพวกเธอกำลังยืนสนทนากับผู้โดยสารคนอื่น ริต้ารู้สึกเป็นห่วงจูเลียที่จะต้องเดินทางกลับไปออสเตรเลียในวันนี้แบบกระทันหันซึ่
งตัวของจูเลียเองก็ไม่ยอมให้ริต้าบอกเรื่องนี้ให้แก่อาเชอร์อีกด้วย พวกเธอรวมถึงเพื่อน ๆ ของริต้าที่พอจะรู้จักกับจูเลียบ้างก็ได้แต่มายืนส่งเธอ

     ริต้า : พี่จูเลียต้องไปจริง ๆ เหรอคะ........?
     จูเลีย : .......ริต้า.........

ในสายตาของจูเลียมองริต้าเป็นเหมือนกับน้องสาวแท้ ๆ ของเธอเสมอ เธอรู้ดีถึงความรู้สึกของริต้าดีแต่ว่ายังไงเธอก็คงจะไม่ไปไม่ได้ จูเลียจึงเดินเข้าไปกอดริต้าทั้งนำตาแล้วให้สัญญาว่าเธอจะกลับมาแน่ ๆ

     จูเลีย : พี่ให้สัญญาจ้ะ พี่จะกลับมาหาริต้าแน่
     ริต้า : จริงนะคะ
     จูเลีย : จ้ะ......!!

ได้ยินจูเลียให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะริต้าเองก็วางใจ แต่ก่อนที่จูเลียจะไปเธอยังถามจูเลียอีกครั้งว่าไม่อยากให้อาเชอร์รู้เรื่องจริง ๆ หรือ เพราะถ้าหากว่ามารู้ที่หลังอาเชอร์ก็คงจะเสียใจมากแน่ ๆ แต่ว่าจูเลียกลับส่ายหน้าแล้วบอกกับริต้าว่าไม่เป็นไรหรอกเพราะอีกไม่นานอาเชอร์ก็จะ
ลืมเธอไปเองด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ จากนั้นเธอก็เดินจากริต้ากับเพื่อน ๆ ออกมาโดยพวกริต้าก็ได้แต่โบกมือส่ง ตอนนั้นเองขณะที่ทุกคนยังอยู่ในอารมณ์เศร้า ๆ อยู่นั้น ที่ด้านหลังของพวกเธอกลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งมายืนมองด้วยความรู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ที่นักเรียนที่เหลือของเขาพวกนี้นั้นยังไม่ไปเข้าแถวเพื่อเช็คชื่อ

     เนกิ : เอ้า ๆ นักเรียน....มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ จะไม่ไปรึยังไงครับ?
     ริต้า : !!?......อาจารย์

“ตรู๊ดดดด.......ตรู๊ดดดด” พอดีเสียงมือถือของริต้าเกิดดังขึ้นมา เธอจึงขอรับโทรศัพท์ก่อนจะเดินไปเช็คชื่อที่แถว เมื่อริต้าหยิบมันขึ้นมาดูก็ทั้งตกใจแล้วก็ดีใจมากเพราะคนที่โทรเข้ามาก็คือพี่ชายขอ
งเธอ

     ริต้า : พี่อาเชอร์!!?
     อาเชอร์ : ริต้า!!?.......เธอรู้มั้ยว่าจูลี่จะย้ายไปไหน

ไม่ทันไรอาเชอร์ก็ถามเข้าเรื่องทันที ริต้าจึงไม่อาจที่จะปิดบังเรื่องเอาไว้ได้ เธอรีบบอกให้อาเชอร์รีบมาที่สนามบินโดยด่วนเพราะตอนนี้จูเลียกำลังจะไปแล้ว ซึ่งก็โชคดีเพราะว่าตัวของเขาในตอนนี้ก็มาถึงที่นี่แล้วเหมือนกัน

     อาเชอร์ : ริต้า......!!!

ริต้าเห็นอาเชอร์วิ่งมาแต่ไกล จนพวกบรรดาเพื่อน ๆ ของริต้าต้องแปลกใจมากเมื่อได้เห็นใบหน้าของอาเชอร์ในตอนนี้ เขาคนนั้นที่พวกเธอเคยเห็นเมื่อก่อนดูแตกต่างจากคนนี้มากโดยเฉพาะความหล่อเหลาแม้ว่า
เขาจะแสดงสีหน้าเร่งรีบขนาดไหนหรือจะมีเหงื่อออกมากเพียงไดก็ตาม

     ริต้า : พี่อาเชอร์เร็วหน่อยค่ะ พี่จูเลียพึ่งจะเดินไปเมื่อกี้นี้เอง
     อาเชอร์ : !!!?

“เฮ้อ........” เสียงถอนหายใจของเธอมันช่างดูหดหู่ใจเสียจริง บางทีถ้าได้พบกกับเขาคนนั้นก่อนที่จะไปสักนิดก็ยังดี

     “(จูลี่..........จูลี่.........)”

     จูเลีย : โถ่......นี่เราคิดถึงเขามากถึงขนาดได้ยินเสียงอาเชอร์ลอยมาแต่ไกลเลยเหรอ?

     “จูลี่........จูลี่!!!”

เสียงของคนที่เธอกำลังคิดถึงมันค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อเธอลองหันหลับกลับไป สิ่งที่เธอเห็นก็คือชายคนนั้นที่เธอใฝ่หากำลังรี่ตรงเข้ามาหาเธอ จูเลียทั้งตกใจและก็ดีใจมากแต่อีกจิตใจหนึ่งกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเมื่อนึกถึงภาพบ
าดตาเมื่อวานนี้ของเขากับผู้หญิงคนนั้น มันทำให้เธอตัดสินใจแกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วรีบเดินหนีเขาออกมาด้วยใจที่ชอกช้ำ

     อาเชอร์ : จูลี่.....เดี๋ยวสิจูลี่

ไม่ว่าเขาจะตะโกนยังไงเธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย เป็นอาเชอร์ที่ต้องรีบวิ่งตามจูเลียให้ทันแต่เนื่องมาจากมีผู้คนสันจรกันมากมันจึงทำ
ให้อาเชอร์ไม่อาจที่จะตามจูเลียทันได้เลย ช่างเหมือนกับโชคชะตากลั่นแกล้งให้ทั้งสองต้องจากลาเพราะว่าจูเลียได้เดินเข้าไปในช่
องทางขึ้นเครื่องแล้ว คนที่ไม่มีตั๋วอย่างอาเชอร์พยายามที่จะแหวกเข้าไปแต่เขาก็ต้องถูกตำรวจสนามบินมาจับก
ุมเขาไว้

     อาเชอร์ : โถ่เว้ย!!......ปล่อยผม ผมยังไม่ได้คุยอะไรกับเพื่อน.......ไม่สิ ผมยังไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลย......

     “จะเป็นเรื่องอะไรผมไม่รับรู้ ตอนนี้คุณพยายามที่จะบุกเข้าไปในนั้น มันผิดกฎของที่นี่....บางทีผมคงต้องขอเชิญตัวคุณไปสงบปากสงบคำตรงโน้นหน่อยแล้ว”

ไม่ว่าจะบอกเหตุผลอะไรนายตำรวจคนนี้ก็ไม่คิดที่จะปล่อยเขาไปเลย แต่อาเชอร์ก็ยังคงดึงดันจนกระทั่งมีมือหนึ่งเข้ามาแตะที่ไหล่ของนายตำรวจคนนั้น

     เนกิ : ขอโทษนะคุณตำรวจ.......แต่ผมว่าคุณคงจะต้องปล่อยเขาไป........

เนกิที่ตามอาเชอร์มาได้เข้าไปเคลียร์ปัญหาให้แก่รุ่นน้อง โดยเขาได้แอบแสดงตราเครื่องหมายเจ้าหน้าที่พิเศษของเขาให้นายตำรวจคนนั้นดูซึ่งมันก็
ได้ผล นายตำรวจคนนั้นรีบปล่อยตัวอาเชอร์แล้วยืนตะเบ๊ะแสดงความขอโทษที่ขัดขวางการปฏิบัติงา
นของเจ้าหน้าที่พิเศษอย่างอาเชอร์ตามที่เนกิได้ให้เหตุผลหลอก ๆ เอาไว้

     อาเชอร์ : ขอบคุณครับคุณเนกิ.......
     เนกิ : เดี๋ยว!!!
     อาเชอร์ : !?
     เนกิ : นายจะรีบไปใหน......ทางนั้นน่ะไม่ทันหรอก......ตามผมมา

มันคงจะไม่ทันอย่างที่เนกิบอก นั่นก็เพราะระหว่างที่อาเชอร์ไปเสียเวลากับนายตำรวจคนนั้นเครื่องที่จูเลียนั่งก็กำล
ังจะเครื่อนตัวไปที่รันเวย์ เนกิจึงนำทางเขาลงไปที่รันเวย์และสตาร์ทเครื่องยนต์ 4 สูบมอเตอร์ไซน์คู่ใจของเขาโดยที่มีอาเชอร์นั้นเป็นคนนั่งซ้อนท้าย

     เนกิ : เกาะดี ๆ ระวังจะหล่นล่ะ

จูเลียอยู่ในเครื่องบินก็ได้แต่นั่งเหม่อลอยพลางนึกถึงใบหน้าของอาเชอร์ด้วยความเป็น
ห่วงที่พยายามวิ่งตามเธอมากับภาพในตอนที่เขาถูกพวกตำรวจสนามบินเข้ามาจับกุมตัว ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นยังไงบ้าง ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าจูเลียได้แต่นั่งก้มหน้าพลางถือรูปถ่ายของเธอกับเขาเอาไว้ในมือโด
ยไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้เหล่าผู้โดยสารในเครื่องนั้นกลับมีเสียงฮือฮาเนื่องจากว่ามี
ผู้โดยสารที่นั่งตรงริมหน้าต่างหลายคนได้เห็นมอเตอร์ไซน์ช็อปเปอร์คันหนึ่งกำลังขี่ต
ีคู่กับเครื่องบินบนรันเวย์

     อาเชอร์ : จูลี่!!!!
     จูเลีย : !!!!?...........ตา.........ตาบ้า........อาเชอร์!!!!

จูเลียหันไปมองหน้าเขาด้วยความเป็นห่วง เธอถึงกับขอทางคนที่นั่งริมสุดเพื่อที่จะเข้าไปให้ใกล้กับเขาคนนั้นที่อยู่ด้านนอกให
้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ถึงขนาดถ้าหากว่าเธอนั้นสามารถเปิดหน้าต่างของเครื่องบิ
นนั้นได้เธอก็คงจะทำไปแล้ว แต่จูเลียก็ต้องยิ้มออกเมื่อได้เห็นว่าอาเชอร์พยายามที่จะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ ถึงแม้ว่าจูเลียจะไม่ได้ยินเสียงของอาเชอร์ก็ตามแต่เธอก็ยังสามารถสังเกตจากการขยับป
ากของเขาได้ ว่าสิ่งที่อาเชอร์กำลังจะบอกกับเธอนั้นมันคือคำว่าอะไร

     อาเชอร์ : (........จูลี่.........ฉัน........รัก.........เธอ.........)
     จูเลีย : ...........อาเชอร์..........อาเชอร์

ในที่สุดเครื่องของเธอก็ takeoff จากรันเวย์ขึ้นไปบนฟ้าที่กว้างไกล โดยที่มีอาเชอร์ที่ได้แต่มองส่งเธออยู่บนมอเตอร์ไซน์คันนั้น

     เนกิ : ....ผมไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไง แต่ก็ทันจนได้สินะ
     อาเชอร์ : ...............เอ่อ.............

อาเชอร์ถึงกับออกอาการงง ๆ ก็เพราะเมื่อครู่เนกิยังช่วยเขาตามจูเลียเสียขนาดนี้แท้ ๆ แต่ที่เนกิอุตสาห์ทำเพื่อเขาทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้อะไรเลยอย่างนั้นหรือ อาเชอร์หลงคิดไปว่าที่เนกิมาช่วยเขาในครั้งนี้มันมาจากคำขอร้องของริต้าเสียอีก ลึก ๆ ในใจอาเชอร์รู้สึกว่าเนกินั้นมีบุญคุณกับเขามาก ทั้งคู่หันมามองหน้ากันแล้วหัวเราะแหะ ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้เลยว่าเหตุการณ์เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น.........

     “ตูมมมมม!!!”

     อาเชอร์ : !!!?
     เนกิ : เสียงอะไรน่ะ!!?

ไม่ใช่แค่เสียงแต่กลับมีแสงส่องสว่างขึ้นบนท้องฟ้า มันคือภาพการระเบิดของเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่พึ่งจะทำการ takeoff ออกไปเมื่อครู่ บนท้องฟ้าถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉานเหมือนกับสีของเลือดจากการระเบิดของเครื่องบินโด
ยสาร ซ้ำยังมีพวกเศษซากของเครื่องบินที่กระจายว่อนร่วงหล่นลงมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในนั้นมันกระจายว่อนเป็นเศษเถ้าสีเทาปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้า “มันเกิดมาจากอะไรขึ้น” สิ่งนี้เป็นคำถามที่ดังก้องในหัวของผู้โดยสารที่ยังอยู่ในสนามบินบินทุก ๆ คน ไม่มีใครคิดเลยว่าเหตุร้ายแบบนี้จะมาเกิดขึ้นที่นี่ และก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา โดยเฉพาะเขาที่เหมือนกับถูกอะไรสักอย่างมาทุบเข้าที่หัวเข้าอย่างจัง มันช่างรวดเร็วเสียจนเขาทำใจไม่ได้........อาเชอร์พยายามคิดว่ามันต้องไม่ใช่เครื่อง
ที่จูเลียโดยสารไปหากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดต่อหน้าต่อตาเขาโดยตรง มันไม่จริงเขายังไม่ได้พูดคำ ๆ นั้นให้เธอได้ยินเลย

     อาเชอร์ : .......ไม่........ไม่จริง..........จูลี่!!!!!!
     เนกิ : …………นี่มัน.....เรื่องอะไรกัน
     ริต้า : .............เครื่องนั้น........บนเครื่องนั้น พี่จูเลีย..........



- หมดผ้าทอแถวที่ 12 -



แหม่........ไม่ได้เอามาลงซะนานเลย พบดีผมติดงานน่ะครับ นอกจากนี้ผมก็ต้องเตรียมอ่านหนังสือสอบภาค ข ของกพ. ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี ไหน COM ผมจะด้อง ๆ คงเพราะผมเอา Service Pack 3 มาลงเครื่อง มันก็เลยด้อง ๆ หลายวัน ต้องขอโทษด้วยนะครับ

ในตอนนี้ยังไม่มีแอคชั่นอะไร แต่ตอนหน้านี้แหละครับ......เพียบ และตั้งแต่ตอนหน้าเป็นต้นไป สิ่งชั่วร้ายผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวก็จะค่อย ๆ ออกมาแล้ว นางเอกคนที่สอง(ลูน่า ฟิลลิป)และสาม(สกาเลต วิลสัน) ก็จะมีเนื้อเรื่องมากยิ่ง ๆ ขึ้น โดยที่มาซากิจะหายหน้าไปสักพักและเขาจะกลับมาพร้อมปัญหาใหญ่.....และก็ใหญ่มากพอ ๆ จะทำให้ GATE ต้องถึงคราวเปลี่ยนแปลง รวมไปจนถึงพี่ชายคนโตของเนกิกับมาซากิก็จะกลับมา หลังจากที่ทุก ๆ คนได้รับรู้ถึงความเป็นจริงทั้งหมดครับ ในตอนนั้นพวกเขาจะได้รู้ว่า "ใคร" ที่เป็นศัตรูที่แท้จริง และ "ใคร" คือคนที่พวกเขาควรจะปกป้อง ถึงแม้ว่าทางเลือกที่พวกอาเชอร์ได้เลือกไปนั้นมันจะเป็นการหันหลังให้กับสิ่งที่พวกเ
ขาเชื่อมั่นมาโดยตลอดก็ตาม

ตอนหน้าจะขึ้น "บทที่ 5 สามผู้กล้า,สามพี่น้อง" กับตอนที่ 13 "จอมมาร......รูดิส" ฝากด้วยนะครับแล้วผมจะรีบเอามาลง Smiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
Page Index Toggle Pages: 1
Print


THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.


Valid RSS Valid XHTML Valid CSS Powered by Perl Source Forge