THAI-TOKU  
 
  Index HomeHelpSearchLogin  
 


Page Index Toggle Pages: 1
Print
Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่8 (Read 2120 times)
Jocho
TRAINING HERO LEVEL1
****
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 219
ค่าพลัง: 9


Age: 35
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่8
02.02.09 at 09:43:50
 
SILK 8 : เธอคนที่สอง

     “เฮ้อ......เหนื่อยชะมัดเลย” เสียงถอนหายใจของชายหนุ่มที่ทิ้งตัวนั่งลงบนโฟฟานุ่ม ๆ ภายในฐานใต้ดินของพวกเขา อาเชอร์พึ่งจะได้ออกปฏิบัติการเป็นครั้งแรกก็รู้สึกปวดเมื่อยเหนื่อยล้าตามร่างกายไม
่เหมือนกับบรรดารุ่นพี่ทั้งสองของเขาที่ไม่ว่าจะดูยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่
อยอะไร หากแต่ว่าใบหน้าของทั้งสองรวมถึงเอริก้ากลับแสดงถึงเรื่องหวั่นวิตกที่ค้างคาใจอยู่ข
้างใน

     “เอ้า!!.......วันนี้ทำได้ดีมากนะ อาเชอร์…….”

เขาหันหน้าไปตามต้นเสียงพร้อมกับรับกระป๋องน้ำอัดลมที่เจ้าของเสียงคนนี้ได้โยนมาให้
เขาดื่มดับกระหาย เนกินั้นแม้ว่าเมื่อครู่จะยังทำสีหน้าเครียด ๆ แต่เขาก็กลับมายิ้มร่าเริงตามปกติพร้อมทั้งโยนกระป๋องน้ำอีกกระป๋องให้กับมาซากิน้อง
ชายของเขาด้วย

     มาซากิ : ขอบคุณครับพี่เนกิ

แต่ว่าหลังจากนั้นบรรยากาศในห้องก็กลับมาตึงเครียดอีกเมื่อตอนนี้ไม่มีใครกล่าวอะไรอ
อกมาสักอย่างเพราะแต่ละคนนั้นก็มีเรื่องหลายเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจ ไม่มีแม้แต่คำสนทนาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการเมื่อครู่เลยทั้งเรื่องของพวกเทวทูตที่
เรียกตัวเองว่าเซราฟนั่นก็ด้วย

     อาเชอร์ : ....เอ่อ.....คือว่า........ARO คุณชินกิเนี่ยเขาเป็นคนยังไงเหรอครับ?

อาเชอร์รู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้จึงลองถามอะไรบางอย่างที่เขาเคยสงสัยมานานเกี่
ยวกับ ARO นักรบคนที่ 4 (รวมพวก The ONE)ของ BRAVE ที่ได้หายสาบสูญไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว พวกมาซากิเองก็ได้แต่ยิ้ม ๆ แล้วก็เป็นเอริก้าที่หยิบรูปถ่ายของพวกเขาทั้งสามออกมาจากใต้ลิ้นชักให้อาเชอร์ดู

     เอริก้า : หมอนี่แหละ....คนที่ยืนอยู่ตรงกลางนั่นล่ะ
     เนกิ : .......คิดถึงจังนะ.......วันนั้นเราถ่ายเป็นที่ระลึกไปอัลฟ่าครั้งแรกนี่นา
     อาเชอร์ : .............เอ๋...........

อาเชอร์เพ่งดูหน้าตาของชินกิคนที่เป็นพี่ชายคนโตของเหล่า The NEXT อย่างพวกมาซากิแล้วก็รู้สึกแปลกใจนิด ๆ ที่ใบหน้าของเขานั้น.............

     มาซากิ : แปลกใจล่ะสิ.....พวกฉันตอนพบหน้านายครั้งแรกก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน
     เนกิ : .....อือ......ถึงหน้าจะเหมือน แต่ว่านิสัยน่ะต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย นายน่ะพูดน้อยกว่าพี่ชินกิเยอะ ขานั้นน่ะพ่นอะไรก็ไม่รู้มาได้ทั้งวัน.....แต่พอเงียบ ๆ ไปฉันเองก็รู้สึกเหงาเหมือนกัน

อาเชอร์มองรูปภาพแล้วก็มามองรุ่นพี่ทั้งสอง ใบหน้าของชินกินั้นช่างคล้ายกับเขามากจะแตกต่างก็คงจะมีแต่ตรงอายุระหว่างทั้งสองเท่
านั้นเพราะถ้าชินกิยังอยู่จนถึงทุกวันนี้เขาก็คงจะ 30 เต็มในปีนี้ต่างกับอาเชอร์ที่เขาพึ่งจะ 20 เต็ม จากนั้นอาเชอร์ยังถามกับมาซากิและเนกิต่อว่าเป็นเพราะหน้าตาของเขาไปบังเอิญเหมือนกั
นกับชินกิอย่างนั้นหรือพวกเขาจึงชักชวนให้เขามาร่วมทีมด้วย มาซากิกับเนกิส่ายหัวปฏิเสธมันไม่ใช่เพราะสาเหตุนั้นที่เขาเลือกอาเชอร์แต่เป็นเพราะ
ว่าอาเชอร์มี “พลัง” บางอย่างที่คล้าย ๆ กันกับพวกเขาและมันก็พอดีที่จะมาอุดรูรั่วระหว่างพวกเขาสามคนพอดีนอกนั้นยังมีอีกหลา
ยเรื่องที่พวกเขายังไม่สามารถที่จะบอกกับอาเชอร์ได้ในตอนนี้.............

     ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นแมนชั่นสำหรับให้เช่าอาศัยแห่งหนึ่งในลอนดอน ในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านในนี้มีห้องทั้งหมดแบ่งได้เป็นสี่ส่วนคือห้องนอนหนึ่งห้อ
งห้องรับแข็กหนึ่งห้องห้องครัวหนึ่งห้องและห้องน้ำอีกหนึ่งห้อง ซึ่งภายในถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้ประดิษฐ์สวยงามและยังมีบรรดาตุ๊ตาน่ารักวางเรีย
งรายประดับประดาเอาไว้ ไม่ว่าใครที่ได้เข้ามาในห้องนี้แค่เห็นก็รู้ทันทีว่าที่นี่เป็นห้องของผู้หญิง

     “ติ๊ก.....ติ๊ก....ติ๊ก.......ติ๊ก......”

เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนดังอ่อน ๆ เหมือนกับว่าในห้องแห่งนี้นั้นไม่ได้มีใครอยู่ มันน่าจะเป็นอย่างนั้นถ้าหากว่ายังจะมีเสียงอีกเสียงหนึ่งที่เล็ดลอดออกมาจากห้านหลั
งสุดของห้อง ในห้องน้ำเสียงฝักบัวที่ถูกเปิดให้ไหลรินลงมากระทบเข้ากับร่างกายของสตรีเจ้าของห้อง
ผู้นี้ ที่หัวไหล่ด้านขวามีรอยปานแดงเป็นรูปประหลาด ๆ คล้าย ๆ กับตัวอักษรโบราณ เธอคนนี้มีผิวกายที่ขาวนวลนุ่มนิ่มประดุจปุยฝ้าย ริมฝีปากเอิบอิ่มสีชมพูกับรูปร่างที่งดงามปานกับเทพธิดา มีผมยาวสวยสีทองที่ส่งกลิ่นหอมของแชมพูให้ติดจมูกกับใบหน้าอันงดงามปานกับนางฟ้าที่ม
าจุติบนดิน

     “แอ๊ด....ๆ...ๆ...ๆ..ๆ..ๆ....”

ผู้หญิงคนนี้บิดปิดก๊อกน้ำแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวที่แขวนเอาไว้ตรงข้างผนังมาห่อหุ้นเรือ
นร่างที่เปลือยเปล่า หลังจากที่ควันไออุ่นในห้องน้ำจางลงเธอผู้นี้ก็ค่อย ๆ ย่างก้าวออกมาทีละก้าวจนพ้นบานประตู เมื่อมองใบหน้าเธอดี ๆ แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอช่างสวยจับใจยิ่งนักหากแต่แววตาของเธอกลับเศร้าสลดเมื่อนึกถึ
งเรื่องในอดีต

     “จูลี่.....เราเป็นเพื่อนกันนะ......ฉัน.........ฉันน่ะ”

คำ ๆ นั้นของชายที่เธอแอบมีใจให้มันช่างบาดลึกลงไปข้างในของหัวใจสาวน้อยอย่างเธอเหลือเกิ
น สาวสวยคนนี้ก็คือจูเลียเพื่อนสนิทของอาเชอร์ที่เรียนร่วมสถาบันเดียวกันนั่นเอง ภายหลังจากที่เขาได้ออกไปโดยทิ้งให้เธอต้องทนเหงาภายในห้องที่ไม่มีใครอยูอย่างตัวคน
เดียวแล้ว ไม่นานริต้าน้องสาวของเขาก็เดินทางมาถึงห้องที่เธอถูกทิ้งเอาไว้ ตอนนั้นเมื่อริต้าได้เห็นสภาพของเธอก็รู้สึกตกใจมากที่เรื่องร้าย ๆ นั้นมาเกิดเข้ากับจูเลียคนที่เป็นดังพี่สาวคนสำคัญของเธอ แต่ว่าเป็นจูเลียเสียอีกที่ต้องปลอบใจริต้าแล้วบอกกับเธอว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะร่างกายของเธอยังไม่ได้ถูกใครทำอะไรโชคดีที่อาเชอร์นั้นมาช่วยเ
ธอเอาไว้ได้ทัน

     จูเลีย : พี่ไม่เป็นไรหรอก.....พี่อาเชอร์เขามาช่วยพี่ได้ทันพอดีน่ะจ้ะ
     ริต้า : หือ........แล้วพี่อาเชอร์ล่ะคะ.....อย่าบอกนะว่าพี่อาเชอร์เขาปล่อยให้พี่จูเลียต้อ
งอยู่คนเดียวในสภาพแบบนี้น่ะนะ
     จูเลีย : อย่าไปว่าพี่อาเชอร์เลยนะจ๊ะ ก็พี่เขาตามริต้ามาดูพี่แทนแล้วนี่นา

จูเลียพูดแก้ตัวแทนอาเชอร์ไม่ให้ริต้าเข้าใจพี่ชายของตัวเองผิด ๆ แต่ถึงอย่างนั้นริต้าก็แอบไม่พอใจอยู่ดีที่เขาทิ้งให้จูเลียต้องอยู่ในที่แบบนี้คนเด
ียว จนแล้วจนรอดริต้าก็พาเธอมาส่งถึงที่พักจนได้

     จูเลีย : ….อาเชอร์....ฉันรักนายจริง ๆ นะ จะต้องทำยังไงนายถึงจะหันมามองฉันบ้าง......

คืนนั้นจูเลียต้องโน้มตัวลงนอนบนที่นอนสีขาวของเธอทั้งน้ำตาเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ
ที่ชายอันเป็นที่รักนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเกินเลยคำว่า “เพื่อน”

     จูเลีย : ….ฮือ....ฮื...อ...ๆ........ๆ........อาเชอร์.........

อีกด้านหนึ่ง  ที่บ้านสองชั้นขนาดกลางของครอบครัวครีดท์อาเชอร์ลูกชายคนโตพึ่งที่จะกลับมาถึงบ้าน วันนี้อาเชอร์ต้องพบเจออะไรกับเรื่องหลายเรื่องมากตอนนี้เขาอยากจะนอนพักสักทีให้สาแ
ก่ใจกับการเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ตอนนี้ก็ 4 ทุ่มกว่าแล้วบางทีพวกพ่อกับแม่จะนอนแล้วก็ได้

     อาเชอร์ : กลับมาแล้วครับ.........

     “กลับมาแล้วเหรอ? พี่อาเชอร์”

“!!?” นึกว่าใครที่ไหนได้แม่น้องสาวตัวดีของเขานี่เอง แต่ว่าดูอีกทีดี ๆ แล้วริต้าในตอนนี้กลับทำตีหน้าค้อนใส่เขาเหมือนอย่างกับว่าตัวของเขานั้นไปทำอะไรให้
เธอไม่พอใจเป็นอย่างมาก

     อาเชอร์ : ดึกแล้วนะ......ยังไม่นอนอีกเหรอริต้า
     ริต้า : พี่อาเชอร์นั่นแหละไปไหนมา นี่พี่ไม่คิดจะถามเรื่องพี่จูเลียกับหนูสักหน่อยเหรอ?

......จริงสินะยังมีเรื่องของจูเลียอยู่อีกอย่าง ได้น้องสาวคอยกระทุ้งความทรงจำก็ทำให้อาเชอร์รีบสอบถามริต้าเป็นการใหญ่ว่าหลังจากนั
้นแล้วเธอได้ไปตามที่เขาสั่งหรือเปล่า แล้วจูเลียตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วใช่มั้ยแต่ว่าริต้าก็ไม่ยอมบอกแล้วบังคับให้อาเชอร์
ต้องเป็นคนโทรศัพท์ไปถามจูเลียเอง

     อาเชอร์ : .......เฮ้อ....ยัยริต้าน้า......ยัยริต้า

อาเชอร์เดินกลับขึ้นมาบนห้องของตัวเองก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมา เบอร์แสดงคำสั่งเตรียมโทรออก “จูเลีย แมคฮาดี” พอคิด ๆ ดูแล้วมันก็จริงอย่างริต้าว่าและเขาก็เป็นห่วงจูเลียมากเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ริต้าฟังว่าหลังจากที่เขาช่วยจูเ
ลียเอาไว้ได้แล้วมันเกิดอะไรขึ้นต่อระหว่างพวกเขาทั้งสอง มันจึงทำให้เขาไม่กล้าที่จะคุยกับเธอเพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะวางตัวกับเธอ
ยังไงดีเมื่อจูเลียได้สารภาพรักกับเขาแล้ว

     “ตู๊ด.........ตู๊ด..........ตู๊ด..........!!! อาเชอร์.....เหรอ?”

จูเลียเหยียดกายนอนอยู่บนเตียงที่กว้างใหญ่ เธอคิดในใจว่าถ้าหากอาเชอร์โทรมาหาเธอในตอนนี้ก็จะดีเพราะว่าในตอนนี้เธออยากที่จะได
้ยินเสียงของเขาเหลือเกิน......ระหว่างที่คิดมือนั้นก็ไปคว้าเอาโทรศัพท์ที่อยู่ตรงห
ัวเตียงเข้าพอดี มันเหมือนกับว่านี่คงจะเป็นความต้องการที่ถูกผลักดันมาจากข้างใน เธอแทบจะไม่ต้องไล่รายชื่อตามตัวอักษรเพราะว่าชื่อของเขานั้นขึ้นต้นด้วยตัว A ที่เป็นอักษรตัวแรกอยู่แล้ว ระหว่างที่จูเลียกำลังจะกดโทรออกตอนนั้น..........

     จูเลีย : อาเชอร์........เหรอ?
     อาเชอร์ : .............จูลี่........เธอไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย?

จูเลียดีใจมากที่ได้ยินเสียงของเขาอีกครั้ง ในหัวใจมันรู้สึกอย่างไรก็ไม่รู้สิ่งที่อัดอั้นมันผลักดันให้เธอถึงกับน้ำตาไหล จูเลียรีบเช็ดน้ำตาแล้วก็ใช้น้ำเสียงพูดคุยกับเขาแบบปกติ จูเลียคิดว่าบางทีที่เธอสารภาพรักกับเขามันอาจจะเร็วเกินไป ตอนนี้เธออยากที่จะเป็นเพื่อนกับเขาเหมือนดังเก่า ตอนนั้นเองที่ริต้านั้นก็ลุ้นตัวโก่งแอบดักฟังพี่ชายคุยกับจูเลียจากด้านนอก ริต้าทั้งพยายามหาช่องทางดูทั้งหาเครื่องมือหลายอย่างมาแอบฟังแต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอ
มแพ้แล้วกลับไปที่ห้องนอนตัวเองด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคืองนิด ๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานประมาณ 15 นาทีเห็นจะได้ โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นและจากเสียงริงโทนที่เธอตั้งมันก็ทำให้แน่ใจว่าคนที่โ
ทรมาหาเธอก็คือ.....

     ริต้า : พี่จูเลีย!!! ทำไมคุยกับพี่อาเชอร์เร็วจังล่ะคะ?
     จูเลีย : ....ฮิ ๆ ๆ พี่ขอขอบใจริต้ามากนะจ๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ริต้าพี่ว่าตาทึ่มนั่นก็คงจะไม่มีทางโทรมาหาพี่หรอก

ได้ยินน้ำเสียงที่ร่าเริงเหมือนเก่าของจูเลียแล้วริต้าก็ดีใจ ทั้งสองพูดคุยกันตามประสาผู้หญิงตอนนั้นเองที่จูเลียดันพลาดท่าให้กับคำถามดักทางของ
ริต้าเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากนั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจูเลียก็ต้องจำใจเล่าให้ริต้าฟังจนได้

     ริต้า : อะไรนะคะ.......นี่พี่อาเชอร์เขายังจะเป็ยลูกผู้ชายอยู่อีกรึเปล่านะ.....ทำแบบนี้มั
นเหยียบย่ำน้ำใจของผู้หญิงอย่างเราชัด ๆ คิดว่ามันง่ายนักหรือไงนะที่เราจะต้องยอมอายเปิดเผยทุกอย่างให้กับคนที่เราชอบน่ะ แล้วหมอนั่นยังจะมา........ยังจะ........
     จูเลีย : อย่าไปว่าอะไรพี่อาเชอร์เขาเลยนะจ๊ะริต้า พี่ว่าคงจะเป็นเพราะพี่อาเชอร์เขาเป็นสุภาพบุรุษมากกว่า.....

“สุภาพบุรุษหรือว่าเหลาเหย่กันแน่” นี่คือสิ่งที่ริต้าคิดเอาไว้แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป จากนั้นเธอก็ให้กำลังใจกับจูเลียยกใหญ่แล้วก็บอกกับเธอว่าดีแล้วที่จูเลียจะกลับเป็น
เพื่อนกับอาเชอร์เหมือนเดิมเพราะต่อแต่นี้ไปจูเลียไม่ต้องพยายามตามอาเชอร์อีกแล้ว แต่เธอจะทำให้อาเชอร์เป็นคนคอยตามจูเลียแทน

     ริต้า : ถึงทีพี่จูเลียต้องดัดหลังพี่อาเชอร์บ้างล่ะ.............ทำให้เขารู้เสียทีว่าเราก็
เป็นผู้หญิงเหมือนกัน
     จูเลีย : ขอบใจมากจ้ะ ริต้า
     ริต้า : เชื่อมือหนูเถอะ....อย่างแรกนะคะ...............

สองสาวยังคงใช้เวลาคุยกันไปสักพัก ส่วนอีกห้องหนึ่งอาเชอร์ก็นอนหลับไปในใจก็คิดถึงใบหน้าตอนนั้นของจูเลีย มันเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เขารู้สึกใจเต้นขนาดนี้กับเธอ มันมากกว่าตอนที่เขาได้อยู่ใกล้ ๆ กับอลิเซียเสียอีก...........

     อีกซีกโลกหนึ่ง การประชุมลับด่วนของบรรดาสมาชิกประจำสหประชาชาติ เหล่าผู้ที่อยู่ในภาคีทั้งหลายต่างก็ต้องมารวมตัวกันในห้องแห่งนี้และหลายคนที่ใช่สื
่อผ่านดาวเทียมในการประชุมไม่เว้นแม้แต่องค์กรต่อสู้กับเหตุการณ์เหนือมมิติทั้งสองอ
งค์กรอย่าง GATE กับ JUDAS ที่เป็นเหมือนตัวหลัก ๆ ในการประชุมครั้งนี้ก็ว่าได้

     “เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่นครใหม่เบอลิน กระผมว่าทุกท่านก็คงที่จะทราบเรื่องนี้ดีแล้ว”

สก๊อต พอร์ทแลนด์ ผู้นำของสหประชาชาติเป็นผู้ที่เริ่มเปิดประเด็นในการประชุมที่ไม่วายจะต้องเกี่ยวข้อ
งกับเหตุการณ์ร้ายในครั้งนี้ และยิ่งนานขึ้นหัวข้อของการประชุมก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพวกเขามาเข้าเรื่องของเทวทูติ 6 ปีกที่เรียกตนเองว่า “เซราฟ”

     โคทาโร่ : ในเรื่องนี้กระผมขอเป็นตัวแทนองค์กรขอเสนอแนวคิดเรื่องการเจรจากับเหล่าเซราฟให้ทุกค
นได้พิจารณาด้วยครับ อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่าพวกเขาเหล่านี้มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมและนอกจากนี้แล้วจากที่เราได้ทำการ.....
……..

     “คุณคิดว่านี่มันเป็นเรื่องง่าย ๆ รึไงที่จะให้มนุษย์อย่างเราไปเจรจากับอสูรร้ายแบบนั้น”

เสียงค้านความคิดเห็นของโคทาโร่ดังขัดขึ้นมาระหว่างที่เขากำลังนำเสนอแนวคิด และคนที่พูดขัดคอเขาคนนี้ก่อนที่โคทาโร่จะได้กล่าวอะไรออกมาต่อก็คืออลันด์ รีเชล ผู้นำขององค์กร JUDAS องค์กรประเภทเดียวกันกับเขา ซึ่งหลายคนในห้องประชุมก็รู้สึกสนใจในความหมายที่อลันด์ได้กล่าวเอาไว้

     อลันด์ : ผมหวังว่าคำพูดที่คุณกล่าวมาเมื่อครู่คุณคงจะคิดดีอยู่แล้วนะครับ......ท่านพลเอก แต่ไหนแต่ไรแล้ว...ตั้งแต่สงครามกับเหล่าอสูรมิติก็ไม่เห็นคุณจะนำเสนอแนวคิดแบบนี้น
ี่ ทุก ๆ ท่านครับ.......ทุก ๆ ท่านต่างก็เห็นแล้วกับการกระทำที่โหดร้ายของพวกมัน และเจ้าพวก เซราฟ นั้นมันก็ออกมาแสดงความรับผิดชอบการกระทำของมันแล้ว คำตอบไม่ใช่อื่นไกลเลยหากแต่ว่าเป็นพวกมันนี่แหละที่ได้คอยบงการเหล่าเทวทูตพวกนั้นใ
ห้มาทำร้ายมนุษย์ เราควรที่จะทำลายเจ้าพวกอสุรกายเหล่านี้ให้สิ้นซาก!!!

ในที่ประชุมต่างก็เห็นชอบกับความคิดของอลันด์โดยที่ไม่มีใครสนใจแนวคิดของโคทาโร่เลย
ซึ่งหลังจบการประชุมแล้ว ที่ฐานใหญ่ของ GATE ไอริสเองก็ได้ดูการประชุมผ่านทางจอหลักด้วยเช่นกัน

     ไอริส : ทำไมคุณถึงไม่บอกพวกเขาไปล่ะคะ ว่ามีความเป็นไปได้ว่าพวกเซราฟนั่นอาจจะเป็นมนุษย์ที่บังคับอยู่ในเสื้อเกราะที่คล้า
ยกับเป็นตัวหุ่นยนต์นั่น
     โคทาโร่ : ............ผมรู้..........แต่ว่าเราก็ยังไม่สามารถที่จะสรุปได้ไม่ใช่เหรอ ผมยังบอกพวกเขาไม่ได้หรอก เพราะอย่างน้อยที่นั่นก็ยังมีอลันด์คนนั้นอยู่

อะไรกัน จากคำพูดของไอริสมันช่างน่าแปลกใจยิ่งนักกับความจริงอันน่าพิศวงว่าแท้ที่จริงแล้วภา
ยในร่างของเหล่าเซราฟทั้ง 4 จะมีมนุษย์บังคับอยู่ด้านใน อีกด้าน ณ ฐานหลักของ JUDAS อลันด์กำลังยินดีไปกับชัยชนะในครั้งนี้ของตัวเองที่สามารถหลอกล่อพวกสมาชิกสภาได้ เขาเองก็มีข้อมูลจากการตรวจสอบของดาวเทียมทหารที่ส่องเป็นรังสีอนุภาคได้เช่นกันว่า ภายในร่างของเหล่าเซราฟทั้ง 4 นั้นน่าจะมีมนุษย์อาศัยอยู่ แต่เรื่องนี้เขาก็ไม่อยากที่จะให้แพร่งพรายออกไปเขาจึงรีบพูดขัดคอโคทาโร่เสียก่อน จากนั้นก็พยายามให้แนวคิดเพื่อการปกป้องอธิปไตยของชาวโลกให้เหล่าผู้นำทั้งหลายพอใจ

     อลันด์ : หึ ๆ ๆ ODIN.....คิดเหรอว่าฉันจะยอม เจ้าพวกนั้นมันจะเป็นใครก็ช่างแต่ว่าเทคโนโลยีกระแสเวลาที่พวกมันมีจะต้องมาอยู่ในกำ
มือของฉันนี่ ฮ่า ๆ ๆ ๆ

     เช้าวันใหม่ ที่ลอนดอนวันนี้เป็นวันที่อาเชอร์มีเรียนในตอนเช้า เขาจึงต้องรีบตื่นนอนหน่อยจากนั้นก็เดินทางออกไปจากบ้านทันที อาเชอร์คิดเรื่องที่ได้คุยกับจูเลียเมื่อวานนี้แล้วก็โล่งใจ แต่ก็แปลกที่วันนี้เขากลับไม่ได้พบกับจูเลียที่จะมาดักรอเขาไปมหาลัยระหว่างทางเลยถึ
งแม้เขาจะพยายามไม่คิดแต่ว่าลึก ๆ หัวใจมันก็เหมือนกับว่ากำลังขาดอะไรไปสักอย่าง เมื่อมาถึงที่มหาลัยแล้วอาเชอร์ก็ยังเป็นที่สนอกสนใจของพวกบรรดานักศึกษาคนอื่น ๆ เหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วอาเชอร์นั้นไม่ได้รู้สึกชอบแบบนี้เลยแม้แต่นิด

     “ครีดท์คุง...........”

เสียงจากหญิงสาวคนที่เขารู้จักดีได้ร้องทักทายเขามาจากทางด้านหลัง เป็นอลิเซีย พอร์ทแลนด์ดาวของมหาวิทยาลัยนั่นเอง อาเชอร์ในตอนนี้ก็กำลังกลุ้ม ๆ กับเรื่องของจูเลียพออยู่แล้วแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คงจะเสียมารยาทต่ออลิเซียไม่ได้

     อาเชอร์ : อรุณสวัสดิ์ครับ อลิเซีย
     อลิเซีย : อรุณสวัสดิ์จ้ะ ครีดท์คุง ......เอ่อ...วันนี้ครีดท์คุงมาคนเดียวเหรอ?

ทุกทีอลิเซียมันที่จะเห็นเขาที่เดินเคียงคู่กับจูเลียเสมอ แต่มาในวันนี้เธอกลับเห็นเขาอยู่คนเดียวซึ่งมันก็เป็นโอกาสอันดีที่เธอจะอยู่ใกล้ชิด
กับเขาแทนจูเลีย อลิเซียมักเป็นคนมือถึงใจถึงอาเชอร์ยังไม่ทันจะพูดอะไรเลยเธอก็รีบคว้าแขนของเขาชวนอ
าเชอร์เดินไปที่ตึกเรียนเพื่อประกาศให้ใครต่อใครได้รับรู้ว่า เขาคนนี้กำลังจะมาเป็น “แฟน” ใหม่ของเธอ

     อาเชอร์ : เอ๋!!? อะไรครับเนี่ย ผมว่ามันดูไม่เหมาะนะครับ
     อลิเซีย : .............................

เธอไม่ได้สนใจอะไรกับคำพูดของอาเชอร์เลย ตั้งแต่เด็กอลิเซียนั้นเป็นลูกคนเล็กเธอจึงถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจ อะไรที่เธออยากได้เธอก็มักที่จะได้ไม่เว้นแม้แต่แซ๊คที่เมื่อก่อนที่จะคบกับเธอเขานั
้นก็มีผู้หญิงมาติดพันเยอะแยะแต่ด้วยมารยาของสตรีเพศมันก็ทำให้เหล่าบุรุษต้องสิโรรา
บกันไปตาม ๆ กัน แซ๊คจึงได้พยายามทุกอย่างที่จะทำให้เธอพอใจแต่สุดท้ายในตอนนี้เธอกลับมาสนใจในตัวของ
หนุ่มหล่อคนนี้เข้า อาเชอร์ ครีดท์ผู้ที่ได้ถอดรูปจากเจ้าเงาะกลายมาเป็นพระสังข์ผู้ที่มีรูปกายงดงามเกินกว่าชาย
ใดที่เธอเคยพบเจอมา ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ตอนนั้นอาเชอร์ก็คงจะกลายเป็นของเธอไปแล้ว แม้ว่าอาเชอร์นั้นจะเคยลุ่มหลงและชื่นชมในตัวอลิเซียมากแต่มาในวันนี้เขากลับรู้สึกว
่าเธอนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดอีกแล้ว จากการกระทำที่พยายามจะป่าวประกาศให้ทุก ๆ คนเข้าใจว่าตอนนี้เธอกับเขากำลังคบกัน อาเชอร์รีบสลัดแขนข้างที่เธอเกาะอยู่ออกทันไดจนอลิเซียยังตกใจที่มีผู้ชายที่กล้าปฏิ
เสธเธออยู่บนโลกนี้ด้วย

     อาเชอร์ : ของโทษนะครับอลิเซีย แต่ว่าผมต้องไปแล้ว........
     อลิเซีย : อ๊ะ!? เดี๋ยวสิ.......ครีดท์คุง ครีดท์คุง

มันช่างไม่เป็นดังใจหวัง อลิเซียก็รู้สึกหงุดหงิดมากที่อาเชอร์กล้าทิ้งเธอเอาไว้แบบนี้ได้ ด้านอาเชอร์ก็รีบก้าวเท้าเดินกลัวว่าเธอนั้นจะตามเขามาอีกนอกจากนี้แล้วลึก ๆ เขาก็รู้สึกแคร์ผู้หญิงอีกคน ถ้าหากว่าเธอคนนั้นได้มาเห็นภาพที่อลิเซียกำลังอี๋อ๋อกับเขาอยู่ล่ะก็ เขากลัวว่าเธอจะรู้สึกเสียใจและเข้าใจเขาผิด อาเชอร์ก้าวเดินไปด้วยแล้วก็คิดไปด้วยว่าที่เขาคิดแบบนี้มันก็แปลกเพราะทั้ง ๆ ที่เขายังคิดว่าเธอคนนั้นเป็น “เพื่อน” ของเขาแท้ ๆ แล้วทำไมเขาจะต้องรู้สึกว่าหัวใจมันเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึงใบหน้าของเธอแบบนี้ด้วย
นะ..........

     อาเชอร์ : บ้าจริง............

อาเชอร์เดินมาเรื่อยจนกระทั่งมาถึงหน้าห้องสมุดกลางของมหาลัย ตอนนั้นเองที่เขาคิดว่าบางทีเขาอาจที่จะไปฆ่าเวลาในนั้นสักพักก่อนที่จะเข้าเรียนในอ
ีกครึ่งชั่วโมง หลังผ่านประตูของห้องสมุดหน้าเขาก็ต้องเข้ากับลมเย็น ๆ ที่พัดมาจากเครื่องปรับอากาศพาเอาความคิดที่ว้าวุ่นใจในตอนนี้ปลิวหายไปจนหมด ระหว่างที่เขากำลังจะวางกระเป๋าที่ชั้นวางของตอนนั้นเองตายตาของเขาก็ไปต้องเข้ากับว
ัตถุแปลกปลอมที่อยู่ภายในกระเป๋าของเขา เมื่อนำมันออกมาดูเขาก็เห็นว่าเจ้าสิ่งนี้ที่แท้แล้วก็คือบัตรจอดรถของหญิงสาวคนนั้น
ที่เขาเดินชนกับเธอตรงทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน

     อาเชอร์ : ............จะทำยังไงดีล่ะเนี่ยทีนี้

อาเชอร์คิดอะไรไม่ออกเขาจึงนำมันใส่ในกระเป๋าเสื้อของตนเองจากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใ
น ภายในตัวอาการเป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่นอกจากจะเปิดเพื่อบริการเหล่านักศึกษาแล้วที่นี่
ยังเปิดบริการให้กับประชาชนทั่วไปที่เป็นสมาชิกอีกด้วย ห้องหลักเป็นโถงกว้างโอ่อ่าที่มีชั้ววางหนังสือนับร้อย ๆ ตู้ ไหนเลยจะก้าวอี้ทั้งหลายที่มีไว้ให้ผู้คนมาใช้บริการ อาเชอร์เดินไปหยิบวารสารก่อนที่จะกลับมานั่งที่ ตอนนั้นเองสายตาของเขาก็ไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอคนนั้นมีผมสีฟ้ามีผิวสีขาวและนอกจากนี้กน้าตาของเธอก็เป็นอะไรที่อาเชอร์ยังคงจำต
ิดตราตรึงในความทรงจำเพราะเธอคนนั้นคือเจ้าของบัตรจอดรถใบนี้นั่นเอง “ลูน่า ฟิลลิป”

     อาเชอร์ : ขอโทษครับ.....คือว่า........

     “คะ!?”

อาเชอร์รวบรวมคงามกล้าแล้วเข้าไปทักเธอคนนี้ พร้อมกับถามว่าเธอยังจำเขาได้มั้ยแต่ว่าหญิงสาวกลับคิดว่าหนุ่มหล่ออย่างเขากำลังคิด
ที่จะจีบเธอ เธอจึงทำพูดบ่ายเบี่ยงพร้อมจะเดินจากเขาไป

     อาเชอร์ : เดี๋ยวก๋อนสิครับ! คุณเข้าใจผิดแล้ว นี่ของคุณใช่มั้ยครับ

     “!!...........!!?.......เอ๋?......นี่มัน....”

หญิงสาวรีบรับเอาบัตรจอดรถของเธอคืนแล้วขอบอกขอบใจอาเชอร์เป็นการใหญ่และถามเขากลับว
่าอาเชอร์นั้นไปได้เจ้านี่มาจากที่ไหน ซึ่งอาเชอร์ก็เฉลยให้เธอฟังว่าวันนั้นที่เขาได้ชนกับเธอที่หน้าสถานีรถไฟเจ้านี่เป็น
สิ่งที่เธอยังเก็บไปไม่หมด

     “เอ๊ะ!!? คุณ......คุณก็คือผู้ชายผมยุ่ง ๆ คนนั้นเหรอ!!?......อุ๊ย!! ขอโทษค่ะ”

หญิงสาวตกใจมากที่อาเชอร์ดูเปลี่ยนไปขนาดนี้ เธอถึงกับพูดคำพูดที่เสียมารยาทออกไปแต่อาเชอร์ก็ไม่ได้ว่าอะไรเธอ ในตอนนี้อาเชอร์กลับรู้สึกแปลก ๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับเธอแบบนี้ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนอารมณ์ดีและคุยสบาย ๆ มีบรรยากาศคล้าย ๆ กับจูเลียเพื่อนสาวของเขา

     อาเชอร์ : เอ่อ...ผมอาเชอร์ ครีดท์ครับ
     ลูน่า : ฉันลูน่า ฟิลลิปค่ะ เรียกลูน่าก็ได้ คุณเป็นนักศึกษาที่นี่เหรอคะ

เป็นลูน่าที่เริ่มต้นการสนทนาก่อน ทั้งคู่โดยเฉพาะอาเชอร์ที่รู้สึกคุ้น ๆ กับเธอนิด ๆ คล้ายกับว่าลูน่านั้นมีอะไรบางอย่างที่ไปเหมือนกันกับคนที่เขารู้จัก ทั้งสองมัวแต่คุยกันจนลืมเวลาแค่พริบตาเดียวก็ผ่านไปถึง 20 นาทีแล้ว ลูน่า ฟิลลิปเธอเป็นสาวออฟฟิสอายุเพียง 24 ปี ซึ่งบริษัทที่เธอทำงานอยู่ในตอนนี้ก็คือบริษัทแผ่นเสียงที่เป็นบริษัทในเครือข่ายของ
ค่ายเพลงฮาโมนี โดยตัวของลูน่านั้นเป็นชาวลอนดอนแต่ว่าเธอก็ไม่ค่อยที่จะได้อยู่กับบ้านเพราะส่วนใหญ
่จะต้องเดินทางไปตรวจงานที่เชลเตอร์ต่าง ๆ เป็นประจำ พอดีตอนนี้เป็นช่วงที่เธอต้องกลับมาประจำในบริษัทสักพักก่อนที่จะเดินทางต่อ ทั้งคู่คุยกันสนุกจนจะลืมเวลาเมื่อเสียงระฆังในหอสมุดแห่งนี้ตีลั่นบอกเวลาว่าขณะนี้
เป็นเวลา 9 โมงเช้าแล้ว

     อาเชอร์ : !? แย่ล่ะ......ขอโทษนะครับลูน่า ผมคงต้องขอตัวไปเรียนก่อน ถ้าหากว่ามีโอกาสผมหวังว่าเราคงจะได้พบกันอีก
     ลูน่า : ค่ะ......โชคดีนะคะคุณอาเชอร์

อาเชอร์เดินออกไปจากหอสมุดอย่างเร่งรีบโดยที่มีลูน่าคอยมองเขาอยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาที่เป็นประกายราวกับว่าเธอได้มองเห็นอดีตคนรักที่ไม่ได้พบกันมานานแสนนาน

     ลูน่า : เราต้องได้พบกันอีกแน่ค่ะ.........คุณชิน.........

คำพูดลอย ๆ ของเธอนั้นมันช่างน่าสงสัยนัก ด้านอาเชอร์ที่เร่งฝีเท้าอย่างหนักก็ไปถึงห้องเรียนได้ทันเวลาพอดี สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อเข้ามาในห้องเรียนแห่งนี้นั่นก็คือการมองหาเธอคนนั้น วิชานี้เป็นวิชาภาษีอากรเป็นวิชาหลักของเด็กสาขาบัญชีอย่างเขากับจูเลีย แต่ว่าไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหนเขาก็ไม่เห็นจูเลียเลยบางทีเธอที่พึ่งจะผ่านเหตุการณ์ไ
ม่สู้ดีแบบนั้นอาจจะไม่มีกำลังใจพอที่จะมาเรียนก็ได้ อาเชอร์คิดแบบนั้นแล้วก็พยายามเดินหาที่นั่งของตัวเองตอนนั้นระหว่างที่เขากำลังเดิน
ผ่านโต๊ะเรียนแถวในก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยปากชักชวนให้เขานั่งด้วยกัน

     “ยังมีที่ว่างอยู่ตรงนี้ นายจะนั่งด้วยกันมั้ยล่ะ”

     อาเชอร์ : ........ขอบคุณ........

อาเชอร์ที่มัวแต่คิดเรื่องของจูเลียมันทำให้เขาไม่ได้มองหน้าของผู้ญิงคนที่ชักชวนให
้เขามานั่งที่ตรงนี้เลยแม้แต่น้อย พอเขานั่งที่เท่านั้นเหล่าบรรดาสายตาของคนรอบข้างต่างก็หันมาสนใจที่เขาทันทีไม่ว่าอ
าเชอร์จะลองหันหน้าไปทางไหนก็มีแต่พวกคนอื่น ๆ คอยแอบมองทั้งนั้น แต่ก็น่าแปลกนิด ๆ เพราะเมื่อเขาลองสังเกตดูดี ๆ คนพวกนี้ก็ไม่ได้แอบมองแต่เขาคนเดียว สายตาของคนอื่น ๆ ยังจะจับมองมาที่ผู้หญิงคนที่นั่งข้าง ๆ เขาด้วย เธอคนที่ชวนให้เขามานั่งด้วยกัน ด้วยความสงสัยมันทำให้อาเชอร์ลองหันไปมองเธอคนนี้ดูสักนิด และทันไดนั้นเอง.......หัวใจที่แสนเย็นชาของเขาก็กลับเต้นรัวและแรงเมื่อสายตาของอาเ
ชอร์ได้ประสานเข้ากับดวงตาของเธอเข้า

     อาเชอร์ : .........จู.......จูลี่........
     จูเลีย : หือ!? อาเชอร์ทำไมเหรอ?

ไม่รู้ตัวเลย อาเชอร์นั้นไม่ได้รู้ตัวมาก่อนเลยว่าผู้หญิงคนที่เรียกให้เขานั่งด้วยจะเป็นจูเลีย หากเพราะว่าตอนนั้นเขาไม่ได้สังเกตเธอดูให้ดีเสียก่อน จูเลียในวันนี้ไม่เหมือนกับจูเลียในวันก่อน ๆ เลยเธอที่ตอนนี้ดูสวยกว่าใคร ๆ ที่เขาเคยพบเจอมาทั้งหมด ผมยาวสลวยสีทองที่ปล่อยลงมาติดกิ๊บเล็ก ๆ นิดหน่อยกับเสื้อผ้าในวันนี้ของเธอที่แตกต่างไปจากเดิม อาเชอร์ลองแอบมองดูก็รู้ว่านี่เป็นชุดที่เขาและเธอได้ไปเดินซื้อด้วยกันเมื่อคราวก่อ
นหน้านี้ แค่ได้เห็นตรง ๆ อาเชอร์ก็ถึงกันตกตะลึงในความเป็นผู้หญิงของเธอไปเลย

     จูเลีย : อาเชอร์? มีอะไรรึเปล่า........
     อาเชอร์ : ......เปล่า....ไม่มีหรอก.....ฉันคิดว่าเธอจะไม่มาเรียนวันนี้แล้วซะอีก

เห็นท่าทีเขินอายของอาเชอร์จูเลียก็แอบอมยิ้มเล็ก ๆ บางทีแผนการที่ริต้าคอยแนะนำและจัดแจงให้เธอมันคงจะเริ่มแสดงผลแล้วก็ได้ เย็นวันนั้นหลังจากเลิกเรียนอาเชอร์พยายามที่จะขอเข้าไปคุยกับจูเลียแต่ว่าก็มีบรรดา
พวกเพื่อน ๆ ผู้หญิงของเธอมาพาตัวเธอไปเสียก่อนโดยที่จูเลียก็ได้แต่ส่งสายตามองมาที่เขาเท่านั้น


     จูเลีย : (อาเชอร์)
     อาเชอร์ : (ไม่เป็นไร....จูลี่)

เหมือนว่าทั้งสองใช้สายตาเป็นการสื่อสาร อาเชอร์เข้าใจและก็ปล่อยให้พวกผู้หญิงเขาคุยกันส่วนเขานั้นบางทีอาจจะไปดักรอจูเลียอ
ีกทีที่หน้าประตูรั้วมหาลัย อาเชอร์เดินไปด้วยพลางคิดถึงจูเลียในวันนี้ไปด้วย บางอย่างในจิตใจเขามันดูเหมือนกับว่าจะตื่นขึ้นตอนนั้นเองที่เขาเห็นว่ามีเสียงคุยจ้
อของบรรดานักศึกษาผู้หญิงที่กำลังซุบซิบบางอย่างถึงผู้ชายคนที่นั่งครอมอยู่บนมอเตอร
์ไซช็อปเปอร์คันงามที่หน้าประตูรั้วเหมือนกับว่าเขาคนนี้กำลังมาดักรอใครสักคน และทันทีที่อาเชอร์ได้ก้าวไปจนใกล้ ๆ จะถึงที่ตรงนั้น ชายคนนี้ก็ถอดหมวกกันน็อกให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงว่าเขาคนนี้เป็นใคร

     เนกิ : ไง....อาเชอร์
     อาเชอร์ : คุณเนกิ!? มาทำอะไรที่นี่ครับเนี่ย
     เนกิ : ช่างเถอะน่า.....เอ้า! ขึ้นมาซะ!

“หา?” อาเชอร์ถึงกับอุทานออกมาด้วยความงงแต่ก็ยังจะขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายตามคำเชิญของเนกิแต่
โดยดี ระหว่างทางเขาก็ยังถามเนกิว่ามีเรื่องอะไรทำไมจะต้องมาหาเขาถึงที่มหาลัยทางด้านเนกิ
ก็ได้แต่บอกกับเขาว่าวันนี้พวกเขาจะพาอาเชอร์ไปออกสังคม......

     เย็นวันนั้น ณ โรงแรมสุดหรูอันดับหนึ่งของเมือง บรรดาผู้คนทั้งหลายรวมถึงบรรดานักข่าวทั้งหลายต่างก็มาทำข่าวการมาร่วมงานเลี้ยงเปิด
องค์กร JUDAS อย่างเป็นทางการ มีเหล่าพวกนายทหารชั้นสูงรวมทั้งบรรดาผู้นำต่างก็มากันในงานนี้และแน่นอนว่าแม้แต่พว
กไอริสก็ยังได้รับบัตรเชิญให้มาร่วมงานเช่นกัน ที่ด้านในอาเชอร์ที่อยู่ในเครื่องแบบออกงานราตรีของทางองค์กร เป็นครั้งแรกที่เขาพึ่งจะเคยใส่เครื่องแบบ ๆ นี้ มันเป็นชุดประจำที่มีใว้ให้กับพวกเจ้าหน้าที่พิเศษอย่างพวกเขาเท่านั้นเหมือน ๆ กันกับเนกิที่ได้ยืนรอพวกพ้องอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองในวันนี้ช่างดูสง่างามจนบรรดาหญิงสาวทั้งหลายในงานต่างก็จับตามอง

     เนกิ : .....!!? มีอะไรอาเชอร์..........
     อาเชอร์ : เปล่าครับ.....แค่สงสัยว่าทำไมพวกเราถึงถูกคนเขาจ้องมองกันจัง

ยังไง ๆ อาเชอร์ก็ยังไม่ชินที่จะถูกบรรดาผู้คนคอยจับตามองอยู่ดีตรงกันข้ามกับเนกิที่เขาหวัง
จะรอน้องเล็กกับบรรดาหลาน ๆ ที่กำลังจะมาถึง แล้วไม่นานนักพวกนักข่าวที่อยู่ในงานต่างก็กรูออกไปที่ด้านนอกเพื่อจับภาพของประธานห
นุ่มหล่อของจ้าวแห่งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Stardust ที่มาพร้อม ๆ กับภรรยาคนสวยและลูก ๆ ฝาแฝดชายหญิงที่น่ารัก

     เนกิ : มากันแล้วแน่ะ....ดูท่าว่าพวกพ่อเขาก็จะตามมาในคันหลังด้วยนะ
     อาเชอร์ : !!? คุณมาซากิ...มากับพวกคุณพ่อของคุณเนกิ?

จริงสิหนุ่มคนนี้ยังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขากับพวกผู้ใหญ่ในองค์กรนี่นา เนกิคิดแบบนี้ก่อนที่จะเดินนำหน้าอาเชอร์เพื่อไปทักทายกับท่านประธานหนุ่มน้องชายของ
เขาเสียหน่อย

     เนกิ : มากันแล้วสิมาซากิคุง......โอ๊ะโอ๋.....ทักซิโด้เชียวนะ.......
     มาซากิ : ช่วยไม่ได้นี่ครับ ก็วันนี้ผมมาในนามของบริษัท......หือ อ้าว! ใส่แล้วดูดีนี่อาเชอร์

“แหะ ๆ” อาเชอร์ยิ้ม ๆ เล็กน้อยก่อนที่พวกเขาจะยืนรอคนที่กำลังจะลงมาจากรถลีมูซีนคันหลังที่ตามมา ชายวันกลางคนหน้าตาดี 3 คนลงมาจากรถพร้อมทั้งผู้หญิงสุดสวยอีกคนหนึ่งซึ่งทั้ง 4 คนนี้ก็คือบรรดาผู้ใหญ่ขององค์กรที่ได้เดินทางมาจากต่างเชลเตอร์เพื่อร่วมงานนี้โดยเ
ฉพาะ

     มาซากิ : ลุงโค! พ่อ! อาเคงโง! น้าไอริส
     เนกิ : อาเคงโงมาได้ด้วย! วันนี้ไม่ติดผ่าตัดเหรอครับ?

เนกิแซวทักทายคุณอาของตัวเองนิด ๆ ก่อนที่ โคทาโร่นั้นจะเดินตรงเข้าไปทักทายกับเจ้าหน้าที่พิเศษคนใหม่อย่างอาเชอร์

     โคทาโร่ : เราพึ่งจะได้พบกันแบบนี้เป็นครั้งแรกสินะ ยินดีที่ได้รู้จักนะอาเชอร์คุง
     อาเชอร์ : ....ครับ ยินดีเช่นกันครับ

วันนี้เป็นวันที่อาเชอร์นั้นได้พบกับบรรดาแกนนำหลัก ๆ ของ GATE เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะไอริสที่เขานั้นรู้สึกดีใจมากที่ได้พบกับเธอตรง ๆ เป็นครั้งแรกอย่างนี้ นอกจากนั้นแล้วเขาก็ยังรู้สึกถึงความอบอุ่นในครอบครัวใหญ่ของพวกรุ่นพี่ดีจนรู้สึกอิ
จฉานิด ๆ แต่ว่าพวกเขาก็เป็นคนดีที่ยังปฏิบัติกับเขาเหมือนกับว่าเป็นคนในครอบครัวอีกคนจนอาเช
อร์นั้นรู้สึกอบอุ่นตามไปด้วย

     เนกิ : โอ้!! ใส่ชุดน่ารักทั้งสองคนเลยนะครับ เรียวคุง! มิยูกิจัง! มาทักทายลุงเนกิหน่อยสิลูก

เด็กน้อยทั้งสองเอาแต่เกาะอยู่ข้างหลังของกระโปรงคุณแม่อย่างมิฮารุ พวกเขาแหงนหน้าขึ้นไปมองมิฮารุก่อนเหมือนกับจะถามความคิดเห็นซึ่งมิฮารุก็ยิ้มแล้วบอ
กให้ทั้งสองไปหาเนกิหน่อย เด็กน้อยจึงปล่อยแม่แล้วรีบวิ่งไปตรงนั้นแต่.......

     “ลุงกิ......ลุงกิ ๆ”

     อาเชอร์ : !!?

“ผิดแล้วลูก” มาซากิต้องเหงื่อตกเมื่อเด็กน้อยทั้งสองกลับวิ่งผ่านหน้าเนกิไปเฉย ๆ แล้วไปเกาะที่ขาของอาเชอร์แทนทั้งยังแหงนหน้ามองเขาด้วยแววตาเป็นประกายชวนให้หลงไหล
ในความน่ารักของทั้งคู่อีก สิ่งนี้มันทำให้อาเชอร์ก็รู้สึกเอนดูพวกเขาไปด้วยเหมือนกับว่าทั้งเรียวและก็มิยูกิน
ั้นเป็นหลานแท้ ๆ ของตนเอง เพียงแต่ว่าคำที่เด็กทั้งสองเรียกแทนตัวเขานี่สิที่ทำให้พวกมาซากิรวมถึงไอริสถึงกับ
งุนงง

     มาซากิ : ผิดแล้วนะลูก นี่น่ะคุณอาอาเชอร์จ้ะ ลุงเนกิน่ะคนนู้นต่างหาก

คุณพ่ออย่างมาซากิพยายามอธิบายแต่เด็กน้อยก็ยังเกาะขาอาเชอร์แล้วเรียกเขาว่า “ลุงกิ” อยู่จนพวกโคทาโร่เองก็พากันแปลกใจ สุดท้ายเด็กน้อยก็เลิกเกาะขาของอาเชอร์แล้วกลับไปหาเนกิตามวัตถุประสงค์เดิม ไอริสยิ้มแล้วก็เดินเข้ามาหาหลาน ๆ จากนั้นเธอก็นำทุก ๆ คนเดินเข้าไปในงาน โดยทั้งนี้พ่องานในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นเขาคนนี้เป็นคนที่มายืนรอต้อนรับพวกแขกผู
้ทรงเกียรติด้วยตนเอง

     อลันด์ : เป็นเกียรติมากที่คุณอุตสาห์เดินทางมางานของผมด้วยตนเองอย่างนี้ เวลลันดี
     ไอริส : เล็กน้อยค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ

ทั้งสองต่างก็ใส่หน้ากากเข้าหากัน เพราะภายใต้รอยยิ้มของทั้งคู่นั้นก็ไม่มีใครจะรู้ถึงความคิดในส่วนลึกของอลันด์ดังนั
้นไอริสเองก็ต้องระวังและพยายามวางตัวเป็นปกติเพื่อพวกพ้องของตน จากนั้นก็เป็นการจับมือระหว่างเขากับมาซากิผู้ที่มาเป็นตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมไอท
ี Stardust หลังจากนั้นก็เป็นเอริก้าซึ่งเป็นหลานสาวคนโปรดของสตีฟ ซิลมอน เจ้าของธุรกิจด้านนาโนเทคฯ อันเลื่องชื่อในอุตสาหรกรรมการแพทย์และพลังงาน Siver&Gold ก่อนที่ทุก ๆ คนจะเดินเข้ามาในงาน ตอนนั้นทางเข้าตรงด้านในเนกินั้นได้ไปสังเกตเห็นผู้หญิงสวมชุดราตรีวันพีชสีแดงเปิดห
ลังสุดเซ็กซี่คนหนึ่งเข้า เธอผู้นี้กำลังหันหลังยืนพิงผนังพร้อมกับแก้วแชมเปญในมือ เพียงแค่ผ่านตาแต่เนกิก็ยังจำเธอได้ดีเพราะว่าความรู้สึกในตอนนั้นที่เขาได้รับจากฝ่
ามือของเธอมันยังคงติดตรึงบนแก้มซ้ายของเขาไม่จางหาย

     เนกิ : วันนี้คุณดูสวยจังนะครับ.....ผิดกับตอนที่เราพบกันก่อนหน้านี้เลย
     สกาเลต : เนกิ อิชิงามิ...............
     เนกิ : เป็นเกียรติมากที่คุณเรียกชื่อของผม ไม่ใช่ Bule Inferno NERO

สกาเลตทำสีหน้าไม่อยากจะคุยกับเขาเสียเท่าไรแต่ว่าเนกิก็ยังพยายามเดินตามเธอไป จนกระทั่งเขาก็ได้พบกับทีม Justice อีกสองคนที่เหลือ คาเรนกับแอนนา ทั้งสองทำหน้าแปลกใจมากที่หัวหน้าผู้ซึ่งจงเกลียดจงชังบุรุษเพศเกินกว่าสิ่งไดกลับเด
ินเคียงคู่มากับเนกิ

     แอนนา : หัวหน้า...........
     คาเรน : เดินมากับผู้ชายเหรอ?

ตอนนั้นเองแค่ทั้งสองได้เห็นเครื่องแบบที่เนกิใส่อยู่พวกเธอก็รับรู้ได้ทันทีว่าเนกิ
จะต้องเป็น 1 ในสามของทีมผู้กล้า BRAVE แน่ ๆ

     เนกิ : โอ๊ะ.....สวัสดีครับคุณผู้หญิงทั้งสอง ผมเนกิ อิชิงามิครับ
     แอนนา : เอ่อ...แอนนา มินอฟสกีค่ะ
     คาเรน : คาเรน ทาซานดร้า..........ค่ะ

และทันทีที่เขายิ้มให้กับพวกเธอ ใบหน้าของทั้งคู่ก็ยิ่งแดงก่ำมันก็เหมือนกับว่าได้ถูกดูดวิญญาณลุ่มหลงไปกับมนต์เสน่
ห์ของเนกิ แล้วยิ่งทั้งสองได้รู้ว่าชายคนนี้ที่แท้แล้วก็คือ Bule Inferno NERO วีรบุรุษในดวงใจมันก็ยิ่งทำให้พวกเธอนั้นเหมือนกับตกอยู่ในภวังค์ แต่ทันไดนั้นเองที่พวกเธอกลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ มันมาจากทิศตรงหน้าของเธอเป็นสายตาของหัวหน้าอย่างสกาเลตที่กำลังจ้องมองเธอทั้งสองด
้วยแววตาอันน่ากลัวจนพวกเธอนั้นต้องรีบขอตัวเนกิออกมาก่อนโดยที่มีสกาเลตเดินตามหลัง
ปล่อยให้เนกิยืนอยู่คนนั้นคนเดียว

     เนกิ : ผมยังไม่ทันทำความเข้าใจกับคุณเรื่องน้องสาวของคุณเลยนะ คุณก็ไม่ให้โอกาสผมซะแล้ว

เนกิก็ได้แต่ยืนจิบไวน์ขาวที่ขอจากบริกรอยู่เพียงลำพัง อีกด้านหนึ่งอาเชอร์ที่พึ่งจะมางานแบบนี้เป็นครั้งแรกก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืน
อยู่ข้าง ๆ เอริก้าไม่กล้าที่จะเดินไปไหน เป็นเอริก้าเสียอีกที่ถือโอกาสของควงแขนอาเชอร์ซะเลยเพื่อยืดใส่พวกบรรดาผู้หญิงทั้ง
หลายที่อยู่ในงานและกำลังจ้องที่จะมาทักกับอาเชอร์ ด้านมาซากิก็ไปอยู่ตรงกลุ่มนักธุรกิจทั้งหลายแหล่เพื่อทักทายโดยที่มีมิฮารุกับลูก ๆ ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วย และตอนนั้นเองที่เขาก็ได้พบกับไรอัน โคบายาชิประธานหนุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมการสื่อสารที่มาพร้อม ๆ กับเจ้าของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่างฮาโมนี่ที่มาร่วมงานทั้งยังได้พาไอดอลใหม่ที่กำลัง
มาแรงในตอนนี้มาร้องเพลงโชว์ในช่วงข้างหน้านี้อีกด้วย

     มาซากิ : ได้พบตัวจริงก่อนแบบนี้ บางทีผมคงจะไม่ต้องดู Demo ที่พวกคุณส่งไปให้แล้วสิ

เจ้าของค่ายเลงร่างท้วมยืนยิ้มปาดเหงื่อต่อหน้ามาซากิ รอให้ถึงช่วงที่เด็กของเขาจะมาแสดงในช่วงหน้านี้เร็ว ๆ เผื่อว่ามันจะช่วยในการเพิ่มสปอนเซอร์จากมาซากิได้ ไรอันเองก็ยืนยิ้ม ๆ อย่างมีเลศนัยน์ทั้งยังแอบส่งสายตาไปหาพิธีกรที่อยู่บนเวทีเร่งให้โชว์ของเขาได้ขึ้น
แสดงเร็ว ๆ

     “แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ต่อไปนี้จะเป็นโชว์การร้องเพลงจากไอดอลสาวคนใหม่ของค่ายเพลงฮาโมนีผู้สนับสนุนอีกราย
ในการจัดงานครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงที่อ่อนหวานปานเทพธิดาของเธอ.......ท่านผู้มีเ
กียรติขอเชิญพบกับนักร้องสาวขวัญใจคนใหม่.........ไซเร็น”


“!!?” ไม่จริงใช่มั้ย มาซากิคิดว่าตนเองหูฝาดไปที่ได้ยินชื่อนั้นขึ้นมา มันจะเป็นจริงไปได้ยังไงก็ในเมื่อเธอคนนั้นไม่มีทางที่จะกลับมาในโลกใหม่แห่งนี้ได้อ
ีกแล้ว มาซากิคิดแบบนี้วนเวียนจนเหม่อลอยคงจะมีแต่มิฮารุเท่านั้นที่ดูเขาออก และแล้วเสียงอินโทรของเพลงก็ดังขึ้นมันเป็นเพลงช้าที่มีจังหวะซึ้งกินใจ และแล้วนักร้องก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากหลังม่านควันจนออกมายืนอยู่ภายใต้แสงสปอร์ตไลต์และเริ่มร้องเพลง

     “ตั้งแต่วันที่ฉันพบเธอ....วันแรก.........จิตใจ....ของฉันก็เป็นของเธอ..........หั
วใจที่สวงยามเปี่ยมล้นด้วยความดีของเธอ......มันช่วยละลายน้ำแข็งในใจ.........”

เขาจำได้ดี มาซากิจำเพลงนี้ได้ดีไม่มีวันลืม....มันคือเพลงสุดท้ายของเธอคนนั้นที่เธอยังไม่ทันไ
ด้มีโอกาสจะขับร้องออกมาเพราะว่าเธอต้องลาจากเขาไปไกลแสนไกลไม่มีวันหวนคืนเสียก่อน “Forever Love” กับความทรงจำในครั้งสุดท้ายที่เขาได้อยู่กับเธอ ได้ดูเส้นขอบฟ้าครั้งสุดท้ายด้วยกันก่อนที่เธอนั้นจะสิ้นลมลงไปภายใต้อ้อมกอดที่อบอุ
่นของเขา เธอคนนั้น..........

     มาซากิ : ......ดี.......ดีน่า.........
     มิฮารุ : .......มาซากิ.............

มิฮารุนั้นก็ได้แต่ยืนมองมาซากิอยู่อย่างเฉย ๆ เท่านั้น เธอเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าไดอาน่าคนนั้นจะมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเธอแบบนี้ได้อีก แต่แม้จะคิดอย่างนั้นมิฮารุเองก็จำได้เธอจำได้ดีว่าผู้หญิงที่กำลังร้องเพลงอยู่บนเว
ทีนี้เป็นเธอคนนั้นอย่างแน่นอน

     “เป็นเพราะเธอ....เธอคนนั้น ผู้ส่งสัญญาณความรัก.......มาให้ฉัน โอบกอด....หัวใจ ที่ปวดร้าวทุกข์ทรมานให้จางหายไป......รักเดียว..........”

     มาซากิ : ........ในหัวใจฉันคือเธอ...........

บทเพลงที่ไม่มีวันลืมมันไปช่วยปลุกเร้าความทรงจำในตอนนั้นของมาซากิให้ตื่นขึ้นมา จนเขาถึงกับฮัมเพลงเนื้อร้องของเธอได้อย่างถูกต้องจนกระทั่งจบเพลง บรรดาแขกทั้งหลายต่างก็ปรบมือเสียงดังให้กับเสียงที่ประดุจกับเทพธิดาของเธอ หลังจากนั้นเธอผู้นี้ก็เดินลงไปทางด้านหลังเวทีแล้วงานก็มาถึงช่วงสุดท้ายนั่นก็คือก
ารเต้นรำ ตอนนั้นเองตรงอีกด้านหนึ่งของกลุ่มพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย เด็กสาวผู้เป็นธิดาของผู้นำสหประชาชาติอย่างสก๊อต พอร์ทแลนด์ก็มาในที่แห่งนี้ด้วย ในงานนี้มีบรรดาชายหนุ่มมากมายที่หวังว่าจะได้เต้นรำกับเธอแต่ว่าสายตาของเธอนั้นกลั
บไปติดอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นสวมเครื่องแบบในแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ว่าเธอนั้นกลับจำได้ดีว่าภายใ
ต้เครื่องแบบสีขาวนั่น แท้จริงแล้วเขาคนนี้คือใคร

     “ขอโทษค่ะ.....ไม่ทราบว่าคุณจะเต้นรำกับฉันสักเพลงจะได้มั้ยคะ?”

     อาเชอร์ : ...........เอ๊!? ........!!?.....คุณ!?

แท้จริงแล้วชายคนนั้นที่ลูกสาวของผู้นำสหประชาชาติกำลังสนใจอยู่ก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คืออาเชอร์ที่กำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ หลังจากฟังเพลงเสนาะหูเมื่อครู่จบ อาเชอร์นั้นทั้งแปลกแล้วก็ตกใจมากเพราะผู้หญิงคนที่มาชวนเขาเต้นรำนี้กลับเป็นคนที่เ
ขารู้จักดี เป็นเพื่อนร่วมสถาบันและยังเป็นดาวมหาลัย “อลิเซีย พอร์ทแลนด์”

     อลิเซีย : สวัสดีครีดท์คุง.........
     อาเชอร์ : อลิเซีย.........ทำไม?

อลิเซียยิ้มให้จากนั้นเธอก็ฉุดข้อมืออาเชอร์ไปที่ใจกลางฟลอร์ สายตาของแขกที่มาแทบจะทุกคนต่างก็มองมาที่คู่ของเขา ว่าลูกสาวคนเล็กของท่านผู้นำสหประชาชาติอย่างสก๊อตนั้นกำลังเต้นรำอยู่กับชายหนุ่มรู
ปงามที่ไหน อีกด้านหนึ่งเนกิยังคงคิดที่จะเดินตามสกาเลตอย่างไม่ลดละเพราะว่ายังมีอีกหลายสิ่งหล
ายอย่างที่เขาต้องทำความเข้าใจกับเธอและนอกจากนี้ก็เพื่อจะถามเธออีกด้วยว่า มาริสาอยู่ที่ไหนแล้วตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้าง จนในที่สุดเขาก็พบเธอที่กำลังดื่มแชมเปญอยู่คนเดียวตรงระเบียงด้านนอก

     เนกิ : มาอยู่ตรงนี้คนเดียวแล้วไม่เหงาเหรอครับ
     สกาเลต : นายอีกแล้วเหรอ................

สกาเลตมองเขาด้วยหางตาจากนั้นก็หันหน้าหนีออกไปที่นอกระเบียง เธอไม่มีอะไรที่จะพูดกับเขาแล้วก็ไม่คิดที่จะตอบคำถามอะไรเขาด้วย สิ่งที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คืออยากจะให้คนเลวทรามอย่างเนกิไปให้พ้น ๆ หน้าเธอซะเพราะไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่เคยคิดจะอภัยให้เขาเรื่องของมาริสาอย่างเด็ดขาด

     เนกิ : สกาเลต ผม..............
     สกาเลต : หยุด! ถ้าจะถามเรื่องของน้องสาวของฉันล่ะก็............
     เนกิ : ใครว่าล่ะ......ที่ผมจะพูดก็คือ รังเกียรติที่จะเต้นรำกับผมสักเพลงมั้ย

สกาเลตถึงหับหันขวับมามองหน้าของเนกิในใจพลางก็นึกโมโหนิด ๆ คิดว่าเขาทิ้งน้องของตนไปแล้วจะหันมาจีบคนพี่ต่ออย่างนั้นน่ะหรือแต่ว่าเธอที่ได้สบต
ากับเขาก็นึกเรื่องสนุกขึ้นได้บางอย่าง เธอจึงตอบตกลงด้วยรอยยิ้มกับสายตาที่ดูยั่วยวน ทั้งคู่ค่อย ๆ เดินไปจนถึงกลางฟลอร์ แล้วทันไดนั้นจังหวะของเพลงก็เป็นเป็นทำนองแจ๊สที่รวดเร็วขึ้นมาทันได สกาเลตมองเขาด้วยแววตาที่ท้าทายเนกิจึงจำเป็นที่จะต้องงัดวิชาเต้นที่เขามีทุกอย่างเ
พื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเรื่องทั้งหมดมันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดจากการเต้นรำครั้งนี
้ ซึ่งจังหวะของทั้งคู่ก็ร้อนแรงไม่แพ้กันจนทำเอาคู่อื่น ๆ พากันหยุดดูและจบลงตรงที่เนกิเป็นคนดึงร่างของเธอมาอยู่ในอ้อมกอดตอนเพลงจบพอดี การเต้นรำที่ร้อนแรงและสวยงามของทั้งคู่ทำเอาคนอื่น ๆ พากันปรบมือให้ ตอนนั้นเองที่เนกิได้โอกาสจูงมือเธอออกไปรับลมด้านนอกตรงระเบียงที่เก่าแล้วปล่อยให้
แขกด้านในนั้นสนุกกับงานต่อ

     สกาเลต : เต้นเก่งนี่นานายน่ะ
     เนกิ : คุณต่างหากที่เก่ง.......ผมก็แค่ตามจังหวะของคุณก็เท่านั้นเอง

สายลมในยามค่ำพัดมาพร้อมกับไอเย็นและความงามของหญิงสาวผู้ที่อยู่ตรงหน้าของเขาจนเนก
ินั้นเกิดความรู้หลงใหลไปกับความสวยของเธอเล็กน้อยก่อนที่เขาจะคืนสติเพราะตอนนั้นเข
าเกิดมองเห็นมาริสาในตัวของสกาเลตเข้าแวบหนึ่ง

     เนกิ : เรื่องของน้องคุณ ผมเองก็..............!!?

แค่พริบตาเดียวเท่านั้นที่เนกิหันหน้าไปหาเธอ สกาเลตจึงได้ใช้ท่อนแขนที่เรียวยาวของเธอโอบคอของเขาเอาไว้แล้วจึงโน้มคอเขาลงมาประท
ับรอยจุมพิตลงบนริมฝีปากของเขาอย่างบางเบา ช่วงเวลาแบบนี้นั่นเองที่เนกินั้นไม่ได้ระเวดระวังตัวเลยทั้ง ๆ ที่เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจแท้ ๆ ว่ากุหลาบงามย่อมต้องมีหนามคม

     เนกิ : โอ๊ย!!?

“ฮิ ๆ ๆ” เสียงหัวเราะของเธอมันช่างดูไม่ต่างกับเสียงของนางมาร เนกิรีบดึงตัวเองถอยหนีไปตั้งหลักโดยมีโลหิตของเขาค่อย ๆ หยดลงมาบนพื้นดินจากรอยแผลขนาดเล็กตรงริมผีปาก ซึ่งแผลนี้มันมาจากตอนที่สกาเลตได้มอบจุมพิตนี้ให้กับเขาเธอยังแอบกัดเข้าที่ริมฝีปา
กของเขาจนเป็นแผลเลือดออก

     สกาเลต : นายจงจำรสชาติรอยจูบในครั้งนี้เอาไว้เถอะ.......เนกิ อิชิงามิ
     เนกิ : .................................

สกาเลตใช้มือสยายผมเดินเชิดออกไปโดยที่ทิ้งเนกิเอาไว้อยู่ตรงนั้นคนเดียว แน่นอนว่าเขาจะจดจำวันนี้เอาไว้ไม่มีวันลืมเลยกับรสชาติของจุมพิตที่ทั้งหวานและเจ็บ
ปวดไปในคราวเดียวกัน ซึ่งนอกจากเนกิแล้วก็ยังมีอีกคนที่ต้องรู้สึกเก็บอาการบางอย่างเอาไว้ในใจ เมื่อมาซากิได้พบกับผู้หญิงคนที่เคยเป็นรักแรกอีกครั้งเพื่อไม่ให้รักที่เขาได้เลือก
แล้วจะต้องมาเป็นกังวล




- หมดผ้าทอแถวที่ 8 -



ปิดเรื่องโดยการเปิดประเด็นระหว่างสกาเลตกับเนกิ เรื่องในอดีตของเขากับน้องสาวของเธอมาริสาเป็นยังไงมายังไง และอาเชอร์ที่มาพบกับลูน่ามันจะส่งผลแบบใดในอนาคต นอกจากนี้ไหนเลยจะเป็นมาซากิที่ได้พบกับเธอคนนั้นอีกครั้งทั้ง ๆ ที่ตามทฤษฎีบนโลกใบใหม่นี่ไม่น่าจะมีตัวตนของเธออยู่ได้

จากนี้ไปจะเป็นเนื้อเรื่องที่เข้มข้นมากขึ้น ปริศนาก็จะมาพร้อมกันรวมถึงคำเฉลยที่จะออกมาต่อเนื่องเป็นฉาก ๆ ในตอนหน้าจะเป็นเนื้อเรื่องที่เน้นไปที่สกาเลต กับเรื่องราวในอดีตเมื่อแสนกว่าปีก่อนถึงความฝันที่เธอนั้นสามารถรำลึกได้และตอนจบที
่จะต่อเนื่องกับตอนต่อไปในเมื่ออาเชอร์.......

ขณะนี้ผมเขียนนำจนไปถึงตอนที่ 12 แล้ว เนื้อเรื่องในช่วงแรก ๆ จะจบลงในตอนที่ 15 หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะเข้าสู่การต่อสู้ในช่วงสุดท้าย ใบ้ให้ด้วยว่าถึงตอนนั้นทั้งสามจะรู้ถึงจุดหมายในการต่อสู้ครั้งนี้และซีซ่าจะกลายเป
็นร่างสุดท้ายที่มันเคยเป็นเมื่อแสนกว่าปีก่อน(?) ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม........เร็ว ๆ นี้ผมพยายามจะดีไซน์คาแรกเตอร์ของเรื่องนี้ในภาคแรกออกมา เอาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วผมจะเอามาลงให้ชมกันครับSmiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
jark_kaizer
BOARD MODERATOR
*****
Offline


Unbreakble Dream!
Posts: 2977
ค่าพลัง: 88

มณีสีครามแห่งทางช้างเผือก
Age: 38
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Libra
Re: Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่8
Reply #1 - 04.02.09 at 12:11:27
 
นี่ก็เข้มข้มแล้วนะครับ ถึงจะไม่มีฉากแอคชั่นหรือเนื้อเรื่องการต่อสู้ แค่อ่านความสัมพันธ์ของตัวละครก็สนุกมากแล้ว ขอโทษที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มาครับ ตอนนี้ผมกับพวกตัวละครก็เหมือนๆกันคือ เก็บตัวฝึกยุทธ์ หุ หุ ใกล้สอบเนติแล้วฮะ ยังไงก็จะมาติดตามอ่านตลอดครับ

ตูน: มาซากิเจอกิ๊กเก่า ฮี่ๆ  Wink
ฟิล์ม: สงสารคุณจูลี่จัง รักเข้าข้างเดียวกับเจ็บแบบนี้นี่เอง Sad
Back to top
 
 
IP Logged
 
Jocho
TRAINING HERO LEVEL1
****
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 219
ค่าพลัง: 9


Age: 35
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่8
Reply #2 - 05.02.09 at 10:23:24
 
ไม่เป็นไรครับ เพราะผมเองก็เตรียมสอบ กทม. กับ TAX Audit เล่ม 1 ต้องอ่านหนังสือเหมือนกัน(แต่ที่เข้ามาได้บ่อยก็เพราะทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ส่วนราชกา
รงานเลยน้อย)

ยังไงก็ขอให้สอบผ่านนะครับ น้องผมสิเรียนเนฯจบก่อนผมจบป.ตรีอีก(เขาเรียนนิติรามแค่ 3 ปี) ตอนนี้ทำงานอยู่สำนักอัยการข้าง ๆ ศาลอาญาครับ(เป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุน้อยกว่า 1 ปีนะ คล้าย ๆ มาซากิกับพวกเนกินั่นแหละ แต่ผมกับน้องก็สนิทกันดีครับ)
Back to top
 
 
IP Logged
 
Page Index Toggle Pages: 1
Print


THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.


Valid RSS Valid XHTML Valid CSS Powered by Perl Source Forge