THAI-TOKU  
 
  Index HomeHelpSearchLogin  
 


Page Index Toggle Pages: 1
Print
World War Wolf ยอดคนสะท้านฟ้า หมาป่าทะยานศึก  (ตอนที่12) (Read 2278 times)
jark_kaizer
BOARD MODERATOR
*****
Offline


Unbreakble Dream!
Posts: 2977
ค่าพลัง: 88

มณีสีครามแห่งทางช้างเผือก
Age: 38
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Libra
World War Wolf ยอดคนสะท้านฟ้า หมาป่าทะยานศึก  (ตอนที่12)
03.01.09 at 20:21:07
 
                                         Mission 12:  ลัทธิเรดซาตาน

ซาตาน จ้าวแห่งความโฉดชั่วทั้งปวงที่มนุษยชาติพึงรู้จัก นับตั้งแต่อดีตกาลนานมา ซาตานคืออริศัตรูอันดับหนึ่งแห่งเหล่าทวยเทพ ซาตานก่อให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั้งสวรรค์และพิภพ  แม้ว่า ด้วยอานุภาพความดีแห่งเหล่าเทพจะสามารถกำจัดซาตานลงได้แล้ว แต่ความชั่วร้ายของซาตานยังคงแฝงอยู่บนโลก สงคราม โรคระบาดและภัยพิบัติต่างๆ ล้วนแต่เป็นอิทธิพลของซานด้วยกันทั้งสิ้น Smiley

   ลัทธิบูชาซาตานนั้นถือกำเนิดขึ้นในสมัยยุคสมัยกลาง ยุคสมัยที่ขุนนางต่างๆในภาคพื้นยุโรปมีชีวิตอยู่อย่างหรูหาสุขสบาย ในขณะที่ประชาชนกลับมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นขัดสน จนในที่สุด เหล่าประชาชนผู้ใช้แรงงานหมดความอดทน ต้องตัดสินใจก่อกบฏแย่งชิงอำนาจกลับคืนมา แต่เนื่องจากกำลังที่มีอยู่น้อย เมื่อเทียบกับกองทหารที่คอยปกป้องเหล่าขุนนาง จึงต้องอาศัยอำนาจผีสางเวทมนต์เพื่อสร้างความฮึกเหิมและใช้ไสยศาสตร์ในการช่วยเหลือก
ารต่อสู้ ซาตาน ได้กลายเป็นที่นับถือบูชาในหมู่ชนเหล่านี้  แต่ด้วยพลังแห่งเหล่า “อัศวินปราบมาร” ทำให้พลังแห่งความชั่ว ไม่อาจจะเอาชนะความดีและปกครองโลกได้
(เรื่องอัศวินปราบมารจะเป็นเนื้อเรื่องแยกไปต่างหากอีกเรื่องครับ) Wink
 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้นับถือบูชาซาตานหลงเหลือมาจนถึงในปัจจุบัน ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ลัทธิบูชาซาตานได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง ในหมู่ของกลุ่มอาชญากรที่อาศัยช่วงเวลาที่เกิดความสับสนวุ่นวายทางการเมือง เศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั่วโลกแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ตั้งแต่ตั้งกลุ่มรีดไถ กรรโชกทรัพย์ ลอบสังหารผู้นำของประเทศต่างๆตามการว่าจ้าง จนถึงปัจจุบัน  ลัทธิบูชาซาตานได้กลายเป็นกลุ่มอาชญากรที่ใหญ่ที่สุดภายใต้ชื่อกลุ่ม Red Satan โดยที่ผู้นำสูงสุดคือ จ้าวซาตาน ซึ่งไม่เคยมีใครล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง รู้เพียงแต่ว่า จ้าวซาตานนั้นเป็นผู้มี “เวทมนต์” อันล้ำลึก มีอายุยืนยาวนับร้อยๆปี มีความอำมหิตโหดเห*้ยม ชอบชมทรัพย์สินเงินทองและการเข่นฆ่าผู้คนเป็นอย่างมาก  Red Satan เป็นเครือข่ายใหญ่โตไปทั่วโลก ประกอบกิจการมิจฉาชีพทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างก่อวินาศกรรม จำหน่ายยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาวุธสงคราม ลอบสังหารไปจนถึงสร้างวุ่นวายในเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้นอกจากจะเพื่อเงินทองแล้ว ยังเป็นเพื่อความสะใจอันวิปริตของจ้าวซาตานอีกด้วย  Smiley

บุคลากรที่สำคัญคนหนึ่งของลัทธิเรดซาตานคือ  ผู้พันจัสติน อดีตผู้บัญชาการกองทหารรัสเซีย ผู้มีจิตใจโหดเห*้ยมอำมหิต ชอบฆ่าคนอย่างทรมาน เชี่ยวชาญการลอบสังหารและมีวรยุทธ์อันร้ายกาจ แม่ทัพดราก้อนมีลูกชายสองคน หนึ่งในนั้นคือ มัลคอม ลูกคนเล็กซึ่งตายไปด้วยฝีมือของตูน ดังนั้น ใน “ภารกิจ”ครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในอารันเทียนั้น มันจึงขอร้องให้จ้าวซาตานอนุญาตให้มันไปปฎิบัติการด้วยตนเอง

ในห้องโถงขนาดใหญ่ พอๆกับโรงภาพยนตร์ ที่ตกแต่งประดับประดาคล้ายกับพระราชวังฟาโรห์ในสมัยก่อน เพียงแต่สองข้างทางเรียงรายไปด้วยรูปปั้นเทวรูปซาตานถืออาวุธหลากชนิด  พรมสีเลือดและลวดลายภาพวาดภูตผีปีศาจมากมาย เสริมสร้างบรรยากาศให้ดูน่าสะพรึงกลัว  ตรงกลางของห้องเป็นเก้าอี้โบราณสร้างจากหินภูเขาไฟดำทมึน สลักลวดลายหัวกะโหลก เป็นที่นั่งประจำตำแหน่งจ้าวซาตานนั่นเอง

“ ท่านจ้าวซาตาน ภารกิจลอบสังหารผู้นำประเทศต่างๆที่จะมาร่วมประชุมในประเทศอารันเทียเป็นภารกิจที่สำ
คัญมาก อีกทั้งเราสืบทราบมาว่า นัง Killer Queen ก็ได้รับการว่าจ้างให้มาคุ้มกันเหล่าบุคคลสำคัญที่จะเข้าร่วมการประชุมด้วย ดังนั้น โปรดอนุญาตให้ผมไปควบคุมดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเองเถอะครับ”  ชาย
วัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ในชุดเครื่องแบบนายทหารสีแดงเพลิงกล่าวด้วยเสียงอันดังแต่แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมกับบ
ุคคลที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก จ้าวซาตาน….


จ้าวซาตานเป็นบุคคลลึกลับที่ซ่อนร่างไว้ในชุดคลุมหมวกทรงสูงสีดำ ไม่เคยมีใครเห็นใบหน้าที่แท้จริงมาก่อน รู้กันแต่ว่า เขาอายุมากแล้ว มีพลังฝีมืออวิชาที่ร้ายกาจ สามารถฆ่าคนได้ในระยะ 100 เมตรโดยไม่มีร่องรอยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่สังเกตได้ประการหนึ่งคือ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างตลอดเวลา ราวกับเป็นจ้าวแห่งความชั่วร้ายที่แท้จริง Shocked

จ้าวซาตานได้ฟังคำขอของผู้พันจัสตินแล้ว ก็นิ่งไปครู่หนึง จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “Killer Queen เป็นยอดฝีมือที่เพียงเป็นรองจากนังพระแม่จักรวาลเท่านั้น ฝีมือย่อมสูงส่ง หาใครเทียบได้ยาก แกไปเองก็ดีเหมือนกัน”
“ ขอบคุณทานจ้าวซาตานที่เมตตา” ผู้พันจัสตินก้มศีรษะขอบคุณ
“ ข้าได้ยินมาว่า แกพึ่งจะเสียลูกชายไป คงอยากจะไปที่นั่นเพื่อฆ่าไอ้คนที่ฆ่าลูกไปสินะ แกจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่ภารกิจต้องมาก่อน จำไว้ให้ดี หากแกเอาแต่ใส่ใจกับเรื่องส่วนตัวจนทำให้ภารกิจล้มเหลวละก็ แกจะต้องรับโทษสถานหนักที่สุด” คำพูดประโยคหลังทำให้ผู้พันจัสตินถึงกับเสียวสันหลัง แสดงให้เห็นว่า ต้องเป็นโทษทัณฑ์ที่หนักมากเลยทีเดียว Smiley

ผู้พันจัสตินพาตัวออกมาจากห้องประมุข ซึ่งอารอน ลูกชายคนโต อายุราว 30 ปีที่แต่งกายภูมิฐาน กำลังรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ ว่าไงพ่อ ท่านจ้าวอนุญาตหรือเปล่า”
“ อืม แต่กำชับว่า พวกเราจะต้องทำภารกิจให้ดีที่สุด จะพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ไม่งั้นเราได้เจอโทษหนักแน่”
“ ดีแล้วพ่อ ผมสำเร็จวิชากรงเล็บโลหิตโหยมานานแล้ว ยังไม่ได้ให้มือคู่นี้ได้ดื่มเลือดซะที คราวนี้จะให้มันกินให้สะใจเลย” อารอนหัวเราะเสียงเยือกเย็นแล้วก็ชูกรงเล็บขึ้น เมื่อเกร็งลมปราณ ก็เกิดลำแสงสีเลือดและกลิ่นคาวคละคลุ้งขึ้นมาทันที
“พ่อไว้ใจแก นอกจากนัง Killer Queen แล้ว ในที่ประชุมนั่น คงไม่มีใครสู้แกได้ เอาเถอะ พ่อยกพวกผู้นำทั้ง 7 ประเทศให้เป็นหน้าที่ของแก ส่วนนัง Killer Queen พ่อจะจัดการมันเอง”  พูดจบผู้พันจัสตินก็รวบรวมพลังสู่ฝ่ามือ เกิดเป็นดวงแสงขนาดลูกฟุตบอล ยิงออกไปยังท้องฟ้า พลังทำลายของมัน ถึงกับทำให้กลุ่มเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าถึงกับแตกกระจาย! Smiley

สองวันต่อมา

ที่หอประชุมแห่งชาติ Aruntier’s Convention and Competition Tower ซึ่งเป็นหอประชุมที่ใช้สำหรับการจัดการประชุมสัมมนาระดับชาติหรือสำหรับบรรษัทเอกชนข
นาดใหญ่  เมฆาในชุดเครื่องแบบสากลที่ภูมิฐานราวกับเจ้าชายได้ก้าวลงมาจากรถโรลสลอยท์คันงาม  หลังจากที่พนักงานต้อนรับได้เปิดประตูให้ เมฆากล่าวขอบคุณพร้อมกับเดินไปเปิดประตูด้านหลัง

“ถึงแล้ว ลงมาสิ” เขาพูดยิ้มๆกับเพื่อนสนิททั้งสอง
“ เอ่อ ให้พวกเราไปด้วยจะดีเหรอ” เสียงใสๆที่แฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่นดังขึ้นเบาๆ Smiley
“ นั่นดิ  ไม่เหมาะมั้ง” เสียงผู้ชายอีกคนดังขึ้น Huh
“ มาเถอะน่า ไม่เป็นไรหรอก  มากินข้าว กินขนมกันสนุกๆ”เมฆาคะยั้นคะยอ นั่นแหละ เพื่อนสนิททั้งสอง ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตูนและฟิล์ม จึงค่อยรวบรวมความกล้า ก้าวลงมาจากรถ

วันนี้เมฆาได้รับเกียรติให้เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปิดตลาดการลงทุนกิจการอุตสา
หกรรมสำคัญของประเทศอารันเทียในประเทศภูมิภาคต่างๆของโลก ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกาและเอเชีย ซึงสำหรับประเทศแถบเอเชียนั้น เมฆาได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ในฐานะเป็นที่ทายาทเพียงคนเดียวของกลุ่มเครือ “เอกภาพ” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่สำคัญของประเทศไทย  ดังนั้น เมฆาจึงได้ชวนฟิล์มกับตูนมาด้วยกันเพื่อลดระดับ “ความเซ็ง” ของการที่ต้องปั้นหน้าและทำท่า “หลอกลวง” ในหมู่บุคคลชั้นสูง  แม้ว่าตูนกับฟิล์มจะปฎิเสธสั่น ไม่ขอมางานหรูๆแบบนี้เด็ดขาด แต่เมฆาก็อ้อนวอนจนพวกเขาต้องยอมมาด้วยจนได้ วันนี้ฟิล์มแต่งกายในชุดกระโปรงติดกันสีดำและประดับร่างกายด้วยเครื่องเพชรซึ่งเป็นข
องแม่ของเมฆาหลายชิ้น  การแต่งหน้าในวันนี้ด้วยฝีมือของ make up artist ที่เมฆาว่าจ้างมาเป็นพิเศษ ทำให้ตูนรู้สึกว่า วันนี้เพื่อนสาวของตนไม่ใช่สาวน้อยน่ารักเหมือนทุกวัน หากแต่เป็นหญิงสาวที่มีความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว Smiley

“ ฟิล์ม เหมาะที่จะแต่งตัวแบบนี้จริงๆ….” ตูนคิดในใจ   Smiley

ส่วนตัวตูนเองนั้น ก็แต่งกายในชุดสากลเช่นเดียวกับเมฆา แม้ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุแบบเดียวกัน แต่ความโดดเด่นนั้น เทียบกับเมฆาไม่ได้แม้แต่น้อย

เขาเห็นบุคคลมากมายทักทายเมฆาราวกับหมู่ดาวที่รายล้อมดวงอาทิตย์แล้วก็อดสะท้อนใจไม่
ได้

มีสายตาหลายคู่ จับจ้องมาที่เขากับฟิล์ม จนเมฆาสังเกตได้ จึงเดินไปหาทั้งสองและแนะนำเพื่อนๆให้เป็นที่รู้จักและเมื่อเมฆาเป็นผู้แนะนำ ทำให้ฟิล์มกับตูนกลายเป็นที่สนใจขึ้นมาทันที เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เมฆาไม่เคยพาใครมาปรากฏตัวในงานเลี้ยงใดๆมาก่อนเลย  แต่ทุกคนก็ให้ความสำคัญกับฟิล์มมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด จะสังเกตได้จากคำทักทายและคำกล่าวถามต่างๆ  

การถูกรุมล้อมด้วยคำถามมากมาย ทำให้ฟิล์มต้องมองไปที่เมฆาด้วยสีหน้าขอความช่วยเหลือ เมฆารู้ใจเพื่อนหญิงดี จึงกล่าวขออภัยแขกเหรื่อทุกคนว่า “ ต้องขออภัยด้วยครับ เพื่อนของผมคนนี้นั่งรถมานาน คงจะอยากพักผ่อนสักเล็กน้อย ขอตัวก่อนนะครับ”แล้วเขาก็ยื่นมือให้ฟิล์ม Smiley

ฟิล์มมองไปที่มือของเมฆาแล้วจึงหันไปหาตูนเป็นเชิงขอความเห็น ตูนพยักหน้าช้าๆด้วยรอยยิ้ม ฟิล์มจึงได้ส่งมือให้เมฆากุมมือพาเธอเข้าไปในงาน โดยมีแขกเหรื่อหลายคนมองตามไปด้วย
ตูนถอนหายใจเบาๆแล้วก็เดินก้มหน้าตามทั้งสองไปโดยไม่ยอมทักทายพูดอะไรกับใครสักนิด Angry

ภายในห้องโถงใหญ่ เป็นสถานที่อันใหญ่โตกว้างขวางราวกับหอประชุม กลางห้องเป็นภาพแกะสลักหงส์ตัวใหญ่อันงดงามและโต๊ะที่เรียงรายไปด้วยอาหารและเครื่อง
ดื่มมากมายหลายชนิด โดยเว้นพื้นที่ใต้น้ำตกเทียมด้านบนเป็นฟลอร์ขนาดใหญ่สำหรับจัดงานเต้นรำ  ซึ่งอาหารและเครื่องดื่มมากมายนี่เอง ที่ทำให้ตูนพอจะมีอารมณ์ดีขึ้นได้บ้าง

“ ไม่เกรงใจล่ะนะ” ตูนแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ก่อนที่จะไปจัดการเซ่นกระเพาะทันที ฟิล์มมองตามแล้วก็บ่น

“ ไม่ไหวเล้ย ไม่รักหน้าตัวเอง ก็น่าจะเห็นแก่เพื่อนมั้งน้า”
เมฆาหัวเราะเบาๆ “ ช่างเค้าเถอะ ว่าแต่ ฟิล์มจะดื่มอะไรดีล่ะ ไวน์หรือแชมเปญดี”

“ เอ่อ….อะไรก็ได้ อ๊ะ ขอเป็นไวน์ดีกว่ามั้ง แชมเปญมันขมๆอ่ะ”
เมฆาจึงหันไปบอกกับบริกรที่ยืนถือถาดเครื่องดื่มรออยู่แล้ว เขาเลือกแคมเปอรี่ให้ตัวเองและไวน์องุ่นขาวให้กับฟิล์ม

.”หมดแก้ว” เมฆาพูดยิ้มๆขณะที่ชนแก้วกับฟิล์ม “หมดแก้วค่ะ”
ฟิล์มตอบรับเบาๆ แล้วหนุ่มสาวก็ยกแก้วขึ้นดื่มพร้อมๆกันSmiley

เป็นเวลาเดียวกับที่ฟิล์มเหลือบไปเห็นบรุคลิน ซึ่งรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในงานนี้ ได้เข้าเข้าพอดี

“ พวกคุณเองเหรอครับ” บรุคลินพูดยิ้มๆ แล้วก็สัมผัสมือกับเมฆา

“ ครับ คราวก่อนต้องขอบคุณมากเลยนะครับ” เมฆายิ้มให้

“ ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ครับ”

“ คุณบรุคลิน ก็ได้รับเชิญมางานนี้เหรอคะ”

“ ก็…ครับ พอดีงานนี้ทางผู้ใหญ่ในกรมหลายคนได้รับเชิญให้มาด้วย ผมก็…ได้รับเชิญกับเขาเหมือนกัน” บรุคลินหัวเราะกลบเกลื่อน เขาไม่กล้าบอกตามตรงว่า เขาได้รับคำสั่งให้มาคุ้มกันบุคคลสำคัญในงานเลี้ยงสังสรรค์แห่งนี้ จากการก่อความวุ่นวายจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย เรด ซาตาน อันที่จริง เมื่อได้ทราบถึงแผนการลอบสังหารดังกล่าว ทางการก็สมควรงดการจัดงาน แต่เนื่องจากประเทศอารันเทียกำลังอยู่ในช่วงเติบโต จึงต้องการสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย จึงยังคงดำเนินงานต่อไป แต่ได้ขอความร่วมมือจากกรมตำรวจและหน่วยปฎิบัติการพิเศษลับของประเทศนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า World War Wolf

“ สรุปว่า ทางการต้องการที่จะให้การจัดการประชุมนานาชาติ ดำเนินต่อไปหรือครับ” เมื่อสามวันก่อน บรุคลินได้กล่าวประโยคนี้กับอธิบดีกรมตำรวจประเทศอารันเทีย

“ใช่ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการมาลงทุนน่ะ ดังนั้น ขอให้พวกเธอพยายามกันเต็มที่หน่อยนะ”

“ แต่ว่า จากรายงานที่ว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายในครั้งนี้ เป็นถึงกลุ่ม Red Satan ซึ่งได้ก่อวินาศกรรมมาแล้วในหลายประเทศ เพียงแต่กองกำลังตำรวจอย่างเดียว คงจะ…”

“ เรื่องนั้น ไม่ต้องห่วงหรอก  ท่านประธานาธิบดีได้มีคำสั่งอนุญาตให้ หน่วยรบ World War Wolf ออกปฎิบัติการร่วมกับพวกเธอแล้ว สบายใจได้”

“ อะไรนะครับ World War Wolf หน่วยรบเงาของประเทศเราที่ไม่เคยทำภารกิจล้มเหลวมาก่อนเลยน่ะหรือครับ” บรุคลินอุทานSmiley

World War Wolf คือหน่วยรบในเงามืดของประเทศอารันเทีย แม้ว่าประเทศอารันเทียจะมีกองกำลังรบทั้งทางบก ทางเรือ อากาศที่เข้มแข็งไม่แพ้ประเทศมหาอำนาจใดๆ แต่ความมั่นคงของประเทศนี้นั้น มาจากหน่วยรบที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นพิเศษด้วยการผสมผสานระหว่างวรยุทธ์จีนโบราณแ
ละเทคโนโลยีทางการทหารอันเหนือล้ำ ภายใต้ชื่อของ World War Wolf สมาชิกในหน่วยล้วนแต่ไม่เคยเปิดเผยตัวกับใครมาก่อน ทุกคนล้วนแต่มีฝีมือเหนือล้ำ  สามารถรับมือกับทหารติดอาวุธมากมายด้วยมือเปล่าทั้งสิ้น บรุคลินเองก็สนใจอยากจะพบกับคนกลุ่มนี้ไม่น้อย แต่ยังไม่มีโอกาสจนกระทั่งมาถึงวันนี้
อธิบดีกรมตำรวจพยักหน้าช้าๆ แล้วก็พูดว่า “ ดังนั้น เธอไม่ต้องห่วงอะไร ขอเพียงเธอตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด รับรองว่า ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วย WWW นี้ ทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”

“ ครับท่าน” บรุคลินรับคำ

“นอกจากนี้ ท่านประธานาธิบดียังได้เตรียมอาวุธลับเอาไว้แล้ว….”

“ อาวุธลับ อะไรหรือครับ”

“ อ๊ะ เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปใส่ใจเลยนะ” อธิบดีพูดเหมือนกับมีเรื่องปิดบังบางอย่างเอาไว้ แต่บรุคลินก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะกำลังรู้สึกตื่นเต้นที่จะร่วมมือกับหน่วยรบที่แข็ง
แกร่งที่สุด

และในตอนนั้นเอง ตูนก็เดินเข้ามาพร้อมกับจานเปลใหญ่ที่มีเนื้อแกะและอาหารทะเลเผามากมาย

“ ฟิล์ม ดูสิๆ มีของชอบของเธอเยอะแยะเลยเห็นมั้ย มีทั้งกุ้ง ทั้งปูเลยนะ” ตูนพูดยิ้มๆ ด้วยเสียงที่ดังไม่น้อย จนฟิล์มถึงกับหน้าแดง “ คนบ้า พูดซะดังเชียว โธ่”

“  อ้าว คุณตำรวจ มาด้วยเหรอครับ” ตูนทักทายบรุคลินอย่างเป็นกันเอง เพราะจากการที่ได้รับความช่วยเหลือของเขามาหลายครั้ง ทำให้เขารู้สึกดีกับบรุคลินมากขึ้น อคติที่เคยมีต่อตำรวจเริ่มหายไปบ้างแล้ว

“ครับ ก็พึ่งมาถึงสักครู่นี่เอง…”บรุคลินพูดยิ้มๆ

“ ทานอะไรหรือยังครับ ถ้าไม่รังเกียจ มากินด้วยกันมั้ยครับ”

“ งั้นก็ ขออนุญาตนะครับ” แล้วบรุคลินก็ใช้ส้อมจิ้มเนื้อย่างกับอาหารทะเลเผาที่ตูนนำมา และเริ่มพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองมากขึ้น ในขณะที่ฟิล์มกับเมฆาก็กินนิดหน่อยพอเป็นพิธี
เพื่อชั่วไม่กี่นาทีต่อมา อาหารในถาดก็หมดเกลี้ยง แต่ตูนดูเหมือนจะยังไม่อิ่ม จึงถามต่อว่า

“ มีใครจะเอาอะไรอีกมั้ย พวกพาสต้า ขนมจีบก็มีนะ”

“ เชิญนายตามสบายเถอะ เหลือให้คนอื่นมั่งแล้วกัน” เมฆาพูดยิ้มๆ

“ งั้น ไม่เกรงใจละน้า” ตูนพูดเสียงใสแล้วก็เดินจะไปตักอาหารเพิ่มอีก Tongue

บรุคลินมองตามและพูดยิ้มๆว่า “ แฟนของคุณท่าทางจะเจริญอาหารดีนะครับ คุณฟิล์ม”

ฟิล์มถึงกับสะดุ้ง แล้วรีบปฎิเสธว่า “ ไม่ใช่ ไม่ใช่นะคะ ตูนกับฉันไม่ได้เป็นแฟนกัน ถึงเราจะอยู่ร่วมห้องกัน แต่เป็นแค่เพื่อนค่ะ   เราไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆนะคะ”
และโดยไม่มีใครคาดคิด ตูนกลับได้ยินคำพูดของฟิล์มได้อย่างชัดเจน เขารู้สึกเหมือนกับโดนค้อนทุบที่กกหูเต็มๆ

“ ฟิล์ม… ถึงเราจะไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่สิ ถึงแม้เธอจะมองเห็นฉันเป็นแค่เพื่อนก็เถอะ แต่เธอก็ไม่เห็นต้อง
ปฎิเสธถึงขนาดนั้นเลยนี่…” Smiley

จากนั้นไม่นาน  บรุคลินก็ขอตัวไปตรวจตราสถานที่ตามปกติ แล้วดนตรีเพลงวอลซ์ก็บรรเลงขึ้น พิธีกรได้เริ่มกล่าวเปิดงานเต้นรำ และเชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติหลายท่านไปวาดลวดลายบนเวที แล้วก็มีแขกคนหนึ่งมาเชิญชวนเมฆาให้ไปเต้นรำบ้าง
เมฆาตอบรับเบาๆ แล้วก็มองซ้ายมองขวาเป็นเชิงตรึกตรอง ในที่สุดเขาก็ ส่งมือให้กับฟิล์ม

“สักเพลงนะ ฟิล์ม เพลงเดียวเอง จังหวะวอลซ์ไม่ยากอะไรหรอก” แล้วเมฆาก็อธิบายว่า

“ ถ้าเธอไม่ไปกับเรานะ เราต้องโดนบังคับให้เต้นกับคนอื่นอยู่ดี ไหนๆก็ไหนๆ เต้นกับเธอยังดีกว่าเลย”

ราวกับความฝันที่ฟิล์มไม่เคยคิดว่าจะเป็นจริงไปได้  เธอจึงรีบรับคำทันที “ได้ค่ะ”  แล้วก็ส่งมือให้กับเมฆา

หนุ่มสาวเดินจูงมือกันไปยังฟลอร์เต้นรำ ท่ามกลางเสียงปรบมือของแขกเหรื่อ และเริ่มวาดลวดลายไปตามบทเพลง  ฟิล์มรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝันอันแสนหวานชื่น เมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดของชายที่เธอหลงรักมานาน Kiss

ในขณะที่ตูนกลับรู้สึกว่า กำลังตกอยู่ในห้วงนรกอเวจี!

ตูนเผลอขบกรามแน่นด้วยคามรู้สึกโกรธ ริษยา เสียใจ เจ็บปวด ราวกับกำลังถูกแล่เนื้อเป็นชิ้นๆ มือของเขากำแน่นโดยไม่รู้ตัว
และโชคดีที่บริกรได้เดินมาหาเขาพร้อมกับถามว่า เขาต้องการแชมเปญเพิ่มหรือไม่ ตูนจึงถือวิสาสะคว้ามาทั้งขวด แล้วก็รินใส่แก้วตัวเองจนเต็มปรี่ ก่อนที่จะกระดกแก้วดื่มทีเดียวจนหมด  ท่ามกลางความตกใจของบริกรผู้นั้น Huh

แต่เมื่อเห็นแววตาที่ดุเดือดราวกับหมาป่ากระหายเลือดของตูนแล้ว ก็ไม่คิดจะต่อปากต่อคำอะไร ได้แต่เดินหนีออกไปเท่านั้น
ตูนดื่มแชมเปญหมดขวดภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ  รสชาติของมันแม้ว่าจะขมปนฝาด แต่ก็เทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดของเขาในตอนนี้  จึงเดินไปยังบาร์เครื่องดื่ม และคว้าเอาวิสกี้ทั้งขวดมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง เขาดื่ม ดื่มอย่างหนักยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่สอบไม่ผ่านหลายเท่า เพียงพริบตาเดียว บนโต๊ะของตูนจึงมีขวดเหล้าวางระเกะระกะอยู่มากมาย

ฤทธิ์แอลกอฮอลเริ่มออกฤทธิ์ ตูนรู้สึกมึนเมา แต่ยังกรอกเหล้าเข้าปากไม่หยุดยั้ง จนท้ายที่สุด ถึงกับไม่ใช่แก้ว หากแต่กระดกเหล้าทั้งขวดเข้าปากเลยทีเดียว Smiley

“ แค่ก แค่ก” เมื่อปริมาณแอลกออลในเส้นเลือดมากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไว้ ตูนจึงถึงกับไอออกมาไม่หยุดยั้ง รู้สึกปวดศีรษะและมึนหัว และฝุบลงกับโต๊ะ โชคดีที่โต๊ะที่ตูนนั่งอยู่ในตอนนี้ ค่อนข้างจะอยู่ลับตาจึงไม่มีใครเห็นสภาพที่ทุเรศของเขาในตอนนี้ Smiley
ตูนสลบไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ จนกระทั่งมีเสียงใสๆนุ่มๆ ทักเข้าขึ้น “ คุณคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ”

‘ เสียงแบบนี้มัน…” แม้ว่าจะแทบสิ้นสติไป แต่ตูนก็ยังรู้สึกคับคล้ายคลับคลากับเสียงนี้

“ คุณดื่มเยอะขนาดนี้ จะเป็นอันตรายนะคะ เดี๋ยวฉันจะเอาผ้าเย็นมาให้นะคะ”

“ ขอบคุณครับ…” ตูนพึมพำตอบทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่

ครู่หนึ่ง ก็มีใครบางคนค่อยๆช้อนตัวเขาขึ้นมา แล้วก็มีอะไรเย็นๆมาลูบไล้ใบหน้าของเขา แล้วก็ตามมาด้วยเสียงอุทานเบาๆ “นายเองเหรอ”

ทั้งความเย็นและเสียงอุทานนี้ ทำให้ตูนลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วเขาก็เองก็แทบหายเมาเป็นปลิดทิ้งเมื่อพบว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเขากลับเป็น…  “ เธอ…ยัยตัวแสบ”

ใช่แล้ว คนที่ช่วยเหลือตูนก็คือมิลเฟ่ นักฆ่าหน้าเทพธิดานั่นเอง Lips Sealed

มิลเฟ่ในวันนี้แตกต่างไปจากที่เคย เส้นผมที่ยาวสลวยมัดไว้อย่างเป็นระเบียบ เธอซ่อนเรือนร่างเอาไว้ในชุดเมดหรือบริการสาว เครื่องแบบสีน้ำเงินขาวทำให้เธอดูน่ารักอ่อนโยนกว่ายามปกติมากนัก แต่ตูนก็ยังคงรู้สึกหวาดระแวงอยู่ดี เพราะรู้ซึ้งแล้วว่า ความน่ากลัวของเธอร้ายกาจกว่าสิ่งที่เห็นภายนอกมากนัก

“ นาย มาทำอะไรที่นี่อ้ะ” มิลเฟ่ถามตูนเบาๆ แทบจะเป็นเสียงกระซิบ

“ เพื่อนฉันเค้าได้รับเชิญมาที่นี่ เลยพาฉันมาด้วย แล้วเธอ…” ตูนถามเสียงเบาๆเช่นกัน

“ ก้อ….”มิลเฟ่กรอกตาคิดหาเรื่องโกหกตูน “ มาทำงานพิเศษน่ะ”

“ ตอแหล” ตูนคิดในใจ “ หลอกกันหน้าตาเฉยเลยนะ ไม่เชื่อหรอก เธอ…จะมาฆ่าใครอีกล่ะสิท่า”

“ เปล่านะ ไม่ใช่แบบนั้น” มิลเฟ่รีบปฎิเสธ แล้วก็นึกแปลกใจว่า “แปลกแฮะ ปกติถ้าเป็นเวลาแบบนี้ เราจะต้องฆ่าคนที่เคยเห็นหน้าเราในระหว่างภารกิจไปแล้วนี่ ทำไม เรา….”

มิลเฟ่พึ่งจะรู้สึกว่า ในมือถือผ้าเย็นเอาไว้ ถ้าเธอไม่ทำหน้าที่ให้
ดี ก็จะเป็นที่สงสัย จึงเอื้อมมือไปเช็ดหน้าให้ตูน
“ เช็ดหน้าก่อนค่อยว่ากันนะ” Smiley
แม้ว่าจะไม่ไว้ใจเธอคนนี้เอาเสียเลย แต่ตูนกลับปล่อยให้มิลเฟ่เช็ดหน้าเช็ดตาเขาโดยดี โดยไม่ขัดข้องอะไรแม้แต่น้อย
ในระหว่างที่เขาปล่อยให้มิลเฟ่เช็ดหน้าให้นั้น ตูนพึ่งจะมีโอกาสได้จ้องดูใบหน้าของมิลเฟ่เต็มๆตา  ยามปกติของเธอนั้นสวยงามราวกับเทพธิดา สวยกว่าใครที่ตูนเคยเห็นมาทั้งหมด จนเขาแทบจะไม่อยากเชื่อว่า มิลเฟ่คนนี้จะเป็นมัจจุราชสาวที่พร้อมจะเอาชีวิตคนมาได้ทุกขณะ Smiley

“ อ่ะ เรียบร้อยแล้ว  ดีขึ้นหรือยัง”
“ ขอบใจนะ” ตูนพูดตอบรับเบาๆแล้วก็ยิ้มให้เธอ Smiley
และนี่เป็นครั้งแรกที่มิลเฟ่ยิ้มให้กับผู้ชาย อย่างจริงใจ “ ไม่เป็นไร ถ้าไม่ดูแลแขกให้ดี ก็ไม่เหมือนกับเป็นเมดสิ” Wink

แล้วเธอก็มองไปรอบตัวๆของตูน “ ดื่มไปเพียบเลยนะ เป็นอะไรไป ทำไมต้องดื่มซะขนาดนั้นด้วยล่ะ”

“ ก็…มัน มีเรื่องนิดหน่อย เลยอยากดื่ม” อารมณ์ที่เริ่มดีขึ้นของตูนกลับไปกร่อยอีกครั้ง เมื่อมิลเฟ่ถามจี้ใจดำเข้า

“ เหล้าน่ะ เราต้องดื่มมัน ไม่ใช่ให้มันมาดื่มเรา รู้มั้ย” มิลเฟ่สอน แล้วก็หยิบ XO  มารินใส่แก้วของตูน แล้วก็ดื่ม

“ ถ้านิดหน่อย มันก็เป็นยา ช่วยให้เราลืมเรื่องทุกข์ เรื่องเศร้าไปได้ แต่ถ้ามากเกินไป ร่างกายจะแย่เอานา”

“ งั้นเหรอ” ตูนไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านี้

“  แฮ่ม ขออีกแก้วนะ" มิลเฟ่ริมเหล้าใส่แก้วตัวเองอีก
"ฉันน่ะ เห็นอย่างนี้น่ะ คอแข็งนา …”แล้วมิลเฟ่ก็เล่าเรื่องราวของเธอถึงการปฎิบัติการและประสบการณ์การลอบสังหาร อาละวาดในที่ต่างๆให้ตูนฟังอย่างหมดเปลือก ยกเว้นไว้แต่เพียงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอเท่านั้น ตูนนั่งฟังเพลิดราวกับตอนที่นั่งฟังนิทานเมื่อตอนเป็นเด็ก  Cheesy

“ แปลกจัง ยัยนี่เป็นนักฆ่าแท้ๆ แถมเกือบเอาชีวิตเราไปครั้งหนึ่งด้วย แต่ว่า ทำไมพอเราอยู่ใกล้ๆกับเธอแล้ว ถึงรู้สึกสบายใจจังเลยนะ” ตูนคิดในใจ

ตอนท้าย มิลเฟ่จึงขอให้ตูนเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาให้เธอฟังบ้าง “ นายฟังเรื่องของเราไปเยอะแล้ว ไหนลองเล่าเรื่องของตัว
เองให้เราฟังมั่งสิ”

“ เรื่องของฉันเหรอ?”

“ใช่ อะไรก็ได้ เรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เรื่องเรียน เรื่องเล่น หรือเรื่องที่ต้องมาอยู่ที่นี่ก็ได้ เอาน่า เราอยากฟังน่ะ”

มิลเฟ่เองก็เหมือนกับเด็กๆ แม้ว่าอายุจะถึงวัย 18ปีแล้ว แต่โลกของเธอไม่ได้กว้างขวางมากมาย เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีแต่ความรู้รอบตัวเกี่ยวกับความเป็นไปในโลก ศาสตร์การสังหารเท่านั้น สำนักจักรวาลตัดขาดจากโลกภายนอกและผู้คนทั้งหมดยังเป็นหญิงล้วน เธอจึงไม่ค่อยได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเพศตรงข้ามมากนัก เมื่อมาพบกับตูน จึงรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ Smiley

“ ก็…ไม่มีอะไรมากหรอก  คือว่า เราน่ะนะ…” ตูนค่อยๆเล่าเรื่องราวของตัวเองให้มิลเฟ่ฟัง ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับความเซ่อซ่าของเขาก็เรียกเสียงหัวเราะได้จากมิลเฟ่ไม่น้อย Smiley
“ นึกไม่ถึงว่า ยัยนี่หัวเราะแล้ว จะน่ารักขนาดนี้…” ตูนคิดในใจ Smiley

          (จบ Mission 12)


ฟิล์ม: ลัล ลัล ลัล ล้า ลา ลา Smiley

ตูน: ไปซะแล้ว Huh

เมฆา: เต้นกับฟิล์มนี่แหละ แหล่มเลย Smiley

บรุคลิน: เมาแล้วอย่าขับรถนะครับ คุณตูน Cool

มิลเฟ่: รับกาแฟมั้ยคะ Smiley
สำหรับตอนนี้ ที่จริงจะยาวมาก แต่เกรงว่าจะปวดตากัน เลยตัดเอามาแค่ส่วนเดียวก่อนนะครับ อีกไม่นาน ก็จะจบ Season แรกแล้ว ก่อนที่จะก้าวสู่เนื้อหาที่แท้จริงใน second season ตอนต่อไปจะเป็นการเปิดตัวหน่วย WWW เรียกน้ำย่อยกันก่อน มาดูกันว่า พวกเขาจะเก่งกาจกันขนาดไหน  ติดตามชมกันให้ได้นะครับ Smiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
Jocho
TRAINING HERO LEVEL1
****
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 219
ค่าพลัง: 9


Age: 35
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: World War Wolf ยอดคนสะท้านฟ้า หมาป่าทะยานศึก  (ตอนที่12)
Reply #1 - 05.01.09 at 17:03:45
 
ตอนนี้ก็สนุกอีกแล้ว เอาเรื่องเกี่ยวกับงานเลี้ยงมาออกก่อนของผมจนได้ เพราะเรื่องของผมก็จะมีเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้แหละ
ประมาณตอนที่ 8 - 9 ละมั้ง(อยู่ในสตอรี่บอร์ด)

     เนกิ : อย่างเสียใจหรือเสียความรู้สึกไปเลยคุณตูน เพราะของผมเองก็มีความหลังที่ทุกคนยังไม่รู้อยู่เหมือนกันCry

     มาซากิ : เรื่องภาพลักษณ์น่ะไม่ต้องห่วง เพราะอย่างอาเชอร์ก็ยังเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คุณตูนก็ต้องเปลี่ยนได้สิCool

     อาเชอร์ : ........หมายความว่าไงครับ...........?Roll Eyes

Back to top
 
 
IP Logged
 
Page Index Toggle Pages: 1
Print


THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.


Valid RSS Valid XHTML Valid CSS Powered by Perl Source Forge