THAI-TOKU  
 
  Index HomeHelpSearchLogin  
 


Page Index Toggle Pages: 1
Print
Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่3 (Read 1918 times)
Jocho
TRAINING HERO LEVEL1
****
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 219
ค่าพลัง: 9


Age: 35
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่3
01.01.09 at 12:31:39
 
SILK 3 : พบกันครั้งแรก

     จากการเคาท์เตอร์อีกครั้งของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ถูกระบุประเภทเหมือนกันกับอสูรมิติ
ในครั้งนี้ มันถึงกับสร้างความเสียหายให้กับกองทัพและกำลังใจในการดำรงชีวิตของมนุษย์เกือบทั้งโ
ลก กับความเปลี่ยนแปลงขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ต่อต้านสิ่งนอกเหนือธรรมชาติอย่างองค์
กร GATE เป็นอย่างมากอันเนื่องมาจากการหายสาบสูญของอดีตผู้นำเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องพบกับชะตากรรมที่โหดร้ายหนักกว่าเก่าเมื่อสหประชาชาติได้ลดบทบาทหน้าที่ขอ
งพวกเขาลงมาจนแทบจะไม่เหลือความมีสิทธิพิเศษเหมือนในอดีตเลยแม้แต่น้อย แต่ว่านั่นมันคงจะเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาก เมื่อพวกเขาคิดว่าไม่ใช่แค่ GATE เท่านั้นที่จะทำทุกอย่างได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหาเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจริง ๆ ในครั้งนี้ได้ทันท่วงทีทั้ง ๆ ที่ก็มีเสียงเตือนภัยมาจากทาง GATE แล้ว อนันดา ลาฟา ตัวแทนของสหประชาชาติจึงต้องลงจากตำแหน่งโดยที่มีการคัดสรรคนใหม่ขึ้นไปซึ่งเขาคนนี้
ก็คือ “สก๊อต พอร์ทแลนด์” อดีตผู้แทนฯ สหพันธ์ยุโรปเหนือเข้ามาดำรงดำแหน่งแทน ข่าวนี้ได้กระจายกันเป็นวงกว้างออกไป ทั้งในวันนี้ทางโทรทัศน์นั้นก็ยังถ่ายทอดการเข้ารับตำแหน่งของเขาคนนี้อีกด้วย

     ภายในห้องทำงานของประธานบริษัทบนชั้น 25 ชายหนุ่มสองคนกำลังสนใจในเนื้อหาของข่าวที่กำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ มาซากิกับเนกินั้นกำลังคอยดูรายการถ่ายอดสดนี้อย่างใจจดใจจ่อว่ามันจะมีผลกระทบอะไรส
ำหรับพวกเขามากน้อยแค่ไหน

     มาซากิ : เห็นน้าไอริสด้วยนะ.......พี่เนกิ
     เนกิ : อา................

ในโทรทัศน์สก๊อตกำลังเริ่มที่จะปราศรัย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นการไว้อาลัยแด่เหล่าทหารกล้าและประชาชนผู้เสียชีวิตในการโจ
มตีจาก “เทวทูต” ในครั้งนี้ ทั้งยังชมเชยความกล้าหาญและความหลักแหลมขององค์กร GATE ที่สามารถอ่านเกมส์ทุกอย่างออกได้เป็นอย่างดีถึงแม้ว่านั่นจะเป็นการกระทำโดยพละกาลแ
ต่ก็สามารถช่วยเหลือกองกำลังจนสามารถพลิกสถานการณ์ได้ โดยความเห็นส่วนตัวของเขานั้นไม่ต้องการที่จะเห็นเพื่อนมนุษย์จะต้องมาเสี่ยงชีวิตใน
แบบนี้อีกแล้ว เขาจึงยินดีที่จะมอบอำนาจคืนให้กับ GATE โดยการให้องค์กรนี้เป็นองค์กรของมวลชนและทำงานอย่างอิสระภายใต้ร่มเงาของพวกเขาเหล่า
สหประชาชาติ

     มาซากิ : !?
     เนกิ : เฮ้ย!? ได้ไงกันวะ?

เสียงปรบมือสนับสนุนและเห็นด้วยต่อความคิดของเขาดังกึกก้องทั่วทั้งห้องปราศรัย คงจะมีแต่ไอริสเท่านั้นที่ไม่ได้มีสีหน้ายินดีตามคำหวานหูของเขาเลย คำพูดที่เขาว่ามันก็น่าจะดีที่จะมอบอำนาจในการเป็นองค์กรอิสระคืนให้กับพวกเธอเพียงแ
ต่ว่าคำที่บอกว่าพวกเธอนั้นจะต้องเข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาของสหประชาชาตินั่นหมายถึงเรื่
องอิสระที่ว่านั้นมันไม่มีจริง นอกจากนี้การคงอยู่ของ GATE มาตั้งแต่เมื่อก่อนหน้านี้ที่แพนโดร่าอดีตผู้นำได้พยายามปิดบังเรื่องการทำงานของพวก
เขาให้ได้มากที่สุดนั่นก็เพราะว่า GATE เป็นองค์กรที่ไม่ควรจะมีอยู่เพราะว่าความรู้ที่องค์กรมีมันเป็นสิ่งต้องห้ามที่มนุษย
์นั้นไม่ควรรู้ “ทฤษฎีพลังงานกระแสเวลา” หรือจะให้เรียกง่าย ๆ ว่า “ทฤษฎีกาลเวลา” ก็ว่าได้ไม่ผิด การที่จะมีคนอื่นที่นอกเหนือจากพวกเขาเข้ามาควบคุมการทำงานของพวกเขาอีกต่อนึงนั่นหม
ายถึงการส่งมอบสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรรู้ให้กับพวกเขาไป และเนื่องจากสาเหตุของการรวมโลกเมื่อ 3 ปีก่อนมันก็ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในนี้ได้กลายเป็นจุดพิเศษกันหมดทุกคนแล้ว พวกเขาจึงมีหน้าที่ ๆ ใช้มันเพื่อโลกมนุษย์และจะต้องคุ้มครองความรู้ต้องห้ามนี้โดยที่จะให้ใครรู้ไม่ได้เป
็นอันขาด

     มาซากิปิดโทรทัศน์แล้วจึงหันมาสนทนากับพี่ชาย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องที่พวกเขาทั้งสองได้ดูเมื่อครู่นี้ โดยที่ทั้งคู่เองก็รู้ดีและรู้สึกว่าการที่สหประชาชาติยังไม่วางมือจกองค์กรของพวกเข
านั้นมันจะต้องมีเงื่อนงำ

     เนกิ : ............ตั้งแต่ปีที่แล้วที่บอสหายไปในห้องหนังสือแห่งทวยเทพนั่น ทุก ๆ คนที่ร่วมงานกับพวกเรามาก็ได้รับความทรงจำในการต่อสูกับบราโกคืนทุกคนแล้ว ตั้งแต่นั้นมาพวกเราก็มีหน้าที่เหมือนกับบอสที่ได้แต่รอคอยปิดผนึกเทคโนโลยีที่เรามี
อีกครั้ง
     มาซากิ : ใช่.......แล้วจากนี้ไปพวกเราที่ออกมาแล้วจะเป็นยังไงกันนะ พี่เนกิ......พี่ล่ะ จะกลับไปเป็น NERO อีกครั้งรึเปล่า?
     เนกิ : ไม่รู้สิ.....แล้วมาซากิคุงล่ะ?

มาซากิเงียบไปเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปหามิยูกิที่กำลังนั่งวาดรูปเล่นอยู่ที่โต๊
ะทำงานของเขา เมื่อเห็นลูก ๆ กับมิฮารุที่ได้แต่ส่งสายตามาหาเขาด้วยความเป็นห่วง จึงกลับไปตอบเนกิว่า “แน่นอน” เขาจะต่อสู้อีกครั้งเพื่อลูก ๆ และนอกจากนี้ก็เพื่อตามหาพี่ชายคนโตผู้ได้ช่วยเหลือเขาเอาไว้ในครั้งนั้นให้กลับมาอี
กด้วย เมื่อเนกิได้คำตอบของน้องเล็กพี่รองอย่างเขาก็คงจะต้องคล้อยตาม เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่พี่ชายแทนชินกิพี่ของเขา และการต่อสู้ครั้งที่แล้ว ๆ มา เขานั้นต่อสู้ไปเพื่อโลกเพื่อคนอื่นแต่ในครั้งนี้เขาก็จะต่อสู้เพื่อตัวเองบ้าง

     ก่อนที่เนกิจะกลับไปทำงานสอนในช่วงบ่าย พวกเขาทั้งสองก็ยังสนทนากันในเรื่องของผู้ชายที่มีชื่อว่า “อาเชอร์ ครีดท์” นั่นอีกครั้ง กับความสามารถอันน่าพิศวงซึ่งพวกเขาทั้งสามคนไม่เคยมี

     มาซากิ : ผมเคยพบกันกับเขาในครั้งแรกมันก็เหมือนกับเป็นโชคชะตา ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวเขา อะไรบางอย่างที่ผมรู้จักดี พี่เนกิก็เหมือนกันใช่มั้ย?
     เนกิ : อืม.....ผมก็เหมือนกันกับมาซากิคุงนั่นแหละ ตอนนี้อาเคงโงเองก็กำลังตรวจสอบประวัติของเขาอยู่ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ไม่อยากจะให้ดึงคนนอกเขามาสู่วังวนที่พวกเราจะต้องพบเจอเลย


มาซากิเองก็เข้าใจในคำพูดของพี่ชาย ซึ่งหลังจากที่เนกิไปแล้วเขานั้นก็ได้เดินไปตรงกระจกริมหน้าต่างแล้วกวาดสายตามองลงไ
ปยังวิวทิวทัศน์ด้านนอกของตัวอาคาร มิฮารุที่กำลังคิดมากเรื่องของเขาจึงได้เข้ามากอดสามีของเธอจากด้านหลัง

     มาซากิ : !? .....มีอะไรเหรอมิฮารุ
     มิฮารุ : .................มาซากิ......จะต้องกลับไปต่อสู้อีกจริง ๆ เหรอ?

เธอนั้นรู้สึกเป็นห่วงมาซากิมาก ในชีวิตนี้มาชั่วทั้งชีวิตเธอนั้นก็มีเพียงแต่เขาเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งทางใจ มิฮารุนึกย้อนไปถึงสมัยก่อนครั้งเมื่อเขากับเธอยังมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบอื่น ในตอนนั้นถ้าหากว่าเธอรู้ดีว่าเขากำลังเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปเสี่ยงแบบนี้ล่ะก็เธอ
ก็คงจะไม่มีวันทำแบบนั้นกับเขาแน่ เธอเองก็อยากที่จะอยู่ข้าง  ๆ กายเขาให้ได้นานที่สุดเหมือนกัน แต่ในวันนี้เธอเองก็เข้าใจและเธอก็รักสามีคนนี้มากซึ่งเธอก็ไม่อยากจะสูญเสียเขาไปอี
กแล้ว มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกเป็นห่วง ด้านมาซากินั้นก็รู้ดี เขาหันกลับไปมองสีหน้าของภรรยาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อเขา

     มาซากิ : มิฮารุ.......ผมก็เหมือนกับพี่เนกินั่นแหละ ครั้งก่อนผมสู้เพื่อหลบหนีตัวเองและนอกจากนั้นก็เพื่อทุกคน แต่ในครั้งนี้มันไม่ใช่......สาเหตุเดียวที่ผมจะกลับไปสู่สนามรบนั่นก็คือ “เรา” เพื่อปกป้องครอบครัวของเรากับลูก ๆ และภรรยาที่ผมรัก
     มิฮารุ : มาซากิ.......................

     ณ บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังหนึ่งในเขตชุมชนของเมืองลอนดอน อาเชอร์เดินออกมากจากบ้านเพื่อไปมหาวิทยาลัยแต่เช้าพร้อมน้องสาวที่รวมเดินทางกับเพื
่อนสนิทที่เรียนอยู่คณะเดียวกัน ระหว่างที่เขาเดินในใจก็พลางนึกถึงเรื่องเมื่อ 2 – 3 วันก่อน ในวันที่พวกเขาออกไปหาซื้อของกันในย่านบันเทิง ซึ่งในวันนั้นพวกเขาก็ต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์เหนือความคาดหมายจากการบุกโจมตีชาวเมื
องของสิ่งมีชีวิตปริศนาที่มีรูปร่างคล้ายกับเทวดา กับเหล่าผู้กล้าในตำนานสงครามเมื่อ 3 ปีก่อน NERO กับ RAL ว่าพวกทั้งสองจะเป็นคนที่พวกเขาพึ่งจะรู้จักและหนึ่งในนั้นยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาข
องริต้าน้องสาวของเขาอีกด้วย นอกจากนี้ยังความทรงจำครึ่ง ๆ กลาง ๆ หลังจากที่เขาได้เห็นริต้าที่กำลังตกอยู่ในอันตราย พอหลังจากนั้นแล้วเขาก็กลับจำอะไรไม่ได้เลย เมื่อกลับมาที่บ้านทั้งพ่อกับแม่ต่างก็รีบเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองด้วยความเป็นห่วง คงจะมีแต่ริต้าที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรนักจากที่มัวแต่ฝันหวานถึงอาจารย์สุดหล่อของ
เธอ กับคำสัญญาที่เธอมีไว้ให้กับเขาในตอนนั้นที่ว่า.........

     เนกิ : คุณครีดท์ ให้นี่เป็นความลับระหว่างเราสองคนนะครับ
     ริต้า : ค่า................

คำว่าความลับที่ว่านี้ก็หมายถึงเรื่องตัวจริงของเขาที่เขาคือ NERO นั่นเอง ริต้าเมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้วก็ยิ้มแก้มแทบปริ จนในที่สุดเธอก็มาถึงทางแยกเพื่อโดยสารรถต่อไปโรงเรียนเสียที

     ริต้า : หนูไปก่อนล่ะนะคะ พี่อาเชอร์ พี่จูเลีย
     จูเลีย : จ้ะ เดินทางระวังด้วยนะจ๊ะ

เมื่อริต้าไปแล้วก็เหลือแต่เขากับเธอสองคนเท่านั้น และทันทีที่ทั้งสองเดินเข้ามาในมหาลัย พวกนักศึกษาทั้งหลายต่างก็มีสายตาแปลก ๆ มองมาที่เขาและเธอ

     “นี่......เธอสองคนใช่มั้ย ที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น่ะ”

เสียงที่ถามพวกเขานั้นไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็น “อลิเซีย พอร์ทแลนด์” สาวคนที่เป็นดาวมหาลัยและเป็นคนที่อาเชอร์นั้นแอบชอบอยู่ในใจ

     อลิเซีย : พวกเธอว่างตอนไหนเหรอ คือว่าพวกเราชมรมหนังสือพิมพ์จะขอสัมภาษณ์เรื่องในวันนั้นหน่อยจะได้มั้ย?

อาเชอร์นั้นรู้สึกตื่นเต้นนิด ๆ ตรงกันข้ามกับจูเลียที่เห็นอาการของอาเชอร์แล้วก็ออกอารมณ์ฉุนเฉียวหน่อย ๆ ที่เขานั้นทำเคอะเขินต่อหน้าอลิเซีย

     จูเลีย : วันนี้เราไม่ว่าง!!

จูเลียรีบตอบปฏิเสธแบบขอไปทีแล้วก็รีบลากแขนอาเชอร์ไปเข้าเรียนโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว
่าเขานั้นจะรู้สึกยังไง เพราะในใจของเธอก็แอบน้อยใจนิด ๆ ที่อาเชอร์นั้นแสดงท่าทีแบบนั้นออกมากับผู้หญิงคนอื่น เล่นเอาอลิเซียแปลกใจนิด ๆ ว่าเธอไปทำอะไรให้จูเลียไม่พอใจกันนะ ซึ่งนอกจากคนอื่น ๆ แล้ว ที่แถว ๆ ห้องชมรมบาสฯ พวกรอยด์ที่มีเฝือกคอพันรอบต่างก็มองมาที่อาเชอร์แบบเคียดแค้น นอกจากนี้แซ๊คเองก็ยังรู้สึกโมโหนิด ๆ อีกด้วยที่อลิเซียไปทำท่าใกล้ชิดกับอาเชอร์

     อาเชอร์ : จูลี่.....นี่!! จูลี่!! ทำไมเธอถึงจะต้องทำแบบนั้นกับคุณพอร์ทแลนด์ด้วยล่ะ เธอก็เข้ามาสอบถามเราดี ๆ ไม่ใช่เหรอ?
     จูเลีย : ฮึ! แล้วไงล่ะ.......ถ้านายอยากจะไปให้สัมภาษณ์อะไรนั่นกับดาวมหาลัยก็ตามใจนายสิ.......
.....

อะไรกันนะ ทำไมจูเลียถึงจะต้องทำท่าโมโหเขาถึงขนาดนี้ด้วย แต่ถึงยังไงซะคนที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาอย่างเขาเองก็เป็นประเภทเห็นว่าจูเลียเป็นแค่
เพื่อนอยู่แล้ว อาเชอร์จึงคิดไม่ถึงว่าแท้จริงนั้นจูเลียก็แค่ออกอาการหึงหวงเขาก็เท่านั้น อาเชอร์ที่ยังไม่รู้ถึงข้อนี้ก็ได้แต่คิดในใจว่าบางทีจูเลียอาจจะยังกลัวและไม่อยากจ
ะนึกถึงเรื่องในวันนั้นอยู่ก็ได้ วันนั้นทั้งวันจูเลียก็เอาแต่เชิดหน้างอนไม่ยอมพูดยอมจาอะไรกับเขาถึงแม้ว่าอาเชอร์จ
ะพยายามตะล่อมยังไงจูเลียก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายโกรธ สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องแยกกันไปเนื่องจากว่าจูเลียยังมีวิชาเลือกที่ลงเรียนเหลืออยู่อ
ีกตัว ไม่เหมือนกับอาเชอร์ที่หมดแล้วเมื่อเขาเห็นจูเลียไม่มีท่าทางจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นอาเ
ชอร์เองก็ได้แต่ขอตัว

     อาเชอร์ : จูลี่.......นี่จูลี่ ถ้าไง.....ฉันกลับก่อนล่ะนะ
     จูเลีย : ..................อือ.........

เห็นเพื่อนสาวดูเงียบ ๆ ตัวเขาที่ยังไม่เข้าใจก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เดินออกมา ระหว่างนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าวันนี้เป็นวันพุธ หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่เขาติดอยู่กำลังจะวางแผนในวันนี้เสียด้วย เมื่อคิดได้อาเชอร์ก็รีบก้าวเท้าไปที่ร้านหนังสือที่อยู่ในมหาลัยทันทีโดยที่จูเลียก
็แอบมองเขาอยู่เงียบ ๆ

     จูเลีย : ...........อาเชอร์.......คนบ้า

ในที่สุดหนังสือเล่มนั้นก็วางแผงแล้วพอดี ทันทีที่เขากำลังหยิบมันไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ ไม่รู้ว่าโชคชะตาหรือว่าอะไรที่ทำให้เขาได้พบกับเธอคนนั้นอีกครั้ง “อลิเซีย”

     “นี่ครับ/ค่ะ”

เสียงของทั้งคู่ประสานกันพอดีในตอนนั้น ต่างคนก็ต่างหันมามองเจ่าของเสียงที่เขา/เธอได้ยิน อลิเซียเองก็แปลกใจเล็กน้อยที่พบกับอาเชอร์โดยบังเอิญแบบนี้

     อาเชอร์ : คุณพอร์ทแลนด์
     อลิเซีย : ครีดท์คุง.............

เมื่อทั้งสองลองมองไปที่หนังสือของกันและกันมันก็ยิ่งบังเอิญเข้าไปใหญ่เมื่อมันเป็น
เล่มเดียวกัน ทั้งคู่ถึงกับหัวเราะออกมาในความบังเอิญ อาเชอร์ไม่มีอะไรจะพูดได้แต่ยืนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เป็นอลิเซียที่กลับจูงมือของเขาไปหาที่นั่งเพื่อที่จะคุยกัน สุดท้ายทั้งสองก็มานั่งพักกันที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย

     อลิเซีย : ครีดท์คุงเรียนเสร็จแล้วเหรอ?
     อาเชอร์ : ครับ แล้วคุณล่ะ

อลิเซียเธอตอบกลับมาว่าวันนี้เธอนั้นไม่มีเรียนแต่ว่าเธอนั้นจะต้องมาทำกิจกรรมชมรมห
นังสือพิมพ์ของมหาลัย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้อาเชอร์ก็ต้องรีบขอโทษขอโพยเธอเป็นการใหญ่กับกิริยาท่าทางที่ไม
่น่าดูเมื่อเช้านี้ของจูเลียซึ่งอลิเซียเองก็ไม่ได้ถือความอะไรและเธอก็พอจะเข้าใจว่
าพวกเขาต้องไปเจอสถานการณ์แบบนั้นมันก็เป็นอะไรที่พูดยากเพราะครั้งในอดีตเมื่อประมา
ณ 5 ปีก่อนเธอเองก็เคยอยู่ในเหตุการณ์ของคดีอสูรกินมิติมาแล้วจึงเข้าใจถึงสภาพจิตใจของจ
ูเลียกับอาเชอร์ดี

     อลิเซีย : ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษพวกเธอนะ ครีดท์คุง
     อาเชอร์ : ไม่หรอกครับ ผมเองก็......

ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอย่างออกรส ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ห่างจากที่นั่นนักบางอย่างที่น่ากลัวมันกำลังจะออกมาจากข้าง ๆ เตาเผาขยะด้านหลังของมหาลัย ภาโรงคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดบริเวณนั้นอยู่พอดีวันนี้เขามีเวรเก็บและจัดการกับขยะท
ี่เผาได้

     “เฮ้อ.......จริง ๆ เลยน้า.....พวกนักศึกษาพวกนี้หัดแยกขยะกันก่อนซะบ้างสิ”

กองขยะกองใหญ่ที่อยู่ตรงหน้ามันเป็นกองขยะที่สุมเอาสิ่งของที่เหล่านักศึกษาได้ใช้แล
้วทิ้งเอาไว้มากมาย ตอนนั้นเองระหว่างที่เขาคนนี้กำลังจัดการกับกองขยะที่ทำการแยกประเภทเอาไว้เรียบร้อย
แล้วเขาก็ได้กลิ่นอะไรสักอย่างที่เหม็นคาวเหมือนกับซากสัตว์อะไรมาตายอยู่แถว ๆ นั้นซึ่งกลิ่นของเจ้าสิ่งนี้มันก็ลอยออกมาจากด้านหลังของเตาเผาที่เป็นป่ารก

     “ตัวอะไรมาตายในที่แบบนี้อีกล่ะ”

ภาโรงคนนั้นจึงต้องลองเดินเข้าไปสำรวจเพื่อให้รู้แน่ว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไร แต่ระหว่างที่เขากำลังจะแหวกพงหญ้าเข้าไปขาของเขาก็กลับไปสะดุดกับอะไรบางสิ่ง และทันทีที่เขาใช้ไฟฉายส่องลงดู หัวใจของเขาก็แทบที่จะหลุดออกมาจากหน้าอกเพราะว่าสิ่งที่เขาเห็นมันคือเศษขาที่เป็นช
ิ้นส่วนของมนุษย์

     “หวาาาา”

ชายคนนั้นส่งเสียงร้องเสียงดังแล้วหันหลังวิ่งหนีออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดแต่เจ
้ากรรมเมื่อเขานั้นกลับลื่นล้มเพราะไปเหยียบเข้ากับอะไรที่มันแหยะ ๆ อยู่ตรงเท้าของตน เขาที่ต้งหกล้มกลิ้งตัวลงไปกับพื้นก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อตามเสื้อผ้านั้นเต็มไปด้วยเ
ลือดสีแดงฉาน เมื่อเขาวางมือลงกับพื้นไอ้ความรู้สึกแหยะ ๆ นั่นที่ปลายมือและพอเขาลองหยิบมันขึ้นมาเจ้าสิ่งนั้นกลับเป็นเครื่องในของมนุษย์

     “...............เหวออออออออออ!!!!”

กับเสียงจุกจิกที่อยู่เบื้องหน้าของเขา เมื่อลองแหวกพงหญ้าเข้าไปเขาก็เห็นสิ่งมีชีวิตตัวสีขาวกำลังนั่งหันหลังกินอะไรอย่าง
มูมมาม เขาต้องร้องออกมาด้วยความตื่นตกใจเมื่อได้เห็นศีรษะของคนกลิ้งตกลงมาจากมือของมัน เจ้าสิ่งนั้นเมื่อได้ยินเสียงของเขามันก็หันมามอง ภาโรงคนนี้จำได้ติดตาเลยว่าเจ้าสิ่งที่เขาเห็นมันคืออะไร ลูกตาสีขาวทั้งลูกฟันแหลมคมที่มีรอยเลือดกับเศษซากเนื้อมนุษย์ติดอยู่เต็มปาก ร่างกายที่ใหญ่โตและมีสิ่งที่คล้าย ๆ กับปีกติดอยู่ตรงด้านหลังของเอว ใช่แล้วเจ้านี่มันคือ “เทวทูต” ชะตาของภาโรงโชคร้ายคนนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ แต่เย็นวันนั้นพวกนักศึกษาก็ยังคงเห็นเขาซึ่งกำลังเผาขยะเหมือนทุกวันตามปกติ แม้ว่าจะดูอาการของเขาที่ออกจะต่างกับตอนก่อน ๆ ก็ตรงที่เขาผู้นี้มันดูเหมือนกับร่างที่ไร้วิญญาณ

     เย็นวันนั้นอาเชอร์กลับบ้านด้วยสีหน้าที่เบิกบานเพราะในวันนี้เขาได้คุยกับดาวมหาลัย
คนที่เขาแอบชื่นชอบแบบสนิทสนมแถมทิ้งท้ายก่อนกลับเธอยังจะให้เขาเรียกชื่อของเธอตรง ๆ ได้อีก อาเชอร์เดินไปก็พลางนึกถึงคำพูดของเธอในตอนนั้น

     อลิเซีย : ขอบใจนะครีดท์คุง ได้ข้อมูลมาเยอะแยะเลยล่ะ
     อาเชอร์ : เส็กน้อยครับคุณพอร์ทแลนด์
     อลิเซีย : อลิเซีย.......เรียกฉันว่าอลิเซียเถอะนะ เพราะว่าใคร ๆ ต่างก็เรียกฉันแบบนี้
     อาเชอร์ : ........อลิเซีย...........

เธอยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนที่จะขอตัวกลับไปที่ชมรม โดยที่นอกจากเขาแล้วก็ยังมีดวงตาอีกหลายคู่ที่คอยเฝ้าดูพวกเขาทั้งสองสนทนากันตั้งแต
่แรก พวกชมรมบาสฯ โดยเฉพาแซ๊คที่จ้องมองกพวกเขาตาแทบจะไม่กระพริบ หลังจากรำลึกความหลังอาเชอร์ก็รีบก้าวเท้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อที่จะกลับบ้าน ระหว่างทางเข้าตรงหัวมุมด้วยความประมาทบวกกับความใจลอยทำให้เขาไม่ทันระวังตัวเองจนต
้องชนเข้ากับผู้หญิงคนนึงเข้าอย่างจังจนเหล่าของที่อยู่ในกระเป๋าถือของเธอต้องล่วงห
ล่นลงพื้นระเนระนาด

     “ว้ายยยย!!”

     อาเชอร์ : ขอโทษครับ!! ผมไม่ได้ตั้งใจ

อาเชอร์รีบนั่งลงเก็บของให้กับผู้หญิงคนนั้นแบบเร่งด่วนเพื่อเป็นการไถ่โทษ ในที่สุดทั้งสองก็ช่วยเหลือกันเก็บของที่หล่นบนพื้นได้จนหมด

     อาเชอร์ : นี่ครับ..........

     “ขอบคุณค่ะ”

ทันทีที่อาเชอร์ได้หันไปมองหน้าของเธอผู้นี้ตรง ๆ ความรู้สึกบางอย่างมันก็เหมือนกับจะระเบิดออกมา เพราะทันทีที่ได้เห็นใบหน้านั้นเขากลับรู้สึกว่าตัวเองน่าจะเคยพบเจอกับเธอผู้นี้มาก
่อนแต่ว่าจะเป็นที่ไหนเขานั้นก็ยังไม่อาจจะอธิบายได้ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยงามราวกับเทพธิดาผิวสีขาวนวล ผมยาวสีฟ้าอมม่วงแต่ก็สวยลงตัวกับบุคลิกภาพของเธอที่ดูเหมือนจะเป็นสาวออฟฟิสของที่ไ
หนสักแห่ง นัยน์ตาสีเขียวมรกตริมฝีปากสีแดงชมพูระเรื่อ อยู่ในชุดทำงานกระโปรงสั้นคู่กับรองเท้าส้นสูงสีดำ อายุน่าจะมากกว่าเขาประมาณ 4 – 5 ปีเห็นจะได้ อาเชอร์ถึงกับตกตะลึงในความงามของเธอทันทีที่แรกพบ ต่างกันกับความรู้สึกต่ออลิเซียดาวในดวงใจของเธอนิด ๆ เพราะว่านี่มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่า

     “เอ่อ.......คุณคะ........”

     อาเชอร์ : ค......ครับ!!

     “..........ขอนั่นคืนด้วยค่ะ”

อาเชอร์ที่มัวแต่ตะลึงถึงกับลืมคืนผ้าเช็ดหน้าที่เขานั้นได้ก้มลงเก็บขึ้นมาเป็นชิ้น
สุดท้ายให้กับเธอ เมื่อหญิงสาวเห็นท่าทีของอาเชอร์ก็ออกจะขำนิด ๆ แต่เมื่อเธอมองที่นาฬิกาของตนเองก็ต้องรีบขอตัวโดยที่อาเชอร์นั้นยังไม่ทันจะเอ่ยถาม
ชื่อของเธอเลยด้วยซ้ำแต่โชคยังดีเพราะเมื่ออาเชอร์หันมามองที่พื้นมันยังมีอีกสิ่งหน
ึ่งที่ยังอยู่บนนั้น มันคือบัตรจอดรถประจำตัวของเธอโดยในนั้นก็ระบุชื่อของเธอเอาไว้อย่างชัดเจนว่า......
.

     อาเชอร์ : .......ลูน่า ฟิลลิป........เหรอ........?

อาเชอร์ถึงกับยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นนานหลายนาที ไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดแม้ว่ารอบ ๆ นั้นจะมีการจราจรเดินเท้าของกลุ่มคนเข้า ๆ ออก ๆ มากหน้าหลายตา แม้ว่าตัวของอาเชอร์จะยังไม่รู้ก็ตามแต่ว่านี่ก็คือ “รักแรกพบ” ของเขา ก่อนเขาจะมาได้สติในตอนที่คิดจะเก็บเจ้าสิ่งนี้ไปส่งให้กับตำรวจประจำสถานีเผื่อว่าเ
มื่อนางฟ้าคนนั้นรู้ตัวเมื่อไรจะได้กลับมาหาเจอ และตอนนั้นเองทันไดที่เขาจะเอามันเก็บไว้ในประเป๋าสายสะพายข้างตามปกติ อาเชอร์กลับรู้สึกตัวว่าตนเองนั้นไม่ได้สะพานกระเป๋าดังกล่าวอยู่เลย

     อาเชอร์ : เฮ้ย!!

มันแย่ที่สุดเลยสงสัยว่าเขาคงจะลืมมันเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง อาเชอร์พยายามคิดให้ดีว่าที่สุดท้ายที่เขาไปมันคือที่ไหน คิดไปคิดว่าก็สงสัยว่าบางทีเขาคงจะลืมเจ้านั่นไว้ที่ห้องสมุดก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นอาเชอร์ก็รีบเร่งฝีเท้ากลับไปมหาลัยให้ทันก่อนที่ห้องสมุดจะปิดเพ
ราะว่านี่ก็จวนจะ 6 โมงเย็นแล้ว ถ้าหากว่าเป็นวันปกติละก็คงจะไม่มีปัญหาเพราะห้องสมุดจะเปิดให้บริหารนักศึกษาจนถึง 4 ทุ่ม แต่ว่าวันนี้พวกคณะอาจารย์และบุคลากรของมหาลัยจะมีการประชุมกันที่ชั้นสองของอาคารห้
องสมุดแห่งนั้นทำให้ห้องสมุดจะต้องปิดก่อนเวลาเดิมตอน 6 โมงเย็น

     อีกด้านหนึ่งจูเลียที่พึ่งจะเดินออกมาจากห้องน้ำของอาคารเรียนหลังจากเลิกเรียนวิชาส
ุดท้ายไม่เท่าไรก็ได้เดินลงมาจากที่นั่น พลันสายตาของเธอนั้นไปเห็นอาเชอร์ที่กำลังผ่านหน้าอาการแห่งนี้อยู่พอดี จูเลียคิดว่าเขานั้นกลับไปก่อนแล้วเสียอีกแต่ในเมื่อเห็นว่าเขายังอยู่ จูเลียจึงพยายามส่งเสียงเรียกเขาแต่ก็แปลกที่อาเชอร์ในตอนนี้นั้นดูท่าจะเร่งรีบมาก เขาไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงทักของเธอด้วยซ้ำ

     จูเลีย : .........อะไรกันนะ หมอนั่น?

จูเลียจึงลองตามอาเชอร์ไปแต่ว่าอาเชอร์นั้นวิ่งเร็วมากจนเธอตามเขาแทบจะไม่ทัน จนกระทั่งมาถึงบริเวณอาคารห้องสมุดเธอก็เห็นอาเชอร์ที่ยืนหยุดนิ่งอยู่ตรงข้าง ๆ ประตูทางเข้าเมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงรีบเข้าไปหาเขาทันที

     จูเลีย : อะไรกันน่ะ อาเชอร์.......ฉันอุตสาห์เรียกนายตั้งหลายครั้งแน่ะ..........

แต่ว่าอาเชอร์กลับไม่ได้ตอบกลับเธอเลยสักคำซ้ำเขายังไม่ได้หันมามองเธอเลยด้วยซ้ำจนจ
ูเลียเริ่มที่จะรู้สึกไม่พอใจ แต่ว่าทันทีที่เธอจะโวยวายเธอกลับได้ยินเสียงผู้หญิงประมาณสองถึงสามคนกำลังพูดคุยกั
นเสียงดังจากม้านั่งข้าง ๆ ห้องสมุดจากด้านนอก เมื่อจูเลียลองตั้งใจฟังให้ดีมันก็คือเสียงของอลิเซียกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในชมรมหนังสือพิมพ์

     “ลิส.....เธอเนี่ยก็จริง ๆ เลยนะ ไปหาข้อมูลจากนายจืดครีดท์นั่นจนได้น่ะ”

     “ใช่ ๆ อลิเซีย.....แถมยังทำทีแกล้งสนิทสนมกับเขาอีกคิดจะให้แซกหึงรึยังไงจ๊ะ เอ๊ะ!? รึว่าเธอจะหลงเสน่ห์นายจืดนั่นจริง ๆ”

     อลิเซีย : อะไรกันน่ะพวกเธอ โถ่เอ๊ย!! ฉันจะไปรู้สึกแบบนั้นได้ยังไงกัน นั่นน่ะมันงานของชมรมเรานะ ในเมื่อพวกเธอไม่ยอมสัมภาษณ์เขาเองฉันในฐานะของประธานชมรมก็ต้องลงมือเองสิ แล้วอีกอย่างนะ.....ก็ช่วยไม่ได้นี่นา แซ๊คน่ะ! หมู่นี้ชอบเหล่รุ่นน้องที่เข้าใหม่ดีนักนี่ มันก็ต้องทีใครทีมันสิ ก็ต้องให้เขาหันมาสนอกสนใจฉันมั่งสิ

     “โดยการใช้ครีดท์เนี่ยนะ......โอย ฉันล่ะเชื่อเธอเลย คนอื่นมีตั้งเยอะตั้งแยะ”

คำสนทนาเหล่านั้น จูเลียเมื่อได้ยินก็รู้สึกโมโหมากเพียงแต่ว่าในตอนนี้เธอกลับรู้สึกเป็นห่วงความรู้ส
ึกของอาเชอร์มากกว่าที่จะต้องมาได้ยินเรื่องแบบนี้กับหูของตัวเองจากปากของผู้หญิงที
่เขาแอบปลื้ม เธอจึงลองเหงนหน้าขึ้นไปมองอาเชอร์ที่ตอนนี้ใบหน้าของเขานั้นมีผมเผ้าลงมาปิดจนไม่อา
จที่จะรู้ได้ว่าในตอนนี้เขานั้นกำลังรู้สึกยังไงอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะเธอที่รู้จักกับเขาดีก็คงจะคาดเดาได้ว่าในตอนนี้อาเชอร์นั้นจะ
เสียความรู้สึกขนาดไหน

     จูเลีย : .............อาเชอร์..............

จูเลียพยายามที่จะยื่นมือเข้าไปจับแขนของเขาเพื่อที่จะพาเขาออกไปจากสถานที่แห่งนี้ก
่อนแต่ก็ไม่ทัน อาเชอร์นั้นเดินออกไปอย่างไม่สะทกสะท้านจนพวกผู้หญิงสามคนนี้ถึงกับหน้าถอดสีโดยเฉพา
ะอลิเซียที่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงกับเขาดี แต่ว่าอาเชอร์นั้นกลับเดินเลยโต๊ะของพวกเธอไปยังหน้าประตูทางเข้าห้องสมุดแห่งนั้นแท
น และเมื่อเห็นว่ามันยังคงเปิดอยู่เขาจึงได้ผลักประตูเข้าไปในนั้นเพื่อที่จะเอาของที่
ลืมไว้ออกมา ตอนนั้นเองจูเลียก็เดินตามเขาออกมาด้วยเช่นกันเพียงแต่ว่าเธอนั้นไม่ได้เดินตามอาเชอ
ร์เข้าไปด้านในหากแต่ว่าเธอนั้นกลับหยุดตรงหน้าของผู้หญิงทั้งสามคนนี้ ใช้สายตากวาดมองพวกเธอเป็นการตำหนิโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาจากปากเธอเลยสักคำจนกระท
ั่งอาเชอร์ได้เดินออกมา

     อาเชอร์ : เรากลับกันเถอะจูลี่............
     จูเลีย : ..........อ.......อาเชอร์...........

ทั้งสองเดินออกมาโดยที่ไม่ได้มองหน้าของอลิเซียเลยด้วยซ้ำ พวกสามสาวเมื่อเห็นทั้งสองเดินผ่านไปแล้วก็รีบหันมาสนทนากันยกใหญ่เว้นแต่อลิเซียที่
ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เธอจะพูดอะไรดี ด้านของอาเชอร์นั้นก็เดินออกมาเรื่อย ๆ แบบเงียบ ๆ ซึ่งจูเลียก็รู้ถึงความรู้สึกของเขาดีเธอจึงไม่พยายามชวนเขาคุยเหมือนกับทุก ๆ ครั้ง ทั้งสองเดินออกมาจนจะถึงประตูรั้วมหาลัยอยู่แล้ว แต่ว่าอาเชอร์กลับหยุดเดินเสียดื้อ ๆ จนจูเลียที่เดินตามหลังเขามาแบบติด ๆ ก็ยังคงหลบไม่ทัน

     จูเลีย : ........อะไรอีกล่ะ อาเชอร์นายจะหยุดแล้วทำไมไม่บอกสักหน่อยเล่า

“มัน.....จะออกมาแล้ว” เขาไม่ได้คิดที่จะหันไปมองจูเลียเลยแต่กลับมีประโยคแบบนี้หลุดออกมาจากปากของเขา อาเชอร์หันกลับไปหาจูเลียด้วยใบหน้าที่จริงจังแล้วสั่งให้เธอนั้นรีบออกไปจากบริเวณข
องมหาลัยทันทีจากนั้นก็ให้เรียกพวกตำรวจหรือจะให้ดีก็ต้องเป็นพวกกองกำลังประจำเชลเต
อร์เลยก็ได้ยิ่งดีว่ากำลังจะเกิดเหตุร้ายให้พวกเขารีบมาที่นี่โดยด่วน

     จูเลีย : เดี๋ยวสิ......แล้วนั่นนายจะไปไหน?

อาเชอร์รีบวิ่งกลับเข้าไปโดยที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลย เขารีบที่จะไปให้ถึงที่นั่นให้เร็วที่สุดทั้งที่ยังไม่รู้ว่า “ที่นั่น” มันคือที่ไหน สิ่งที่เขาทำไปนี้มันมาจากสัญชาติญาณล้วน ๆ และก็แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่าความรู้สึกแบบนี้มันมาจากไหนกันแน่ จูเลียที่ได้แต่ยืนงงอยู่ตรงนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมาแล้วคิดจะทำตามที่อาเชอร์สั่ง ในตอนนั้นเองที่มีชายสองคนที่ได้เดินผ่านหน้าของเธอเข้าไปในมหาลัย ซึ่งนั่นก็เป็นในทิศทางเดียวกันกับที่อาเชอร์ได้เข้าไปก่อนเมื่อครู่แล้วด้วย

     “ความรู้สึกแบบนี้......จากข้างในนี้ล่ะสินะ”

     “อีกพักพวก SEAL ถึงจะตามมาใช่มั้ย......ไงดีนะไอ้นี่น่ะ คุณเอริก้าเขาก็บังคับมาซะด้วย”

คนที่เดินผ่านจูเลียไปเมื่อครู่ ชายสองคนนั้นสวมชุดรัดกุมที่ดูคล่องตัวแต่ละคนมีสีของลวดลายบนเนื้อผ้าที่ต่างกัน เพราะคนหนึ่งสีแดงส่วนอีกคนสีน้ำเงิน ทั้งสองมีใบหน้าที่เธอเคยเห็นมาก่อนเมื่อไม่นานมานี้ ใช่ทั้งสองก็คือเนกิและมาซากิ NEROกับ RAL........... มันจะเพราะความรู้สึกหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่พวกเขารู้สึกตัวขึ้นมาทันไดว่าในตอนนี้มีบางอย่างที่กำลังจะผิดปกติเกิดขึ้น และนอกจากนั้นขณะที่ทั้งสองกำลังเดินทางไปที่นั่น ทาง GATE ของเขตก็ได้ติดต่อมาหาพวกเขาทันทีและได้ให้ข้อมูลว่าในขณะนี้น่าจะมีบางสิ่งที่เหนือ
ความคาดหมายได้หลุดเข้ามายังโลกแห่งนี้ แต่เนื่องจากว่า GATE จะเคลื่อนไหวโจ่งแจ้งมากไม่ได้เพราะจะเป็นการทำให้ชาวเมืองแตกตื่น พวกเขาจึงจำเป็นที่จะต้องขอแรงให้มาซากิกับเนกิที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษออกตัวก่อนซึ
่งพวกเขานั้นก็ยินดี เนกิเองก็ได้เวลาเลิกสอนแล้วส่วนทางมาซากิก็กำลังขับรถไปส่งพวกมิฮารุที่บ้านอยู่พอด
ีเมื่อได้ยินข่าวดังนั้นพวกเขาจึงต้องกลับมาสวมบทบาทเดิม

     ด้านอลิเซียกับเพื่อน ๆ อีกสองคนหลังจากที่พวกเธอออกมาจากบริเวณห้องสมุดที่ตอนนี้เหล่าคณะอาจารย์ทั้งหลายใช
้สถานที่นั้นเพื่อการประชุม พวกเธอก็คิดว่าคงจะถึงเวลากลับบ้านเสียทีโดยที่ตลอดทางเพื่อน ๆ ของอลิเซียทั้งสองต้องพยายามพูดปลอบใจเธอเนื่องมาจากตัวของ อลิเซียรู้สึกไม่ดีที่อาเชอร์นั้นเข้ามาได้ยินคำสนทนานินทาเขาจากปากของเธอเอง มันทำให้เธอรู้สึกผิดแต่เพื่อน ๆ ทั้งสองก็พยายามช่วยพูดให้กำลังใจ

     “อย่าคิดมากเลยน่าอลิส.........ไม่ใช่ความผิดของเธอซะหน่อย”

     “ใช่! ก็นายครีดท์นั่นดันเข้ามาได้ยินเองนี่”

     อลิเซีย : แต่ว่า.......ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เขาเสียความรู้สึกนี่นา................

แม้เพื่อน ๆ จะว่าอย่างนั้นแต่เธอเองก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดี จนกระทั่งทั้งสามเดินมาถึงด้านหน้าของตึกคณะวิทยาศาสตร์ ตอนนั้นเองที่พวกเธอเห็นภาโรงคนนั้นกำลังยืนกวาดใบไม้แถว ๆ นั้นอยู่ แต่ว่าอาการของชายคนนั้นมันกลับดูเก้ ๆ กัง ๆ ประหลาด ๆ ไม่เหมือนกับอาการของคนที่ปกติดี อลิเซียด้วยความที่เป็นห่วงจึงลองเดินเข้าไปหาเพื่อที่จะดูอาการของชายคนนั้นเสียหน่
อยแม้ว่าจะมีคำทัดทานจากพวกเพื่อน ๆ ก็ตาม

     “อลิส! เธออย่าไปยุ่งกับเขาเลย”

     “จริงด้วยอลิเซีย”

แต่เธอก็ยังไม่สน บางทีเพราะเธอยังรู้สึกผิดต่ออาเชอร์มันจึงทำให้เธอนั้นรู้สึกเห็นใจคนอื่นมากขึ้นก็
เป็นได้

     อลิเซีย : คุณลุง เป็นอะไรมั้ยคะ

แต่ชายคนนั้นก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบรับได ๆ จากเสียงของเธอ อลิเซียจึงลองที่จะเดินเข้าไปใกล้ ๆ เขาอีกนิดเพื่อที่จะดูสีหน้าของเขาให้ชัด ๆ เพราะถ้าหากว่าชายคนนี้กำลังเป็นอะไรเธอก็จะได้พาเขาไปส่งที่โรงพยาบาลของมหาลัยได้ท
ัน แต่ทันทีที่เธอนั้นเพ่งสายตาเข้าใกล้ ๆ นั้นเธอก็ต้องถึงกับส่งเสียงกรีดร้องออกมาเหมือนคนที่รู้สึกตกใจแบบสุดขีด เหล่าเพื่อน ๆ ของเธอเมื่อได้ยินเสียงร้องของอลิเซียก็ต้องตกใจตามเมื่ออยู่ ๆ ศีรษะของชายผู้นี้ก็กลิ้งตกลงมาจากบ่า อลิเซียนั้นถึงกับทรุดลงไปกับพื้นโดยที่เพื่อน ๆ ของเธอก็ได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ๆ

     อลิเซีย : ช่วย.......ช่วยฉันด้วยสิ.......มิเชล......ฮันนา........

ถึงทั้งสองคนจะได้ยินเพื่อนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเธอ แต่ว่าพวกเธอก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปเมื่อร่างของชายผู้นี้ที่ไม่มีศีรษะติดอยู่บนบ่าแล
้วยังคงจะเริ่มเดินเข้าไปใกล้ ๆ อลิเซียทีละนิด จากนั้นร่างของชายผู้นี้ก็ค่อย ๆ บวมขึ้นเหมือนมีหนูนับร้อยที่กำลงวิ่งพล่านอยู่ในร่างของเขา มันค่อย ๆ บวมและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จากร่างของคนกลับกลายเป็นอะไรที่ไม่ใช่คน “ปิศาจ” ที่อยู่ภายในร่างมันฉีกและแหวกร่างของเขาออกมาเหมือนกับผีเสื้อที่กำลังออกมาจากดักแ
ด้ ทันไดนั้นร่างของเจ้าสิ่งนี้ก็ได้ให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้ประจักเพราะว่ามันคือ

     “เทวทูตตตตตตตตตตตตตต!!!!!”

เพื่อนทั้งสองส่งเสียงร้องและก็หันหลังวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิตทิ้งให้อลิเซียจะต
้องเจอะเจอชะตากรรมหฤหรรษ์แบบนี้อยู่เพียงลำพัง เจ้าเทวทูตตนนี้มันกลับมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากตัวก่อน ๆ ร่างของพวกมันที่น่าจะเป็นสีขาวกลับกลายเป็นว่ามีลวดลายอย่างอื่นขึ้นมาตามร่างกายเป
็นสีสันต่าง ๆ และนอกจากนี้ตัวของมันก็ดูหนากว่าตัวก่อน ๆ และยังมีส่วนที่เป็นหินติดอยู่บนร่างอีกด้วย บางทีร่างแบบนี้มันอาจจะมาจากการพัฒนาโดยการดูดซับเอาสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวของมันมาไว้ในร่างก็เป็นได้ แต่สิ่งที่ยังคงจะไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือความกระหายเลือดของมันที่จ้องมองอลิเซียเหมือ
นเห็นอาหารมื้อเย็นอันโอชะ

     อลิเซีย : ......อ.....อย่า.......อย่าเข้ามานะ........

เข้าปิศาจร้ายอ้าปากเห็นเป็นรอยเขี้ยวและฟันที่แหลมคมพร้อมที่จะขบเคี้ยวบดขยี้เนื้อ
หนังและกระดูกของเธอ อลิเซียพยายามที่จะยันตัวเองให้ลุกขึ้นมาแต่ก็ทำไม่ได้เธอคงจะได้แต่หลับตาสวดมนต์รอ
ความตายหรือไม่ก็รอปาฏิหาริย์จากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ซึ่งเจ้าปิศาจก็ไม่มีทีท่าจะสนใจการกระทำของเธอมันอ้าปากพร้อมที่จะกินเธอให้ได้ ระหว่างช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้ปาฏิหาริย์ก็ได้บังเกิดขึ้นกับเธอเมื่อเธอได้
ลืมตาขึ้นเธอก็ได้เห็นเทพบุตรองค์หนึ่งกำลังหันหน้าเข้าประจันกับปิศาจร้ายอย่างไม่ม
ีทีท่าจะกลัวเกรง เทพบุตรผู้นี้แม้เธอจะไม่เห็นหน้าแต่เอกลักษณ์ของเขาก็คงจะทำให้เธอต้องติดตาไปอีกนา
นกับผมสีขาวและออร่าที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา

     “ตูมมมมม!!!”

เริ่มต้นการต่อสู้ด้วยหมัดของเขาที่พุ่งเป้าเข้าชกใส่มันจนกระเด็น เขาจึงหันหน้ากลับไปเพื่อที่จะดูอาการของเธอ ทันทีที่เธอได้เห็นใบหน้าของเขา อลิเซียก็เหมือนกับตกอยู่ในภวังค์เพราะว่าเทพบุตรที่เธอเห็นนั้นมีดวงตาสีเทาเข้มกับ
ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาหล่อเหลากว่าชายไดที่เธอเคยพบเห็นมา

     “เธอไม่เป็นไรนะ...........”

     อลิเซีย : ...............ค่ะ.................

แต่ว่าระหว่างนั้นเองเจ้าปิศาจร้ายนั้นยังไม่ตาย มันลุกขึ้นมาจากกองซากอิฐที่ตกลงมาทับถมร่างของมันแล้วกระโจนเข้ามาใส่ชายผู้นี้อย่า
งเกรี้ยวกราดพร้อมเสียงร้องที่ดังก้อง ชายคนนั้นไม่อาจที่จะหลีกตัวออกไปได้เพราะถ้าหากว่าเขาทำเช่นนั้น ไม่วายอลิเซียก็คงจะต้องโชคร้ายอย่างแน่นอน

     “โฮกกกกกกกกก”

แต่ทันไดนั้นเองเสียงคำรามที่ดังก้องยิ่งกว่าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขาทั้งสอ
ง ร่างของราชสีห์ขาวปรากฏออกมาพร้อมชายอีกสองคน

     “เป่ามันให้กระเด็นเลย......ซีซ่า”

ชายชุดแดงสั่งคำสั่งพญาราชสีห์ก็ทำตาม เจ้าเทวทูตร้ายนั่นถึงกลับกระเด็นไปไกลเข้าทางของชายชุดน้ำเงินที่กระโดดตามมันไปแล้
วสับส้นเท้าหมุนตัวฟาดมันลงมากระแทกพื้นอย่างจัง

     “โว้ววว......จังหวะดีชะมัดเลย RAL”

     “แน่นอน......NERO”

อัศวินทั้งสองก็คือ RAL กับ NERO มาซากิและเนกิที่ได้ตามอาเชอร์เข้ามาจนสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างทันท่วงที เนกิที่หันกลับไปเพื่อที่จะดูอาการของผู้ประสบภัยทั้งสองกลับต้องรู้สึกแปลกใจนิด ๆ เมื่อเขาเหมือนกับว่าจะได้เห็นร่างของคนที่สนิทคุ้ยเคยมาซ้อนทับกับร่างของบุรุษผมขา
วผู้นี้

     เนกิ : .........ไม่จริงน่า.........พี่.....ชิน..........
     มาซากิ : NERO หลบเร็ว!!

เสียงของมาซากิดังเตือนเขาขึ้นมาเสียก่อนจากการโจมตีระยะไกลของปิศาจร้ายที่ในคราวนี
้มันมาทุกรูปแบบจนแทบที่จะปันเวลาไม่ได้เลย มาซากิลองหันไปมองรอบ ๆ ก็เห็นว่ายังมีอลิเซียที่ยังอยู่แถว ๆ นั้น เขาจึงบอกให้เธอไปหลบในที่ไกล ๆ หรือไม่ก็ให้หนีไปซะ เธอที่พอจะตั้งสติได้แล้วจึงทำตาม ส่วนชายหนุ่มผมขาวนั่นมาซากิกลับยื่นของบางอย่างให้กับเขาที่มีรูปร่างคล้าย ๆ กับเครื่องคิดเลข

     มาซากิ : ใส่น้ำหนักกับส่วนสูงลงไปซะ......ได้ทีนายจะต้องปกป้องตัวเองในครั้งนี้แล้วนะ

     “!!?...........”

ชายคนนั้นกลับรู้สึกเหมือนกับว่า “ประโยค” ที่มาซากิพูดเมื่อครู่นี้เขานั้นเคยได้ยินมันมาจากที่ไหนสักแห่งแต่ไม่ว่าจะพยายามนึ
กยังไงก็ยังคงนึกไม่ออก เสียงของเนกิตะโกนเข้ามาอีกทีเพื่อที่จะให้มาซากิมาช่วยกันรับมือมันจึงทิ้งให้ชายผู
้นี้นั้นต้องลองทำตามที่มาซากิบอก ทันไดนั้นเองเสื้อผ้าบนร่างของเขาก็เปลี่ยนไปมันถูกเปลี่ยนเป็นชุดที่เหมือนกันกับพว
กเขาทั้งสองโดยที่มีสีหลักเป็นสีขาวตัดดำ ที่ปกเสื้อมีอักษรปักเอาไว้ว่า ARCHER(แอชเชอร์) กลับมาทางด้านของทั้งมาซากิกับเนกิที่ตอนนี้กำลังรับมือกับปิศาจตนนี้อยู่อย่างเต็มท
ี่ ความจริงเจ้าเทวทูตนี่มันก็มีฝีมือไม่เท่าไรหากแต่ว่าทั้งสองแค่อยากจะเห็นความสามาร
ถทางการต่อสู้ที่แท้จริงของชายผมขาวคนนี้ก่อน ซึ่งก็สมใจที่รอคอยแม้ว่าเจ้าเทวทูตจะยิงลูกไฟออกมาจากมือข้างขวาหรือแม้ว่าจะใช้ส่ว
นที่เป็นเส้น ๆ ตรงปีกแทนแส้แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ระคายนักรบคนใหม่คนนี้เลยแม้แต่น้อยกับการหลบหลีกระด
ับเหนือมนุษย์จะทำได้ซ้ำเขายังเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแขนและขาเหมือนกับดาบที่ตัดได้ห
มดทุกสิ่ง

     “Dancing Sword”

ชายผมขาวฟันฝ่ามือที่มีออกร่าสีขาว ๆ ใส่เทวทูตแล้วเคลื่อนไหวหมุนตัวทั้งเตะและต่อยเหมือนกับการเต้นรำเป็นวงกลมโดยที่ไม่
อาจจะเปิดโอกาสให้เทวทูตตนนี้หลบหนีได้เลย ซึ่งพวกมาซากิเองก็พึ่งที่จะพบเห็นการเคลื่อนไหวต่อสู้แบบนี้เป็นครั้งแรกแตกต่างจาก
คน ๆ หนึ่งที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้ ชายผมขาวโจมตีไปเรื่อยจนกระทั่งมาจบที่การชกในหมัดสุดท้ายที่มีดาบลำแสงหนึ่งเล่มทิ่
มทะลุร่างของมัน

     “จบกันที.......Holy Lance……..”

จู่ ๆ ดาบลำแสงอีกนับสิบ ๆ เล่มกลับพุ่งมาเสียบร่างของมันจากไหนก็ไม่รู้แทบจะทุกสารทิศ แต่นั่นเองที่พวกเนกิถึงกับต้องตกตะลึงเมื่อความสามารถแบบนี้มีชายเพียงคนเดียวเท่าน
ั้นที่พวกเขารู้จัก....... ร่างของเทวทูตค่อย ๆ สลายหายไปในอากาศเหลือแต่พวกเขาสามคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเท่านั้น

     “.......ต้องโกรกทับอีกแล้วหรือเนี่ย......”

ชายผมขาวบ่นออกมาเล็กน้อยก่อนที่พวกเขาทั้งสามจะได้ยินเสียงไซเร็นของตำรวจที่กำลังเ
ข้ามาดูสถานการณ์ตามที่จูเลียได้โทรศัพท์ไปแจ้งไว้

     เนกิ : มาช้าเหมือนเดิมนะ.......เอาเถอะที่เหลือให้ SEAL เขาเคลียร์ก็แล้วกัน
     มาซากิ : อื้อ......แต่ว่าตอนนี้ดูท่าว่าคุณจะต้องมากับเราก่อนนะครับ คุณอาเชอร์ ครีดท์

ที่ไหนได้ชายผมขาวคนนั้นก็คืออาเชอร์นี่เอง ทำไมกันทำไมผมของเขาที่ย้อมทับสีขาวเอาไว้ถึงกลับมาเป็นแบบเดิมอีกกับปริศนาของชายอี
กสองคนที่มีต่อเขา ทั้งยังการเคลื่อนไหวของพวกเทวทูตที่ตอนนี้มันดูจะถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

     มาทางอีกด้านในห้องด้านในสุดซึ่งเป็นพื้นที่ลับขององค์การสหประชาชาติ เหล่าผู้ใหญ่บางส่วนเข้ามาประชุมยังโต๊ะกลมภายในห้องแห่งนี้ด้วยเนื้อหาที่น่าจะเป็น
ความลับและไม่ปกติ โดยที่ผู้นำคนใหม่ สก๊อต พอร์ทแลนด์ ก็อยู่ ณ ที่นี้ด้วย นอกจากเขาคนนี้แล้วก็ยังมีอีกคนนึงที่ดูท่าจะมีความสนิทสนมกับผู้แทนสหประชาชาติท่าน
นี้มาก เขาคนนี้ดูเป็นชายวัยกลางคนอายุอานามประมาณ 40 ปลาย ๆ ผมสีน้ำตาลที่มีขาวแซมนิด ๆ ท่าทางน่าเกรมขามกำลังเป็นแกนนำในการประชุมในครั้งนี้

     “คุณหมายความว่ายังไงรึที่บอกว่า GATE กำลังปิดบังพวกเราถึงเรื่องอะไรบางอย่าง....คุณรีเชล”

     “......มันก็เป็นแค่การสันนิษฐานขั้นต้นเท่านั้นว่าพวกเขามีอะไรที่ยังคงปิดบังพวกเร
าเอาไว้อยู่อีก.......โชคดีที่ตั้งแต่ยัยผู้หญิงนั่นหายไปซะ องค์กรของเธอก็ต้องมาอยู่ในกำมือของเรา”

     “แต่ว่าเราจะทำอะไรให้มันโจ่งแจ้งไม่ได้นะคุณรีเชล เพราะว่าเหล่าประชาชนทั้งหลายก็ยังคงคิดว่าพวกเขาคือกลุ่มวีรบุรุษอยู่”

ในที่ประชุมต่างก็มีความเห็นที่แตกต่าง แต่แม้จะคัดค้านในบางส่วนแต่หลัก ๆ พวกเขาก็เห็นชอบกันในทิศทางเดียวกันคือกลัวเกรง GATE ที่มีความเก่งกาจและความเป็นอิสระที่มีในตัวมากเกินไปกว่าที่พวกเขาจะควบคุมได้ตั้งแ
ต่ครั้งในอดีต แต่ในตอนนี้แพนโดร่าที่ถือว่าเป็นหอกข้างแคร่ของพวกเขาก็ได้สายสาบสูญไปแล้วบางทีนี่
ก็เป็นโอกาสของพวกเขาที่จะเข้ามาแทรกแซงองค์กรนี้ได้เสียที

     “ผม...อลันด์ รีเชล ขอเสนอให้มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาครับเพื่อที่จะคอบควบคุมดูแลการเคลื่อนไหวของ GATE ที่ตอนนี้พวกเราได้อุตสาห์ต้อนพวกเขามาในทิศทางที่เราต้องการแล้ว โดยจะอ้างเอาก็ได้ว่าเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือ GATE แต่จริง ๆ เราก็จะตั้งองค์กรใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อที่จะแทนพวกเขาก่อนที่จะกลืนมันจากภายในแล้วทีน
ี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากรู้ก็จะได้รู้ แถมเรายังจะได้หน้าจากเหล่าประชาชนทั้งหลายอีกด้วย.......คิดว่ายังไงครับทุกท่าน”

คนในที่ประชุมต่างก็ส่งเสียงฮือฮารับเอาความคิดของชายผู้นี้มาว่ามันก็ดูเข้าท่าดี แล้วเสียงส่วนใหญ่ในนั้นก็ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยเสียด้วย สุดท้ายก็เป็นตัวแทนองค์การสหประชาชาติอย่างสก๊อตที่พยายามถามย้ำกับชายที่มีชื่อว่า
อลันด์ รีเชล คนนี้อีกที

     “แล้วองค์กรใหม่ของคุณที่ว่านี้มันชื่อว่าอะไร”

     “......หึ ๆ ๆ ......JUDAS ครับทุกท่าน”



- หมดผ้าทอแถวที่ 3 -



จบลงแล้วกับตอนที่สาม เนื้อเรื่องก็ค่อย ๆ จะเข้าร่องเข้ารอยและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อต่อไปนี้จะมีองค์กรใหม่อีกองค์กรที่จะปรากฏออกมาคล้ายกับเป็น "คู่แข่ง" กลาย ๆ ของทาง GATE แต่ว่าเรื่องการมีตัวตนของพวกเทวทูตก็ยังคงเป็นปริศนาถึงการมีตัวตนของพวกมันและทีแน
่ ๆ พวกมันก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแบบอสูรมิติด้วยเพราะพวกมันนั้นไม่ได้กินกาลเวลาเป็นอาหาร


ตอนหน้าจะขึ้นบทที่สองและเริ่มการมาของตัวละครใหม่ที่จะมามีผลต่อเนกิเป็นอย่างมากเข
าหรือเธอจะเป็นใครนั้น ต้องติดตามในตอนหน้าครับกับตอน "New Member"

ขอให้ทุกคนสุขขีโชคดีในวันปีใหม่นะครับ Smiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
jark_kaizer
BOARD MODERATOR
*****
Offline


Unbreakble Dream!
Posts: 2977
ค่าพลัง: 88

มณีสีครามแห่งทางช้างเผือก
Age: 38
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Libra
Re: Silk Infinity Black God ARCHER ตอนที่3
Reply #1 - 03.01.09 at 19:33:23
 
สนุกมากมายครับ ใท่สุด อาเชอร์ก็จะได้เป็นสมาชิกเต็มตัวแล้ว แล้วก็ ซีซ่าร์ตัวโปรดของผมก็ได้แสดงฝีมืออีกแล้ว เยี่ยมครับ Smiley

มิลเฟ่: เลือดสดๆ เครื่องในสดๆ อู๊ย อ่านแล้วน้ำลายไหล Smiley

ตูน: ยัยโรคจิต Smiley

เมฆา: อาเชอร์ เฮนชิน Smiley

บรุคลิน: พลังแฝงรึไงเนี่ย ตัวเราจะมีพลังแบบนี้มั้ยน้อ Smiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
Page Index Toggle Pages: 1
Print


THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.


Valid RSS Valid XHTML Valid CSS Powered by Perl Source Forge