THAI-TOKU  
 
  Index HomeHelpSearchLogin  
 


Page Index Toggle Pages: 1
Print
Silk Infinity Black God ARCHER ปฐมบท ตอนที่0(ครึ่งหลัง) (Read 2181 times)
Jocho
TRAINING HERO LEVEL1
****
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 219
ค่าพลัง: 9


Age: 35
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Silk Infinity Black God ARCHER ปฐมบท ตอนที่0(ครึ่งหลัง)
15.12.08 at 16:04:59
 
SILK 0 : กลับคืนสู่สนามรบ (ตอนปลาย)

     จากในวันที่เกิดเหตุการณ์แห่งความทรงจำเมื่อสองปีก่อน ครั้งในตอนที่จอมมารร้ายบราโกผู้ที่อยู่เบื้องหลังและคอยหาประโยชน์จากการใช้ปั่นด้า
ยจนวัฒนธรรมของมนุษย์ดับสูญและเกิดใหม่มาหลายพันหลายหมื่นรอบได้ปิดฉากลงด้วยน้ำมือข
องอัศวินผู้พิทักษ์กาลเวลา บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้กลับมาสู้ครรลองที่มันควรจะเป็น แต่ความสงบสุขนั้นพัดผ่านมาได้เพียงสองปี สัญญาณแห่งความหายนะครั้งใหม่ก็กำลังก่อตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ เมื่อทั่วทั้งโลกเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวพร้อมกันทั้งโลกอย่างไม่ทราบสาเหตุและบางสิ
่งบางอย่างที่เรียกว่า “ห้องหนังสือแห่งทวยเทพ” ได้ปรากฏออกมาที่ใจกลางขั้วโลกเหนือเหมือนกันกับเหตุการณ์แห่งหายนะครั้งมนุษย์ได้สั
มผัสกับปั่นด้านเมื่อกว่า 62 ปีที่ผ่านมาอย่างน่าแปลก จน GTAE ไม่อาจจะอยู่นิ่งได้อีกต่อไป พวกเขาจำใจที่จะต้องตามอัศวินทั้งสามให้กลับคืนมายังสมอรภูมิที่ไม่รู้ว่าการสู้รบนั
้นจะถาโถมเข้ามาอีกเมื่อไร

     ณ ขั้วโลกเหนือ ไซบีเรีย ทั้งสามได้เดินทางมายังที่หมายตามคำสั่งที่ได้รับจากองค์กร เพื่อตามหาผู้นำที่หายตัวไป และสอบถามถึงเหตุการณ์ความผิดปกติที่ได้เกิดขึ้นบนโลกในครั้งนี้ให้รู้กระจ่าง แต่เมื่อลงมาถึงที่แห่งนี้แล้ว มันก็เหมือนกับดินแดนเวิ้งว้างที่มีแต่น้ำแข็ง ทั้งยังความเหน็บหนาวที่สะท้านไปจนถึงขั้วหัวใจ และไม่ว่าจะมองไปทางไหนที่นี่ก็มีแต่น้ำแข็งจนเนกิเริ่มที่จะรู้สึกเหนื่อยใจ

     เนกิ : ........แล้ว........พวกเราจะไปทางไหนกันต่อล่ะ
     ชินกิ : .....คงจะต้องพึ่งพาพวกทีมสำรวจอย่างเดียวแล้วล่ะนะ

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้มากันแค่สามคนในดินแดนที่มีแต่ความหยุดนิ่งแห่งนี้ ยังจะมีทีมสำรวจกับเซอร์จเชอร์ที่ยังคอยช่วยเหลือในการค้นหาที่ตั้งของ “ห้องหนังสือแห่งทวยเทพ” ให้อีกแรง จนในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบจุดที่ส่งพลังงานออกมาซึ่งจุดนั้นเป็นจุดที่ประตูมิติได้ถูก
เปิดออก พวกเขาจึงรีบรุดไปที่จุดนั้นโดยด่วน เมื่อเดินทางไปจนถึงแล้วเบื้องหน้าของทีมสำรวจก็คือเสาน้ำแข็งสองต้นที่โน้มลงมาบรรจ
บกันจนมีรูปทรงที่คล้ายกับประตู

     มาซากิ : เราคงจะมาถึงที่หมายแล้วล่ะ
     เนกิ : ที่เนี่ยน่ะเหรอ? ทางเข้าสู่ “ห้องหนังสือแห่งทวยเทพ” มันดูคล้าย ๆ กับ..........
     ชินกิ : ประตูทางเข้าวิหาร “ปราสาทเทพโครนอส”

พวกทีมสำรวจที่เดินทางมาด้วยเมื่อได้ยินคำพูดของพวกเขาทั้งสามก็ถึงกับตกตะลึง เพราะว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นของพวกเขาทั้งสาม ในโลกใหม่แห่งนี้มันก็เหมือนกับเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นเพราะมันได้เกิดขึ้นคน
ละแห่งกับมิติเวลาที่พวกเขาอยู่ในปัจจุบันซึ่งพวกเขาที่ไม่ได้เป็น “ผู้เชื่อมต่อ” อย่างเหล่า The ONE และ The NEXT กลับรู้สึกกับคำว่า “ปราสาทเทพโครนอส” จนพวกเขาเหมือนกับจะมีความทรงจำบางอย่างว่าพวกเขาได้เคยประสบพบเจอเหตุการณ์นั้นมากั
บตัว ความหวาดกลัวที่ประดังเข้ามาก่อให้เกิดเป็นภาพของท้องฟ้าแตกลงมาเหมือนกระจก กับอสุรกายอันสุดแสนจะอัปลักษณ์ และความรู้สึกถึงความหวังเมื่อเห็นนักรบทั้งหกยืนท้าทายอยู่เบื้องหน้าของเจ้าจอมอสู
รร้าย

     ชินกิ : คุณเจ้าหน้าที่..........พวกคุณเป็นอะไรกันรึเปล่า?

เสียงของชินกิทำให้หัวหน้าทีมสำรวจที่ติดตามมาด้วยถึงกับสะดุ้งตื่นจากอาการเหม่อลอย
เธอพยายามส่ายหัวแล้วคิดว่าภาพความทรงจำเมื่อครู่นี้ของเธอมันมาจากที่ไหน ซึ่งชินกิก็ได้แต่ยืนทำหน้างง ๆ ก่อนที่หัวหน้าทีมสำรวจคนนั้นจะแกล้งกลบเกลื่อนอาการเหล่านั้นเมื่อครู่นี้ออกไป แล้วก็ชี้แจงกับพวกชินกิว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นเหมือนกับประตูที่เชื่อมต่อระหว่างมิติที่มีมากก
ว่า 2 มิติขึ้นไป ภายในนั้นพวกเขาคาดว่าน่าจะเป็นที่อยู่ของสถานที่บางอย่างที่พวกเขาต้องการค้นหา แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือรังสีกับคลื่นความกดดันของสภาวะผันแปรภายในช่องประตูนี้มันมี
ความไม่แน่นอนเอาอย่างมากซึ่งจากการวิเคราะห์ของพวกเธอผลสรุปที่ได้ก็คือ “มนุษย์ไม่สามารถที่จะเดินทางผ่านประตูนี้ได้อย่างแน่นอน”

     “เสียใจด้วยค่ะผู้กอง บางทีเราควรจะรีบกลับไปรายงานกันก่อนแล้วค่อยวางแผนการใหม่จะเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่
สุดค่ะ”

     มาซากิ : ไม่จำเป็นหรอกมั้ง.........

มาซากิเอ่ยคำพูดขั้นระหว่างกลางการสนทนาของหัวหน้าทีมสำรวจกับชินกิขึ้นมา เพราะสิ่งที่หัวหน้าทีมสำรวจพูดนั้นมันจะทำให้ภารกิจของพวกเขาล่าช้ากว่ากำหนด

     เนกิ : ใช่......ไม่อย่างนั้น พวกเบื้องบนเขาคงไม่ส่งพวกเรามากับพวกคุณหรอก

     “อะไรกันคะ ถ้าหากว่าไม่ทำตามที่ดิฉันแนะนำแล้วดึงดันที่จะเข้าไป บางทีเราอาจจะไปตายกันทั้งหมดก็ได้นะ ดังนั้นดิฉันว่าเราควรจะตรวจสอบแล้ววิเคราะห์ประตูมิตินี่ให้ดีซะก่อน......”

     ชินกิ : อย่างที่พวกน้อง ๆ ผมบอก มันไม่จำเป็นหรอกคุณหัวหน้า.......อีกอย่างคนที่จะเข้าไปในนั้นน่ะไม่ใช่ “เรา” หรอกนะ แต่เป็น “พวกผม” ต่างหาก ทางที่ดีพวกคุณรอพวกผมอยู่ตรงนี้จะดีกว่า

อย่างที่ชินกิพูด เขาไม่รู้และไม่สนใจว่าทีมสำรวจที่มาด้วยกันจะได้รับคำสั่งมาอย่างไรแต่หน้าที่ ๆ พวกเขาได้รับมาก็คือให้ค้นหาตัวแพนโดร่ากับถามคำถามในสิ่งที่พวกเขาต้องการคำตอบจากเ
ธอเองโดยตรง นอกจากนี้สิ่งที่หัวหน้าทีมสำรวจบอกว่า “มนุษย์ไม่สามารถผ่านเข้าไปข้างในได้อย่างแน่นอน” นั้น มันคงจะใช้ได้ถ้าหากว่าพวกเขาทั้งสามเป็น “มนุษย์ธรรมดา” ว่าแล้วเขาก็ไม่รอช้ารีบก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในประตูทันไดโดยที่ไม่ได้สนใจทำทัดทา
นของหัวหน้าทีมแต่อย่างได

     สิ่งที่พวกทีมสำรวจได้พบเห็นก็คือมิติที่บิดเบือนอย่างรุนแรงภายในประตูแห่งนี้นั้นก
ลับคงที่ทันทีที่พวกเขาทั้งสามเข้าไปใกล้ และไม่ช้าทั้งสามคนก็หายเข้าไปด้านในโดยหลังจากนั้นประตูแห่งนี้ก็ส่งคลื่นทำให้มิติ
ทางเข้ากลับมาผันผวนเหมือนเดิม คล้ายกับว่ามันเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใดที่ไม่ได้รับอนุญาตได้ย่างก้าวเข้าไปในดินแ
ดนแห่งทวยเทพก็ไม่ปาน จนหัวหน้าทีมสำรวจที่รู้สึกตระการตากับสิ่งที่ได้เห็นจนต้องอุทานออกมาว่า.........

     “มหัศจรรย์”

เบื้องหลังของประตูทางเข้ามันเป็นสิ่งที่เหนือจะจินตนาการได้ ห้องที่มีแสงสว่างสาดส่องไปจนทั่วกับ ศิลานับร้อยนับพันที่ล่องลอยอย่างเป็นระเบียบอยู่ในอากาศ สภาพที่เหนือจินตนาการนี้ทำเอาพวกเขาเกือบจะลืมเป้าหมายที่แท้จริงไปเลย

     เนกิ : มาซากิคุง ๆ ดูนี่สิ คริสตัล พวกนี้งอกออกมาจากพื้นเต็มไปหมดเลย
     ชินกิ : นี่ ๆ อย่าแตกแถวสิพวกนายสองคนน่ะ แต่ละคนก็ไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้วนะ

เนกิที่ถูกชินกิดุก็ได้แต่บ่นอุบอิบอยู่ในใจโดยที่มีมาซากิแตะไหล่คอยปลอบ ใช่ในห้องนี้มันน่าตื่นตระการตา ทั้งคริสตัลสวยงามที่งอกออกมาจากพื้นดิน ทั้งศิลาที่ลอยอยู่เบื้องหน้า แต่ถึงพวกเขาหันซ้ายแลขวาก็ยังไม่พบกับแพนโดร่าที่เป็นเป้าหมายในภารกิจเลย บางทีพวกเขาทั้งสามอาจจะต้องเดินเข้าไปข้างในให้ลึกกว่านี้ ตามทางเดินที่พวกเขาผ่านมีศิลาและคริสตัลที่ถูกสลักอักษรอยู่อย่างมากมายหลากหลายชนิ
ด ซึ่งแต่ละชนิดที่พวกเขาเห็นนั้นถูกสลักด้วยอักษรที่พวกเขาไม่คุ้นเคยว่าจะเป็นภาษาขอ
งมนุษย์เลย นอกจากนี้เมื่อสำรวจดูดี ๆ ก็ยังพบอีกว่าอักษรที่สลักอยู่ในแต่ละศิลานั้นยังมีความแตกต่างเหมือนกับว่ามันเป็นค
นละภาษากันอีกด้วย แต่ก็น่าแปลกเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นภาษาไหน ๆ พวกเขาทั้งสามก็กลับอ่านออกอย่างกับว่านั่นเป็นภาษาของตัวเอง แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะตอนนี้เขาจะต้องตามหาแพนโดร่าให้พบให้ได้เสียก่อน จนกระทั่งพวกเขามาพบกับเสาแห่งแสงต้นหนึ่งที่สาดส่องลงมาจากบนฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา เมื่อชินกิเดินเข้าไปใกล้ ๆ เขาก็สังเกตุเห็นบางอย่างที่ตั้งอยู่ใจกลางของเสาแห่งแสงต้นนี้มันคือศิลาต้นหนึ่งที
่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางของลำแสง และทันทีที่ชินกิลองอ่านเนื้อหาภายในกลับต้องตกตะลึงเมื่อเนื้อหาของมันนั้นได้กล่าว
ถึง..........

     เนกิ : มีอะไรเหรอ? พี่ชินกิ เสาต้นนี้มันสลักอะไรไว้เหรอ?

เมื่อเนกิลองอ่านเนื้อในก็ตกใจอยู่ในอาการเดียวกันกับพี่ชาย จนน้องเล็กอย่างมาซากิเมื่อเห็นทั้งสองทำท่าทางตะลึงงันจึงลองเข้าไปดูบ้าง และเนื้อหาที่พวกเขาได้อ่านก็ปรากฏออกมา มันคือศิลาที่จาลึกถึงประวัติศาสตร์ของโลกที่พวกเขาอยู่กันมาจวบจนถึงทุกวันนี้ เป็นศิลาที่บันทึกเรื่องโลกของพวกเขาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และอนาคตที่เป็นอักษรซึ่งพวกเขายังไม่สามารถจะอ่านออกในตอนนี้ได้

     “นั่นน่ะ.......เมื่อก่อนนี้เสานั่น เคยตั้งอยู่คู่กันสองต้นมาก่อนน่ะค่ะ”

เสียงของสตรีนางหนึ่ง.....ดังมาจากที่ด้านหลังของเสาศิลา ซึ่งเสียง ๆ นี้ช่างคล้ายกันกับเสียงของแพนโดร่าผู้เป็นเป้าหมายในภารกิจครั้งนี้ของพวกเขานัก เพียงแต่ว่าจากน้ำเสียงที่พวกเขาได้ยินนั้นมันค่อนข้างที่จะแตกต่างไปจากเสียงของแพน
โดร่าคนเดิมที่พวกเขาเคยได้ยิน ทันทีที่พวกเขาทั้งสามเดินตามต้นเสียงนั้นไป แค่ไม่กี่เมตรจากด้านหลังของศิลาก้อนหนึ่งซึ่งลอยอยู่ตรงหน้าของพวกเขา เธอผู้นี้ก็เดินออกมา แต่แวบแรกที่พวกเขาได้พบเธอทั้งสามก็รู้สึกตกใจในความเปลี่ยนแปลงของเธอผู้นี้ยิ่งนั
ก เพราะเบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสามคือหญิงชรานางหนึ่งที่ยากจะคิดว่าเธอคนนี้คือแพนโดร
่าที่พวกเขากำลังตามหา

     ชินกิ : เอ่อ..........คุณยายคือ..........

     “โอ๊ะ!!?........จริงสินะคะ........ที่พวกคุณจะเห็นดิฉันเป็นแบบอย่างนั้นก็ถูกแล้ว”


จากน้ำเสียงของหญิงชราที่ชินกิได้ยินก็ยิ่งชี้ชัด มันไม่จริงน่า.......มันเป็นไปไม่ได้......พวกเขาไม่อาจที่จะเชื่อตาตัวเองว่าหญิงชร
าผู้นี้ก็คือแพนโดร่าจริง ๆ เพราะอะไรกันทำไม เธอที่ดูยังไงก็ยังสาวอยู่ขนาดนั้นบัดนี้จะกลายเป็นยายแก่ผู้นี้ไปได้

     แพนโดร่า : ดิฉันกำลังรอพวกคุณทั้งสามอยู่เลย ยินดีต้อนรับค่ะ The NEXT
     เนกิ : คุณคือ.....บอส.....จริง ๆ น่ะเหรอครับ?
     แพนโดร่า : ใช่สิคะ.....ดิฉันคือ มาธาแอนนา อารูวิส หรือที่พวกคุณรู้จักกันในชื่อ แพนโดร่า ยังไงล่ะคะ ร่างกายก่อนหน้านี้ของดิฉันมันคือของปลอม......ไม่สิ ที่พวกคุณเคยเห็นดิฉันในร่างก่อน ๆ นั่นก็เพราะว่าร่างนั้นเป็นร่างกายที่เวลาทั้งหมดได้หยุดเดินไปแล้ว.......
     มาซากิ : ......หยุดเดิน?

หญิงชราอธิบายต่อว่า เป็นเพราะเธอได้ไปแตะต้องปั่นด้ายระหว่างที่มันกำลังทำงานจึงทำให้เธอได้รับอิทธิพลจ
ากมัน ผลก็คือร่างของเธอนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไม่ว่าเวลาหรืออายุของเธอจะเลย
ผ่านมาเท่าไดก็ตาม และสาเหตุที่ร่างกายของเธอเกิดการแก่ชราลงอย่างรวดเร็วคงจะเป็นเพราะว่าเธอได้กลับมา
ในห้องแห่งนี้อีกครั้ง นาฬิกาในตัวของเธอซึ่งเคยหยุดเดิน ณ ที่แห่งนี้มันจึงเริ่มกลับมาเดินอีกครั้งหนึ่ง

     แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งเหลือเชื่อ แต่เมื่อพวกเขาคิดตามคำบอกเล่าของแพนโดร่าบทสรุปของมันก็น่าที่จะเป็นแบบนี้

     มาซากิ : บอส.....พวกผมมาที่นี่เพราะว่าพวกเราได้รับภารกิจค้นหาตัวของบอส กับบางอย่างที่เราคิดว่าเราสมควรที่จะรู้จากปากของคุณ......แพนโดร่า

เมื่อได้ยินมาซากิพูดดังนั้นเธอก็ได้แต่ถอนหายใจเล็ก ๆ แล้วก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เมื่อไร้สิ้นเสาคอยค้ำจุลฟ้า” นี่เป็นเพียงประโยคเดียวที่แพนโดร่าได้พูดขึ้นมาให้เป็นปริศนา ก่อนที่จะเริ่มเล่านิทานให้พวกเขาฟัง

     แพนโดร่า : ครั้งหนึ่งเมื่อโลกทั้งหลายถูกคุกคามจากมารร้ายที่ปรากฏออกมาในรูปร่างของพระเจ้า มีแค่เหล่าผู้กล้าทั้งสามเท่านั้นที่หันหน้าเข้าประจัญกับกองทัพแห่งเทพจอมปลอม พวกเขาถูกเกลียดชังจากชาวเมืองและประชาชนชาวโลก พวกเขาถูกประณามและถูกเรียกว่าเป็น “จอมมาร” โดยสุดท้ายพวกเขาก็สามารถล้มมารร้ายในคราบพระเจ้าลงได้ แต่ก็สายไปเมื่อโลกได้ถูกพายุแห่งการก่อกำเนิดใหม่พัดพามาอีกระรอก สิ่งที่พวกเขาทำได้คือแปลเปลี่ยนตนเองตามกระแสของชีวิตในโลกใหม่หลอมรวมร่างกายและชี
วิตเข้ากับโลกใบนี้ รอวันที่จะกำจัดมารร้ายที่พวกเขาได้ผนึกลงอีกครั้งและเมื่อกำจัดมารร้ายลงได้ ศัตรูที่แท้จริงก็จะปรากฏ..........สนุกมั้ยคะ?

พวกเขาทั้งสามรู้ดีว่านิทานเรื่องนี้เป็นคำบอกใบ้ของแพนโดร่าที่พยายามจะสื่อถึงพวกเ
ขา และบางทีมันอาจจะมีอะไรบางอย่างมาทำให้แพนโดร่าไม่อาจที่จะเปิดปากพูดออกมาได้เต็มที
่ซึ่งพวกเขาก็เข้าใจดี แพนโดร่ายิ้มให้ทั้งสามแล้วบอกพวกเขาว่าให้จำนิทานเรื่องนี้ที่เธอเล่าให้พวกเขาฟังใ
ห้ดี

     มาซากิ : ผู้กล้าสามคน......ไม่ใช่เอเรียสคนเดียวเหรอครับ
     เนกิ : ใช่บอส พวกเราคือทายาทของเอเรียสไม่ใช่เหรอครับ แล้วทำไม่ยังบอกว่ามีอีกสอง

แพนโดร่าไม่ได้ตอบออกมาโดยตรง เธอเพียงแต่ชี้นิ้วมาที่มาซากิแล้วบอกว่ามาซากิคือเอเรียส สิ่งนี้ยิ่งสร้างความแปลกใจให้กับทั้งสามมาก

     แพนโดร่า : อีกสองที่นอกเหนือจากอัศวินเอเรียส......คือจอมมารรูดิสและจอมเทพโซร่า
     เนกิ : .......จอมมาร.......รูดิส!?
     ชินกิ : จอมเทพ......โซร่า......เหรอ?
     แพนโดร่า : ถูกค่ะ............

ทันไดนั้นเอง ภายในห้องแห่งนี้กลับเกิดการสั่นไหวของมิติอย่างรุนแรง จนพวกเขาทั้งสามแทบที่จะทรงตัวไม่อยู่ แต่แพนโดร่าและเหล่าศิลาภายในห้องกลับไม่ได้เป็นอะไรเลย แพนโดร่าบอกกับพวกเขาว่าบางทีนี่คงจะถึงเวลาแล้ว และเธอก็ไม่มีอะไรที่จะบอกกับพวกเขาอีกแล้ว แพนโดร่าบอกให้พวกเขาไปซะก่อนที่ประตูทางเข้าแห่งนี้จะปิดไปตลอดกาล

     ชินกิ : บอส!! บอสก็มากับพวกเราด้วยสิครับ

ชินกิพยายามที่จะช่วยเธอ แต่แพนโดร่าก็ส่ายหน้าปฏิเสธ เธอบอกพวกเขาว่าหน้าที่ของเธอบนโลกแห่งนั้นมันได้จบลงแล้ว และเธอผู้ซึ่งเคยเปิดกล่องแพนโดร่าของพระเจ้าออกก็ได้แต่รอคอยเวลาที่จะปิดมันและเวล
านั้นมันก็มาถึงแล้ว

     มาซากิ : ......................
     แพนโดร่า :ไปสิคะ.........RAL ไปสิ.........มาคุง
     มาซากิ : !!?

มาซากิที่ได้แต่ยืนตะลึงกับสัพนามที่เธอได้เรียกแทนตัวเขา ซึ่งบนโลกนี้คนที่จะเรียกเขาว่ามาคุงได้ก็น่าจะมีแต่............

     มาซากิ : .......เค........เคธี่......
     ชินกิ : มาซากิ!! ทำอะไรอยู่......ไปเร็ว

มาซากิวิ่งตามพวกชินกิออกไปโดยที่ในใจก็ยังคงสงสัยอยู่กับคำ ๆ นั้นที่แพนโดร่าได้เรียกแทนตัวของเขา ก่อนที่จะวิ่งทะลุประตูออกมาด้านนอกซึ่งเจ้าเสาน้ำแข็งที่เป็นประตูทางเข้าทั้งสองต้
นก็กำลังจะพังถล่มลงมาทำเอานอกจากพวกเขาทั้งสามแล้ว เหล่าทีมสำรวจที่รอกันอยู่ด้านนอกก็ต้องพากันวิ่งหนีกันอย่างอุดตะหลุดก่อนที่ทุก ๆ อย่างจะจบลง และในห้องแห่งนั้นแพนโดร่าที่มีร่างกายอันแก่ชราก็ค่อย ๆ กลับคืนร่างมาเป็นแบบเดิม กลับมามีรูปร่างแบบครั้งแรกที่เธอได้ลงมายังโลกนี้ พร้อมทั้งนึกถึงวันคืนแห่งอดีตที่เธอเคยผ่าน และวันสุดท้ายในแสงของปั่นด้ายที่ลอยขึ้นไปพร้อมกับร่างของเธอโดยที่มี “เขา” คนนั้นยืนร้องเรียกชื่อเธอด้วยความเป็นห่วงอยู่ด้านล่าง...... “อย่านะ....มันยังมีหนทางอื่นอีกไม่ใช่เหรอ.....เคธี่” แพนโดร่าย้อนนึกไปถึงหลังจากที่ปั่นด้ายระเบิดแล้วตัวของเธอก็ถูกกระแสเวลากลืนกิน ไปรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในยุคก่อนเกิดการแบ่งโลกแล้ว เมื่อเธอเริ่มชีวิตใหม่ตามที่คนสำคัญของเธอเคยบอกแต่ชะตาก็ยังจะชักพาเธอให้กลับไปใน
วังวนเดิม ไม่สิ.....มันไม่ใช่โชคชะตาหากแต่ว่าเป็นเธอที่ต้องการจะช่วยเหลือ “เขา” และรอคอยที่จะพบกับเขาให้ได้อีกสักครั้ง

     แพนโดร่า : ขอบคุณค่ะ......มาคุง ฉันดีใจที่ตอนนั้นตัวของฉันยังไม่ตายและในที่สุดก็ได้มาพบกับมาคุงอีกครั้ง และก็.....ลาก่อนนะ มาคุง ขอให้มีความสุข

     เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างถูกพวกเขาทั้งสามนำกลับไปรายงานให้ไอริสผู้ซึ่งรับหน้าที่
รักษาการผู้นำสูงสุดขององค์กรในขณะนี้ได้รับทราบเรื่องทั้งหมด

     ไอริส : ........อย่างนั้นหรือคะ เหนื่อยกันหน่อยนะคะต้องรบกวนแล้ว
     เนกิ : อะไรกันครับแม่ ไม่ต้องพูดเป็นทางการขนาดนั้นก็ได้
     โคทาโร่ : สรุปว่า นอกเหนือจากเอเรียสแล้วยังจะมีอีกสองเหรอ แล้วทั้งหมดนี่มันจะเกี่ยวข้องกันยังไง

ใช่.....มันจะเกี่ยวข้องกันยังไง ในเมื่อทุกอย่างถูกทิ้งเอาไว้ให้เป็นปมปริศนา แต่ไอริสก็ยังฉุกคิดขึ้นได้จากนิทานที่แพนโดร่าทิ้งท้ายเอาไว้ให้ ว่าบางทีนี่อาจจะเป็นฉนวนบ่งบอกว่าเรื่องทุกอย่างมันยังไม่จบลง เพราะทิ้งท้ายนิทานนั้นมันยังมีตอนต่อและบรรดาเหล่าศิลาที่ล่องลอยอยู่ในห้องแห่งนั้
น กับเหตุการณ์ที่แพนโดร่าได้รับความทรงจำเกี่ยวกับบราโกจนเธอต้องกลับไปทำการปิดกล่อง
แพนโดร่าด้วยตนเองที่ห้องหนังสือแห่งทวยเทพเพื่อที่จะจบหน้าที่อันเนิ่นนานของตน ในตอนนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่มาซากิยังคงฉุกคิดอยู่ในใจ นั่นก็คือคำพูดครั้งสุดท้ายของแพนโดร่าที่มีให้กับเขา มาถึงตอนนี้เขาก็แน่ใจแล้วว่าเธอที่อยู่กับเขาในฐานะของผู้นำมาโดยตลอดนั้น แท้จริงแล้วเธอก็คือผู้หญิงคนที่ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา “แคทเธอรีน” เพียงแต่เรื่องนี้มันคงจะไม่มีความหมายที่จะบอกต่อกับใคร เขาจะขอเก็บความทรงจำอันนี้ไว้กับตัวคนเดียว

     “รหัสแดง......ย้ำ รหัสแดง......ที่เชลเตอร์ออสเตรเลีย มิติบนเหนือน่าฟ้าที่นั้นกำลังถูกเชื่อมต่อจากบางสิ่งอยู่ค่ะ”

ยังไม่ทันจะพูดคุยกันจบ ทั้ง 7 คนก็ต้องรีบออกไปที่ห้องบังคับการอย่างเร่งด่วน เพราะในตอนนี้กำลังเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นเหนือน่านฟ้าของเชลเตอร์ออสเตรเลีย แต่มันยังไม่ใช่แค่นั้นเพราะนอกจากที่นั่น แค่ไม่กี่นาทีพวกเขาก็ได้รับการติดต่อมาจากกองกำลัง GATE ที่กระจายอยู่ทั่วโลกอีก 2 แห่งรวมถึงที่ลอนดอนซึ่งเป็นบ้านใหม่ของมาซากิกับมิฮารุก็ด้วย ว่าเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่มิติเหนือน่านฟ้าเปิดเป็นวงกว้างจากนั้นบางสิ่งบางอ
ย่างก็กำลังจะตอกลงมาที่ด้านล่าง มันคือแทนศิลาขนาดยักษ์ที่มีสีที่ต่างกันคือ แดง,ฟ้า,เงิน ซึ่งสาเหตุของการมาของพวกมันนี้ ขณะนั้นก็ยังไม่มีใครทราบถึงสาเหตุ

     จากวันนั้นระยะเวลามันก็ผ่านมาได้ประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว เหล่านักวิทยาศาสตร์จากสำนักต่าง ๆ ก็พากันยกกองมาสำรวจสิ่งที่ทุก ๆ คนต่างก็ตั้งชื่อให้กับพวกมันว่า “ประตูสวรรค์” ว่าเจ้าสิ่งพวกนี้มันมาจากแห่งหนใดกัน แต่ไม่ว่าจะลองสำรวจอย่างไรผลที่ได้ก็รู้แค่ว่า เจ้าสิ่งนี้มันเป็นแร่จำพวกคาร์บอนหรือที่เรารู้จักกันประมาณพวกหิน,ดิน,เหล็กเป็นต้
น นอกจากนั้นแม้แต่กองพิสูจน์สิ่งเหนือมิติจากทางองค์กร GATE ก็ยังไม่อาจจะรู้ได้ว่าพวกมันคืออะไรมาจากไหนและมีหน้าที่อะไร สิ่งที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างก็เวียนหัวกว่าจะได้ผลสรุปออกมาว่า พวกมันเป็นเพียงก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายประตูซึ่งได้ถูกส่งมายังมิติแห่งนี้ก็เท่าน
ั้น มันยิ่งไปทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายคล้ายกับว่าตนเองเป็นเพียงตัวตลกที่วิเคร
าะห์หินที่อยู่เบื้องหน้าทุกคนว่าแท้จริงแล้วมันก็คือหิน แต่ถึงจะอย่างนั้นเพื่อความไม่ประมาทไอริสจึงใช้อำนาทสั่งการให้ทุกคนกั้นอาณาเขตของ
เจ้า “ประตูสวรรค์” นั่นซะ แล้วก็รอคอยถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ

     ที่ลอนดอนเมือง ๆ หนึ่งภายในเชลเตอร์ยุโรปเหนือ(North Eurotopia) สำนักงานใหญ่ของบริษัทวิศวกรรมไอทียักษ์ใหญ่ Stardust บนห้องประธานชั้นที่ 25 ที่นี่คือห้องทำงานของประธานหนุ่มผู้ซึ่งรับช่วงต่องานจากผู้เป็นตา มาซากิ นั่งทำงานเงียบ ๆ อยู่ภายในห้องกับเสียงของโทรทัศน์ที่ค่อย ๆ จะดังขึ้นจากฝีมือของ...........

     มิฮารุ : เรียวคุง.......อย่าซนสิจ๊ะ รบกวนเวลาทำงานของคุณพ่อเขานะ
     มาซากิ : ไม่เป็นไรหรอกมิฮารุ ช่วงนี้เป็นวัยที่พวกเรียวกำลังมีพัฒนาการนะ อีกอย่างผมก็กำลังสนใจข่าวนี้อยู่พอดีเลย

เห็นสามียิ้มให้เธอก็ดีใจ พลางนึกถึงเรื่องในอดีตในตอนครั้งที่เธอได้ดู DVD การเจริญเติบโตของมาซากิที่เคทาโร่แอบเอามาเปิดให้เธอดูกลางงานวันแต่งของทั้งสองคน ทั้งคู่ต่างก็สบตากัน มาซากิจึงวางงานที่ทำอยู่แล้วค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเธอ

     มิฮารุ : เสียดายจังเลยนะคะ ที่คุณรูมินัสไม่ได้อยู่อุ้มหลาน
     มาซากิ : ไม่หรอก......ผมว่าคุณแม่ก็คงจะอวยพรลูกของเราจากบนสวรรค์นั่นแหละ
     มิฮารุ : ............มาซากิ..............อย่าสิ.....ลูก ๆ กำลังดูอยู่นะ
     มาซากิ : ไม่เห็นเป็นไรเลย.....ก็มีแต่เรา 4 คนนี่นา

มาซากิกำลังจะโน้มตัวลงมาจูบภรรยาที่รักแต่ว่า ช่วงเวลาแห่งความหวานของทั้งสองต้องหยุดลงเมื่อมีโทรศัพท์ดังขึ้นที่โต๊ะทำงานมิฮารุ
ข้าง ๆ โต๊ะของมาซากิ ทำให้มิฮารุต้องไปรับโทรศัพท์ขอผลัดจุมพิตนี้จากมาซากิไปก่อน

     มิฮารุ : คะคุณแรนดี..............ค่ะ........เชิญพวกเขาเข้ามาได้เลยค่ะ

หลังจากวางโทรศัพท์ไปแล้วเธอจึงหันมาบอกกับมาซากิว่าชินกิกับเนกิมาหา และทันทีที่ทั้งคู่เข้ามา เนกิจึงเอ่ยทักทายน้องเล็กตามปกติ แต่เป็นมาซากิที่นิ่ง ๆ ไปเพราะทั้งคู่มาขัดจังหวะสวีทของตนจนมิฮารุต้องแอบเตือนทางสายตา

     ชินกิ : ไงท่านประธาน.......
     มาซากิ : อย่าเรียกอย่างนั้นเลยครับ พวกพี่ชินกินั่นแหละเมื่อไรจะมาช่วยผมบ้างล่ะครับอย่าลืมนะว่าบริษัทนี้ตาเขายกให้เร
าสามคน

เนกิกับชินกิรีบบอกปฏิเสธไปก่อนเพราะพวกเขานั้นเองก็มีอาชีพที่อยากทำมากกว่ามาบริหา
รบริษัทใหญ่โตแบบนี้ จากนั้นชินกิก็พยายามเปลี่ยนเรื่องคุยโดยที่กำลังพูดถึงวันเกิดครบ 1 ขวบที่ใกล้จะมาถึงของเรียวกับมิยูกิและกำลังจะหยิบของขวัญแต่ทันไดนั้นเอง โทรทัศน์ก็รายงานข่าวด่วนที่น่าตกใจซ้ำยังมีสัญญาณเรียกตัวพวกเขาทั้งสามคนด่วนจากไอ
ริสอีกด้วย

     เนกิ : ครับแม่.....มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?

ทันทีที่รู้จากไอริสพวกเขาก็รีบหันไปดูการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ทันที ภาพที่น่าโหดร้ายซึ่งพวกเขาไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสมาเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง ผู้สื่อข่าวพยายามรายงานจากบนเฮลิคอปเตอร์  

     “เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีกครั้งค่ะ ภาพขณะที่ดิฉันกำลังรายงานทุก ๆ ท่านอยู่ในขณะนี้มาจากลอนดอนในเชลเตอร์ยุโรปเหนือ ไม่น่าเชื่อค่ะ เมื่อประมาณไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้สิ่งแปลกปลอมจากฟากฟ้าหรือที่ทุก ๆ คนรู้จักกันในนาม “ประตูสวรรค์” ของที่นี่นั้นได้ส่องแสงขึ้นและเกิดปรากฏการเป็นแสงสีทองเหมือนกับวงแหวนของเทพลอยอย
ู่เหนือประตูสวรรค์แห่งนี้ ภาพที่สวยงามนั้นต่างก็ตรึงตาตรึงใจให้กับผู้คนที่ได้พบเห็นจนต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ ดูสิคะท่านผู้ชม”

     มาซากิ : บ้าน่า!! ปล่อยให้ประชาชนเข้าไปใกล้ ๆ ได้ยังไง

มาซากิถึงกับปล่อยประโยคแห่งความหัวเสีย เพราะแม้ว่าเจ้าสิ่งที่ทุกคนกำลังหลงเข้าไปชื่นชมมันนั้นจะดูสวยงามขนาดไหนก็ตาม แต่ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของทั้งสามก็รู้ได้ทันทีว่ามันจะต้องมีอันตราย ทันไดนั้นมาซากิรีบติดต่อให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ประกาศหยุดงานแล้วให้ทุกคนรีบไปรวมตัว
กันที่ห้องหลบภัยใหญ่ที่ชั้นใต้ดินโดยด่วน

     มิฮารุ : อะไรเหรอมาซากิ? เกิดอะไรขึ้นเหรอ?
     มาซากิ : ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว.....เราต้องรีบไปในตอนที่ยังมีเวลาอยู่นี่แหละ

เขารีบเข้าไปอุ้มเรียวทันทีส่วนมิยูกินั้นเนกิเป็นคนช่วยอุ้มให้แล้วก็รีบลงลิฟต์ไปด
้านล่างโดยด่วน ก่อนที่จะใช้เครื่องส่งตัวฉุกเฉิน(Tranfer)ไปที่ตึกบัญชาการของ GATE ที่นี่ ซึ่งตอนนี้คนที่รีบมาคอยพวกเขาทั้งสามก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็นเคงโงซึ่งมาจากเชลเต
อร์ E.P. ด้วยการ Tranfer เช่นเดียวกับพวกเขา ยังไม่ทันจะได้ทักทายก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้เมื่อเฮลิคอปเตอร์ถ่ายทอดสดลำนั้นต้องระเ
บิดกลายเป็นทุลีเหนือน่านฟ้านครลอนดอนด้วยน้ำมือของบางอย่างที่ออกมาจาก “ประตูสวรรค์”

     “กรี๊ดดดดดดดดดดด!!!!”

เสียงกรีดร้องของผู้คนดังสนั่น และก็ไม่ใช่แค่ที่แห่งนี้เพราะยังมี “ประตูสวรรค์” อยู่อีกสองที่ ซึ่งกระจัดกระจายปรากฏอยู่ในเชลเตอร์ต่าง ๆ เหล่าผู้คนที่นั่นก็ต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับที่นี่ด้วย ย้อนเวลากลับไปไม่นานจากนี้นัก ระหว่างที่บรรดาผู้คนทั้งหลายต่างก็ออกมาชมปรากฏการณ์ วิจิตระการตา ตอนนั้นเองที่ในบานประตูเกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะกำลังจะมีบางสิ่งบางอย่างออกมาจากใน
นั้น “มัน” เป็นอะไรสักอย่างที่มีรูปร่างคล้าย ๆ กับมนุษย์เพียงแต่ร่างกายของมันใหญ่โตกว่า ตามลำตัวมีสีขาวที่ส่องแสงสว่างได้และที่สำคัญตรงบริเวณเอวของพวกมันยังมีบางสิ่งที่
คล้าย ๆ กับปีกติดอยู่กับลำตัว พวกมันทยอยกันออกมาจากบานประตูนับสิบนับร้อย ผู้คนที่ได้พบเห็นต่างก็แน่นิ่ง บ้างก็ตัวสั่นด้วยความยินดีแล้วน้ำตาไหล นี่น่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่บรรดาผู้คนเรียกพวกมันว่า “เทวดา” หรือ “เทวทูติ” บางคนนั้นถึงกับก้มลงกราบไหว้พวกมันโดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพวกมันนี่แหละที่ “เดรัชฉาน” มากกว่าสิ่งได เริ่มจาก 1 คนที่มันบินลงมาโฉบเขาขึ้นไป ชายผู้นี้รู้สึกปิติยินดีและหวังว่าจะได้รับพรจากเทพเจ้าแต่ไม่ใช่ เมื่อมันกลับแยกเขี้ยวกัดกินรุมทึ้งชายผู้นั้นเหมือนกับสุนัขที่ยื้อแย่งอาหาร เศษโลหิตที่ตกลงมาทำให้บรรดาผู้คนตาสว่างและกรีดร้องพร้อมทั้งวิ่งหนีกันอย่างชุลมุน


     ชินกิ : สารเลวเอ๊ย...........!!!

นั่นคือชนวนในการต่อสู้ เหล่าทัพทั้งหลายถูกส่งออกไปเพื่อต่อต้านสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น กองกำลัง GATE ของในเชลเตอร์นั้น ๆ ก็รีบส่งหน่วย SEAL ไปอารักขาผู้คนโดยด่วน ไม่เว้นแม้แต่พวกเขาทั้งสามซึ่งพร้อมที่จะต่อกรกับพวกมันอย่างสุดความสามารถถึงแม้ว่
าจะยังไม่รู้ว่าพวกมันคืออะไรแล้วมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม

     มาซากิ : ผมไปก่อนนะ ดูแลลูก ๆ ด้วยล่ะ
     มิฮารุ : อื้อ.....ระวังตัวด้วยนะมาซากิ

เชลเตอร์ทั้งสามต่างก็อยู่ในภาวะคับขันไม่แพ้กันเพราะจำนวนของข้าศึกนั้นมากมายนับร้
อยรวมถึงอาวุธทั่วไปที่ว่าร้ายแรงแล้วยังจะไม่อาจที่จะเอาชีวิตของพวกมันได้ ระหว่างนั้นเองที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง เสียงของพญาราชสีห์ก็ดังไปกึกก้องทั่วทั้งเชลเตอร์ อัศวินที่ทุกคนรอคอย “ตำนานเดินได้” ของพวกเขาทั้งสาม ได้กลับมาอีกครั้งในวันนี้แล้วและเมื่อสิ้นเสียงคำรามของราชสีห์ขาว เสียงระเบิดกัมปนาทบนท้องฟ้าก็ดังขึ้น เมื่อลูกไฟบรรลัยกัลป์ต้องตัวเหล่ามารในคราบเทพจนราบพนาสูญ

     มาซากิ : ที่นี่......ผมจัดการเอง พวกพี่สองคนไปจัดการที่เชลเตอร์อีกสองแห่งเถอะครับ
     ชินกิ : ได้.......นายก็ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน
     เนกิ : อื้อ.......แล้วผมจะรีบกลับมา

มาซากิเป็นฝ่ายรับงานที่นี่ส่วนอีกสองนั้นได้ Tranfer ตัวเองไปยังที่เกิดเหตุอีกสองแห่งเพื่อช่วยเหลือผู้คนแล้ว จากนั้นก็ถึงคราวที่ RAL จะเอาจริงเสียที มารร้ายเมื่อได้เห็นอัศวินสีแดงยืนประจัญอยู่ด้านล่างพวกมันต่างก็สั่นเทิ้มไปด้วยคว
ามโกรธ

     “กีสสสสสสสสสสสสส”

     มาซากิ : แค่เสียงก็อุบาทว์แล้วนะพวกแก เออเข้ามา!!

เทวทูติทั้งหลายบินร่อนลงมาโฉบโจมตี RAL จนเป็นวงและค่อย ๆ ลอยขึ้นบนฟ้า ภาพที่ทุก ๆ คนเห็นก็คือพวกมันบินรุมทึ้งผู้กล้าของพวกเขาเหมือน ๆ กันกับที่ชายคนแรกโดน แต่นี่มันมีจำนวนมากกว่าจนแทบที่จะไม่เห็นตัวเขาเลย จากนั้นโลหิตสีแดงฉานต่างก็กระเซนลงมาเมื่อมิฮารุได้เห็นภาพอันน่าหวาดเสียวของคนรัก
ก็แทบที่จะยืนไม่อยู่ แต่ทุกคนก็คิดไปเองเมื่อโลหิตที่หลั่งออกมานั้นมันมาจากเหล่าเทวทูติต่างหาก

     มาซากิ : ........ซีซ่า......

พญาราชสีห์ที่อยู่เบื้องล่างรู้คำสั่งของผู้เป็นนาย มันกางปีกบินขึ้นไปรับ RAL ที่ตีฝ่าทะลวงเหล่ามารร้ายออกมาแล้วยิงพายุเพลิงเข้าใส่พวกมันจนหายไปจากท้องฟ้า ทางด้าน NERO เองก็กำจัดใกล้จะหมด แม้ว่าตัวของ NERO จะบินไม่ได้แต่ทักษะที่เหนือล้ำของเขาก็น่าทึ่งยิ่งนักเมื่อ เขากระโดดเหยียบเหล่าเทวทูติทั้งหลายกระโจนไปบนท้องฟ้า ซ้ำยังยิงกระสุนของ BLACKHEART ปืนคู่ใจแบบจ่อกะโหลกของพวกมันทุกตัวที่เขากระโจนไปหา

     เนกิ : ต่อไปก็เป็นแก!!

ก่อนที่จะใช้ซากศพของพวกมันเป็นแท่นระหว่างร่วงลงมากระโจนกลับขึ้นไปหาตัวใหม่ ๆ อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเขาก็เบื่อจึงใช้วิญญาณนักรบของตนรวบพวกมันทั้งหมดขว้างกระแทกพื้นดินพร้อ
มรวมพลังเป็นแสงสีดำที่หมัดข้างขวาแล้วชกลงมาอัดกระแทกพวกมันจนสิ้นใจแต่ก็ยังมีบางต
ัวที่สามารถเล็ดลอดชีวิตออกไปได้ ถึงอย่างนั้น NERO ก็ไม่คิดที่จะปล่อยพวกมันเอาไว้ เขาดีดตัวเองจากบนฟ้าลงมายืนบนพื้นเบื้องหน้าของพวกมัน

     เนกิ : จบเกมส์

NERO ไม่อยากจะเสียเวลาเขารวมพลังแสงไว้ที่ Blue Flame แล้วฟันวาดดาบเป็นเป็นวงรอบพวกศัตรูทั้งหมดก็ถึงกับกาลอวสาน หลังจากสิ้นสุดการกำจัดมารไม่นานชินกิก็ติดต่อเข้ามา

     ชินกิ : พวกนายสองคนน่ะเรียบร้อยแล้วนะ?
     มาซากิ : อื้อครับ
     เนกิ : ตอนนี้ผมให้ SEAL เคลียร์พื้นที่อยู่

แต่ทันทีที่ทุก ๆ คนต่างก็คิดว่าปลอดภัยแล้ว ที่ใจกลางของประตูแต่ละแห่งนั้นยังมีผลึกบางอย่างที่คล้าย ๆ กับอัญมณี เพียงแค่เรืองแสงนิด ๆ เหล่าเทวทูติต่างก็หลั่งไหลออกมาจากประตูอีกครั้งหนึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทั้ง
สามมาก

     เนกิ : ARO ทำไงดีพวกมันยังมีอีก
     มาซากิ : ทางผมก็ด้วย……….

ด้าน ARO นั้นแทบที่จะไม่มีเวลาตอบเมื่อได้เริ่มต้นการต่อสู้ครั้งใหม่ แต่ไม่ว่าเขาจะทำลายไปกี่ครั้งเจ้า “เทวทูติ” พวกนี้ก็ยังจะออกมากันเหมือนเดิมอีก และข่าวร้ายยังไม่หมดเมื่อไอริสได้ติดต่อมาหาทั้งสามว่าตอนนี้เธอจับปฏิกิริยาของควา
มผันผวนทางมิติได้อีกแห่งหนึ่ง อะไรสักอย่างกำลังจะโผล่ออกมา ณ จุดใจกลางจากตำแหน่งของประตูทั้งสามบานซึ่งตรงกับชุมชนเมืองบนแผ่นดินใหญ่พอดีและที่
ตรงนั้นก็มีเหล่าผู้คนอยู่กันพลุกพล่านด้วย  

     ชินกิ : นี่ยังจะมีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้อีกเรอะ

ทันไดนั้นเหล่าเทวทูติก็เหมือนกับมีพลังเพิ่มมากขึ้น โชคดีที่ชินกิทันสังเกตเมื่อเขาเห็นว่าอัญมณีตรงกลางบานประตูส่งแสงเมื่อไรแล้ว พวกเทวทูติจะต้องออกมาสมทบเมื่อนั้น เขาจึงสั่งให้กระบี่แสงเล่มหนึ่งพุ่งเป้าไปที่มันอย่างไม่รอช้าแต่......

     ชินกิ : !!?

ทันทีที่จะถึงเป้าหมาย กลับมีลำแสงบางอย่างพุ่งเข้าไปทำลายกระบี่แสงของเขาเสียก่อน เมื่อมองไปที่ต้นทางแล้ว เขาก็พบกับบางอย่างที่น่าจะเป็นพวกเดียวกับมัน สิ่งที่เขาเห็นคือ “เทวทูติ” ที่ใส่เกราะทั้งร่าง แล้วเจ้าตัวนี้มันยังดูคล้าย ๆ กับเป็นตัวหัวหน้าแถมตำแหน่งของปีกยังอยู่ตรงกลางหลังไม่เหมือนกับตัวอื่น ๆ ที่อยู่ตรงเอวอีกด้วย

     ชินกิ : แก........เป็นตัวหัวหน้าเหรอ?

เมื่อสิ้นเสียง ARO ก็พุ่งเข้าโจมตีอย่างสายฟ้าแลบทำเอามันถึงกับผงะ แค่พริบตาเขาก็ไปยืนเหยียบค้ำหัวไหล่ของมันได้แล้ว เจ้าสิ่งนี้ก็ได้แต่จะมองตามแต่ทันไดที่มันหันหน้าขึ้นมอง หมัด ๆ หนึ่งของ ARO ก็ประเคนเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างแรง ซ้ำเขายังถีบส่งจนมันถึงกับร่วงหล่นลงจากฟ้า ชันชนะอยู่แค่เอื้อมเขายังซัดใบมีดแสงที่สร้างเพียงอึดใจใส่มันทันที ARO เองก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมเจ้านี่ถึงเอาแต่ป้องกันตัว ใบมีดแสง 4 เล่มปักคาตามแขนที่มันยกขึ้นมาเพื่อป้องกัน เมื่อเขาจะสร้างบอลแสงที่มือซ้าย ตอนนั้นเองเขาก็ถูกโจมตีจากพวกมันด้วยลำแสงจากด้านหลัง โชคดีหรืออะไรสักอย่างที่ทำให้เขารู้ตัวทัน ARO หลบการโจมต*นี้ได้ แต่เจ้าตัวนั้นกลับไม่ได้สนใจที่จะกำจัดเขาหากแต่มันกลับไปช่วยพยุงเจ้าตัวแรกที่เขา
โจมสีใส่

     ชินกิ : แปลกจังนะ ที่พวกแกจะรักพวกพ้องด้วย

เจ้าเทวทูติตนนี้ในสายตาเขามันยังมีอะไรที่แตกต่างจากตนแรกที่เขาคิดว่าเป็นหัวหน้า เพราะเจ้านี่ตัวใหญ่โตกว่าเขาถึงเกือบ ๆ สามเท่าแถมยังมีปีกถึง 6 ปีกด้วยกัน ทั้งสองต่างก็จ้องหน้ากันโดยที่ ARO จ้องมองทะลุเข้าไปใบหน้าที่เหมือนกับเป็นหน้ากากของมันจากนั้นทั้งคู่ก็กำลังจะเข้าต
่อสู้ประจัญบาน แต่ยังไม่ทันเริ่มเมื่อน้องชายทั้งสองได้ Tranfer มาสมทบ

     ชินกิ : พวกนาย.......แล้วประตูที่พวกนายดูแลล่ะ
     มาซากิ : ไม่รู้สิครับอยู่ ๆ พวกมันก็กลับเข้าไปในบานประตูกันหมด

“กลับไปกันหมด” ARO ลองมองสำรวจแถว ๆ นั้น เหล่าเทวทูติตนอื่น ๆ ก็กลับหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เหลืออยู่แค่สองตนที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขานี่แหละ และตอนนั้นเองเมื่อพวกเขารู้ตัวอีกทีพวกเขากลับมาอยู่ ณ จุดกำหนดของมิติผันแปรแห่งใหม่ที่อะไรสักอย่างมันกำลังจะออกมาโดยที่ไม่รู้เลยว่าพวก
เขารวมถึงเจ้าเทวทูติทั้งสองตนเบื้องหน้านั้นมาได้ยังไง และนี่มันก็ไม่ใช่การ Tranfer จากพวกพ้องเสียด้วย

     และแล้วเบื้องหน้าของพวกเขา ท้องฟ้าทั่วทั้งท้องฟ้ากลับมีเมฆหมอกมาบดบัง กับอะไรบางอย่างที่กำลังลอยลงมาจากฟากฟ้าพร้อมเสียงฟ้าร้องที่ดังอย่างกึกก้องกังวาน
อัญมณีแสงสีดำค่อย ๆ ลอยลงมาอย่างช้า ๆ และทันไดที่มันลงมาอยู่ในระดับของพวกเขา เจ้าเทวทูติ 6 ปีกตนนั้นกลับบินเข้าไปพร้อมหวังจะทำลายอัญมณีนี้ให้สิ้นซากแต่...........

     มาซากิ : อย่าใจร้อนสิ.......ฉันไม่รู้หรอกนะว่าไอ้นี่มันคืออะไรแต่ฉันคงจะยอมให้อสุรกายกินค
นอย่างแกสมปรารถนาไม่ได้

การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอัญมณีที่ตกลงมาจากฟากฟ้าระหว่างสิ่งที่คล้ายกับเทวทูติกับอัศ
วินสีแดงจึงเริ่มต้นขึ้นทันได ทั้งสองต่อสู้ทั้งรุกและรับสลับกันไปจนมาซากิที่ต่อสู้มาตลอดไม่หยุดก็เริ่มที่จะเหน
ื่อย ชินกิจึงเข้าไปต่อสู้แทนแต่ยังไม่เท่าไรทั้งคู่ก็ต้องออกห่างจากกันเมื่อ มิติแถว ๆ นั้นอยู่ ๆ ก็ผกผันขึ้นมาอย่างผิดปกติ ไอริสรีบติดต่อเข้ามาให้พวกเขารีบถอนตัวจากตรงนั้นโดยด่วนเพราะมิติที่ผกผันเหล่านี้
คือหลุมเวลา และถ้าหากว่าเกิดหลงเข้าไปแล้วบางทีอาจจะไม่ได้ออกมาอีกแล้วก็ได้

     ชินกิ : ไม่ได้หรอกครับ ถ้าพวกเราไปเขตนี้ก็จะเป็นอันตราย แล้วชาวเมืองเหล่านี้ล่ะครับ
     ไอริส : ถ้าอย่างนั้นพวกชินกิจังก็ต้องเก็บมณีชิ้นนั้นมาให้ได้นะ เพราะว่าตรงนั้นมันเป็นจุดที่มันปล่อยพลังงานออกมาจนตีกันรวนไปหมด ถ้ากำจัดพลังของมันได้เราก็จะหยุดการเกิดหลุมเวลาพวกนี้ได้
     ชินกิ : ครับ!!

ชินกิกำลังจะไปอยู่แล้วแต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยเทวทูติ 2 ปีกนั่นเสียก่อน เพราะดูเหมือนว่ามันก็จะถ่วงเวลาให้เจ้าตัวที่มี 6 ปีก ไปที่มณีสีดำนั่นให้ได้ ซึ่งมาซากิกับเนกิก็ไม่ยอมจึงตามเข้าไป เจ้า6ปีกนี่มันมีความสามารถมากกว่าที่คิดนักเพราะถึงแม้เนกิกับมาซากิจะร่วมมือกันแต
่มันก็ยังสามารถรับมือพวกเขาทั้งสองเอาไว้ได้ ทางด้านชินกินั้นก็เช่นกันเพราะเมื่อเจ้านี่มันเริ่มเอาจริง ชินกิเองก็ยังตึงมือ แต่ก็ไม่อาจที่จะต่อสู้กับเขาได้นานเมื่อชินกิใช้ Ray ปล่อยออกไปนับสิบ ๆ ลูก ลำแสงนับร้อยก็โจมตีใส่จนเจ้า 2 ปีกได้รับบาดเจ็บ เมื่อเห็นเพื่อนบาดเจ็บเจ้า 6 ปีกเองก็เปิดเผยถึงช่องว่าง มาซากิจึงปล่อยให้เนกิรับมือส่วนตนเองจะเข้าไปเก็บมณีสีดำนี้ออกมา

     มาซากิ : ได้ล่ะ.......!!?

เหมือนโชคร้ายเพราะอยู่ ๆ เบื้องหน้าของเขากลับเกิดหลุมเวลาขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยที่แรงดูดของมันนี้ก็ไม่ธรรมดาจนมาซากิเหมือนกับว่าจะถูกดูดเข้าไปเสียแล้วแต่...
...

     มาซากิ : พี่ชินกิ!!?

เป็นชินกิที่รีบขึ้นมาคว้าจับแขนของมาซากิเอาไว้ แล้วใช้แรงที่มีทั้งหมดเหวี่ยงน้องชายให้ออกไปจากหลุมเวลานี่โดยที่ตนเองนั้นยอมที่จ
ะตกลงไปในนี้แทนพร้อม ๆ กันกับเจ้าเทวทูติ 6 ปีกที่บินตามเขาเข้ามา

     ชินกิ : ไม่ต้องห่วงพี่ ดีแล้วล่ะ.......มาซากิ........ดีแล้ว........

     “พี่ชินกิ!!!!!!”

เสียงของน้องชายทั้งสองดังกังวานด้วยความตื่นตกใจและเป็นห่วงพี่ชายที่กำลังจะได้รับ
อันตรายแทนน้องคนเล็ก มาซากิไม่ยอมให้เรื่องมันเป็นแบบนี้เขาพยายามที่จะวิ่งเข้าไปแต่ก็ถูกเนกิล็อกตัวห้า
มเอาไว้

     มาซากิ : พี่เนกิ....ปล่อยผม ผมจะเข้าไปช่วยพี่ชินกิ
     เนกิ : ไม่ได้!! มัน.......ไม่ทันแล้ว

หลุมของมิติปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม เจ้าเทวทูติใส่เกราะอีกตนนั้นก็หายตัวไป ส่วนประตูสวรรค์ทั้ง 3 ก็จางหายไปเช่นกัน พวกซากศพของบรรดาเทวทูติก็กลายเป็นละอองแสงแตกกระจายกันไป ทุกอย่างมันแทบจะไม่เหลืออะไรเลยนอกจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่น่าจะสูญเสียไ
ด้ มาซากิก็ได้แต่โทษตัวเองซึ่งเนกิก็ได้แต่ปลอบใจเขาว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขาหรอก แต่คนที่รู้สึกผิดมากกว่าใครก็เห็นจะไม่พ้นไอริสที่เป็นคนออกคำสั่งที่เหมือนกับว่าใ
ห้พวกลูกและหลานชายของตัวเองไปตาย เธอทั้งร้องให้ทั้งเสียใจทันทีที่ได้รู้ว่าสัญญาณชีวิตของชินกิหายไปในหลุมเวลานั่นแ
ล้ว จะมีคนปลอบใจก็คงจะมีเพียงแต่โคทาโร่ผู้เป็นสามีเท่านั้นที่พอจะปลอบเธอในยามนี้ได้

     โคทาโร่ : ไม่เป็นไรหรอกไอริส.....ชินกิแค่หายตัวไปในนั้น ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องตายซะเมื่อไร เรายังไม่หมดหวังนะ
     ไอริส : ........คุณ.......คุณคะ.......

น้ำตาที่รินไหลของไอริสคงจะไม่ต่างจากของเนกิกับมาซากิเลย โดยที่ในมือของมาซากิยังคงกำมณีสีดำนั่นเอาไว้ด้วยใจที่เจ็บแค้นยิ่งนัก และแล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ อีกหนึ่งปีต่อมาแม้ว่าโลกจะยังไม่ถูกอะไรคุกคามอีก แต่สิ่งที่พวกเขาได้ทำหายไปก็ยังไม่ได้คืนและพวกเขาก็ยังจะรอให้มีวันนั้นโดยไว และนอกจากนี้ตัวของมาซากิกับเนกิเองก็รู้ว่าทุกอย่างมันแค่พึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั
้น



- หมดเศษด้ายครึ่งหลังก่อนเปิดตำนาน -



ในที่สุดการต่อสู้ก่อนเปิดตำนานก็จบลงแล้วด้วยความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพวกเขา แต่นี่แหละครับที่จะเป็นสาเหตุแห่งการต่อสู้ครั้งใหม่(ดังนั้นอย่าว่าผมเลยที่ให้ชิน
กิ.....) แต่เขาจะหายแล้วหายเลยมั้ยนั้นก็ต้องแล้วแต่ผม..... ฮุ ๆ ๆ Smiley

ถ้าอยากจะรู้ว่าชะตาของพวกเขาจะเป็นยังไงก็ต้องตามอ่านตอนเปิดตำนานนะครับ รับรองเลยว่าความดรามาไม่แพ้ภาคที่แล้วแน่นอน และก็จะไม่ใช่แค่เฉพาะของตัวเอกเท่านั้นด้วย ในภาคนี้พวก 3 ตัวเอกหลัก(อาเชอร์,เนกิ,มาซากิ)จะมีเนื้อเรื่องที่เสริมถึงกันครับ ส่วนความอิโรติค....ก็ยังมีอยู่.....Smiley

ตอนแรกผมคงจะบอกไม่ได้ว่าจะลงวันไหนเพราะว่ายังเขียนไม่จบเลย(แต่ใกล้แล้วล่ะ) แต่ผมจะพยายามเอามาลงให้ต่อเนื่องกันที่สุดครับ(บางทีคงอาทิตย์ละตอนจริง ๆ แล้ว) ทั้งเรื่องมีทั้งหมดประมาณ 10 บท30 ตอน(ไม่รวมสองตอนนี้นะ) ยังไงก็ขอฝากด้วยครับSmiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
jark_kaizer
BOARD MODERATOR
*****
Offline


Unbreakble Dream!
Posts: 2977
ค่าพลัง: 88

มณีสีครามแห่งทางช้างเผือก
Age: 38
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Libra
Re: Silk Infinity Black God ARCHER ปฐมบท ตอนที่0(ครึ่งหลัง)
Reply #1 - 15.12.08 at 18:16:45
 
ชินกิไปซะแล้ว หวังว่าคงจะได้เจอกันอีกนะครับ แต่ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดละก็....Smiley ฉากเทวฑูตกับตัวปราสาททำให้นึกถึง DMC 4 เลยฮะ ยิ่ฉากไหว้เทวฑูตนี่ยิ่งใช่เลย Smiley ตอนต่อไปคิดว่า อาเชอร์คงมาแล้วใช่มั้ยครับ คงจะโดนรุ่นพี่ซ้อมหัวปั่นเลย Smiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
Jocho
TRAINING HERO LEVEL1
****
Offline


W ♥ THAI-TOKU
Posts: 219
ค่าพลัง: 9


Age: 35
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: Silk Infinity Black God ARCHER ปฐมบท ตอนที่0(ครึ่งหลัง)
Reply #2 - 16.12.08 at 14:48:36
 
ครับตอนหน้าอาเชอร์จะออกแล้ว และผมก็จะขอบอกเพิ่มอีกนิดเรื่องนางเอกของเรื่องน่ะครับ ในเรื่องนี้จะมีนางเอกสองคนคือ "ลูน่า ฟิลลิป" กับ........(ตามอ่านแล้วสังเกตก็แล้วกันครับ)และก็คนที่รู้จักกันดี "มาริสา วิลสัน"

ส่วนพระเอกก็นำด้วย
1.อาเชอร์ ครีดท์
2.เนกิ อิชิงามิ
3.มาซากิ คางุระ

ส่วนการจับคู่ก็ลองจับกันดูนะครับ แต่มาซากิคงจะนอกเหนือเพราะว่าแต่งงานแล้ว แล้วก็เรื่องชินกิ.....ถ้าเขากลับมาผมจะไม่มีทางให้เขาเป็นตัวร้ายแน่นอนครับ
Back to top
 
 
IP Logged
 
Page Index Toggle Pages: 1
Print


THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.


Valid RSS Valid XHTML Valid CSS Powered by Perl Source Forge