THAI-TOKU  
 
  Index HomeHelpSearchLogin  
 


Pages: 1 2 3 ... 22
Print
ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน (Read 113908 times)
tigerroad197
SECRET SUPER HERO
**********
Offline


Tiger Spark !!!!
Posts: 18977
ค่าพลัง: 227


Age: 52
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
24.10.08 at 09:04:05
 
มีบริษัทหนึ่งประกาศรับสมัครพนักงานใหม่หนึ่งคน และมีคนมาสมัครมากมายหลายร้อย บริษัทนั้นให้ผู้สมัครทุกคนทำตอบคำถามหนึ่งข้อ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า

ในดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกฟ้าคะนองขนาดหนักมากและคุณกำลังขับรถกลับบ้าน
ขณะที่ขับผ่านป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง
คุณพบคนสามคนกำลังรอให้ฝนหยุดเพราะดึกเกินกว่าจะมีรถเมล์วิ่งแล้ว

คนสามคนนั้นคือ
1. หญิงชราที่กำลังป่วยและต้องการการรักษาด่วน
มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้

2. หมอซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตคุณไว้

3. ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของคุณและคุณรักเขามากขนาดจะแต่งงานกับเขาให้ได้

คำถามมีอยู่ว่า รถคุณเป็นแบบนั่งได้แค่สองคน
ดังนั้นคุณจะรับคนไปด้วยได้อีกแค่คนเดียว
คุณจะรับใครไปด้วย และให้เหตุผลที่ตัดสินใจอย่างนั้น

พวกเราก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเราเป็นคนตอบคำถามข้อนี้
เราจะตอบว่ายังไง แล้วเทียบกับเหตุผลข้างล่าง

เอาล่ะ

ลองดูเหตุผลของคำตอบแต่ละแบบแล้วเทียบกับเหตุผลของคุณ เนื่องจากแต่ละข้อก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในตัวของมันเอง

เหตุผลข้างล่างนี้
เป็นเหตุผลของคนเกือบทุกคน

1. ถ้าคุณตอบว่ารับคนแก่ เหตุผลก็เพราะเขากำลังจะตาย ถ้าคุณรับไปก็เท่ากับช่วยชีวิตคนได้

2. ถ้าคุณตอบว่ารับหมอ เหตุผลก็เพราะเขามีบุณคุณกับคุณ และนี่คือเวลาที่จะตอบแทนได้บางส่วน

3. ถ้าคุณตอบว่ารับแฟนคุณ เหตุผลก็เพราะ
เขาเป็นคนที่คุณรัก

คิดว่าตรงแค่ไหนล่ะ

แต่ผู้ที่บริษัทนั้นรับเข้าทำงาน
เป็นผู้เดียวที่ตอบอีกแบบนึง...ให้คิดอีกที
คำตอบข้างล่าง




















เขาตอบว่า 'เขาจะให้กุญแจรถกับหมอ
ให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล
และเขาก็จะอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น กับคนที่เขารัก'

เป็นไง ประหลาดใจกับคำตอบใช่ไหม
และคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ดีมากใช่ไหม
ข้อคิดของเรื่องนี้คือ

คนเรามักจะยึดติดและไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตรงหน้า (กุญแจรถ และการกลับบ้าน) ทำให้เรามองอะไร ด้วยมุมมองที่แคบลง จะเห็นว่าการมอบกุญแจรถให้หมอ นอกจากจะได้ตอบแทนบุญคุณ (หมอก็คงไม่ยึดรถไปเป็นของตัวเองหรอก ภายหลังก็เอามาคืน)

เรายังได้ช่วยชีวิตหญิงชรา แถมได้อยู่กับคนที่เรารัก
แบบสองต่อสอง เรียกได้ว่าเสียไปแค่ไม่ได้กลับบ้านในตอนนั้น! แต่เราบรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่อีกหลายอย่างได้ คุณล่ะ คิดว่าคุณมีมุมมองที่กว้างหรือแคบและยึดติดกับผลประโยชน์ต่าง ๆ แค่ไหน.....  

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new

Back to top
« Last Edit: 28.10.08 at 06:57:22 by Loucipher »  
 
IP Logged
 
tigerroad197
SECRET SUPER HERO
**********
Offline


Tiger Spark !!!!
Posts: 18977
ค่าพลัง: 227


Age: 52
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #1 - 24.10.08 at 09:05:12
 
ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเด
ียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใ


ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า "ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"

คนตักน้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า...
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่....

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ..


เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง...

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new
Back to top
 
 
IP Logged
 
Maisinders
ULTIMATE SUPER HERO
*********
Offline


Go Go . .
Posts: 9920
ค่าพลัง: 398


Age: 42
Zodiac sign: Zodiac sign: Capricorn
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #2 - 24.10.08 at 09:11:15
 
สุดซึ้งจากใจ  แถมได้แง่คิดที่ประเสริฐมากๆเลยครับพี่  กราบขอบพระคุณอย่างสุดซึ้งเลย  ที่หาสิ่งดีๆมาฝากพวกเรากันครับSmileySmiley
Back to top
 
 
IP Logged
 
Mr.T2526
SUPER HERO
********
Offline


Hello every body
Posts: 3335
ค่าพลัง: 98

Some where on this world
Age: 33
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Scorpio
Mood:
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #3 - 24.10.08 at 12:53:39
 
CoolCoolCool ข้อคิดดึจริงๆครับ
Back to top
 
Mr.T2526 mr-t2526.hi5.com  
IP Logged
 
usarain
ULTIMATE SUPER HERO
*********
Offline


ฝนตกที่อเมริกา
Posts: 9189
ค่าพลัง: 69


Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #4 - 24.10.08 at 13:55:42
 
tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 09:04:05:
มีบริษัทหนึ่งประกาศรับสมัครพนักงานใหม่หนึ่งคน และมีคนมาสมัครมากมายหลายร้อย บริษัทนั้นให้ผู้สมัครทุกคนทำตอบคำถามหนึ่งข้อ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า

ในดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกฟ้าคะนองขนาดหนักมากและคุณกำลังขับรถกลับบ้าน
ขณะที่ขับผ่านป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง
คุณพบคนสามคนกำลังรอให้ฝนหยุดเพราะดึกเกินกว่าจะมีรถเมล์วิ่งแล้ว

คนสามคนนั้นคือ
1. หญิงชราที่กำลังป่วยและต้องการการรักษาด่วน
มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้

2. หมอซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตคุณไว้

3. ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของคุณและคุณรักเขามากขนาดจะแต่งงานกับเขาให้ได้

คำถามมีอยู่ว่า รถคุณเป็นแบบนั่งได้แค่สองคน
ดังนั้นคุณจะรับคนไปด้วยได้อีกแค่คนเดียว
คุณจะรับใครไปด้วย และให้เหตุผลที่ตัดสินใจอย่างนั้น

พวกเราก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเราเป็นคนตอบคำถามข้อนี้
เราจะตอบว่ายังไง แล้วเทียบกับเหตุผลข้างล่าง

เอาล่ะ

ลองดูเหตุผลของคำตอบแต่ละแบบแล้วเทียบกับเหตุผลของคุณ เนื่องจากแต่ละข้อก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในตัวของมันเอง

เหตุผลข้างล่างนี้
เป็นเหตุผลของคนเกือบทุกคน

1. ถ้าคุณตอบว่ารับคนแก่ เหตุผลก็เพราะเขากำลังจะตาย ถ้าคุณรับไปก็เท่ากับช่วยชีวิตคนได้

2. ถ้าคุณตอบว่ารับหมอ เหตุผลก็เพราะเขามีบุณคุณกับคุณ และนี่คือเวลาที่จะตอบแทนได้บางส่วน

3. ถ้าคุณตอบว่ารับแฟนคุณ เหตุผลก็เพราะ
เขาเป็นคนที่คุณรัก

คิดว่าตรงแค่ไหนล่ะ

แต่ผู้ที่บริษัทนั้นรับเข้าทำงาน
เป็นผู้เดียวที่ตอบอีกแบบนึง...ให้คิดอีกที
คำตอบข้างล่าง




















เขาตอบว่า 'เขาจะให้กุญแจรถกับหมอ
ให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล
และเขาก็จะอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น กับคนที่เขารัก'

เป็นไง ประหลาดใจกับคำตอบใช่ไหม
และคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ดีมากใช่ไหม
ข้อคิดของเรื่องนี้คือ

คนเรามักจะยึดติดและไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตรงหน้า (กุญแจรถ และการกลับบ้าน) ทำให้เรามองอะไร ด้วยมุมมองที่แคบลง จะเห็นว่าการมอบกุญแจรถให้หมอ นอกจากจะได้ตอบแทนบุญคุณ (หมอก็คงไม่ยึดรถไปเป็นของตัวเองหรอก ภายหลังก็เอามาคืน)

เรายังได้ช่วยชีวิตหญิงชรา แถมได้อยู่กับคนที่เรารัก
แบบสองต่อสอง เรียกได้ว่าเสียไปแค่ไม่ได้กลับบ้านในตอนนั้น! แต่เราบรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่อีกหลายอย่างได้ คุณล่ะ คิดว่าคุณมีมุมมองที่กว้างหรือแคบและยึดติดกับผลประโยชน์ต่าง ๆ แค่ไหน.....  

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new




ผมคงคิดมากไปนิดนึง เพราะผมว่าเอารถขับไปส่งหญิงชราก่อน แล้วกลับมารับแฟน ส่วนหมอมารับสุดท้าย ถ้าน้ำมันไม่หมดก่อนก็น่าจะได้นะครับ มีป้ายรถเมล์แสดงว่าอยู่ในกรุงเทพ โรงพยาบาลน่าจะไม่ไกล

แต่สงสัยหมอซึ่งอยู่ตรงนั้นน่าจะโทรเรียกรถพยาบาลมารับหญิงชรามากว่า

แล้วตาคนนี้ทำไมไม่รู้ว่าแฟนตัวเองตกระกำลำบากอยู่ตรงนี้นะครับ ถ้าเขาขับรถมารับแฟนตามที่นัดกัน แฟนซึ่งอยู่กับหญิงชรามาก่อน รู้สภาพของหญิงชราเป็นอย่างดี น่าจะยอมให้พระเอกของเราพาเธอไปส่งโรงพยาบาลก่อน เพราะการขับรถในสภาพอากาศไม่ดีน่าจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ถ้ามีคนคิดว่าทำไมไม่ให้แฟนขับรถไปส่งหญิงชรา

เอ เราคิดมากไปรึเปล่าน้อ
Back to top
 
 
IP Logged
 
usarain
ULTIMATE SUPER HERO
*********
Offline


ฝนตกที่อเมริกา
Posts: 9189
ค่าพลัง: 69


Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #5 - 24.10.08 at 14:20:48
 
tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 09:05:12:
ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเด
ียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใ


ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า "ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"

คนตักน้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า...
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่....

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ..


เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง...

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new


ถ้าอันนี้ผมไม่คิดมากครับ หน้าที่ซ่อมถังน้ำเป็นหน้าที่เจ้าของ เพราะถังน้ำซ่อมตัวเองไม่ได้
Back to top
 
 
IP Logged
 
gekiblack
TRAINING HERO LEVEL2
*****
Offline


Ready!!! First On!!!
Posts: 497
ค่าพลัง: 33

Thailand
Age: 23
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Taurus
Mood:
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #6 - 24.10.08 at 14:49:38
 
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีครับ  Smiley
Back to top
 
gekiblack freedom-admin.hi5.com  
IP Logged
 
tigerroad197
SECRET SUPER HERO
**********
Offline


Tiger Spark !!!!
Posts: 18977
ค่าพลัง: 227


Age: 52
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #7 - 24.10.08 at 15:33:36
 
คุณ usarain ไม่ได้ถือว่าคิดมากหรอกครับ ตอนแรกผมก็ตอบว่า

ขับรถไปส่งคนเจ็บก่อน จากนั้นย้อนกลับมารับแฟน เพราะว่า ถ้ารับหมอไปก่อน แฟนของเราก็จะต้องรออยู่คนเดียว แล้วสุดท้ายค่อยกลับมารับ หมอ

แต่ในเรื่องที่แต่งมานี้ เจตนารมย์ไม่ได้อยู่ที่ต้องการคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่ต้องการบอกวิธีการคิดต่างออกไปจากความคิดเดิม ๆ ที่เราเข้าใจครับ ซึ่งจะเห็นได้จากเรื่องที่สอง ซึ่งสื่อชัดเจนยิ่งขึ้น (เพราะในความเป็นจริง ถังน้ำ คงพูดไม่ได้อยู่แล้ว) ว่า บางสิ่งที่ดูว่าไร้คุณค่า อาจจะมีคุณค่าซ่อนอยู่ หากแต่อยู่ที่เราจะหยิบใช้อย่างไรต่างหากครับ

Back to top
 
 
IP Logged
 
AefifeA
FIGHTER
***
Offline


เรารัก TCS YaBB
Posts: 91
ค่าพลัง: 5


Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #8 - 24.10.08 at 15:54:32
 
ผมอ่านโจทย์เสร็จผมตอบแบบที่เฉลยเลยครับ
ให้หมอครับคนแก่นั่งรถไปโรงพยาบาลด้วยกัน ส่วนผมจะไปส่งแฟนที่บ้าน ส่วนรถเดี๋ยวค่อยไปเอาที่หมอก็ได้
Back to top
 
 
IP Logged
 
HATA
GLOBAL MODERATOR
*****
Offline


หล่อหลบใน
Posts: 8794
ค่าพลัง: 121

นาคา เทพพิทักษ์ รักษ์น้ำ
Age: 48
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Virgo
Mood:
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #9 - 24.10.08 at 18:46:10
 
tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 15:33:36:
คุณ usarain ไม่ได้ถือว่าคิดมากหรอกครับ ตอนแรกผมก็ตอบว่า

ขับรถไปส่งคนเจ็บก่อน จากนั้นย้อนกลับมารับแฟน เพราะว่า ถ้ารับหมอไปก่อน แฟนของเราก็จะต้องรออยู่คนเดียว แล้วสุดท้ายค่อยกลับมารับ หมอ

แต่ในเรื่องที่แต่งมานี้ เจตนารมย์ไม่ได้อยู่ที่ต้องการคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่ต้องการบอกวิธีการคิดต่างออกไปจากความคิดเดิม ๆ ที่เราเข้าใจครับ ซึ่งจะเห็นได้จากเรื่องที่สอง ซึ่งสื่อชัดเจนยิ่งขึ้น (เพราะในความเป็นจริง ถังน้ำ คงพูดไม่ได้อยู่แล้ว) ว่า บางสิ่งที่ดูว่าไร้คุณค่า อาจจะมีคุณค่าซ่อนอยู่ หากแต่อยู่ที่เราจะหยิบใช้อย่างไรต่างหากครับ




ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับ


ผมเองตอนแรกคิดคล้ายๆกับพี่

แต่ต่างกันที่ จะรับไปทุกคน

แล้วแวะโรงพยาบาลก่อน

ค่อยไปต่อ

เพราะหมออาจจะกลับบ้าน ไม่ได้กลับโรงพยาบาล

ชีวิตคนสำคัญกว่า  หุหุ  Smiley


Back to top
 
HATA HATA intouch1968.hi5.com  
IP Logged
 
tom241
ACTION HERO
*******
Offline


W ♥ THAI-TOKU...ja
Posts: 2404
ค่าพลัง: 57

Bangkok, THAILAND
Age: 48
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Taurus
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #10 - 24.10.08 at 18:48:17
 
นักธุรกิจชราผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตและกำลังจะเกษียณในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ต้องการคัดเลือกนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้สืบทอดกิจการของตน

เขาตัดสินใจเรียกประชุมบรรดานักบริหารรุ่นใหม่ๆ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของตน พร้อมกับได้มอบเมล็ดพืชให้ไปคนละหนึ่งเมล็ด ทั้งยังกำชับว่าให้นำไปปลูกและดูแลเป็นอย่างดี ทุกคนต้องนำเอาพืชที่ปลูกไว้มาส่งคืนในปีหน้า และเขาจะตัดสินว่าใครคือผู้สืบทอดธุรกิจของเขา

"จิม" คือหนึ่งในผู้ถูกเลือก เขานำเมล็ดพันธุ์พืชนั้นกลับบ้านด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เขาบอกเล่าเหตุการณ์ให้ภรรยาฟัง แล้วทั้งสองก็ช่วยกันปลูกเมล็ดนั้นลงในกระถาง ทั้งคู่ดูแลมันอย่างดีทุกวัน

สามสัปดาห์ผ่านไป บรรดานักบริหารหนุ่มที่ได้รับเมล็ดพืชต่างพูดคุยกันถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์นั้น บ้างก็ว่าเริ่มงอกเงย บ้างก็ว่าเริ่มแตกหน่อ มีเพียงแต่จิมผู้เฝ้ามองดูกระถางด้วยความหวังว่ามันจะงอกออกมาในไม่ช้า

ห้าสัปดาห์ผ่านไป ผู้คนพูดถึงเรื่องต้นไม้ที่เติบโตขึ้นทุกวัน จิมไม่มีสิ่งใดจะโอ้อวด เพราะเขายังคงไม่เห็นแม้แต่ต้นอ่อนของมัน ถึงอย่างไรเขากับภรรยาก็ยังเพียรพยายามรดน้ำดูแลอยู่ทุกวันมิได้ขาด แม้เขาจะรู้สึกได้ถึงความล้มเหลว

ครึ่งปีผ่านไป ทุกๆ คนต่างมีต้นไม้ที่สวยงามมาอวดกัน แต่ทว่ากระถางของจิมยังคงไม่มีสิ่งใดงอกออกมา เขารู้สึกว่าเมล็ดแห่งความหวังของเขาได้ถูกทำลายไปเสียแล้ว

แม้ว่าจิมจะไม่มีสิ่งใดให้โอ้อวดกับเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าเขาจะรู้สึกท้อแท้เพียงใด เขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลรดน้ำตามที่ได้รับปากไว้กับประธานมาตลอดหนึ่งปี

จิมยืนยันว่าจะไม่ยอมนำกระถางเปล่าเข้าห้องประชุม แต่ภรรยาของเขากลับให้กำลังใจ และให้จิมบอกเล่าทุกอย่างไปตามความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นทางออกเพียงทางเดียวที่จิมต้องยอมรับ

เขารักภรรยามากและยอมเชื่อในคำพูดของเธอ มันไม่ใช่ความผิดที่เขาไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้อย่างเช่นคนอื่นๆ

ในห้องประชุม จิมรู้สึกแปลกใจที่เห็นต้นไม้ของทุกคนสวยงาม
จิมรู้สึกอึดอัดและอับอายที่สุดในชีวิต เพื่อนๆ ต่างหัวเราะเยาะ บ้างก็เสแสร้งปลอบโยน จิมจึงตัดสินใจไปยืนอยู่มุมด้านหลังห้อง และภาวนาให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว

เมื่อประธานเดินทางมาถึง ชายชราได้กล่าวทักทายทุกคนพร้อมทั้งเอ่ยชมต้นไม้ของนักบริหารหนุ่มเหล่านั้น พร้อมทั้งประกาศว่าจะแต่งตั้งประธานคนต่อไปในวันนี้

ชายชราเหลือบเห็นจิมกับกระถางเปล่าหลังห้อง ก็สั่งให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเรียกจิมให้ออกมาข้างหน้า พร้อมทั้งซักถามจิมเกี่ยวกับต้นไม้ของเขา

จิมเล่าความจริงทั้งหมด ในใจก็คิดว่าเขาคงจะล้มเหลวและคงถูกไล่ออก

ประธานผู้ชราภาพบอกให้ทุกคนนั่งลง ยกเว้นแต่จิม เขาหันมามองจิมและบอกกับทุกคนว่า "ผมเลือกคุณจิมเป็นทายาทธุรกิจของผม"

ไม่เพียงแต่จิม ทุกคนในห้องล้วนไม่เชื่อหูตัวเองSmiley

ชายชรากล่าวต่อไปว่า "หนึ่งปีที่แล้ว ผมได้มอบเมล็ดพืชให้พวกคุณคนละหนึ่งเมล็ดเพื่อนำไปปลูก หากแต่มันเป็นเมล็ดพืชที่ต้มสุกแล้ว มันจะงอกได้อย่างไร...จิมเป็นเพียงคนเดียวที่กล้ายอมรับความจริงและนำเอากระถางเปล่า
มาให้ผม" Smiley

"พวกคุณคงเห็นว่าเมล็ดพืชมันไม่งอกสักที ก็เลยนำเอาเมล็ดพืชอื่นมาปลูกแทน แล้วก็นำมาส่งคืนให้ผม จิมเป็นเพียงคนเดียวที่ทำตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด และไม่คิดจะหลอกลวงผม ผมจึงเชื่อมั่นว่าเขาเหมาะที่จะเป็นนักบริหารที่ดีที่ผมไว้วางใจได้..และนี่คือเหตุผ
ลที่ผมเลือกคุณ...จิม"  Smiley

ขอบคุณเพื่อนผู้แสนดีที่ส่งเมล์ข้อความดีๆ นี้มาให้ และถือโอกาสนำส่งต่อให้ทุกคนครับ
Back to top
 
tom241.hi5.com  
IP Logged
 
Urara
SIDE KICK HERO BUDDY
******
Offline


W ♥ THAI-TOKU Urara
Posts: 861
ค่าพลัง: 44

SUPER SENTAI [Urara]
Age: 28
Zodiac sign: Zodiac sign: Cancer
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #11 - 24.10.08 at 19:15:44
 
HATA wrote on 24.10.08 at 18:46:10:
tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 15:33:36:
คุณ usarain ไม่ได้ถือว่าคิดมากหรอกครับ ตอนแรกผมก็ตอบว่า

ขับรถไปส่งคนเจ็บก่อน จากนั้นย้อนกลับมารับแฟน เพราะว่า ถ้ารับหมอไปก่อน แฟนของเราก็จะต้องรออยู่คนเดียว แล้วสุดท้ายค่อยกลับมารับ หมอ

แต่ในเรื่องที่แต่งมานี้ เจตนารมย์ไม่ได้อยู่ที่ต้องการคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่ต้องการบอกวิธีการคิดต่างออกไปจากความคิดเดิม ๆ ที่เราเข้าใจครับ ซึ่งจะเห็นได้จากเรื่องที่สอง ซึ่งสื่อชัดเจนยิ่งขึ้น (เพราะในความเป็นจริง ถังน้ำ คงพูดไม่ได้อยู่แล้ว) ว่า บางสิ่งที่ดูว่าไร้คุณค่า อาจจะมีคุณค่าซ่อนอยู่ หากแต่อยู่ที่เราจะหยิบใช้อย่างไรต่างหากครับ




ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับ


ผมเองตอนแรกคิดคล้ายๆกับพี่

แต่ต่างกันที่ จะรับไปทุกคน

แล้วแวะโรงพยาบาลก่อน

ค่อยไปต่อ

เพราะหมออาจจะกลับบ้าน ไม่ได้กลับโรงพยาบาล

ชีวิตคนสำคัญกว่า  หุหุ  Smiley




คิดเหมือนกันเลยครับ
Back to top
 
WWW Urara Urara SENTAI [Urara] http://umeko-yamasaki.hi5.com SENTAI+[Urara] SENTAI+[Urara]  
IP Logged
 
Loucipher
THAI-TOKU ADMINISTRATOR
*****
Offline


life goes on
Posts: 26569
ค่าพลัง: 177

Miami
Gender: male
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #12 - 25.10.08 at 22:02:39
 
คิดเหมือนกันครับว่าเอากุญแจให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล ส่วนตัวนั่งรอtaxiกับแฟนเพื่อไปโรงพยาบาลไปเอารถคืนอีกที Smiley
Back to top
 
WWW  
IP Logged
 
tigerroad197
SECRET SUPER HERO
**********
Offline


Tiger Spark !!!!
Posts: 18977
ค่าพลัง: 227


Age: 52
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #13 - 27.10.08 at 12:30:46
 
tom241 wrote on 24.10.08 at 18:48:17:
นักธุรกิจชราผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตและกำลังจะเกษียณในอีกหน
ึ่งปีข้างหน้า ต้องการคัดเลือกนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้สืบทอดกิจการของตน

เขาตัดสินใจเรียกประชุมบรรดานักบริหารรุ่นใหม่ๆ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของตน พร้อมกับได้มอบเมล็ดพืชให้ไปคนละหนึ่งเมล็ด ทั้งยังกำชับว่าให้นำไปปลูกและดูแลเป็นอย่างดี ทุกคนต้องนำเอาพืชที่ปลูกไว้มาส่งคืนในปีหน้า และเขาจะตัดสินว่าใครคือผู้สืบทอดธุรกิจของเขา

"จิม" คือหนึ่งในผู้ถูกเลือก เขานำเมล็ดพันธุ์พืชนั้นกลับบ้านด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เขาบอกเล่าเหตุการณ์ให้ภรรยาฟัง แล้วทั้งสองก็ช่วยกันปลูกเมล็ดนั้นลงในกระถาง ทั้งคู่ดูแลมันอย่างดีทุกวัน

สามสัปดาห์ผ่านไป บรรดานักบริหารหนุ่มที่ได้รับเมล็ดพืชต่างพูดคุยกันถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์นั้น บ้างก็ว่าเริ่มงอกเงย บ้างก็ว่าเริ่มแตกหน่อ มีเพียงแต่จิมผู้เฝ้ามองดูกระถางด้วยความหวังว่ามันจะงอกออกมาในไม่ช้า

ห้าสัปดาห์ผ่านไป ผู้คนพูดถึงเรื่องต้นไม้ที่เติบโตขึ้นทุกวัน จิมไม่มีสิ่งใดจะโอ้อวด เพราะเขายังคงไม่เห็นแม้แต่ต้นอ่อนของมัน ถึงอย่างไรเขากับภรรยาก็ยังเพียรพยายามรดน้ำดูแลอยู่ทุกวันมิได้ขาด แม้เขาจะรู้สึกได้ถึงความล้มเหลว

ครึ่งปีผ่านไป ทุกๆ คนต่างมีต้นไม้ที่สวยงามมาอวดกัน แต่ทว่ากระถางของจิมยังคงไม่มีสิ่งใดงอกออกมา เขารู้สึกว่าเมล็ดแห่งความหวังของเขาได้ถูกทำลายไปเสียแล้ว

แม้ว่าจิมจะไม่มีสิ่งใดให้โอ้อวดกับเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าเขาจะรู้สึกท้อแท้เพียงใด เขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลรดน้ำตามที่ได้รับปากไว้กับประธานมาตลอดหนึ่งปี

จิมยืนยันว่าจะไม่ยอมนำกระถางเปล่าเข้าห้องประชุม แต่ภรรยาของเขากลับให้กำลังใจ และให้จิมบอกเล่าทุกอย่างไปตามความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นทางออกเพียงทางเดียวที่จิมต้องยอมรับ

เขารักภรรยามากและยอมเชื่อในคำพูดของเธอ มันไม่ใช่ความผิดที่เขาไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้อย่างเช่นคนอื่นๆ

ในห้องประชุม จิมรู้สึกแปลกใจที่เห็นต้นไม้ของทุกคนสวยงาม
จิมรู้สึกอึดอัดและอับอายที่สุดในชีวิต เพื่อนๆ ต่างหัวเราะเยาะ บ้างก็เสแสร้งปลอบโยน จิมจึงตัดสินใจไปยืนอยู่มุมด้านหลังห้อง และภาวนาให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว

เมื่อประธานเดินทางมาถึง ชายชราได้กล่าวทักทายทุกคนพร้อมทั้งเอ่ยชมต้นไม้ของนักบริหารหนุ่มเหล่านั้น พร้อมทั้งประกาศว่าจะแต่งตั้งประธานคนต่อไปในวันนี้

ชายชราเหลือบเห็นจิมกับกระถางเปล่าหลังห้อง ก็สั่งให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเรียกจิมให้ออกมาข้างหน้า พร้อมทั้งซักถามจิมเกี่ยวกับต้นไม้ของเขา

จิมเล่าความจริงทั้งหมด ในใจก็คิดว่าเขาคงจะล้มเหลวและคงถูกไล่ออก

ประธานผู้ชราภาพบอกให้ทุกคนนั่งลง ยกเว้นแต่จิม เขาหันมามองจิมและบอกกับทุกคนว่า "ผมเลือกคุณจิมเป็นทายาทธุรกิจของผม"

ไม่เพียงแต่จิม ทุกคนในห้องล้วนไม่เชื่อหูตัวเองSmiley

ชายชรากล่าวต่อไปว่า "หนึ่งปีที่แล้ว ผมได้มอบเมล็ดพืชให้พวกคุณคนละหนึ่งเมล็ดเพื่อนำไปปลูก หากแต่มันเป็นเมล็ดพืชที่ต้มสุกแล้ว มันจะงอกได้อย่างไร...จิมเป็นเพียงคนเดียวที่กล้ายอมรับความจริงและนำเอากระถางเปล่า
มาให้ผม" Smiley

"พวกคุณคงเห็นว่าเมล็ดพืชมันไม่งอกสักที ก็เลยนำเอาเมล็ดพืชอื่นมาปลูกแทน แล้วก็นำมาส่งคืนให้ผม จิมเป็นเพียงคนเดียวที่ทำตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด และไม่คิดจะหลอกลวงผม ผมจึงเชื่อมั่นว่าเขาเหมาะที่จะเป็นนักบริหารที่ดีที่ผมไว้วางใจได้..และนี่คือเหตุผ
ลที่ผมเลือกคุณ...จิม"  Smiley

ขอบคุณเพื่อนผู้แสนดีที่ส่งเมล์ข้อความดีๆ นี้มาให้ และถือโอกาสนำส่งต่อให้ทุกคนครับ


ขอบคุณ คุณ tom241 มากครับ สำหรับเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับ ความซื่อสัตย์

คนเราอาจจะหลอกลวงคนอื่นได้ แต่หลอกลวงตัวเองไม่ได้ ขอเพียงเราได้ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดออกไป แม้จะล้มเหลว เราก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง และกล้าที่จะแบกรับความล้มเหลวนั้นเอาไว้ ไม่ผลักไสไปโทษสิ่งรอบข้าง

ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเสียหาย การไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่นต่างหาก ที่น่าละอายใจ

Smiley Smiley Smiley


Back to top
 
 
IP Logged
 
tigerroad197
SECRET SUPER HERO
**********
Offline


Tiger Spark !!!!
Posts: 18977
ค่าพลัง: 227


Age: 52
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #14 - 27.10.08 at 16:33:36
 
บทความต่อไปนี้ คงมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านเคยอ่านมาแล้ว แต่ก็อาจจะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่ยังไม่เคยอ่าน

แต่ผมเชื่อว่า ทุก ๆ ครั้งที่อ่าน ก็คงอดประทับใจไม่ได้

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=14909.0


ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน " ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า " ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

" ผมขโมยเองครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อต*น้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน " ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น  เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

" แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

" ทำไมถึงคิดโง่ ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......

วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

" มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ  ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ..

ฉันถามเขาว่า

" ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องช ายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

" ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเร าะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า

" ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน !
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

" แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงา นเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"!

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด " เจ็บมากไหม"

ฉันถาม

" ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

" เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้า ยกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

" พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสาม! ีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันข าหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

" พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

" แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

" ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...


เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล " พี่สาวของผมครับ" .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

" ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้าง เดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ....... นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมใ! ห้ดี

และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

" ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัท ฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า " ซัมซุง"

และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดย ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ
Back to top
 
 
IP Logged
 
tigerroad197
SECRET SUPER HERO
**********
Offline


Tiger Spark !!!!
Posts: 18977
ค่าพลัง: 227


Age: 52
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #15 - 27.10.08 at 17:17:43
 
ในสมัยพุทธกาล พ่อค้ามหาเศรษฐีคนหนึ่งมีภรรยาสี่คน
เขาหลงรักภรรยาคนที่สี่มากที่สุด จึงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามหรืออาหารโอชะ
ขณะเดียวกัน เขาก็รักภรรยาคนที่สาม
ภาคภูมิใจในตัวเธอมาก และมักจะนำเธอไปอวดแก่เพื่อนฝูงอยู่เนืองๆ


แต่พ่อค้าก็อดกลัวไม่ได้ว่า วันหนึ่งข้างหน้าสาวเจ้าอาจจะหนีตามชายอื่นไป
เขามีความรักให้ภรรยาคนที่สองด้วยเช่นกัน...
เธอผู้นั้นเป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีน้ำอดน้ำทน
และเป็นภรรยาที่พ่อค้าสามารถไว้วางใจได้เสมอ
โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหาใดก็ตาม
พ่อค้าก็จะหันหน้าไปปรึกษาภรรยาผู้นี้
ซึ่งเธอก็ช่วยเหลือเขาด้วยดีมาโดยตลอด
ฝ่ายภรรยาคนแรกนั้นเป็นคู่ชีวิตที่มั่นคงต่อสามี
ทั้งยังได้อุทิศตัวสอดส่องดูแลธุรกิจ ตลอดจนเรื่องภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
แต่อนิจจาพ่อค้ากลับไม่ได้รักตอบ รวมทั้งไม่ค่อยจะไยดีเธอสักเท่าไร
วันหนึ่ง เมื่อพ่อค้าล้มป่วยลง
รู้ว่าตนเองจะต้องจบชีวิตลงในไม่ช้า
เขาก็นึกถึงชีวิตอันแสนสุขที่ได้ผ่านมา
และอดรำพึงรำพันกับตัวเองไม่ได้ว่า

"เราเองมีภรรยาถึงสี่คนที่รักเรา และเราก็หลงใหลพวกหล่อนมาก
แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องตายลง เราก็ต้องโดดเดี่ยวเอกา..."
คิดได้ดังนั้น.......... เขาจึงตามภรรยาคนที่สี่มาเพื่อสอบถามว่า

"ข้ารักเจ้ามากที่สุด และที่ผ่านมา
ข้าก็ได้มอบผ้าผ่อนแพรพรรณอันงดงามให้แก่เจ้า ดูแลเจ้าเป็นอย่างดี...
แต่ตอนนี้ข้ากำลังจะตาย เจ้าคิดจะตาย ตามข้าหรือเปล่า"

"ไม่มีทาง" หล่อนตอบ แล้วก็จากไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก
อนิจจา............
คำตอบนั้นช่างเปรียบเหมือนคมมีดกรีดเฉือนหัวใจพ่อค้าเลยทีเดียว
แล้วพ่อค้าเจ้าทุกข์ก็ถามคำเดียวกันนี้กับภรรยาคนที่สาม
คำตอบนี้คือ "ไม่!"
ถึงตอนนี้พ่อค้ากลับรู้สึกเหน็บหนาวร้าวลึกในหัวอก
เขาพูดกับภรรยาคนที่สองว่า

"ข้ามักจะหันหน้าไปหาเจ้าเสมอ เมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อน
และเจ้าก็สามารถช่วยข้าได้ทุกครา
ถึงตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าอีกครั้ง
เมื่อข้าตายลงเจ้าจะยอมตายตามข้าหรือไม่"

"ขอโทษที่ครั้งนี้ข้าไม่อาจช่วยท่านได้
อย่างมากที่สุดข้าก็จะอยู่จัดการเรื่อง ฌาปนกิจให้ท่านเท่านั้น"
คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาด ทำให้พ่อค้าถึงกับตะลึงงัน

"ข้าจะอยู่กับท่านเสมอ จะติดตามท่านไปไม่ว่าจะเป็นที่ใด"
นี่เป็นคำตอบของภรรยาคนที่หนึ่ง ผู้ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา
บัดนี้หล่อนดูซูบลงมาก เนื่องมาจากไม่ค่อยได้รับอาหารที่มีคุณค่า
พ่อค้าตอบไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า

"ข้าควรจะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้..."
ฉะนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

"ภรรยาคนที่สี่เปรียบเสมือนร่างกายของเรา
ไม่ว่าเราจะพยายามดูแลให้ดีสักเท่าไรก็ตาม มันก็ไม่จีรัง
ขณะที่ภรรยาคนที่สามเปรียบได้ดั่งอาชีพการงาน
สถานะทางสังคม และความร่ำรวย
เมื่อเราตาย ทรัพย์สินก็ย่อมจะตกไปอยู่กับคนอื่น
คิดหรือว่าคนอื่น ๆ เขาจะไม่มาเอาฐานะตำแหน่งของเราไป...

"ภรรยาคนที่สองก็คือครอบครัวและเพื่อนๆ ของเรา
แม้เราจะได้อยู่ด้วยกันยามมีชีวิต
แต่ถึงที่สุดแล้ว เขาจะอยู่กับเราได้อย่างมากที่สุดก็ในงานฌาปนกิจ...

"ส่วนภรรยาคนแรกนั้นก็คือจิตวิญญาณของเรา
ที่มักจะถูกละเลยลืมเลือน...
เพราะเรามัวแต่ให้ความสนใจกับวัตถุ และความทุกข์ทางกามารมณ์
ขณะที่จิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตามเราไปทุกที่"


ขอขอบคุณเรื่องราวดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=8789.0
Back to top
 
 
IP Logged
 
tigerroad197
SECRET SUPER HERO
**********
Offline


Tiger Spark !!!!
Posts: 18977
ค่าพลัง: 227


Age: 52
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Leo
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #16 - 27.10.08 at 17:22:51
 
เรื่องต่อไปนี้ คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องแต่งขึ้น แต่ถึงจะเป็นเรื่องแต่ง แต่เชื่อว่าหลังจากอ่านจบแล้ว ความรู้สึกดี ๆ ก็คงจะก่อเกิดขึ้นในใจของเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านครับ

ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=5744.0

"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูใน

ตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า

"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"

"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"

ป้า คนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะ ดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม

"พี่หนอม มีไรหรอคะ"

"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"

พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"

แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

ฉัน สะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า

"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่

"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"

แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า

"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"

เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า

"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า

" ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป

หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที

"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"

แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า

"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"

"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"

ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

" แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า

"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"

"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"

"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"

" ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า

"จำไว้นะ ลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า

"ลูกอาจจะบอกว่าขโมย เป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ใน ครั้งนี้ถู
กต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญา ตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉัน ทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจาก กินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจาก นั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอก ในสมองเป
็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง

หลัง จากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉัน ได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลัง การผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉัน แปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษา เพิ่มเติม
เกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึง บ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง

ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร

อ้างอิงจาก   http://fw.deedeejang.com/index.php?showtopic=1891
Back to top
 
 
IP Logged
 
Maisinders
ULTIMATE SUPER HERO
*********
Offline


Go Go . .
Posts: 9920
ค่าพลัง: 398


Age: 42
Zodiac sign: Zodiac sign: Capricorn
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #17 - 27.10.08 at 18:06:50
 
เรื่องพ่อค้า ได้แง่คิดดีมากเลย ผมมองว่าคนเราควรจะรักตัวเองให้เป็นก่อน ดูแลจิตวิญาณตัวเองให้ดี  และเมื่อมีความรัก จงควรมอบความรักและการเอาใจใส่ให้กับคนที่รักเรา อย่างไม่มีข้อแม้หรือกฎเกณฑ์มากมายนัก  พร้อมที่จะร่วมทุกข์และสุขกับเราได้เสมอ
เรื่องที่2 ผมมองในเรื่องของความเมตตา  ว่าคนเราควรจะมีให้คนด้วยกันอยู่เสมอ  เพราะบางคนใช่ว่าจะเลวโดยตั้งใจ
 ขอบคุณพี่มากๆครับ
Back to top
 
 
IP Logged
 
tom241
ACTION HERO
*******
Offline


W ♥ THAI-TOKU...ja
Posts: 2404
ค่าพลัง: 57

Bangkok, THAILAND
Age: 48
Gender: male
Zodiac sign: Zodiac sign: Taurus
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #18 - 27.10.08 at 22:30:21
 
ขอบคุณ คุณtigerroad197 เช่นกันที่ตั้งกระทู้ดีๆ ให้เพื่อนๆ สมาชิกและบุคคลทั่วไปได้อ่านกัน ปัจจุบันนี้เราสามารถพบเห็นข่าวที่ไม่ดีไม่งามได้ทั่วไปในสังคม

ผมชื่นชมคุณด้วยใจจริงที่คุณนำเอาสิ่งดีๆ มานำเสนอ เชื่อว่าคนที่ได้อ่านก็คงจะได้แง่คิดที่ดี และหากนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตด้วยก็จะทำให้สังคมดีขึ้นเช่นกัน

ผมก็อยากร่วมด้วยช่วยกันนำสิ่งดีๆ มาแบ่งปันกันน่ะครับ Smiley   เชื่อว่าอย่างน้อยนี่คือการจรรโลงสังคมให้น่าอยู่ขึ้น แม้มันจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยก็ตาม
Back to top
 
tom241.hi5.com  
IP Logged
 
Loucipher
THAI-TOKU ADMINISTRATOR
*****
Offline


life goes on
Posts: 26569
ค่าพลัง: 177

Miami
Gender: male
Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Reply #19 - 28.10.08 at 07:07:49
 
ผมชอบกระทู้นี้จริงๆครับ ปักหมุดให้จ้า นี่ถ้าคุณหมอไปเกิดในตะวันออกกลางล่ะแน่เลยครับ เห็นภาพแขกเอารถทับแขนเด็กโขมยของที่น้อง DIP เคยโพส แล้วน่ากลัวมากๆ

บะหมี่น้ำ1ชาม เป็นเรื่องที่ผมเจอสมัยเล่น NET ใหม่ๆครับ เคยโพสที่PANTIP นานมาแล้วเกือบ10 ปี CREDIT ใครจำไม่ได้ ขออภัยด้วยนะครับ ยาวน่อยนะครับ บางท่านอาจเคยอ่านแล้ว

********************************************

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 23 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2528
ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ร้านบะหมี่ " ฮอกไก " บนถนนซัปโปโร

การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี "ร้านฮอกไก" นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คน
แน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้วบน
ถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่


แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้าน
เร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ของร้าน "ฮอกไก" เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจ
คอดี

ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน
ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน
คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน

เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ทลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ

"เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา

หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า
"ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมค๊ะ"

เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง
แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่
เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม
ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
กินพลางพูดพลาง

"ทานเถอะครับ" ลูกคนพี่พูด

"แม่ทานหน่อยสิครับ"ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)"

พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ
ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า
ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา
สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง
22.00น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น
ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน
พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย
เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั
่นเอง

"ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ"

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ"

เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง
ตะโกนไปพลางว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่รับคำพลาง
จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า

"นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ"

"ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย"

สามีตอบพลาง แล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน
เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า

"เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"


ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สาม
แม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง
เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย

"หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริง ๆ "

"ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว"

"ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ"

กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป

"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป

สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง
ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก
สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว
สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น.
พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป

พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียน
ไว้ว่า "บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง
แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน"
30นาทีก่อนเถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย "จองแล้ว"
ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง


เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ
22.30น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฎตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง

น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว
เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก

ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม

"เชิญค่ะ เชิญค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ

มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย

ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงกเงิ่นเงิ่นว่า

"รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ" "ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง

แล้วรีบเอาป้าย"จองแล้ว"ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า

"บะหมี่น้ำสองชาม"

"ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ"

เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน
สามแม่ลูกกินไปพูดไป

ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก




สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน
ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย

"ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"

"ขอบคุณ ?"

"ทำไมครับ"

"เรื่องเป็นอย่างนี้


คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ
และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น

ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน"

"เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ"
ผู้เป็นพี่ตอบ

ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ
อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร

"แต่เดิมนั้นเเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม

แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว"

"จริง ๆ หรือครับ แม่"

"จริงสิจ๊ะ
นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์

ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร
ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่

ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก

จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด"

"ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ

แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ"

"ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย

เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ"

"ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ "


"แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง
ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง
คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด
เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อน ๆ
ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่
ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง"

"จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ"

"หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า"

น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ

แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย"


"เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว
ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหาม
รุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์
น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…"

"ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม
พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ
อร่อยมาก…สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว
คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก
แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก

เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด…"


"ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…"

สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ
ก็หายตัวไป

พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ
ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง

พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ

"พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า

"วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ "

"จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรหล่ะ"

"ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน
ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ
อยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน
เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร"

"เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่
น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อ
สักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ "


"หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกิน
กันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน
และดูแลแม่เป็นอย่างดี และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"

สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุก ๆ ปี

จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป

มองตามหลังสามแม่ลูกไป เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ

พร้อมกับกล่าวว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง

พอถึงเวลา21.00น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย"โต๊ะจอง"ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย
การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย

แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย

ปีที่สอง ปีที่สาม
โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม

สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย
กิจการของร้านฮอกไกดีมาก

เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว
ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่

โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่

จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

"นี่มันเรื่องอะไรกัน"
ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา


เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง

โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง

และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก

พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา

โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า "โต๊ะแห่งความสุข"

ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป



มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากิน
บะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้

ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี

พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านค้าในระแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก

ก็มักจะมารวมตัวฉลองโดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก
กินไปพลาง

ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง

แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน
เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว

ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว

เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย

ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา
บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา

ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน
ต่างก็คึกคักกันมาก

ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง

ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า

วันนี้"โต๊ะจอง"ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง

มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม

พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้า ๆ
ออก ๆ

พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป
พูดเรื่องการค้าบ้าง

คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง

ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่

ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่อง

จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น.
ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ

ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน
สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน

ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล
พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน


พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง

และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า

"ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"

เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น



ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน


ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า

"เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"

ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว

ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ
กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า

เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน

เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่

ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก "พวกคุณ .. พวกคุณ"
เขาพูดได้เพียงแค่นั้น

คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ




ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ
เถ้าแก่เนี้ยว่า

"พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มา
สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"


"หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ
ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว
ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"

"วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น

ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต
ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ

ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า


พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร

และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"

สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า

เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู


พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ

แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า "อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปหล่ะ

อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้
"โต๊ะจอง"

ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง

รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"

ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ
ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า


"ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"

เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
"ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"

หากดูกันตามจริงแล้ว


สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย

มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน
คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ

รวมทั้งคำอวยพรว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ)
สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง


แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์
คับขับได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ---

อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง

ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้



บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ
ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้

ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …
เพื่อนพ้องทั้งหลาย …

อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย
หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป


พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บ
ไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ
จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก

….

ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น

แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว


มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ


ไงจ๊ะ…อ่านบทความนี้จบแล้วรู้สึกเมื่อยตาบ้างหรือเปล่า
บริหารสายตาหน่อย

กรอกตาซ้ายไปมา เสร็จแล้วก็หันมากรอกตาขวา

หลังจากนั้นก็กรอกตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน


หากทำแล้วลูกตากระเด็นออกมานอกเบ้าแล้วล่ะก้อไม่ต้องมาหาฉันนะจ๊ะ

ไปหาหมอเถอะ…

เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น

ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว
ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า

"ใครที่อ่านนิทานเรื่องแล้ว
ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้"

ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง

แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
รู้สึกประทับใจจริง ๆ

จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น
มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ


แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ


และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
*******************************************

...
Back to top
« Last Edit: 28.10.08 at 07:11:52 by Loucipher »  
WWW  
IP Logged
 
Pages: 1 2 3 ... 22
Print


THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.


Valid RSS Valid XHTML Valid CSS Powered by Perl Source Forge