THAI-TOKU WEBBOARD
http://www.thai-toku.com/cgi-bin/board/YaBB.pl
THAI-TOKU SECTION >> THAI-TOKU COMMUNITY >> ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
http://www.thai-toku.com/cgi-bin/board/YaBB.pl?num=1224810246

Message started by tigerroad197 on 24.10.08 at 09:04:05

Title: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.10.08 at 09:04:05

มีบริษัทหนึ่งประกาศรับสมัครพนักงานใหม่หนึ่งคน และมีคนมาสมัครมากมายหลายร้อย บริษัทนั้นให้ผู้สมัครทุกคนทำตอบคำถามหนึ่งข้อ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า

ในดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกฟ้าคะนองขนาดหนักมากและคุณกำลังขับรถกลับบ้าน
ขณะที่ขับผ่านป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง
คุณพบคนสามคนกำลังรอให้ฝนหยุดเพราะดึกเกินกว่าจะมีรถเมล์วิ่งแล้ว

คนสามคนนั้นคือ
1. หญิงชราที่กำลังป่วยและต้องการการรักษาด่วน
มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้

2. หมอซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตคุณไว้

3. ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของคุณและคุณรักเขามากขนาดจะแต่งงานกับเขาให้ได้

คำถามมีอยู่ว่า รถคุณเป็นแบบนั่งได้แค่สองคน
ดังนั้นคุณจะรับคนไปด้วยได้อีกแค่คนเดียว
คุณจะรับใครไปด้วย และให้เหตุผลที่ตัดสินใจอย่างนั้น

พวกเราก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเราเป็นคนตอบคำถามข้อนี้
เราจะตอบว่ายังไง แล้วเทียบกับเหตุผลข้างล่าง

เอาล่ะ

ลองดูเหตุผลของคำตอบแต่ละแบบแล้วเทียบกับเหตุผลของคุณ เนื่องจากแต่ละข้อก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในตัวของมันเอง

เหตุผลข้างล่างนี้
เป็นเหตุผลของคนเกือบทุกคน

1. ถ้าคุณตอบว่ารับคนแก่ เหตุผลก็เพราะเขากำลังจะตาย ถ้าคุณรับไปก็เท่ากับช่วยชีวิตคนได้

2. ถ้าคุณตอบว่ารับหมอ เหตุผลก็เพราะเขามีบุณคุณกับคุณ และนี่คือเวลาที่จะตอบแทนได้บางส่วน

3. ถ้าคุณตอบว่ารับแฟนคุณ เหตุผลก็เพราะ
เขาเป็นคนที่คุณรัก

คิดว่าตรงแค่ไหนล่ะ

แต่ผู้ที่บริษัทนั้นรับเข้าทำงาน
เป็นผู้เดียวที่ตอบอีกแบบนึง...ให้คิดอีกที
คำตอบข้างล่าง




















เขาตอบว่า 'เขาจะให้กุญแจรถกับหมอ
ให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล
และเขาก็จะอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น กับคนที่เขารัก'

เป็นไง ประหลาดใจกับคำตอบใช่ไหม
และคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ดีมากใช่ไหม
ข้อคิดของเรื่องนี้คือ

คนเรามักจะยึดติดและไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตรงหน้า (กุญแจรถ และการกลับบ้าน) ทำให้เรามองอะไร ด้วยมุมมองที่แคบลง จะเห็นว่าการมอบกุญแจรถให้หมอ นอกจากจะได้ตอบแทนบุญคุณ (หมอก็คงไม่ยึดรถไปเป็นของตัวเองหรอก ภายหลังก็เอามาคืน)

เรายังได้ช่วยชีวิตหญิงชรา แถมได้อยู่กับคนที่เรารัก
แบบสองต่อสอง เรียกได้ว่าเสียไปแค่ไม่ได้กลับบ้านในตอนนั้น! แต่เราบรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่อีกหลายอย่างได้ คุณล่ะ คิดว่าคุณมีมุมมองที่กว้างหรือแคบและยึดติดกับผลประโยชน์ต่าง ๆ แค่ไหน.....  

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.10.08 at 09:05:12

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใ

ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า "ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"

คนตักน้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า...
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่....

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ..

เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง...

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Maisinders on 24.10.08 at 09:11:15

สุดซึ้งจากใจ  แถมได้แง่คิดที่ประเสริฐมากๆเลยครับพี่  กราบขอบพระคุณอย่างสุดซึ้งเลย  ที่หาสิ่งดีๆมาฝากพวกเรากันครับ[smiley=sm23.gif][smiley=sm22.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Mr.T2526 on 24.10.08 at 12:53:39

8)8)8) ข้อคิดดึจริงๆครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 24.10.08 at 13:55:42


tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 09:04:05:
มีบริษัทหนึ่งประกาศรับสมัครพนักงานใหม่หนึ่งคน และมีคนมาสมัครมากมายหลายร้อย บริษัทนั้นให้ผู้สมัครทุกคนทำตอบคำถามหนึ่งข้อ ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า

ในดึกคืนหนึ่งที่ฝนตกฟ้าคะนองขนาดหนักมากและคุณกำลังขับรถกลับบ้าน
ขณะที่ขับผ่านป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง
คุณพบคนสามคนกำลังรอให้ฝนหยุดเพราะดึกเกินกว่าจะมีรถเมล์วิ่งแล้ว

คนสามคนนั้นคือ
1. หญิงชราที่กำลังป่วยและต้องการการรักษาด่วน
มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้

2. หมอซึ่งครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตคุณไว้

3. ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแฟนของคุณและคุณรักเขามากขนาดจะแต่งงานกับเขาให้ได้

คำถามมีอยู่ว่า รถคุณเป็นแบบนั่งได้แค่สองคน
ดังนั้นคุณจะรับคนไปด้วยได้อีกแค่คนเดียว
คุณจะรับใครไปด้วย และให้เหตุผลที่ตัดสินใจอย่างนั้น

พวกเราก็ลองคิดดูสิว่าถ้าเราเป็นคนตอบคำถามข้อนี้
เราจะตอบว่ายังไง แล้วเทียบกับเหตุผลข้างล่าง

เอาล่ะ

ลองดูเหตุผลของคำตอบแต่ละแบบแล้วเทียบกับเหตุผลของคุณ เนื่องจากแต่ละข้อก็มีเหตุผลที่เหมาะสมในตัวของมันเอง

เหตุผลข้างล่างนี้
เป็นเหตุผลของคนเกือบทุกคน

1. ถ้าคุณตอบว่ารับคนแก่ เหตุผลก็เพราะเขากำลังจะตาย ถ้าคุณรับไปก็เท่ากับช่วยชีวิตคนได้

2. ถ้าคุณตอบว่ารับหมอ เหตุผลก็เพราะเขามีบุณคุณกับคุณ และนี่คือเวลาที่จะตอบแทนได้บางส่วน

3. ถ้าคุณตอบว่ารับแฟนคุณ เหตุผลก็เพราะ
เขาเป็นคนที่คุณรัก

คิดว่าตรงแค่ไหนล่ะ

แต่ผู้ที่บริษัทนั้นรับเข้าทำงาน
เป็นผู้เดียวที่ตอบอีกแบบนึง...ให้คิดอีกที
คำตอบข้างล่าง




















เขาตอบว่า 'เขาจะให้กุญแจรถกับหมอ
ให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล
และเขาก็จะอยู่ที่ป้ายรถเมล์นั้น กับคนที่เขารัก'

เป็นไง ประหลาดใจกับคำตอบใช่ไหม
และคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ดีมากใช่ไหม
ข้อคิดของเรื่องนี้คือ

คนเรามักจะยึดติดและไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตรงหน้า (กุญแจรถ และการกลับบ้าน) ทำให้เรามองอะไร ด้วยมุมมองที่แคบลง จะเห็นว่าการมอบกุญแจรถให้หมอ นอกจากจะได้ตอบแทนบุญคุณ (หมอก็คงไม่ยึดรถไปเป็นของตัวเองหรอก ภายหลังก็เอามาคืน)

เรายังได้ช่วยชีวิตหญิงชรา แถมได้อยู่กับคนที่เรารัก
แบบสองต่อสอง เรียกได้ว่าเสียไปแค่ไม่ได้กลับบ้านในตอนนั้น! แต่เราบรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่อีกหลายอย่างได้ คุณล่ะ คิดว่าคุณมีมุมมองที่กว้างหรือแคบและยึดติดกับผลประโยชน์ต่าง ๆ แค่ไหน.....  

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new



ผมคงคิดมากไปนิดนึง เพราะผมว่าเอารถขับไปส่งหญิงชราก่อน แล้วกลับมารับแฟน ส่วนหมอมารับสุดท้าย ถ้าน้ำมันไม่หมดก่อนก็น่าจะได้นะครับ มีป้ายรถเมล์แสดงว่าอยู่ในกรุงเทพ โรงพยาบาลน่าจะไม่ไกล

แต่สงสัยหมอซึ่งอยู่ตรงนั้นน่าจะโทรเรียกรถพยาบาลมารับหญิงชรามากว่า

แล้วตาคนนี้ทำไมไม่รู้ว่าแฟนตัวเองตกระกำลำบากอยู่ตรงนี้นะครับ ถ้าเขาขับรถมารับแฟนตามที่นัดกัน แฟนซึ่งอยู่กับหญิงชรามาก่อน รู้สภาพของหญิงชราเป็นอย่างดี น่าจะยอมให้พระเอกของเราพาเธอไปส่งโรงพยาบาลก่อน เพราะการขับรถในสภาพอากาศไม่ดีน่าจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ถ้ามีคนคิดว่าทำไมไม่ให้แฟนขับรถไปส่งหญิงชรา

เอ เราคิดมากไปรึเปล่าน้อ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 24.10.08 at 14:20:48


tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 09:05:12:
ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใ

ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า "ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"

คนตักน้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า...
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่....

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ..

เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง...

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ นี้จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18586.msg371397;topicseen#new


ถ้าอันนี้ผมไม่คิดมากครับ หน้าที่ซ่อมถังน้ำเป็นหน้าที่เจ้าของ เพราะถังน้ำซ่อมตัวเองไม่ได้

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by gekiblack on 24.10.08 at 14:49:38

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีครับ  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.10.08 at 15:33:36

คุณ usarain ไม่ได้ถือว่าคิดมากหรอกครับ ตอนแรกผมก็ตอบว่า

ขับรถไปส่งคนเจ็บก่อน จากนั้นย้อนกลับมารับแฟน เพราะว่า ถ้ารับหมอไปก่อน แฟนของเราก็จะต้องรออยู่คนเดียว แล้วสุดท้ายค่อยกลับมารับ หมอ

แต่ในเรื่องที่แต่งมานี้ เจตนารมย์ไม่ได้อยู่ที่ต้องการคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่ต้องการบอกวิธีการคิดต่างออกไปจากความคิดเดิม ๆ ที่เราเข้าใจครับ ซึ่งจะเห็นได้จากเรื่องที่สอง ซึ่งสื่อชัดเจนยิ่งขึ้น (เพราะในความเป็นจริง ถังน้ำ คงพูดไม่ได้อยู่แล้ว) ว่า บางสิ่งที่ดูว่าไร้คุณค่า อาจจะมีคุณค่าซ่อนอยู่ หากแต่อยู่ที่เราจะหยิบใช้อย่างไรต่างหากครับ


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by AefifeA on 24.10.08 at 15:54:32

ผมอ่านโจทย์เสร็จผมตอบแบบที่เฉลยเลยครับ
ให้หมอครับคนแก่นั่งรถไปโรงพยาบาลด้วยกัน ส่วนผมจะไปส่งแฟนที่บ้าน ส่วนรถเดี๋ยวค่อยไปเอาที่หมอก็ได้

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by HATA on 24.10.08 at 18:46:10


tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 15:33:36:
คุณ usarain ไม่ได้ถือว่าคิดมากหรอกครับ ตอนแรกผมก็ตอบว่า

ขับรถไปส่งคนเจ็บก่อน จากนั้นย้อนกลับมารับแฟน เพราะว่า ถ้ารับหมอไปก่อน แฟนของเราก็จะต้องรออยู่คนเดียว แล้วสุดท้ายค่อยกลับมารับ หมอ

แต่ในเรื่องที่แต่งมานี้ เจตนารมย์ไม่ได้อยู่ที่ต้องการคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่ต้องการบอกวิธีการคิดต่างออกไปจากความคิดเดิม ๆ ที่เราเข้าใจครับ ซึ่งจะเห็นได้จากเรื่องที่สอง ซึ่งสื่อชัดเจนยิ่งขึ้น (เพราะในความเป็นจริง ถังน้ำ คงพูดไม่ได้อยู่แล้ว) ว่า บางสิ่งที่ดูว่าไร้คุณค่า อาจจะมีคุณค่าซ่อนอยู่ หากแต่อยู่ที่เราจะหยิบใช้อย่างไรต่างหากครับ



ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับ


ผมเองตอนแรกคิดคล้ายๆกับพี่

แต่ต่างกันที่ จะรับไปทุกคน

แล้วแวะโรงพยาบาลก่อน

ค่อยไปต่อ

เพราะหมออาจจะกลับบ้าน ไม่ได้กลับโรงพยาบาล

ชีวิตคนสำคัญกว่า  หุหุ  [smiley=znaka.gif]



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 24.10.08 at 18:48:17

นักธุรกิจชราผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตและกำลังจะเกษียณในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ต้องการคัดเลือกนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้สืบทอดกิจการของตน

เขาตัดสินใจเรียกประชุมบรรดานักบริหารรุ่นใหม่ๆ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของตน พร้อมกับได้มอบเมล็ดพืชให้ไปคนละหนึ่งเมล็ด ทั้งยังกำชับว่าให้นำไปปลูกและดูแลเป็นอย่างดี ทุกคนต้องนำเอาพืชที่ปลูกไว้มาส่งคืนในปีหน้า และเขาจะตัดสินว่าใครคือผู้สืบทอดธุรกิจของเขา

"จิม" คือหนึ่งในผู้ถูกเลือก เขานำเมล็ดพันธุ์พืชนั้นกลับบ้านด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เขาบอกเล่าเหตุการณ์ให้ภรรยาฟัง แล้วทั้งสองก็ช่วยกันปลูกเมล็ดนั้นลงในกระถาง ทั้งคู่ดูแลมันอย่างดีทุกวัน

สามสัปดาห์ผ่านไป บรรดานักบริหารหนุ่มที่ได้รับเมล็ดพืชต่างพูดคุยกันถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์นั้น บ้างก็ว่าเริ่มงอกเงย บ้างก็ว่าเริ่มแตกหน่อ มีเพียงแต่จิมผู้เฝ้ามองดูกระถางด้วยความหวังว่ามันจะงอกออกมาในไม่ช้า

ห้าสัปดาห์ผ่านไป ผู้คนพูดถึงเรื่องต้นไม้ที่เติบโตขึ้นทุกวัน จิมไม่มีสิ่งใดจะโอ้อวด เพราะเขายังคงไม่เห็นแม้แต่ต้นอ่อนของมัน ถึงอย่างไรเขากับภรรยาก็ยังเพียรพยายามรดน้ำดูแลอยู่ทุกวันมิได้ขาด แม้เขาจะรู้สึกได้ถึงความล้มเหลว

ครึ่งปีผ่านไป ทุกๆ คนต่างมีต้นไม้ที่สวยงามมาอวดกัน แต่ทว่ากระถางของจิมยังคงไม่มีสิ่งใดงอกออกมา เขารู้สึกว่าเมล็ดแห่งความหวังของเขาได้ถูกทำลายไปเสียแล้ว

แม้ว่าจิมจะไม่มีสิ่งใดให้โอ้อวดกับเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าเขาจะรู้สึกท้อแท้เพียงใด เขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลรดน้ำตามที่ได้รับปากไว้กับประธานมาตลอดหนึ่งปี

จิมยืนยันว่าจะไม่ยอมนำกระถางเปล่าเข้าห้องประชุม แต่ภรรยาของเขากลับให้กำลังใจ และให้จิมบอกเล่าทุกอย่างไปตามความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นทางออกเพียงทางเดียวที่จิมต้องยอมรับ

เขารักภรรยามากและยอมเชื่อในคำพูดของเธอ มันไม่ใช่ความผิดที่เขาไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้อย่างเช่นคนอื่นๆ

ในห้องประชุม จิมรู้สึกแปลกใจที่เห็นต้นไม้ของทุกคนสวยงาม
จิมรู้สึกอึดอัดและอับอายที่สุดในชีวิต เพื่อนๆ ต่างหัวเราะเยาะ บ้างก็เสแสร้งปลอบโยน จิมจึงตัดสินใจไปยืนอยู่มุมด้านหลังห้อง และภาวนาให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว

เมื่อประธานเดินทางมาถึง ชายชราได้กล่าวทักทายทุกคนพร้อมทั้งเอ่ยชมต้นไม้ของนักบริหารหนุ่มเหล่านั้น พร้อมทั้งประกาศว่าจะแต่งตั้งประธานคนต่อไปในวันนี้

ชายชราเหลือบเห็นจิมกับกระถางเปล่าหลังห้อง ก็สั่งให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเรียกจิมให้ออกมาข้างหน้า พร้อมทั้งซักถามจิมเกี่ยวกับต้นไม้ของเขา

จิมเล่าความจริงทั้งหมด ในใจก็คิดว่าเขาคงจะล้มเหลวและคงถูกไล่ออก

ประธานผู้ชราภาพบอกให้ทุกคนนั่งลง ยกเว้นแต่จิม เขาหันมามองจิมและบอกกับทุกคนว่า "ผมเลือกคุณจิมเป็นทายาทธุรกิจของผม"

ไม่เพียงแต่จิม ทุกคนในห้องล้วนไม่เชื่อหูตัวเอง[smiley=sm09.gif]

ชายชรากล่าวต่อไปว่า "หนึ่งปีที่แล้ว ผมได้มอบเมล็ดพืชให้พวกคุณคนละหนึ่งเมล็ดเพื่อนำไปปลูก หากแต่มันเป็นเมล็ดพืชที่ต้มสุกแล้ว มันจะงอกได้อย่างไร...จิมเป็นเพียงคนเดียวที่กล้ายอมรับความจริงและนำเอากระถางเปล่ามาให้ผม" [smiley=sm19.gif]

"พวกคุณคงเห็นว่าเมล็ดพืชมันไม่งอกสักที ก็เลยนำเอาเมล็ดพืชอื่นมาปลูกแทน แล้วก็นำมาส่งคืนให้ผม จิมเป็นเพียงคนเดียวที่ทำตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด และไม่คิดจะหลอกลวงผม ผมจึงเชื่อมั่นว่าเขาเหมาะที่จะเป็นนักบริหารที่ดีที่ผมไว้วางใจได้..และนี่คือเหตุผลที่ผมเลือกคุณ...จิม"  :)

ขอบคุณเพื่อนผู้แสนดีที่ส่งเมล์ข้อความดีๆ นี้มาให้ และถือโอกาสนำส่งต่อให้ทุกคนครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Urara on 24.10.08 at 19:15:44


HATA wrote on 24.10.08 at 18:46:10:

tigerroad197 wrote on 24.10.08 at 15:33:36:
คุณ usarain ไม่ได้ถือว่าคิดมากหรอกครับ ตอนแรกผมก็ตอบว่า

ขับรถไปส่งคนเจ็บก่อน จากนั้นย้อนกลับมารับแฟน เพราะว่า ถ้ารับหมอไปก่อน แฟนของเราก็จะต้องรออยู่คนเดียว แล้วสุดท้ายค่อยกลับมารับ หมอ

แต่ในเรื่องที่แต่งมานี้ เจตนารมย์ไม่ได้อยู่ที่ต้องการคำตอบว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่ต้องการบอกวิธีการคิดต่างออกไปจากความคิดเดิม ๆ ที่เราเข้าใจครับ ซึ่งจะเห็นได้จากเรื่องที่สอง ซึ่งสื่อชัดเจนยิ่งขึ้น (เพราะในความเป็นจริง ถังน้ำ คงพูดไม่ได้อยู่แล้ว) ว่า บางสิ่งที่ดูว่าไร้คุณค่า อาจจะมีคุณค่าซ่อนอยู่ หากแต่อยู่ที่เราจะหยิบใช้อย่างไรต่างหากครับ



ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับ


ผมเองตอนแรกคิดคล้ายๆกับพี่

แต่ต่างกันที่ จะรับไปทุกคน

แล้วแวะโรงพยาบาลก่อน

ค่อยไปต่อ

เพราะหมออาจจะกลับบ้าน ไม่ได้กลับโรงพยาบาล

ชีวิตคนสำคัญกว่า  หุหุ  [smiley=znaka.gif]


คิดเหมือนกันเลยครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 25.10.08 at 22:02:39

คิดเหมือนกันครับว่าเอากุญแจให้หมอพาคนแก่ไปโรงพยาบาล ส่วนตัวนั่งรอtaxiกับแฟนเพื่อไปโรงพยาบาลไปเอารถคืนอีกที :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.10.08 at 12:30:46


tom241 wrote on 24.10.08 at 18:48:17:
นักธุรกิจชราผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตและกำลังจะเกษียณในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ต้องการคัดเลือกนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้สืบทอดกิจการของตน

เขาตัดสินใจเรียกประชุมบรรดานักบริหารรุ่นใหม่ๆ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของตน พร้อมกับได้มอบเมล็ดพืชให้ไปคนละหนึ่งเมล็ด ทั้งยังกำชับว่าให้นำไปปลูกและดูแลเป็นอย่างดี ทุกคนต้องนำเอาพืชที่ปลูกไว้มาส่งคืนในปีหน้า และเขาจะตัดสินว่าใครคือผู้สืบทอดธุรกิจของเขา

"จิม" คือหนึ่งในผู้ถูกเลือก เขานำเมล็ดพันธุ์พืชนั้นกลับบ้านด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เขาบอกเล่าเหตุการณ์ให้ภรรยาฟัง แล้วทั้งสองก็ช่วยกันปลูกเมล็ดนั้นลงในกระถาง ทั้งคู่ดูแลมันอย่างดีทุกวัน

สามสัปดาห์ผ่านไป บรรดานักบริหารหนุ่มที่ได้รับเมล็ดพืชต่างพูดคุยกันถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์นั้น บ้างก็ว่าเริ่มงอกเงย บ้างก็ว่าเริ่มแตกหน่อ มีเพียงแต่จิมผู้เฝ้ามองดูกระถางด้วยความหวังว่ามันจะงอกออกมาในไม่ช้า

ห้าสัปดาห์ผ่านไป ผู้คนพูดถึงเรื่องต้นไม้ที่เติบโตขึ้นทุกวัน จิมไม่มีสิ่งใดจะโอ้อวด เพราะเขายังคงไม่เห็นแม้แต่ต้นอ่อนของมัน ถึงอย่างไรเขากับภรรยาก็ยังเพียรพยายามรดน้ำดูแลอยู่ทุกวันมิได้ขาด แม้เขาจะรู้สึกได้ถึงความล้มเหลว

ครึ่งปีผ่านไป ทุกๆ คนต่างมีต้นไม้ที่สวยงามมาอวดกัน แต่ทว่ากระถางของจิมยังคงไม่มีสิ่งใดงอกออกมา เขารู้สึกว่าเมล็ดแห่งความหวังของเขาได้ถูกทำลายไปเสียแล้ว

แม้ว่าจิมจะไม่มีสิ่งใดให้โอ้อวดกับเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าเขาจะรู้สึกท้อแท้เพียงใด เขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลรดน้ำตามที่ได้รับปากไว้กับประธานมาตลอดหนึ่งปี

จิมยืนยันว่าจะไม่ยอมนำกระถางเปล่าเข้าห้องประชุม แต่ภรรยาของเขากลับให้กำลังใจ และให้จิมบอกเล่าทุกอย่างไปตามความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นทางออกเพียงทางเดียวที่จิมต้องยอมรับ

เขารักภรรยามากและยอมเชื่อในคำพูดของเธอ มันไม่ใช่ความผิดที่เขาไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้อย่างเช่นคนอื่นๆ

ในห้องประชุม จิมรู้สึกแปลกใจที่เห็นต้นไม้ของทุกคนสวยงาม
จิมรู้สึกอึดอัดและอับอายที่สุดในชีวิต เพื่อนๆ ต่างหัวเราะเยาะ บ้างก็เสแสร้งปลอบโยน จิมจึงตัดสินใจไปยืนอยู่มุมด้านหลังห้อง และภาวนาให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว

เมื่อประธานเดินทางมาถึง ชายชราได้กล่าวทักทายทุกคนพร้อมทั้งเอ่ยชมต้นไม้ของนักบริหารหนุ่มเหล่านั้น พร้อมทั้งประกาศว่าจะแต่งตั้งประธานคนต่อไปในวันนี้

ชายชราเหลือบเห็นจิมกับกระถางเปล่าหลังห้อง ก็สั่งให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเรียกจิมให้ออกมาข้างหน้า พร้อมทั้งซักถามจิมเกี่ยวกับต้นไม้ของเขา

จิมเล่าความจริงทั้งหมด ในใจก็คิดว่าเขาคงจะล้มเหลวและคงถูกไล่ออก

ประธานผู้ชราภาพบอกให้ทุกคนนั่งลง ยกเว้นแต่จิม เขาหันมามองจิมและบอกกับทุกคนว่า "ผมเลือกคุณจิมเป็นทายาทธุรกิจของผม"

ไม่เพียงแต่จิม ทุกคนในห้องล้วนไม่เชื่อหูตัวเอง[smiley=sm09.gif]

ชายชรากล่าวต่อไปว่า "หนึ่งปีที่แล้ว ผมได้มอบเมล็ดพืชให้พวกคุณคนละหนึ่งเมล็ดเพื่อนำไปปลูก หากแต่มันเป็นเมล็ดพืชที่ต้มสุกแล้ว มันจะงอกได้อย่างไร...จิมเป็นเพียงคนเดียวที่กล้ายอมรับความจริงและนำเอากระถางเปล่ามาให้ผม" [smiley=sm19.gif]

"พวกคุณคงเห็นว่าเมล็ดพืชมันไม่งอกสักที ก็เลยนำเอาเมล็ดพืชอื่นมาปลูกแทน แล้วก็นำมาส่งคืนให้ผม จิมเป็นเพียงคนเดียวที่ทำตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด และไม่คิดจะหลอกลวงผม ผมจึงเชื่อมั่นว่าเขาเหมาะที่จะเป็นนักบริหารที่ดีที่ผมไว้วางใจได้..และนี่คือเหตุผลที่ผมเลือกคุณ...จิม"  :)

ขอบคุณเพื่อนผู้แสนดีที่ส่งเมล์ข้อความดีๆ นี้มาให้ และถือโอกาสนำส่งต่อให้ทุกคนครับ


ขอบคุณ คุณ tom241 มากครับ สำหรับเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับ ความซื่อสัตย์

คนเราอาจจะหลอกลวงคนอื่นได้ แต่หลอกลวงตัวเองไม่ได้ ขอเพียงเราได้ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดออกไป แม้จะล้มเหลว เราก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง และกล้าที่จะแบกรับความล้มเหลวนั้นเอาไว้ ไม่ผลักไสไปโทษสิ่งรอบข้าง

ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเสียหาย การไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่นต่างหาก ที่น่าละอายใจ

[smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif]



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.10.08 at 16:33:36

บทความต่อไปนี้ คงมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านเคยอ่านมาแล้ว แต่ก็อาจจะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่ยังไม่เคยอ่าน

แต่ผมเชื่อว่า ทุก ๆ ครั้งที่อ่าน ก็คงอดประทับใจไม่ได้

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=14909.0


ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน " ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า " ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

" ผมขโมยเองครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อต*น้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน " ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น  เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

" แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

" ทำไมถึงคิดโง่ ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......

วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

" มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ  ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ..

ฉันถามเขาว่า

" ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องช ายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

" ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเร าะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า

" ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน !
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

" แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงา นเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"!

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด " เจ็บมากไหม"

ฉันถาม

" ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

" เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้า ยกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

" พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสาม! ีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันข าหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

" พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

" แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

" ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...


เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล " พี่สาวของผมครับ" .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

" ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้าง เดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ....... นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมใ! ห้ดี

และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

" ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัท ฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ   ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า " ซัมซุง"

และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดย ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.10.08 at 17:17:43

ในสมัยพุทธกาล พ่อค้ามหาเศรษฐีคนหนึ่งมีภรรยาสี่คน
เขาหลงรักภรรยาคนที่สี่มากที่สุด จึงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามหรืออาหารโอชะ
ขณะเดียวกัน เขาก็รักภรรยาคนที่สาม
ภาคภูมิใจในตัวเธอมาก และมักจะนำเธอไปอวดแก่เพื่อนฝูงอยู่เนืองๆ


แต่พ่อค้าก็อดกลัวไม่ได้ว่า วันหนึ่งข้างหน้าสาวเจ้าอาจจะหนีตามชายอื่นไป
เขามีความรักให้ภรรยาคนที่สองด้วยเช่นกัน...
เธอผู้นั้นเป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีน้ำอดน้ำทน
และเป็นภรรยาที่พ่อค้าสามารถไว้วางใจได้เสมอ
โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหาใดก็ตาม
พ่อค้าก็จะหันหน้าไปปรึกษาภรรยาผู้นี้
ซึ่งเธอก็ช่วยเหลือเขาด้วยดีมาโดยตลอด
ฝ่ายภรรยาคนแรกนั้นเป็นคู่ชีวิตที่มั่นคงต่อสามี
ทั้งยังได้อุทิศตัวสอดส่องดูแลธุรกิจ ตลอดจนเรื่องภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
แต่อนิจจาพ่อค้ากลับไม่ได้รักตอบ รวมทั้งไม่ค่อยจะไยดีเธอสักเท่าไร
วันหนึ่ง เมื่อพ่อค้าล้มป่วยลง
รู้ว่าตนเองจะต้องจบชีวิตลงในไม่ช้า
เขาก็นึกถึงชีวิตอันแสนสุขที่ได้ผ่านมา
และอดรำพึงรำพันกับตัวเองไม่ได้ว่า

"เราเองมีภรรยาถึงสี่คนที่รักเรา และเราก็หลงใหลพวกหล่อนมาก
แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องตายลง เราก็ต้องโดดเดี่ยวเอกา..."
คิดได้ดังนั้น.......... เขาจึงตามภรรยาคนที่สี่มาเพื่อสอบถามว่า

"ข้ารักเจ้ามากที่สุด และที่ผ่านมา
ข้าก็ได้มอบผ้าผ่อนแพรพรรณอันงดงามให้แก่เจ้า ดูแลเจ้าเป็นอย่างดี...
แต่ตอนนี้ข้ากำลังจะตาย เจ้าคิดจะตาย ตามข้าหรือเปล่า"

"ไม่มีทาง" หล่อนตอบ แล้วก็จากไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก
อนิจจา............
คำตอบนั้นช่างเปรียบเหมือนคมมีดกรีดเฉือนหัวใจพ่อค้าเลยทีเดียว
แล้วพ่อค้าเจ้าทุกข์ก็ถามคำเดียวกันนี้กับภรรยาคนที่สาม
คำตอบนี้คือ "ไม่!"
ถึงตอนนี้พ่อค้ากลับรู้สึกเหน็บหนาวร้าวลึกในหัวอก
เขาพูดกับภรรยาคนที่สองว่า

"ข้ามักจะหันหน้าไปหาเจ้าเสมอ เมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อน
และเจ้าก็สามารถช่วยข้าได้ทุกครา
ถึงตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าอีกครั้ง
เมื่อข้าตายลงเจ้าจะยอมตายตามข้าหรือไม่"

"ขอโทษที่ครั้งนี้ข้าไม่อาจช่วยท่านได้
อย่างมากที่สุดข้าก็จะอยู่จัดการเรื่อง ฌาปนกิจให้ท่านเท่านั้น"
คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาด ทำให้พ่อค้าถึงกับตะลึงงัน

"ข้าจะอยู่กับท่านเสมอ จะติดตามท่านไปไม่ว่าจะเป็นที่ใด"
นี่เป็นคำตอบของภรรยาคนที่หนึ่ง ผู้ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา
บัดนี้หล่อนดูซูบลงมาก เนื่องมาจากไม่ค่อยได้รับอาหารที่มีคุณค่า
พ่อค้าตอบไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า

"ข้าควรจะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้..."
ฉะนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

"ภรรยาคนที่สี่เปรียบเสมือนร่างกายของเรา
ไม่ว่าเราจะพยายามดูแลให้ดีสักเท่าไรก็ตาม มันก็ไม่จีรัง
ขณะที่ภรรยาคนที่สามเปรียบได้ดั่งอาชีพการงาน
สถานะทางสังคม และความร่ำรวย
เมื่อเราตาย ทรัพย์สินก็ย่อมจะตกไปอยู่กับคนอื่น
คิดหรือว่าคนอื่น ๆ เขาจะไม่มาเอาฐานะตำแหน่งของเราไป...

"ภรรยาคนที่สองก็คือครอบครัวและเพื่อนๆ ของเรา
แม้เราจะได้อยู่ด้วยกันยามมีชีวิต
แต่ถึงที่สุดแล้ว เขาจะอยู่กับเราได้อย่างมากที่สุดก็ในงานฌาปนกิจ...

"ส่วนภรรยาคนแรกนั้นก็คือจิตวิญญาณของเรา
ที่มักจะถูกละเลยลืมเลือน...
เพราะเรามัวแต่ให้ความสนใจกับวัตถุ และความทุกข์ทางกามารมณ์
ขณะที่จิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตามเราไปทุกที่"


ขอขอบคุณเรื่องราวดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=8789.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.10.08 at 17:22:51

เรื่องต่อไปนี้ คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องแต่งขึ้น แต่ถึงจะเป็นเรื่องแต่ง แต่เชื่อว่าหลังจากอ่านจบแล้ว ความรู้สึกดี ๆ ก็คงจะก่อเกิดขึ้นในใจของเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านครับ

ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=5744.0

"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูใน
ตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า

"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"

"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"

ป้า คนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะ ดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม

"พี่หนอม มีไรหรอคะ"

"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"

พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"

แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

ฉัน สะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า

"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่

"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"

แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า

"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"

เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า

"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า

" ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป

หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที

"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"

แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า

"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"

"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"

ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

" แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า

"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"

"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"

"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"

" ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า

"จำไว้นะ ลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า

"ลูกอาจจะบอกว่าขโมย เป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ใน ครั้งนี้ถู
กต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญา ตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉัน ทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจาก กินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจาก นั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอก ในสมองเป
็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง

หลัง จากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉัน ได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลัง การผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉัน แปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษา เพิ่มเติม
เกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึง บ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง

ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร

อ้างอิงจาก   http://fw.deedeejang.com/index.php?showtopic=1891

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Maisinders on 27.10.08 at 18:06:50

เรื่องพ่อค้า ได้แง่คิดดีมากเลย ผมมองว่าคนเราควรจะรักตัวเองให้เป็นก่อน ดูแลจิตวิญาณตัวเองให้ดี  และเมื่อมีความรัก จงควรมอบความรักและการเอาใจใส่ให้กับคนที่รักเรา อย่างไม่มีข้อแม้หรือกฎเกณฑ์มากมายนัก  พร้อมที่จะร่วมทุกข์และสุขกับเราได้เสมอ
เรื่องที่2 ผมมองในเรื่องของความเมตตา  ว่าคนเราควรจะมีให้คนด้วยกันอยู่เสมอ  เพราะบางคนใช่ว่าจะเลวโดยตั้งใจ
 ขอบคุณพี่มากๆครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 27.10.08 at 22:30:21

ขอบคุณ คุณtigerroad197 เช่นกันที่ตั้งกระทู้ดีๆ ให้เพื่อนๆ สมาชิกและบุคคลทั่วไปได้อ่านกัน ปัจจุบันนี้เราสามารถพบเห็นข่าวที่ไม่ดีไม่งามได้ทั่วไปในสังคม

ผมชื่นชมคุณด้วยใจจริงที่คุณนำเอาสิ่งดีๆ มานำเสนอ เชื่อว่าคนที่ได้อ่านก็คงจะได้แง่คิดที่ดี และหากนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตด้วยก็จะทำให้สังคมดีขึ้นเช่นกัน

ผมก็อยากร่วมด้วยช่วยกันนำสิ่งดีๆ มาแบ่งปันกันน่ะครับ [smiley=sm10.gif]   เชื่อว่าอย่างน้อยนี่คือการจรรโลงสังคมให้น่าอยู่ขึ้น แม้มันจะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยก็ตาม

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 28.10.08 at 07:07:49

ผมชอบกระทู้นี้จริงๆครับ ปักหมุดให้จ้า นี่ถ้าคุณหมอไปเกิดในตะวันออกกลางล่ะแน่เลยครับ เห็นภาพแขกเอารถทับแขนเด็กโขมยของที่น้อง DIP เคยโพส แล้วน่ากลัวมากๆ

บะหมี่น้ำ1ชาม เป็นเรื่องที่ผมเจอสมัยเล่น NET ใหม่ๆครับ เคยโพสที่PANTIP นานมาแล้วเกือบ10 ปี CREDIT ใครจำไม่ได้ ขออภัยด้วยนะครับ ยาวน่อยนะครับ บางท่านอาจเคยอ่านแล้ว

********************************************

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 23 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2528
ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ร้านบะหมี่ " ฮอกไก " บนถนนซัปโปโร

การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี "ร้านฮอกไก" นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คน
แน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้วบน
ถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่


แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้าน
เร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ของร้าน "ฮอกไก" เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจ
คอดี

ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน
ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน
คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน

เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ทลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ

"เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา

หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า
"ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมค๊ะ"

เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง
แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่
เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม
ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง
สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
กินพลางพูดพลาง

"ทานเถอะครับ" ลูกคนพี่พูด

"แม่ทานหน่อยสิครับ"ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)"

พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ
ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า
ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา
สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง
22.00น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น
ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน
พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย
เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง

"ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ"

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ"

เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง
ตะโกนไปพลางว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่รับคำพลาง
จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า

"นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ"

"ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย"

สามีตอบพลาง แล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน
เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า

"เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"


ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สาม
แม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง
เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย

"หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริง ๆ "

"ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว"

"ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ"

กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป

"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป

สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง
ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก
สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว
สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น.
พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป

พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียน
ไว้ว่า "บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง
แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน"
30นาทีก่อนเถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย "จองแล้ว"
ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง


เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ
22.30น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฎตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง

น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว
เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก

ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม

"เชิญค่ะ เชิญค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ

มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย

ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงกเงิ่นเงิ่นว่า

"รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ" "ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ"

เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง

แล้วรีบเอาป้าย"จองแล้ว"ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า

"บะหมี่น้ำสองชาม"

"ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ"

เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน
สามแม่ลูกกินไปพูดไป

ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก




สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน
ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย

"ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"

"ขอบคุณ ?"

"ทำไมครับ"

"เรื่องเป็นอย่างนี้


คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ
และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น

ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน"

"เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ"
ผู้เป็นพี่ตอบ

ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ
อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร

"แต่เดิมนั้นเเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม

แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว"

"จริง ๆ หรือครับ แม่"

"จริงสิจ๊ะ
นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์

ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร
ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่

ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก

จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด"

"ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ

แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ"

"ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย

เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ"

"ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ "


"แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง
ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง
คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด
เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อน ๆ
ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่
ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง"

"จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ"

"หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า"

น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ

แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย"


"เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว
ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหาม
รุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์
น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…"

"ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม
พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ
อร่อยมาก…สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว
คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก
แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก

เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด…"


"ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…"

สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ
ก็หายตัวไป

พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ
ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง

พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ

"พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า

"วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ "

"จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรหล่ะ"

"ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน
ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ
อยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน
เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร"

"เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่
น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อ
สักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ "


"หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกิน
กันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน
และดูแลแม่เป็นอย่างดี และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"

สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุก ๆ ปี

จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป

มองตามหลังสามแม่ลูกไป เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ

พร้อมกับกล่าวว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง

พอถึงเวลา21.00น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย"โต๊ะจอง"ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย
การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย

แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย

ปีที่สอง ปีที่สาม
โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม

สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย
กิจการของร้านฮอกไกดีมาก

เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว
ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่

โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่

จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

"นี่มันเรื่องอะไรกัน"
ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา


เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง

โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง

และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก

พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา

โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า "โต๊ะแห่งความสุข"

ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป



มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากิน
บะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้

ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี

พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านค้าในระแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก

ก็มักจะมารวมตัวฉลองโดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก
กินไปพลาง

ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง

แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน
เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว

ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว

เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย

ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา
บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา

ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน
ต่างก็คึกคักกันมาก

ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง

ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า

วันนี้"โต๊ะจอง"ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง

มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม

พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้า ๆ
ออก ๆ

พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป
พูดเรื่องการค้าบ้าง

คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง

ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่

ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่อง

จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น.
ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ

ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน
สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน

ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล
พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน


พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง

และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก
ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า

"ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"

เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น



ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน


ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า

"เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"

ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว

ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ
กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า

เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน

เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่

ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก "พวกคุณ .. พวกคุณ"
เขาพูดได้เพียงแค่นั้น

คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ




ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ
เถ้าแก่เนี้ยว่า

"พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มา
สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"


"หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ
ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว
ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"

"วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น

ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต
ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ

ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า


พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร

และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"

สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า

เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู


พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ

แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า "อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปหล่ะ

อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้
"โต๊ะจอง"

ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง

รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"

ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ
ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า


"ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"

เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
"ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"

หากดูกันตามจริงแล้ว


สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย

มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน
คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ

รวมทั้งคำอวยพรว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ)
สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง


แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์
คับขับได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ---

อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง

ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้



บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ
ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้

ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …
เพื่อนพ้องทั้งหลาย …

อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย
หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป


พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บ
ไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ
จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก

….

ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น

แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว


มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ


ไงจ๊ะ…อ่านบทความนี้จบแล้วรู้สึกเมื่อยตาบ้างหรือเปล่า
บริหารสายตาหน่อย

กรอกตาซ้ายไปมา เสร็จแล้วก็หันมากรอกตาขวา

หลังจากนั้นก็กรอกตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน


หากทำแล้วลูกตากระเด็นออกมานอกเบ้าแล้วล่ะก้อไม่ต้องมาหาฉันนะจ๊ะ

ไปหาหมอเถอะ…

เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น

ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว
ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า

"ใครที่อ่านนิทานเรื่องแล้ว
ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้"

ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง

แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
รู้สึกประทับใจจริง ๆ

จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น
มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ


แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ


และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
*******************************************


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 28.10.08 at 09:22:26

ขอบคุณ น้อง Maisinder และ คุณ tom241 มากครับ สำหรับกำลังใจที่ให้แก่กัน

และขอขอบคุณ คุณลู มากสำหรับ ที่ช่วยกรุณาปักหมุดกระทู้นี้ รวมถึงเรื่อง โต๊ะจองเบอร์สอง ที่นำมาโพสต์นี้ อ่านแล้วได้ความรู้สึกที่ดีมากจริง ๆ ครับ บางครั้งการทำความดีเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะขัดสนจริง ๆ แล้ว มันดูยิ่งใหญ่เหนือกว่าหมื่นแสนถ้อยคำบรรยายจริง ๆ ครับ

อยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันอ่าน และช่วยกันหาเรื่องดี ๆ มาโพสต์ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังอ่อนล้าครับ

ขอบคุณมากครับ


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 28.10.08 at 09:54:03

ขอนำเอา ข้อคิดดี ๆ มาฝากเพื่อนสมาชิก แทนคำ อรุณสวัสดิ์ ครับ

ขอขอบคุณข้อคิดดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=5339.0


สมัยเด็กๆ ครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่า ...

เวลาเราใช้ดินสอวาดภาพ
เราห้ามใช้ยางลบ

ตอนนั้น ฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักเท่าไหร่
รู้เพียงแต่ว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว
ฉันก็อยากแก้ให้มันตรงสวย

แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น
ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ
สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆ นั้นไปตามจินตนาการ

เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันเผลอวาดดวงตากลมโตเกินไป
ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆ นั้นเป็นแว่นตาแทน

แม้ตอนนั้นฉันจะไม่เข้าใจว่า
ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ
และแม้ฉันจะไม่เคยคิดวาดรูปหน้าคนใส่แว่นตามาก่อน
แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ แถมยังภูมิใจว่า
ฉันสามารถวาดภาพๆนั้นด้วยความมั่นใจ
และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง

เวลาผ่านไป ฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูสอนวันนั้น
แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน นั่นคือ
การเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด

ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนทุกคน
และในชีวิตหนึ่งนี้ก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั้งใจ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น
และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ก็คือ

การที่ฉันเข้าใจว่าธรรมชาติของความผิดพลาด คือการที่มันเกิดขึ้นแล้ว
จะคงอยู่อย่างถาวรฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ ลบความผิดพลาด
แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง

ดังนั้น ถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว
การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอแหกกฎ
เพื่อใช้ยางลบกลับไปลบแก้ไขมันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้

สิ่งเดียวที่จะทำได้
ก็คือรู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ
และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากขึ้น
ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อจะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม

แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้
ดังนั้นเราต้องตั้งใจ และมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น
และถึงแม้ภาพที่เราวาดจะออกมาไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่
แต่มันก็มาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ

ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่ง
เราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้างเพราะถึงอย่างไร ฉันเชื่อว่า
ถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 28.10.08 at 18:40:23

ได้อ่านเรื่องบะหมี่แล้ว น้ำตาไหลไปเรียบร้อย ขอบคุณครับ (อ่านที่ทำงานเสียด้วย...อายจัง) [smiley=sm03.gif]

มีเมล์ของเพื่อนส่งต่อๆ กันมาให้ ก็ขอนำมาเก็บไว้ ณ ที่นี้ด้วยละก้นครับ บางคนอาจจะเคยผ่านสายตามาบ้างแล้ว เป็นเรื่องของ "ครอบครัว" ในภาษาอังกฤษ ว่าไว้อย่างนี้ครับ

F = father (พ่อ)
A = and (กับ)
M = mother (แม่)
I = I (ฉัน,ผม,หนู)
L = love (รัก)
Y = you (คุณ,ท่าน)

ถ้าความหมายของคำว่าครอบครัวเป็นอย่างนี้ล่ะก็ มันดูมีคุณค่ามากขึ้นแล้วใช่ไหมทุกท่าน :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.10.08 at 09:39:05

ขอบคุณ คุณ tom241 มากครับ

8) ??? ??? 8)

[smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.10.08 at 10:54:35

เอามาฝากบ้างครับ
พ่อ ลูก กับตะปู

   มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก
   พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาถุงหนึ่ง และบอกกับเขาว่า
   "ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโหหรือโกรธใครสักคน
   ให้ตอกตะปูหนึ่งตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"

   วันแรกผ่านไป
   เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว
   และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป
   อย่างน้อยที่สุดเขาได้รู้ว่าสิ่งที่พ่อกำลังพยายามบอกกับเขาก็คือ
   การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ
   ซึ่งง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ







   และแล้วหลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น
   เขาจึงเข้าไปพบพ่อและบอกกับพ่อว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็น

   พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆครั้งที่เจ้าสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านหนึ่งตัว"

   วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว
   จาก 1 เป็น 2 .... จาก 2 เป็น 3
   จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกมา
   เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
   "ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ!!"







   พ่อไม่ได้พูดอะไรแต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า "ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ
   และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น

   จำไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์
   สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
   เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
   ต่อให้พูดคำขอโทษสักกี่หนก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด
   ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้
   ฉันใดก็ฉันนั้น"

   "กับเพื่อน .. เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณีอันมีค่าที่หายาก
   เป็นคนที่ทำให้เรายิ้มเป็นคนที่คอยให้กำลังใจ
   และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ

   เป็นคนที่คอยปลอบใจเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ
   ...แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน

   และระวังสิ่งที่เราทำไปไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ

   และจงจำไว้เสมอว่าคำขอโทษไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม

   แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ รอยร้าว ที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ ... ตลอดไป"

 

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.10.08 at 13:00:32

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

8) ??? ??? 8)

[smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.10.08 at 14:07:04

อาจารย์สอนยูโดชาวญี่ปุ่น อายุปูนปัจฉิมวัยคนหนึ่ง ชวนลูกศิษย์หนุ่มชาวอเมริกันเดินทอดน่องไปตามชายหาดยามเย็น ช่วงหนึ่งของการสนทนา อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นคู่ขนานลงไปบนผืนทรายขาวละเอียด เส้นหนึ่งยาวประมาณ 5 ฟุต อีกเส้นหนึ่งยาวประมาณ 3 ฟุต "เธอลองทำให้เส้นที่ยาว 3 ฟุต ยาวกว่าเส้นที่ยาว 5 ฟุต ให้อาจารย์ดูหน่อยสิ" เสียงอาจารย์บอกเป็นเชิงท้าทายอยู่ในที ลูกศิษย์อเมริกันหยุดคิดพินิจเส้นทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก็ เผยยิ้มที่ริมฝีปากเหมือนค้นพบคำตอบ
เธอบรรจงใช้เท้าข้างหนึ่งค่อยๆ ลบรอยเส้นตรงที่ยาวประมาณ 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือนิดเดียว โดยวิธีนี้เส้นที่ยาวราว 3 ฟุตจึงโดดเด่นขึ้นมาแทน ลบเสร็จเธอ เงยหน้าสบตาอาจารย์พลางขอความเห็น "เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ" ผู้เป็นอาจารย์ใช้ไม้เท้าเคาะหัวเธอเบาๆ หนึ่งทีก่อนบอกว่า
"ใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว รู้ไหม? คนที่คิดจะยกตัวเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่สู้ฉลาดเลย ทางทีดี จงยกตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง" ว่าแล้วอาจารย์ก็ขีดเส้นทั้งสองใหม่ แล้วสาธิตให้ดูโดยการปล่อยเส้นที่ยาว 5 ฟุตไว้อย่างเดิม แต่ขีดเส้นที่ยาว 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต
ฝ่ายลูกศิษย์ยังคงกังขา "คู่แข่งของเธอ ไม่ใช่ศัตรู แต่คือครูของเธอ และเขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม เธอลองคิดดู หากไร้เสียซึ่งคู่แข่งเธอจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ เธอจะรู้จักความสวยงามได้อย่างไร คู่แข่งขันของเรายิ่งเก่ง ยิ่งฉลาดล้ำก็จะทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้นนักสู้ที่ดีนั้น เขายืนหยัดอยู่
ในสังเวียนได้เพราะมีคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็ง คู่ต่อสู้ที่อ่อนแออาจทำให้เราเป็นผู้ชนะ แต่ชัยชนะนั้นมักไม่ยืนยง คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน ถึงแม้จะทำได้ สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถี
ทางของเขาอย่างเสรีนั้น มีผลลัพธ์ต่างกันเพียงไร "การเลื่อนตัวเองขี้น พร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจชนะแต่ก็มีศัตรูเป็นของแถม "การเลื่อนตัวเองขึ้นแต่ไม่ลดคนอื่นลงเธออาจเป็นผู้ชนะพร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมาย


ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=892.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 29.10.08 at 14:44:44

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้เติมบางสิ่งบางอย่างแทรกเข้าไปในชีวิตเลยครับ [smiley=sm02.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 30.10.08 at 14:04:03

ทุกวันนี้ มีข่าวร้าย ๆ ให้อ่านมากพอแล้ว

หยุดอ่านข่าวร้ายสักครู่ แล้วมาอ่านเรื่องดี ๆ ให้ข้อคิดเรื่องนี้กันนะครับ

ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ ให้ข้อคิดจากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=6817.0


อวัยวะไหนสำคัญที่สุด

แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทายสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก

เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก ผมเคยคิดว่า

เสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์

ดังนั้น ผมจึงบอกว่า "แม่ มันคือ หู "

แต่แม่บอกว่า "ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวกแต่ก็ยังอยู่ได้"

ลูกลองคิดดูไปก่อนนะแล้วเร็ว ๆ นี้แม่จะถามลูกใหม่นะ



หลายปีผ่านไปก่อนที่แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรก ผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา

และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า

"แม่ การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ คน

ดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลยที่สำคัญที่สุด"

แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า

"ลูกเรียนรู้ได้เร็วมาก แต่ว่าคำตอบยังไม่ถูกจ้ะ เพราะว่า

ยังมีคนมากมายที่ตาบอด แต่ก็ยังอยู่ได้"

ผมอึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้าหาความรู้ต่อมาอีกหลายปี

และแม่ก็ยังคงถามผมอีกหลายครั้ง และทุกครั้ง

คำตอบของแม่ก็คือ "ไม่ใช่จ้ะ แต่ลูกก็ฉลาดขึ้นทุก ๆ ครั้งนะจ๊ะลูกรัก"



จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก

ทุกคนร้องไห้ แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย

ผมจำได้ดีเพราะว่า มันเป็นเพียงครั้งที่สองที่ผมเห็นพ่อร้องไห้

แม่มองมาที่ผม ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่ แล้วแม่ก็ถามผมว่า

"ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุด ลูกรัก ?"

ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์

ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนงงของผม และก็บอกว่า

"คำถามนี้สำคัญมากลูก มันแสดงให้เห็นความจริงในชีวิตของเรา"

สำหรับอวัยวะต่าง ๆ ที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญในอดีตที่ผ่านมา

และแม่ได้บอกกับลูกว่ามันผิดมาตลอด

พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด

แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด

แม่ ก้มลงมองมาที่ผม ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนนึงจะทำได้

ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า



"ลูกรักส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ "บ่า"จ้ะ"

ผมถามแม่ว่า "เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเราไว้ใช่มั้ยครับ ?"

แม่ตอบว่า "ไม่ใช่จ้ะ

แต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับศีรษะของเพื่อนของเราหรือ

คนที่เรารักเมื่อยามที่เค้าร้องไห้"

คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคน ไว้คอยซบยามร้องให้ในบางช่วงเวลาของชีวิต

ลูกรักแม่เพียงแต่หวังว่าลูกจะมีเพื่อนและคนรัก

ที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้ยามเมื่อลูกต้องการ

ตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา คือการไม่เห็นแก่ตัว

และมันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น

คนเราอาจจะลืม สิ่งที่คุณพูด.......

คนเราอาจจะลืมสิ่งที่คุณทำ.........

แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า "รู้สึก" ได้......




เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า....

คุณไม่ได้เห็นมันตลอดเวลาหรอก แต่คุณรู้ว่า

พวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณตลอดเวลา........

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.10.08 at 21:10:42

อืม...คำตอบที่คิดไม่ถึงจริงๆ ความจริงผมเคยอ่านเรื่องนี้นานมาแล้ว และก็ลืมคำตอบไปแล้วด้วย ขอบคุณที่นำกลับมาให้อ่านกันครับ

ถ้าเรายังไม่เคยใช้มันรองรับความทุกข์ของใครๆ ก็คงจะนึกไม่ออกนะครับว่ามันสำคัญแค่ไหน และสำคัญกับคนรอบๆ ข้างเราเพียงไร อืม....มีใครมีความทุกข์กันบ้างครับ เชิญครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 31.10.08 at 13:25:20


tom241 wrote on 30.10.08 at 21:10:42:
อืม...คำตอบที่คิดไม่ถึงจริงๆ ความจริงผมเคยอ่านเรื่องนี้นานมาแล้ว และก็ลืมคำตอบไปแล้วด้วย ขอบคุณที่นำกลับมาให้อ่านกันครับ

ถ้าเรายังไม่เคยใช้มันรองรับความทุกข์ของใครๆ ก็คงจะนึกไม่ออกนะครับว่ามันสำคัญแค่ไหน และสำคัญกับคนรอบๆ ข้างเราเพียงไร อืม....มีใครมีความทุกข์กันบ้างครับ เชิญครับ :)


ด้วยความยินดีครับ

หากเมื่อไหร่ที่เราคิดว่า บ่า มีไว้ตั้งคอของเรา แสดงว่า เราไม่ได้นึกความทุกข์ของคนรอบข้าง จนกว่าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่า บ่า มีภาระไว้แบ่งปันความทุกข์ ความเศร้า จากผู้อื่น

ขอนำเรื่องที่แฝงข้อคิดดี ๆ มาฝากกันอีกครับ

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่ มีนิสัยชอบจับผิด
และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย
ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่  ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า
ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป
ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือ ดี
ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด
มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู
นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา
ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ
ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน
จัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา
เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้
หลวงพ่อเจ้าอาวาส
มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงาน ให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อย
ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหล ายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ

เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้น น่ะมันเป็นขี้เรื้อน
คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน
เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้
อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม
เจ้าหมาตัวนั้น น่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี

คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่
แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร
สวดมนต์เย็นแล้ว

ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น
ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย
นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
เมื่อออกพรรษาแล้วโยม แม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก

'อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน
ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา'โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย
แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า
หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ

ถ้าเรายังเป็น  โรค อยู่ในใจ   ไม่พอใจอะไรซักอย่าง  เงินเดือนน้อย หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ว่าเราย้ายงาน    ไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า เราพัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย
 

ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=17779.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.11.08 at 12:46:47

ลองอ่านดูนะครับ

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=14441.0

รู้ใหมว่าผู้หญิงต้องการอะไรมากที่สุด?


กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว..... อาเธอร์ถูกจับและจะโดนประหารชีวิต
> >แต่กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระถ้าหากเขาสามารถตอบปัญหาแสนยากข้อหนึ่ง
> >ได้ถูกต้อง อาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ 1 ปีเต็ม ถ้าเขาตอบไม่ได้
> >เขาก็จะถูกประหาร คำถามนั้น คือ ....สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ
> >คืออะไร ?"
> >ปัญหาดังกล่าวช่างยากเย็นจนแม้นักปราชญ์ที่ฉลาดก็ยังงุนงง
> >เขากลับไปยังอาณาจักรของเขาและเริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คน
> >แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่น่าพอใจได้
> >คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไปปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่
> >ซึ่งน่าจะเป็นผู้เดียวที่จะรู้คำตอบ แต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพง
> >แล้ววันสิ้นปีก็มาถึง อาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น แม่มดตกลงจะให้คำตอบ
> >แต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อน
> >นังแม่มดต้องการแต่งงานกับกาเวน
> >อัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของเหล่าอัศวินโต๊ะกลม
> >และเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาเธอร์
> >อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญเพราะยายแก่หลังโกงเหม็นก็เหม็น
> >มีฟันเหลือซี่เดียว ตัวก็เหม็นเหมือนถังส้วม
> >ชอบทำเสียงประหลาดน่ารังเกียจ
> >เขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อน
> >ฝ่ายกาเวนพอได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้น เขายอมแต่งงาน
> >เพื่อชีวิตของอาเธอร์ และการดำรงอยู่ของอัศวินโต๊ะกลม
> >และยายแม่มดก็ให้คำตอบต่อคำถามของอาเธอร์

> > "สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ ก็คือการได้เป็นตัวของตัวเอง"

> >ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะวาจาอันยิ่งใหญ่
> >และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการประหารแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นจริง
> >แต่ทว่า........งานแต่งงานของกาเวนกับนังแม่มดช่างเหลือรับจริงๆ
> >กาเวนสง่าผ่าเผยเช่นปกติ ทั้งสุภาพอ่อนน้อม
> >ส่วนฝ่ายนังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดเดช ทั้งกินมูมมามด้วยสองมือ
> >ทั้งเรอ ทั้งตด ทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัด
> >และแล้วยามค่ำของวันส่งตัวก็มาถึง
> >กาเวนได้ปลอบตนเองพร้อมรับคืนสยองเขาก้าวเขาสู่ห้องนอนวิวาห์
> >ช่างไม่เชื่อสายตาตนเอง!!!!หญิงสาวแสนสวยที่สุดที่เคยพบพานนอนรออยู่เบื้องหน้า
> >กาเวนงุนงง ? สาวแสนสวยเฉลยว่า เพราะกาเวนช่างแสนดีกับหล่อน
> >(เมื่อยามเป็นแม่มด) ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวัน
> >เธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่ารังเกียจ ส่วนอีกครึ่งหนี่งของวัน
> >เธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้ กลางวันเขาอยากให้เธอเป็นแบบไหน?
> >กลางคืนอยากให้เป็นแบบไหน? เป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย!!!
> >กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรอง หญิงสาวสวยยามกลางวันเพื่ออวดต่อเพื่อนฝูง
> >แต่กลางคืนเมื่ออยู่สองต่อสองเป็นยายแม่มด?
> >หรือว่าเขาควรจะเลือกยายแม่มดตอนกลางวัน
> >แล้วได้สาวสวยเพื่อเริงระบำยามค่ำคืนดี??
> >เป็นคุณหล่ะ คุณจะเลือกอย่างไร  
> >(กรุณาหยุดคิดสักนิดเมื่อตัดสินใจได้แล้ว
> >ค่อย scroll ลงไปอ่านนะ)
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >(เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว อ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่ข้างล่างนี้ )
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >
> >กาเวนตอบว่า
> >
> >
> >"เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ติดสินใจเลือกเอง"
> >
> >
> >
> >
> >
> >เมื่อเธอได้ยินดังนั้น
> >เธอจึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลา
> >เพราะเขาได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเอง


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.11.08 at 12:58:43

ถ้าหากทุกวันนี้ เพื่อนสมาชิก รู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมที่อยู่ ลองคิดกลับอีกด้านหนึ่งแบบบทความข้างล่างนี้

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=2853.0


ฉันขอขอบคุณสำหรับ....

สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน
เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน
ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น

สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่องล้างจานอยู่
เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ถนน

สำหรับภาษีที่ต้องเสีย เพราะนั่นหมายถึงฉันมีงานทำ

สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงานปาร์ตี้
เพราะนั่นหมายถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง

สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีกิน

สำหรับเงาที่คอยมองดูฉันทำงาน
เพราะนั่นหมายถึงกำลังได้รับแสงแดด

สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด
เพราะนั่นบ้านถึงฉันมีบ้าน

สำหรับคำบ่นต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล
เพราะนั่นหมายถึงเรามีอิสระในการแสดงความคิดเห็น

สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอดรถ
เพราะนั่นหมายถึงฉันฉันสามารถเดินได้ และฉันมีรถ

สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่

สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวัน
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถทำงานหนักได้

สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.11.08 at 13:27:27

>>>ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
>>>ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
>>>ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
>>>ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
>>>ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า
>>>ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝัน
>>>อันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา"
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ อัลเบิร์ต ไอสไตน์
>>>
>>>
>>>ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
>>>ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
>>>ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
>>>ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
>>>ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
>>>ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
>>>ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์ ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง
>>>
>>>
>>>ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี
>>>ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ต้ง
>>>ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
>>>ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน
>>>
>>>
>>>ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
>>>ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
>>>ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ ไมเคิล จอร์แดน
>>>หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก
>>>
>>>
>>>ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
>>>ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
>>>ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
>>>ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก
>>>
>>>
>>>ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
>>>ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
>>>ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
>>>
>>>
>>>ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
>>>ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น
>>>ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"
>>>
>>>
>>>ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
>>>ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
>>>ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุก
>>>มากกว่า"
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"
>>>
>>>
>>>หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
>>>หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
>>>หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า
>>>"เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
>>>หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีนมอนโร" นั่นเอง
>>>
>>>
>>>ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
>>>ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ
>>>ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
>>>ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
>>>ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
>>>ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินลงทุน
>>>เพียง 100 เหรียญสหรัฐ
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์"
>>>นักลงทุนอัจฉริยะอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก
>>>
>>>
>>>ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
>>>ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
>>>ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
>>>ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
>>>ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
>>>ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
>>>
>>>
>>>ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
>>>ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
>>>ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม
>>>"บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
>>>ผู้ถือครองสินทรัพย์
>>>กว่า 46,000 ล้านเหรียญ
>>>
>>> คุณเคยล้มเหลวบ้างไหม เชื่อว่าทุกคนสำเร็จได้ถ้าฝ่าฟันและยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคที่เราพบเจอ
>>>
>>>เชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว
     

คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก

ขอขอบคุณ
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=12547.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 01.11.08 at 15:39:26

ขอบคุณสำหรับทุกๆ บทความครับ ว่างเมื่อไรก็จะเข้ามาอ่าน บางครั้งก็อ่านซ้ำๆ เวลาเครียดๆ ช่วยได้ครับ (เรื่องดีๆ ก็ควรค่าแก่การจดจำ จริงไหมครับ)

เรื่องหมาขี้เรื้อนนี้ ตอนเป็นวัยรุ่นก็เคยเป็นมาก่อน (แต่ไม่ได้จบนอกนะครับ) "โดนเลยเรา" แบบว่าเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่มองรอบๆ ตัวเลย ตอนนี้คิดได้แล้วแต่ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ยังคงเป็นพระที่สำรวมและเคร่งขรึมมากขึ้นเท่านั้นครับ :-*

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by sassy_girl_za on 02.11.08 at 23:32:35

อ่านแล้วรู้สึกดีจังค่ะ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 03.11.08 at 11:57:59

การสอนง่ายๆแต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด


> ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน
> เพื่อนให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท
> เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวัน
> จึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่าย ๆ แต่งแฝงไว้ด้วยข้อคิด
>
> เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ
> เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา
แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
> "พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?"
> เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท
>
แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน...
> "เต็มแล้ว..."
> เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา
> แล้วเทกรวดเม็ดเล็ก ๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบา ๆ
> กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส อัดจนแน่นเหยือก
> เขาหันไปถามนักศึกษาอีก
> "เหยือกเต็มหรือยัง?"
> นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ
> "เต็มแล้ว..."
> เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
> เททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก
> เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
> เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก
> เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง
> "เหยือกเต็มหรือยัง?"
> เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
> ปรึกษากันอยู่นานหลายคนเดินก้าวเข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ
> มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
> มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน
> ....จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน
> เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น
> "คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"
> "แน่ใจนะ"
> "แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"
> คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
> ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
> เขาหัวเราอย่างอารมณ์ดี
> "ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
> "ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา
> ลูกเทสนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต
> การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริง
> สูญเสียไปไม่ได้...."
> "...เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์
ทรายก็คือเรื่องอื่น
> ๆ ที่เหลือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ
> แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้....
> เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
> คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆอยู่ตลอดเวลา
> ชีวิตเต็มแล้ว...เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
> ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน..."
> "...ชีวิตของคนเราทุกคน..ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็ก ๆ
> น้อย ๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า...
> เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต
> เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
> ใช้ชีวิตเล่นกับลูก ๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด
> พากันออกกำลังกายเล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง
> เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ
> ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด..."
> "...หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ
> ตัวเรา..."
> นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
> "แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร?"
> เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า
> "การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า
ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด
> ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้น
> คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...."


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=2654.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 03.11.08 at 12:06:09

เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง
เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา
เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว
เศรษฐีบอกชาวนาว่า ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง
'แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะเยิกหนี้สินทั้งหมดให้'

ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า 'ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวน ใส่ในถุงผ้านี้
ก่อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้
หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า
แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกบัข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย'

ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ เธอจะทำอย่างไร?

หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็จะต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ต้องเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน

-------------------------------------------------------------
เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป ในทางตรงกันข้าม หากเราลองมองต่างมุม จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งทางเสมอ

การยืดหยุ่นและพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง
บางครั้งในการแก้ปัญหา เราอาจต้องสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่
ในยุคของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ เขากล่าวว่า
เป็นเรื่องเขลาที่คิดว่า ปัญหาที่รุมเร้ามนุษย์ในวันนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือที่เคยใช้ได้ผลในอดีต

หากเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ บางทีวันนี้สังคมนิยมโซเวียตยังไม่เปิดประเทศ
และสันติภาพระหว่างฝ่ายขาว-ฝ่ายแดงคงล้าหลังไปอีกหลายปี

โลกไม่มีสีขาวกับดำ

-------------------------------------------------------------

ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน
พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้นกลืนหายไปในสีขาวและดำของสวนกรวด
เธอมองหน้าเศรษฐีเอ่ยว่า 'ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร'

ที่ก้อนถุงเป็นกรวดสีดำ
'...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว'
ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=11964.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.11.08 at 09:00:14


tigerroad197 wrote on 29.10.08 at 14:07:04:
อาจารย์สอนยูโดชาวญี่ปุ่น อายุปูนปัจฉิมวัยคนหนึ่ง ชวนลูกศิษย์หนุ่มชาวอเมริกันเดินทอดน่องไปตามชายหาดยามเย็น ช่วงหนึ่งของการสนทนา อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นคู่ขนานลงไปบนผืนทรายขาวละเอียด เส้นหนึ่งยาวประมาณ 5 ฟุต อีกเส้นหนึ่งยาวประมาณ 3 ฟุต "เธอลองทำให้เส้นที่ยาว 3 ฟุต ยาวกว่าเส้นที่ยาว 5 ฟุต ให้อาจารย์ดูหน่อยสิ" เสียงอาจารย์บอกเป็นเชิงท้าทายอยู่ในที ลูกศิษย์อเมริกันหยุดคิดพินิจเส้นทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก็ เผยยิ้มที่ริมฝีปากเหมือนค้นพบคำตอบ
เธอบรรจงใช้เท้าข้างหนึ่งค่อยๆ ลบรอยเส้นตรงที่ยาวประมาณ 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือนิดเดียว โดยวิธีนี้เส้นที่ยาวราว 3 ฟุตจึงโดดเด่นขึ้นมาแทน ลบเสร็จเธอ เงยหน้าสบตาอาจารย์พลางขอความเห็น "เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ" ผู้เป็นอาจารย์ใช้ไม้เท้าเคาะหัวเธอเบาๆ หนึ่งทีก่อนบอกว่า
"ใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว รู้ไหม? คนที่คิดจะยกตัวเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่สู้ฉลาดเลย ทางทีดี จงยกตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง" ว่าแล้วอาจารย์ก็ขีดเส้นทั้งสองใหม่ แล้วสาธิตให้ดูโดยการปล่อยเส้นที่ยาว 5 ฟุตไว้อย่างเดิม แต่ขีดเส้นที่ยาว 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต
ฝ่ายลูกศิษย์ยังคงกังขา "คู่แข่งของเธอ ไม่ใช่ศัตรู แต่คือครูของเธอ และเขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม เธอลองคิดดู หากไร้เสียซึ่งคู่แข่งเธอจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ เธอจะรู้จักความสวยงามได้อย่างไร คู่แข่งขันของเรายิ่งเก่ง ยิ่งฉลาดล้ำก็จะทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้นนักสู้ที่ดีนั้น เขายืนหยัดอยู่
ในสังเวียนได้เพราะมีคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็ง คู่ต่อสู้ที่อ่อนแออาจทำให้เราเป็นผู้ชนะ แต่ชัยชนะนั้นมักไม่ยืนยง คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน ถึงแม้จะทำได้ สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถี
ทางของเขาอย่างเสรีนั้น มีผลลัพธ์ต่างกันเพียงไร "การเลื่อนตัวเองขี้น พร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจชนะแต่ก็มีศัตรูเป็นของแถม "การเลื่อนตัวเองขึ้นแต่ไม่ลดคนอื่นลงเธออาจเป็นผู้ชนะพร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมาย


ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=892.0


อันนี้น่าจะมาจาก KARATE KIDภาคแรกครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.11.08 at 09:05:32


tigerroad197 wrote on 03.11.08 at 12:06:09:
เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง
เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา
เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว
เศรษฐีบอกชาวนาว่า ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง
'แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะเยิกหนี้สินทั้งหมดให้'

ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า 'ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวน ใส่ในถุงผ้านี้
ก่อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้
หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า
แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกบัข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย'

ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ เธอจะทำอย่างไร?

หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็จะต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ต้องเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน

-------------------------------------------------------------
เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป ในทางตรงกันข้าม หากเราลองมองต่างมุม จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งทางเสมอ

การยืดหยุ่นและพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง
บางครั้งในการแก้ปัญหา เราอาจต้องสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่
ในยุคของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ เขากล่าวว่า
เป็นเรื่องเขลาที่คิดว่า ปัญหาที่รุมเร้ามนุษย์ในวันนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือที่เคยใช้ได้ผลในอดีต

หากเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ บางทีวันนี้สังคมนิยมโซเวียตยังไม่เปิดประเทศ
และสันติภาพระหว่างฝ่ายขาว-ฝ่ายแดงคงล้าหลังไปอีกหลายปี

โลกไม่มีสีขาวกับดำ

-------------------------------------------------------------

ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน
พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้นกลืนหายไปในสีขาวและดำของสวนกรวด
เธอมองหน้าเศรษฐีเอ่ยว่า 'ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร'

ที่ก้อนถุงเป็นกรวดสีดำ
'...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว'
ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=11964.0


เยี่ยมจริงๆครับ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Maisinders on 04.11.08 at 09:18:14

อาจารย์สอนนักศึกษาป.โทกับลูกสาวชาวนาคนนั้น น่าจะเป้นแฟนกันนะครับ  ฮิๆ ชอบทั้ง2เรื่องเลยครับผม:);)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.11.08 at 11:55:04

เรื่องนี้ก็มีคติเตือนใจนะครับ แต่จะเตือนอย่างไรลองอ่านกันดูนะครับ

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง...เป็นชาวสงขลา...

เรียนเก่งมาก...

ได้ทุนไปเรียนอเมริกา...ตั้งแต่เด็ก...จนจบด็อกเตอร์...

จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน... .


บ้านของเด็กหนุ่ม...

อยู่อีกฟากหนึ่ง...ของทะเลสาบสงขลา...

ต้องนั่งเรือแจว...ข้ามไป...ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง..  

เรือที่ติดเครื่องยนต์...ไม่มีเหรอ...ลุง... ?

ไม่มีหรอกหลาน...ที่นี่มันบ้านนอก...

มันห่างไกลความเจริญ...มีแต่เรือแจว...



โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง...โบราณมาก...

ที่อเมริกา....เขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง...ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก...



ไปส่งผมฝั่งโน้น...เอาเท่าไร...ลุง...?

80 บาท...

OK...ไปเลยลุง...



ในขณะที่ลุงแจวเรือ...

หนุ่มนักเรียนนอก...ก็เล่าเรื่องความทันสมัย...

ความก้าวหน้า...ความศิวิไลช์...ของอเมริกาให้ลุงฟัง...



เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้ว...ล้าสมัยมาก...

ไม่รู้คนไทย...อยู่กันได้ยังไง...?



ทำไมไม่พัฒนา...ทำไมไม่ทำตามเขา...เลียนแบบเขาให้ทัน... ?

ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์...ใช้อินเตอร์เน็ต...เป็นไหม...?

ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น...

โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ....ชีวิตลุงหายไปแล้ว... 25 %....



แล้วลุงรู้ไหมว่า...เศรษฐกิจของโลก...ตอนนี้เป็นยังไง...?

ลุงไม่รู้หรอก...

ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงหายไป...50 %



ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหม...ลุง...?

ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหม...ลุง... ?

ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย...

ชีวิตของลุง...ลุงรู้อยู่อย่างเดียว...

ว่าจะทำยังไง...ถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น...

ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้...ชีวิตของลุง...หายไปแล้ว...75 %



พอดีช่วงนั้น...

เกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง...คลื่นลูกใหญ่มาก...ท้องฟ้ามืดครึ้ม...

นี่พ่อหนุ่ม...เรียนหนังสือมาเยอะ...จบดอกเตอร์จากต่างประเทศ...

ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม...?

ได้...จะถามอะไรหรือลุง... ?



เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม...?

ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง....





ชีวิตของเอ็ง...กำลังจะหายไป 100 % ...แล้วพ่อหนุ่ม


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=13025.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.11.08 at 12:01:09


tigerroad197 wrote on 04.11.08 at 11:55:04:


เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม...?

ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง....





ชีวิตของเอ็ง...กำลังจะหายไป 100 % ...แล้วพ่อหนุ่ม[/b]

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=13025.0


;););););)บทเรียนพวกชอบ โชว์ ออฟครับ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะเจอประเภทนี้มากครับ แต่จะไม่พยายามสนิทด้วย ผมว่า เหมือนเขามีปมอยู่ในใจครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.11.08 at 12:01:18

มหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่งสุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชายวัยห้าขวบของเขา
กำลังจะได้ เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขา
เท่านั้น ถึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ได้ แต่โดยส่วนตัว
ของเขาเองแล้ว ก็อยากจะสอนให้ลูกชายได้รู้จักกับชีวิตจริงในโลกนี้ควบคู่ไปกับ
การสอนทฤษฏีในโรงเรียนด้วย ดังนั้นในวันหยุดนี้เขาจึงได้ตระเวนพาลูกชาย
คนเดียวของเขา ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่ลูกชายยังไม่เคยได้ไป
และแล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง ความยากจน

เพราะเขามีความเชื่อว่าลูกชายของเขาคงไม่มีวันได้รู้จักแน่นอน
เขาจึงพาลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา มหาเศรษฐีได้ทดสอบว่า
ลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจนบ้าง
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า
เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา
และพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า....
ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่ ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยม
ที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา
อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้าน
โดยไม่ต้องซื้อหา ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้น ที่เป็นที่เก็บอาหาร
เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ตามประสาพ่อแม่และลูก ในขณะที่ตัวเองนั้นต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร
ที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน
ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขาต้องกอดเอวพ่อให้แน่น เพื่อจะได้ไม่ตก
จากจักรยาน แต่ตัวเขาเองนั้น ต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมี
คนขับรถพาไปทุกที่ๆ ถูกกำหนดไว้แล้ว
ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลา

ในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
.........ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา

แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน

แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย
ผมขอขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้ผมได้รู้คำตอบว่า.....จริงๆ แล้ว.......

พวกเรายากจนกว่าชาวนามาก.....




ความพอเพียง คือการเพียงพอ ต่อสิ่งที่ตนมี

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=11896.0

หมายเหตุ ผมเชื่อว่า ถ้าหาก ลูกชายเศรษฐี มีความคิดแบบนี้ตลอดไป ก็จะไม่รู้จักคำว่า ยากจน แน่นอนครับ

[smiley=zsiamknight.gif][smiley=zsiamknight.gif][smiley=zsiamknight.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 05.11.08 at 05:17:14


tigerroad197 wrote on 04.11.08 at 12:01:18:
มหา
ผมขอขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้ผมได้รู้คำตอบว่า.....จริงๆ แล้ว.......

พวกเรายากจนกว่าชาวนามาก.....




ความพอเพียง คือการเพียงพอ ต่อสิ่งที่ตนมี

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=11896.0

หมายเหตุ ผมเชื่อว่า ถ้าหาก ลูกชายเศรษฐี มีความคิดแบบนี้ตลอดไป ก็จะไม่รู้จักคำว่า ยากจน แน่นอนครับ

[smiley=zsiamknight.gif][smiley=zsiamknight.gif][smiley=zsiamknight.gif]


ถ้าหลายคนคิดได้แบบนี้ โลกเราคงไม่วุ่นวายนะครับ

ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก เกตุเสพย์สวัสดิ์

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี  1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที

ลอง นับเป็นสัปดาห์  อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์  อุแม่เจ้า........แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง

คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข

ยัง มีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน  เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง  หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก

พื้นที่ อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ

ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน  นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!

อุแม่เจ้าเทค 2   คืนวันเสาร์ที่จะได้ ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู   กางปฏิทินออกกว้าง ๆ  เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้

นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน

เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี  แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ......

คำนวณเองบ้างซิว้อยย..... เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา (ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่

ผลลัพธ์ที่ได้  เราจะทำยังไงกับมันดี .....  แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ

นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้  เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า 'เงินเดือน '

บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน

เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี

บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น  ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น

แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ ม*งแน่ กูแน่ งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....ไอ้บ้า

และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา ' ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย

บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี

อีกหน่อยเราก็ตายจากัน ...... แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้างใช่แล้ว ....เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ  ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ  ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย


แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ...

มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ

ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก

ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี

ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ...เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ ) ตายแล้วใช้เวลา ( ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้

กอด กันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล


....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ดลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง

เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่ เรื่องชุดแต่งงาน.........  หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ...... แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน

ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ   อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก


รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำเดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่

โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา

**************************************8***


อีกเรื่องครับ มีเรื่องเล่า ว่า.... มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน..

ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน... ระหว่างทาง... เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน

เพื่อนคนหนึ่ง...พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่าย คนถูกทำ ร้าย....เจ็บปวด...แต่ไม่เอ่ยวาจา... กลับเขียนลงบนผืน ทรายว่า

' วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า '    

พวกเขายังคงเดินทางต่อ...กระทั่งถึงแหล่งน้ำพวกเขา
ตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย...พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ...
เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...เข้าช่วยชีวิต

คนรอด ตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา...กลับสลักลง ไปบนหินใหญ่...

' วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉัน ไว้'

อีกคนไม่เข้าใจ...ถาม ว่า...      


' เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย...แล้วทำไมเมื่อครู่...ต้องสลักบน หิน '



อีกคนยิ้มพราย...กล่าว ตอบ

' เมื่อถูกคนที่รักทำร้าย...เราควรเขียนมันไว้บนทราย ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย...จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบ ล้างไม่เหลือ

แต่ เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย... บังเกิดเราควรสลักไว้บน ก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ... ซึ่งต่อให้มีสายลมแรงเพียงใด...ก็ไม่อาจ ลบล้าง ทำลาย....



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 05.11.08 at 08:03:53

ขอบคุณ คุณลู มากครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ

จริงนะครับ ชีวิตคนเราเกิดมาหาได้มีเวลายืนยาว เวลาที่จะทำสิ่งดี ๆ ก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ยังเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถือทิฐิ มีอคติ และจมปลักอยู่แต่ความหลัง ก็ยิ่งทำให้เวลาที่มีน้อย ยิ่งสั้นเข้าไปใหญ่

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 05.11.08 at 19:47:50


tigerroad197 wrote on 05.11.08 at 08:03:53:
ขอบคุณ คุณลู มากครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ

จริงนะครับ ชีวิตคนเราเกิดมาหาได้มีเวลายืนยาว เวลาที่จะทำสิ่งดี ๆ ก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ยังเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถือทิฐิ มีอคติ และจมปลักอยู่แต่ความหลัง ก็ยิ่งทำให้เวลาที่มีน้อย ยิ่งสั้นเข้าไปใหญ่

เห็นด้วยครับ ทุกคนล้วนต้องผ่านเหตุการณ์แบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าผ่านแล้วได้อะไร หลบหลีกแล้วได้อะไร สุดท้ายก็ตัวเราเอง เวลาเราเอง หากวันหนึ่งเราตาย คนที่เรารักมากหรือรักเรามากก็ไม่อาจตายตามเราไปด้วย หรือหากตายพร้อมกันจริง จะมีโอกาสได้พบกันหรือไม่ ::)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 06.11.08 at 08:04:05

เอามาฝากกันอีกครับ วันนี้พอดีสุนัขพันธุ์ชิสุที่เลี้ยงดู รู้จักมานาน 11 ปี ต้องมาโดนฉีดยาให้หลับตาย เพราะมันเป็นเนื้องอกกับมะเร็งในตัวครับ มันทรมานมาก หมอบอกถ้าผ่าคงไม่รอด เมื่อคืนวันเสาร์แม่ผมเอามาฝาก เลี้ยงไว้ วันอาทิตย์พาไปเดินเล่นอยู่เลย วันพฤหัสต้องไปซะแล้ว  

***************************************

http://www.paisarn.com/

วาสนา

ชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก
ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า
หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต
ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย
ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย
เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง
สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ
เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ
ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ
ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ
ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น
เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด
เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น
เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป
พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ
ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา
เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น
และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม
ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ
ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ
จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว
ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด

^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน
เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่
ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^

************************************
ความแตกต่างของนรก-สวรรค์





  อ่านจบแล้วแน่ใจว่าคงทำให้ผู้อ่านยิ้มได้อย่างแน่นอน ลองไปอ่านกันดูแล้วน่าจะได้ข้อคิดไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงกันได้บ้าง

  เรื่องมีอยู่ว่า มีชาวเดนมาร์กคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่บ้านในเวลากลางคืน มีนางฟ้าลงมาหาเขา ชวนให้ไปเที่ยวสวรรค์กับนรก เขาก็ตกลงไปด้วย นางฟ้าพาไปที่ที่หนึ่งแล้วบอกว่า “ถึงนรกแล้ว” ที่นั่นเป็นห้องใหญ่ๆ มีโต๊ะยาวๆ บนโต๊ะมีอาหารที่ประณีต อร่อย มีคุณค่าทุกประเภท มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าก็บอกว่า “นี่สัตว์นรก” คนเหล่านั้นนั่งมองอาหารที่น่ากินที่สุดในโลกแต่ตัวเขาผอมเหลืองน่าสงสาร นางฟ้าบอกว่าที่นี่อนุญาตให้กินอาหารดีๆ ได้

   แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้มือหยิบ ต้องใช้ช้อนที่ยาว 1 เมตร ตักอาการกินเท่านั้น เวลาจะใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากตัวเองคนที่นรกก็ตักไม่ถึงสักที อาหารที่อร่อยหกลงบนพื้นเกือบหมด เขาเลยมีความวุ่นวายเดือดร้อนมาก พยายามตักอาหารเท่าไรก็ไม่ถึงปาก จึงผอมโซเพราะอดอาหารทั้งที่อยู่ใกล้ชิดอาหารที่อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ไม่สามารถเอาเข้ามาถึงปากของตนเองได้

  นางฟ้าพาไปอีกห้องหนึ่งแล้วบอกว่า “ถึงสวรรค์แล้ว”

  ห้องที่ 2 นี้มีลักษณะเช่นเดียวกับห้องแรกทุกประการ มีโต๊ะอาหารยาวๆ อาหารประณีตหลายๆ อย่างเหมือนกันกับห้องนรก มีเก้าอี้รอบ มีคนนั่งอยู่หลายคน นางฟ้าบอกว่า “นี่เทวดาบนสวรรค์” แต่แปลกที่คนบนสวรรค์นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอ้วนท้วนสมบูรณ์สบาย ดูว่าเขากินอาหารอย่างไร ทั้งๆ ที่เขาก็ต้องใช้ช้อนยาว 1 เมตรเหมือนกับที่นรก “เอ...ทำไมมันไม่เหมือนที่นรก? ทำไมคนที่นี่สนุกสนานแจ่มใสร่าเริง แข็งแรง”

  พอดูดีๆ อ้อ! เห็นวิธีของชาวสวรรค์

   คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนตรงข้าม คนอีกข้างก็ตักอาหารมาใส่ปากของคนข้างนี้ ก็เลยได้กินกันทุกคน อยู่อย่างสุขสบาย

  สรุปว่า ที่นรกนั้น...คนคิดแต่จะได้อย่างเดียว คิดแต่เรื่องความสุขของตัวเอง คิดแต่ว่าเราจะได้อาหาร ได้สิ่งที่เราชอบ โดยไม่คิดถึงคนอื่น แต่ที่สวรรค์นั้น...มีการช่วยเหลือกัน มีความรักสามัคคีกัน คำนึงถึงความสุขของคนอื่นด้วย จึงก็ได้รับความสุขทั่วถึงกันทุกคน




Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 06.11.08 at 08:35:48

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

เรื่อง บุญพาวาสนาส่ง ผมเชื่อครับ




Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 07.11.08 at 08:47:25

เอามาฝากครับจากนิทานชาวบ้าน

นิทาน ปลาช่อนตัวใหญ่


ครั้งหนึ่ง ยังมีเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง มีบุตรชายโทนอยู่เพียงคนเดียว เป็นคนมีความประพฤติ และอัธยาศัยไม่มีที่ติ ท่านเจ้าเมืองและภรรยาจึงปรึกษากันว่า


"อันลูกชายของเรานี้ หากได้ภรรยาดีเขาก็จะก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ฉะนั้นเราเป็นพ่อแม่ ก็น่าจะต้องช่วยเขาเลือกเฟ้นหญิงสาว มิให้พลาดพลั้งได้"

ครั้นถึงเวลาที่พ่อแม่เห็นว่าลูกชาย น่าจะต้องแต่งงานเสียที จึงเรียกลูกเข้ามาไต่ถาม เพื่อจะปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ เมื่อลูกชายเข้ามานั่งอยู่เฉพาะหน้า เจ้าเมืองผู้เป็นพ่อจึงพูดกับลูกว่า
"บัดนี้เจ้าก็โตเป็นหนุ่มใหญ่ อายุสมควรที่จะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่คนดีอย่างเจ้า ควรจะได้แต่งงานกับผู้หญิงฉลาด เจ้าพอหมายตาใครไว้บ้างหรือเหล่า"

เมื่อลูกชายก้มหน้าไม่ตอบ พ่อจึงบอกลูกชายต่อไปว่า
แต่ผู้หญิงที่เจ้าจะแต่งงานด้วยนั้น ก็จะเลือกด้วยความระมัดระวัง พ่อจะให้เวลาเจ้า 7 วัน ไม่ต้องทำอะไรมาก เจ้าไปตามบ้านที่เขามีลูกสาวที่เจ้าถูกตา

"แล้วให้ถามหญิงสาวแต่ละบ้าน ด้วยคำถามเดียวกัน คือ หากจับปลาช่อนตัวใหญ่มากมาได้ตัวหนี่ง จะทำอย่างไรกับปลาช่อนตัวนั้น จึงจะกินได้นาน"

ขณะที่ลูกชายฟังคำสั่งของพ่อ แล้วยังงงเข้าใจไม่แจ่มแจ้งอยู่นั้น ก่อนที่จะเอ่ยปากซักถาม เจ้าเมืองก็สั่งต่อไปว่า
"ออกเดินทางได้แล้ว อย่าลืมว่าเจ้ามีเวลาเพียง 7 วัน ไม่ต้องซักถามอะไรดอก เพียงแต่ว่าเห็นลูกสาวบ้านไหนต้องตา เจ้าก็ถามตามที่พ่อสั่งเท่านั้น อย่าทำอะไรมากไปกว่านั้น"

ฝ่ายภรรยาเจ้าเมืองก็กำชับลูกชายว่า "อย่าลืมล่ะ พอครบ 7 วัน รีบกลับบ้าน ตามคำสั่งของพ่อ"

เนื่องจากลูกชายเจ้าเมือง เป็นหนุ่มรูปงามมารยาทดี แล้วยังเป็นลูกชายโทนของเจ้าเมืองเสียอีก ฉะนั้นสาวๆ จึงทอดสะพานให้เขา พ่อแม่ผู้หญิงก็เต็มใจต้อนรับ อยากจะยกลูกสาวให้ เป็นการสะดวกแก่เขายิ่งนัก

เมื่อพบหญิงสาวบ้านใด เขาก็จะถามเพียงประโยคเดียวเหมือนกันว่า
"ถ้าแม่นางได้ปลาช่อนตัวโตๆ มาตัวหนึ่ง ทำอย่างไรจึงจะกินได้นานๆ"
หญิงเหล่านั้นก็มักจะตอบคล้ายๆ กันว่า
"จะยากอะไร เอาไปทำปลาร้าเสียซิ จะได้เก็บไว้กินค้างปี ได้อย่างสบาย"
บ้างก็อธิบายต่อเติมว่า "ปลาร้าน่ะยิ่งเก็บค้างปียิ่งอร่อยนะจ๊ะ" บางบ้านก็ตอบผิดแผกไปนิดหนึ่ง คือตอบว่า "เอาปลาไปย่างไฟให้แห้ง แล้วตากแดดไว้ ค่อยๆ บิเอาออกมากิน ตัวหนึ่งก็จะกินไปได้หลายหน"

เจ้าหนุ่มก็รับโดยพยักหน้า เพราะคำตอบเหล่านั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร อีกบ้านหนึ่ง ตอบแตกต่างออกไปเล็กน้อย คือตอบว่า" ก็เอาไปถอดเกล็ดแร่เป็นริ้ว ตัวโตอย่างนั้นจะทำ 6 ริ้ว 8 ริ้ว คงจะได้ เคล้าเกลือหมักไว้สักคืน รุ่งขึ้นแดดดีๆ ตากไว้ 2 แดด ก็จะเป็นปลาแห้ง ตัดทีละริ้ว ครึ่งริ้ว ก็จะกินได้เป็น 10 วัน" หญิงสาวเหล่านั้นก็ตอบถูกอีก

ในที่สุด เขาก็มาถึงบ้านๆ หนึ่ง แม้แต่ไม่ใช่บ้านเศรษฐี แต่ก็สะอาดเรียบร้อย บริเวณบ้านรื่นตา มีสวนครัวอยู่หลังบ้าน มองลอดใต้ถุนไปเห็นได้รอบบ้าน มีผลไม้ยืนต้นให้ลูก บ้างก็กำลังตกลูกน่าสบายยิ่งนัก

ณ ที่นั้นเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังเก็บดอกไม้อยู่ เขาก็เดินเข้าไปแล้วถามประโยคเดิม เรื่องจะทำอย่างไรกับปลาช่อนตัวใหญ่ เพื่อให้กินได้นานที่สุด

เมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นตอบเขา เขาก็ตะลึงอยู่กับที่ นางนั้นยิ้มแย้มพองาม หน้าตาหมดจด แล้วนางก็ตอบด้วยน้ำเสีย ที่น่าฟังมีจังหวะจะโคนว่า

"ฉันจะเอาปลาตัวนั้นไปแกง แล้วแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งจะเอาไว้กินกันเองในครอบครัวฉัน อีกส่วนหนึ่งจะเลือกแต่ของดีๆ เก็บไว้ถวายพระสักถ้วยหนึ่ง ส่วนที่เหลือฉันจะเอาไปแจกเพื่อนบ้าน"

"อ้าว! แม่นาง อย่างนั้นแม่นางก็จะกินแกงวันเดียวหมดนะซี แล้วจะเก็บไว้กินนานๆ ได้อย่างไร"

"อย่างนี้อย่างไรล่ะจ๊ะ ส่วนที่บ้านฉันจะกินนั้น ก็จะหมดในวันนั้น หมดแล้วเราได้ปลามาในวันอื่น ก็คงจะมีกินกันได้อีก คนในบ้านก็สำคัญนะจ๊ะ"

"แล้วที่เอาไปวัดล่ะ" ชายหนุ่มถาม
"ก็สบายใจ แล้วเผื่อจะมีกินในชาติหน้า" สาวตอบ
"เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้วละ ที่ไปแจกเพื่อนบ้านล่ะแจกทำไม"
สาวจึงตอบด้วยเสียงหนักแน่น และแสดงความมั่นใจว่า

"นั่นแหละ! ทำให้กินปลาได้นานไม่รู้จบละ เราเอื้อเฟื้อคิดถึงเขา เขาก็จะคิดถึงเรา มิตรจิตก็มิตรใจยังไงล่ะจ๊ะ ปลาตัวนี้จะกินไม่รู้จักหมด เพราะอย่างนี้แหละจ๊ะ"

ชายหนุ่มรู้สึกซาบซึ้ง ในคำตอบของหญิงสาวยิ่งนัก เขานั่งคุยต่ออย่างอ้อยอิ่ง ผิดกับเมื่อขี้นไปบ้านอื่น จนเกือบจะพลบ หญิงสาวจึงเชิญชวนเขารับประทานอาหาร ซึ่งเขาก็ตอบว่า

"จริงซี นี่ก็จะค่ำแล้ว ฉันต้องรีบกลับไปหาพ่อตาที่นัดกันไว้ ฉันออกจากบ้านมาจะครบ 7 วันอยู่ค่ำนี้ เดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วง ฉันลาก่อน" ชายหนุ่มกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์

เมื่อเขากลับมาถึงจวนก็มืดค่ำเข้าไปแล้ว แต่เขาก็ไม่รอกินอาหารเย็นเสียก่อน รีบเล่าเรื่องต่างๆ ให้พ่อแม่ฟังว่าใน 7 วันนั้น เขาไปพบหญิงสาวกี่คน และคนไหนตอบเรื่องปลาช่อนตัวโตว่าอย่างไร

เมื่อเขาเล่าถึงสาวคนที่เขาพบล่าที่สุดจบ เจ้าเมืองและภรรยาก็ตกลงใจทันที ที่จะเลือกหญิงสาวผู้แบ่งแกงออกเป็น 3 ส่วน เป็นลูกสะใภ้

พิธีแต่งงานทำกันในจวนอย่างสมเกีรยติ ต่อมาชายหนุ่มและภรรยา ก็ได้รับความสุขความเจริญ ด้วยคุณธรรมความดี ประกอบศรัทธาในศาสนา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนใกล้เคียง จึงเป็นที่นิยมชมชอบของคนทั่วไปชั่วกาลนาน

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.11.08 at 09:18:53

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

[smiley=zsiamknight.gif] [smiley=zsiamknight.gif] [smiley=zsiamknight.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.11.08 at 10:02:34

จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง

เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง

ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด

มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด

จนกลายเป็นว่า กะปิ ถึงจะร้าย ก็ไม่ร้ายเท่า ความเกลียดกะปิ

ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ

หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก

สิ่งที่เราเกลียดนั้น

บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจเรา

ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส

ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว

แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น

นอกจากความอยากผลักไสแล้ว

ความยึดติดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน

กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที

ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน

เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง

โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้

ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ

วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน

เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว

แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง

เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้

ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก

พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้

เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว  

สุดท้ายก็ถูกคนจับได้

ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น

มันก็เอาตัวรอดได้

แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก

มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้

จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น

เวลาประสบปัญหา

เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย

แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย

จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด

ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น

ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง

มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ

บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น

หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว

ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง

ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ

ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน

หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย

ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว.


ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=10536.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 07.11.08 at 10:12:06

ขอบคุณครับ ผมนึกถึงหนัง STARWARS PHANTOM MENACE ภัยซ่อนเร้น

"Fear is the path to the dark side. Fear leads to anger. Anger leads to hate. Hate leads to suffering." - Yoda

"ความกลัวเป็นบ่อเกิดแห่งด้านมืด. ความกลัวนำมาสู่ความโกรธ,เมื่อโกรธก็จะยิ่งเกลียด, และความเกลียด...จะนำมาซึ่งความทุกข์ " - Yoda


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.11.08 at 10:46:53


Loucipher wrote on 07.11.08 at 10:12:06:
ขอบคุณครับ ผมนึกถึงหนัง STARWARS PHANTOM MENACE ภัยซ่อนเร้น

"Fear is the path to the dark side. Fear leads to anger. Anger leads to hate. Hate leads to suffering." - Yoda

"ความกลัวเป็นบ่อเกิดแห่งด้านมืด. ความกลัวนำมาสู่ความโกรธ,เมื่อโกรธก็จะยิ่งเกลียด, และความเกลียด...จะนำมาซึ่งความทุกข์ " - Yoda



ขอบคุณ คุณลู มากครับ

ความกลัว นี่น่ากลัวจริง ๆ ครับ เคยอ่านเรื่อง เดวิลแมน ฝูงชนที่ถูกนำด้วยความกลัว ทำให้บ้าคลั่ง สามารถทำได้ทุกอย่าง



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 08.11.08 at 09:22:46

คติธรรมคำสอน ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือจะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้ อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝึกจิตให้ได้ผลต้องตรงต่อเวลา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขกบ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิ้น

หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
1.จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
2.จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
3.พยายามตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน
   
ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเราเพื่อฝึกจิตให้ เข้มแข็ง ทางแห่งความหลุดพ้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อย ปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้นจึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้งเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้  ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน แต่งใจ ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็นจะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่ หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ ...ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกายเป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใดหรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ? กรรมลิขิต เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่ ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจนักบุญ การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น ละความตระหนี่มีสุข

ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้นจึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน อย่าเอาเปรียบเทวดา ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดีนี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญและ บาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย บุญบริสุทธิ์การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้นก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่ หนึ่งจะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว

ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน สั่งสมบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้นเป็น บารมีอย่างหนึ่งในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน เมตตาบารมี การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขาท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มากและทัศนคติของอาตมาว่าการ บำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน แผ่เมตตาจิต ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย

ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า อานิสงส์การแผ่เมตตา ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่าความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป     ฉะนั้นผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้วโรคที่เป็นอยู่มันจะหายไปถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัยหรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้วก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้ประโยชน์จากการฝึกจิตผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตนเริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่าปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอนเมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้านี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้วคุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือการบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อนเป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็งกายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้นความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติโรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม

คัดลอกจากหนังสือ เรียน ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังสี


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=2896.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 08.11.08 at 10:11:29

นานมาแล้วมีนายพรานคนหนึ่งชื่อว่าโกกะ แกชอบการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ พอ ๆ กับท่านที่ชอบดื่มไวน์แทนน้ำเปล่า ทุกวันแกจะต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่มุ่งสู่ป่าพร้อมด้วยสมุนคู่ใจอีกหลายตัว หมู่สุนัข 4-5 ชีวิตคือหมู่มิตรของแก มันเป็นบริวารที่ไว้ใจได้มากกว่ามนุษย์ แกคิดเห็นอย่างนั้น จึงเลี้ยงไว้อย่างไม่เสียดายข้าวสุก เมื่อแกชี้ไปที่วัตถุ หรือคนใด สุนัขเหล่านั้นก็จะกรูรุมเข้าไปทำร้ายกัดวัตถุหรือบุคคลผู้นั้นอย่างกระหายเลือด
วันหนึ่ง แกก็ออกจากบ้านพร้อมกับหมู่สุนัขเช่นเคย ทุกตัวต่างเริงร่าที่จะได้สังหารเหยื่อในป่า นายพรานโกกะเองก็มีอาวุธครบมือ ทั้งมีด ปืนผาหน้าไหม้ สะพ่ายกันจนไหล่ลู่มุ่งสู่ป่าอย่างเริงร่าใจ
พอออกถึงประตูหมู่บ้านเท่านั้น ตาแกถึงกับอารมณ์เสีย เมื่อพบกับภิกษุรูปหนึ่งกำลังบิณฑบาต " ชิชะ วันนี้ท่าจะดวงไม่ดีแน่แท้ เจอคนที่เป็นเสนียดจัญไรแต่เช้าเลย .." แกบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ ก่อนบึ่งเดินไปอย่างอารมณ์เส ีย

วันนั้น ด้วยเหตุอะไรไม่ทราบได้ จะเป็นเพราะเป็นวันประชุมสภาของหมู่สัตว์ หรือวันปฏิวัติของหมู่กวาง หรือจะเป็นวันว่าง ๆ ของหมู่นก ก็ไม่อาจทราบได้ ปรากฏว่าในป่าใหญ่ไม่มีแม้สัตว์ใดเผ่นผ่าน แม้กระทั่งนกกระจาบเล็ก ๆ ซึ่งเมื่อวันก่อนต่างร้องระงมไปทั่วทั้งป่า มาวันนี้กลับไม่มาแม้สักตัวเดียว ฝูงกวางที่มักลงมากินน้ำที่ริมบึง มาวันนี้ต้องเหตุไรจึง ไม่พึงมีแม้สักตัว ..!!
ตาพรานป่าแกหันหน้าไปมองสมุน พวกมันเองก็คงหงุดหงิดไม่แพ้กัน บางตัวทำท่าทางหงุดหงิด เหมือนปลาสลิดถูกไฟลวก .. ทุกตัวน้ำลายไหลเยิ้มมาจนถึงพื้นด้วยความกระหายเลือด!
"ต้องเป็นเพราะพระเมื่อเช้าแน่ๆๆ มันเป็นตัวเสนียดแท้ ๆ ทำให้เราไม่ได้อะไรเลยแม้สักตัวเดียว .." พรานป่าคิดพลางสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเข้าพอดี
เป็นความโชคร้ายของภิกษุนักบิณฑบาตที่บังอาจมาเจอนายพรานป่าเข้าถึง 2 ครั้ง
"อ่า เจอแล้วตัวเสนียดจัญไร วันนี้ไม่ได้ฆ่าแก กูไม่หายเจ็บใจแน่ ๆ " พูดพลางชี้นิ้วสั่งให้สมุนทั้งหลายเข้าทำร้ายอย่าได้เกรง
สุนัขทั้งหมดต่างกรูหน้าเข้าหาภิกษุรูปนั้นด้วยความกระหาย
ภิกษุผู้น่าสงสาร เห็นสุนัขกรูเข้ามาเช่นนั้น ก็ทิ้งบาตรวิ่งหนี เหลือบไปเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งเข้าก็รีบปีนป่ายหนีตายอย่างเวทนา ต้นไม้ไม่สูงนักท่านยืนอยู่บนกิ่งไม้ พวกสุนัขเหล่านั้นก็ต่างกระโดดเพื่อจะกัดท่านให้ได้ทีเดียว แต่ก็ไม่อาจกระโดดถึงได้
นายพรานโกกะเห็นดังนั้น ก็ถือหอกเดินดุ่ม ๆ เข้ามา แล้วใช้ปลายหอกอันแหลมคมทิ่มไปที่ฝ่าเท้าของภิกษุรูปนั้นเต็มแรง ท่านร้องด้วยความเจ็บ พอเท้าข้างขวาถูกแทงก็ยกขึ้น ยืนด้วยขาข้างเดียวบนกิ่งไม้ พออีกข้างถูกแทงก็ยกอีกข้าง แล้วยืนด้วยขาอีกข้างอย่างเจ็บปวด จนเท้าทั้งสองชุ่มไปด้วยเลือดจากฝ่าเท้า ท่านทนเจ็บไม่ไหว จีวรที่ห่มก็หลุดไหลลงมาคลุมตัวนายพรานโกกะอย่างไม่เจตนา ฝ่ายฝูงมาเข้าใจว่าภายใต้จีวรนั้นเป็นภิกษุจึงกรูเข้าไปภายในจีวรกัดกินนายพรานโกกะอย่างกระหาย จนสุดท้ายเหลือแต่กระ ดูก โอ้ ..อนิจจา
ภิกษุหนุ่มที่อยู่บนต้นไม้เห็นเหตุการณ์อันโหดร้ายตรงหน้า จึงคว้ากิ่งไม้แห้งเขวี้ยงใส่หมานั้นไป พวกมันหันมามองภิกษุบนต้นไม้ แล้วเหลียวกลับไปดูเศษกระดูกก็รู้ทันทีว่า ตนได้ฆ่าเจ้าของเสียแล้ว จึงรีบวิ่งหนีเข้าป่าไป
ภิกษุรูปนั้น ตะเกียกตะกายลงจากต้นไม้อย่างทุลักทุเล โซซัดโซเซหอบร่างอันอิดโรยกลับวัด ท่ามกลางความสนใจของพระเณรในวัดกันทั่วหน้า ท่านเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลเรื่องทั้งหมด แล้วทูลถามว่า " ข้าพระองค์เกรงว่าจะบาปหนักที่นายพรานโกกะตาย "

"ดูก่อนภิกษุ บาปย่อมมีแก่คนที่ทำบาป ส่วนตัวเธอเองไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใคร บาปย่อมไม่มีแก่เธอหรอ เพราะว่าเปรียบเหมือนมือใครที่ไม่มีแผล เขาก็สามารถที่จะจับยาพิษได้ ฉันใด คนที่จิตใจไม่มีบาป ไม่มีอกุศล ก็ย่อมไม่ได้บาป ฉันนั้นเหมือนกัน"


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=3096.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 09.11.08 at 06:34:42

ขอบคุณครับ ผมคิดอยู่เสมอครับ ว่า ทุกชีวิตที่มาเกิด มาใช้ชีวิตบนโลกจนสิ้นอายุขัย เมื่อเหลือแต่ดวงวิญญาณ เขาจะประมวลผลว่า คุณทำบุญทำกรรมอะไรไว้บ้าง ถ้าบุญมีมากกว่าบาป คุณอาจจะได้เสวยสุขในสวรรค์ช่วงนึงแล้วไปเกิดใหม่มีชีวิตที่ดีขึ้นมพร้อมบุญเก่าและกรรมเก่า ถ้าคุณมีบาปมากกว่า อาจจะต้องไปชดใช้ในนรก แล้วไปเกิดใหม่มีชีวิตที่แย่ลงเพราะกรรมเก่า คุณจึงควรละกรรมเช่าสร้างความดี

ฝรั่ง  จากหนังเรื่อง THE BUCKET LIST ที่ JACK NICOLSON ถาม MORGAN FREEMAN ว่าถ้าคุณเกิดเป็นหอยทาก คุณจะทำกรรมดีขึ้นได้อย่างไรตามหลักศาสนาพุทธ ผมเคยคุยกับแฟน เราเห็นว่า การเกิดเป็นหอยทาก เป็นการชดใช้กรรมครับ ไม่แน่ใจว่าต้นไม้จะเข้าข่ายหรือเปล่า  แต่สัตว์ก็ทำความดีได้นะครับสังเกตจากชาดกต่างๆ

กรรมส่วนใหญ่จะตามทันในชาตินี้  คนเลวๆที่กรรมตามไม่ทัน ผมเชื่อว่า เขายังมีบุญเก่าครับ แต่เมื่อบุญหมดนี่สิ...


คำถามที่ผมสงสัยอยู่คือ ถ้าชาตินี้ชาติหน้ามีจริง แล้วชาติแรกสุดของทุกคนคืออะไรครับ?  ก่อนจะมีนรก มีสวรรค์คืออะไร



บางทีวันหนึ่งเราอาจไขปริศนาทั้งหมดได้โดยเฉพาะเรื่องชีวิตหลังความตาย:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.11.08 at 07:56:48


Loucipher wrote on 09.11.08 at 06:34:42:
ขอบคุณครับ ผมคิดอยู่เสมอครับ ว่า ทุกชีวิตที่มาเกิด มาใช้ชีวิตบนโลกจนสิ้นอายุขัย เมื่อเหลือแต่ดวงวิญญาณ เขาจะประมวลผลว่า คุณทำบุญทำกรรมอะไรไว้บ้าง ถ้าบุญมีมากกว่าบาป คุณอาจจะได้เสวยสุขในสวรรค์ช่วงนึงแล้วไปเกิดใหม่มีชีวิตที่ดีขึ้นมพร้อมบุญเก่าและกรรมเก่า ถ้าคุณมีบาปมากกว่า อาจจะต้องไปชดใช้ในนรก แล้วไปเกิดใหม่มีชีวิตที่แย่ลงเพราะกรรมเก่า คุณจึงควรละกรรมเช่าสร้างความดี

ฝรั่ง  จากหนังเรื่อง THE BUCKET LIST ที่ JACK NICOLSON ถาม MORGAN FREEMAN ว่าถ้าคุณเกิดเป็นหอยทาก คุณจะทำกรรมดีขึ้นได้อย่างไรตามหลักศาสนาพุทธ ผมเคยคุยกับแฟน เราเห็นว่า การเกิดเป็นหอยทาก เป็นการชดใช้กรรมครับ ไม่แน่ใจว่าต้นไม้จะเข้าข่ายหรือเปล่า  แต่สัตว์ก็ทำความดีได้นะครับสังเกตจากชาดกต่างๆ

กรรมส่วนใหญ่จะตามทันในชาตินี้  คนเลวๆที่กรรมตามไม่ทัน ผมเชื่อว่า เขายังมีบุญเก่าครับ แต่เมื่อบุญหมดนี่สิ...


คำถามที่ผมสงสัยอยู่คือ ถ้าชาตินี้ชาติหน้ามีจริง แล้วชาติแรกสุดของทุกคนคืออะไรครับ?  ก่อนจะมีนรก มีสวรรค์คืออะไร



บางทีวันหนึ่งเราอาจไขปริศนาทั้งหมดได้โดยเฉพาะเรื่องชีวิตหลังความตาย:)


คุณลู ก็นึกสงสัยเหมือนกับผมเช่นกันว่า ชาติแรกสุดผมเกิดเป็นอะไร และเพราะอะไร ผมถึงได้เกิดในชาติแรกได้ และทำให้มีชาติภพตามมาเรื่อย ๆ



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.11.08 at 11:25:37

นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง.. ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา.. โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้น มา ในห้องที่มีผู้เข้าฟัง..ร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า.. "ใครอยากได้แบงค์ 1,000 นี้ บ้าง?" มีมือ..ได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก เขาก็พูดต่อว่า.. "ฉันจะให้เงินแบงค์1,000 นี้.. แก่หนึ่งในพวกท่าน.. แต่ครั้งแรกนี้..ฉันจะทำอย่าง นี้" เขาเริ่มที่จะขยำๆ เงิน นั้น แล้วเขาก็ถามอีกว่า .. "ใครจะยังต้องการมันอีก?" ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก "ดี" ..เขาตอบ "แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ" และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้น.. เริ่มที่เหยียบย่ำมัน..ด้วยรองเท้าของ เขา แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้..มันทั้งยับยู่ยี่และ สกปรก "ตอนนี้.. ใครยังต้อง การมันอีก?" ก็ยังคงมีคนยกมืออีก.. "เพื่อนๆ ..คุณได้เรียนรู้บทเรียน ที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้ว ว่า.. ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน .. คุณก็ยังต้องการมันอยู่ เพราะว่า.. มันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า1,000 บาทอยู่นั่น เอง เหมือนกับหลายๆครั้ง..ในชีวิตของ เรา ที่ถูกทิ้ง.. ถูกเหยียบ ย่ำ .. และถูกทำให้สกปรก.. โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่า.. คุณค่าของเรา--ลดน้อยลง แต่ไม่ว่าอะไร..ที่ได้เกิดขึ้น หรืออะไร..ที่จะเกิดขึ้น คุณไม่เคยสูญเสีย--คุณค่าในตัว เอง คุณเป็นคนพิเศษ.. อย่าลืมมันตลอดไป... อย่านำความผิดหวัง..ของเมื่อวาน มาบดบังความฝัน..ในวันพรุ่งนี้

ขอขอบคุณเวป
http://www.9mot.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B9%86/

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.11.08 at 11:29:45

ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินหัวปลามากเป็นพิเศษ จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนฝูง ทุกครั้งที่บ้านของเขากินปลา คนในบ้านของเขาก็มักที่จะคีบหัวปลาให้เขาก่อนเป็นอันดับแรก และทุกๆครั้งที่เพื่อนๆนัดเลี้ยงสังสรรค์กัน ทุกๆคนก็มักจะเลือกเอาหัวปลาให้เขาก่อเสมอ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดในเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆเขามักจะปฏิเสธความหวังดีนี้อยู่เสมอ เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ มีเพื่อนสนิทหลายคนได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล บางคนถึงขนาดทำหัวปลาปรุงพิเศษไปให้ แต่ในขณะนั้น เขาไม่สามารถที่จะกินอะไรได้อีกแล้ว แต่ก็ยังพยายามที่จะเปิดเผยความลับที่เขาได้ปกปิดมานานนับสิบปี ให้เพื่อนๆฟังด้วยความยากลำบากว่า..... "เราขอขอบใจในน้ำใจของพวกเพื่อนๆที่อุตส่าห์ทำหัวปลามาให้และในเมื่อมาถึงขั้นนี้ เราก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรพวกเพื่อนอีกแล้ว แม้ว่าหัวปลาจะอร่อยและเราก็ได้กินมันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วก็ตาม แต่เราขอบอกตามตรงเลยว่าเราไม่เคยชอบกินมันเลย หากแต่เป็นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี อีกทั้งคนในครอบครัวต่างก็ชอบกินเนื้อปลากันทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ หากเราเลือกที่ยังจะกินเนื้อปลาพวกเขาก็จะได้กินกันน้อยลง แต่ถ้าหากเราจะไม่กินปลาเลยพวกเขาก็คงจะรู้ และไม่สบายใจ ดังนั้น เราก็เลยต้องแกล้งทำเป็นชอบกินหัวปลา ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เราเองก็อยากที่จะกินเนื้อปลากับเขาด้วยเหมือนกัน! จนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่ผมได้ยินว่ามีคนชอบกินหัวปลา ผมเองก็อดที่จะมองเขาด้วยความพินิจพิเคราะห์ไม่ได้ ในใจก็ตั้งคำถามว่า เขา "รักที่จะกินหัวปลา" หรือ "กินหัวปลาเพราะรัก" กันแน่?... ข้อคิดในการสอนงาน สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของเราไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นจริงเสมอไป บางคนรักที่จะทำ จึงไม่เคยสนใจหรือใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น แต่บางคนทำเพราะรัก จึงยอมสละทุกสิ่งโดยไม่เคยคิดถึงตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ก็ตาม ... คุณล่ะครับเป็นคนแบบไหน ?  

ขอขอบคุณเวป
http://www.9mot.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B9%86/

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.11.08 at 11:38:04

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตัดฟืนอาศัยอยู่ในป่า ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  จนกระทั่งวันหนึ่ง ปรากฏร่างเทวดาตรงหน้าชายตัดฟืนคนนั้น
“เราจะมอบของล้ำค่า เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนที่เจ้าเป็นคนดี มันคือยักษ์วิเศษ
“เทวดากล่าวและบรรยายสรรพคุณต่อ “เจ้ายักษ์ตนนี้มีความสามารถสูง มันเกิดมาเพื่อทำงาน มันสามารถทำงานให้เจ้าได้ทุกอย่าง และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ที่สำคัญมันทำงานได้เร็วมากเลย”
“แต่..” เทวดาเว้นวรรคเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “เจ้าต้องระวังหากไม่สามารถหางานให้มันทำได้ละก็…มันจะกลับมาเล่นงานเจ้าเอง มันจะเล่นงานเจ้าถึงตายเชียวนะ”

ชายตัดฟืนตัดสินใจรับยักษ์วิเศษไว้ แล้วเขาก็พามันกลับบ้าน
ทันทีที่เข้าบ้าน ยักษ์ตนนั้นก็เริ่มกล่าวว่า “นาย ๆ มีอะไรให้ข้าฯ ทำบ้าง”
ชายตัดฟืนได้มอบหมายงานให้ยักษ์ไปทำความสะอาดบ้านที่รกรุงรัง ตัวเองก็กระหยิ่มใจที่ได้พัก ขณะที่เขากำลังจะเอนตัวลงงีบ ก็ได้ยินเสียงชัดเจนดังข้างหูว่า “นาย ๆ ข้าฯ ทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว มีอะไรให้ข้าฯ ทำอีก”
ชายตัดฟืนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง บ้านสะอาดหมดจดอย่างไม่มีที่ติ เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสั่งให้ยักษ์ไปตัดฟืนที่เขาทำค้างไว้เป็นงานชิ้นใหญ่ที่ทำให้เขาพอมีเวลา

จากนั้นชายตัดฟืนได้ไปปรึกษาท่านผู้รู้ประจำหมู่บ้าน หลังจากฟังคำแนะนำชายตัดฟืนได้กลับถึงบ้าน เจ้ายักษ์เสร็จงานผ่าฟืนพอดี
“นาย ๆ ผมผ่าฟืนเสร็จแล้วมีอะไรให้ผมทำอีก” น้ำเสียงของเจ้ายักษ์ส่อเลศนัยว่ามันจะได้กินชายตัดฟืนเป็นอาหารแน่ ๆ
ชายตัดฟืนเริ่มทำตามแผนทันที เขาสั่งให้ยักษ์พาตนไปยังต้นไม้สูงกลางป่า ณ ต้นไม้นั้นเขาสั่งให้เจ้ายักษ์ให้ลิดกิ่ง ลิดใบออกจนหมด ต้นไม้สูงต้นนี้จึงดูเหมือนเสาโล้น ๆ ต้นหนึ่ง

“นับจากนี้ไป” ชายตัดฟืนกล่าว “เมื่อใดที่เจ้ายืนอยู่ที่โคนต้นงานของเจ้าคือให้ปีนขึ้นไปจนสุดปลายยอดไม้” เขาเว้นเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวต่อ “และเมื่อใดที่เจ้าอยู่ปลายยอดไม้ งานของเจ้าคือให้ปีนลงมายังโคนต้นไม้”
คำสั่งสองคำนี้ทำให้เจ้ายักษ์ทำงานเป็นวงจรอันไม่รู้จบ ผลก็คือเมื่อใดที่ชายตัดฟืนมีงานให้ทำ เขาก็เรียกเจ้ายักษ์มาใช้ ครั้นเมื่องานเสร็จสิ้นลงเขาก็ใช้ให้เจ้ายักษ์ไปปีนต้นไม้…..

ยักษ์วิเศษตนนี้ก็คือความคิดของมนุษย์นั่นเอง ใช่หรือไม่ที่ความคิดของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความสามารถสูง เป็นสิ่งที่เร็วยิ่ง มนุษย์มีเทคโนโลยีอันทันสมัย เดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้ ก็เพราะความคิดนี่เอง แต่..บ่อยครั้งที่เราพบว่าเพราะความคิดนี่แหละ กลับมาเล่นงานมนุษย์เสียเอง บางคนคิดมากจนบั่นทอนสุขภาพ บ้างถึงกับจบชีวิตตนเองลงด้วยซ้ำ ก็เพราะเจ้าความคิดนี่เอง ต้นไม้ในนิทานก็คือลมหายใจในตัวเรานั่นเอง ซึ่งจะเดินทางขึ้นลง จากปอดขึ้นสู่จมูกจากจมูกลงสู่ปอดเท่านั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักที่จะใช้ความคิดของตนเองให้เกิดประโยชน์ ครั้นเมื่อว่างจากการคิด ก็ควรหมั่นฝึกนำจิตของตนมารู้อยู่กับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก หรือ นั่งสมาธิ ให้จิตสงบนั่นเอง   ผู้ที่ทำได้เช่นนี้ ก็จะยังชีวิตที่เป็นประโยชน์และเป็นสุข.


ขอขอบคุณเวป
http://www.9mot.com/2008/03/%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b9%8c%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9/


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 11.11.08 at 08:18:10

เรื่องยักษ์นี่สุดยอดครับ เข้าใจเปรียบเทียบได้ดีจริงๆ ผมว่าจิตของคนนี่แหละครับ ที่มีพลังยากจะวัดได้ถ้าเราใช้เป็นนะ

*****************************************

หลวงพ่อชา สุภทฺโท : เรื่องจิตนี้...
เรื่องจิตนี้...


การปฏิบัติเรื่องจิตนี้...ความจริงจิตนี้ไม่เป็นอะไร มันเป็นประภัสสรของมันอยู่อย่างนั้น มันสงบอยู่แล้ว ที่จิตไม่สงบทุกวันนี้ เพราะจิตมันหลงอารมณ์ตัวจิตแท้ๆ นั้นไม่มีอะไรเป็นธรรมชาติอยู่เฉยๆเท่านั้น ที่สงบ ไม่สงบ ก็เป็นเพราะอารมณ์มาหลอกลวง จิตที่ไม่ได้ฝึกก็ไม่มีความฉลาด มันก็โง่อารมณ์ก็มาหลอกลวงไปให้เป็นสุข เป็นทุกข์ ดีใจ เสียใจ จิตของคนตามธรรมชาตินั้นไม่มีความดีใจ เสียใจ ที่มีความดีใจเสียใจนั้นไม่ใช่จิต แต่เป็นอารมณ์ที่มาหลอกลวง จิตก็หลงไปตามอารมณ์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์ไปตามอารมณ์ เพราะยังไม่ได้ฝึก ยังไม่ฉลาด แล้วเราก็นึกว่าจิตเราเป็นทุกข์นึกว่าจิตเราสบาย ความจริงมันหลงอารมณ์


พูดถึงจิตของเราแล้วมันมีความสงบอยู่เฉยๆ มีความสงบยิ่งเหมือนกับใบไม้ที่ไม่มีลมมาพัดก็อยู่เฉยๆ ถ้ามีลมมาพัด ก็กวัดแกว่ง เป็นเพราะลมมาพัด และก็เป็นเพราะอารมณ์ มันหลงอารมณ์ ถ้าจิตไม่หลงอารมณ์แล้วจิตก็ไม่กวัดแกว่ง ถ้ารู้เท่าอารมณ์แล้วมันก็เฉย เรียกว่าปกติของจิตเป็นอย่างนั้น ที่เรามาปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อใหเห็นจิตเดิม เราคิดว่าจิตเป็นสุข จิตเป็นทุกข์ แต่ความจริงจิตไม่ได้สร้างสุข สร้างทุกข์ อารมณ์มาหลอกลวงต่างหาก มันจึงหลงอารมณ์ ฉะนั้น เราจึงต้องมาฝึกจิตให้ฉลาดขึ้น ให้รู้จักอารมณ์ไม่ให้เป็นไปตามอารมณ์ จิตก็สงบ เรื่องแค่นี้เองที่เราต้องมาทำกรรมฐานกันยุ่งยากทุกวันนี้


ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่นั้น มันเป็นสักแต่ว่า "อาศัย" เท่านั้น ถ้ารู้ได้เช่นนี้ ท่านว่า รู้เท่าตามสังขาร ทีนี้แม้จะมีอะไรอยู่ก็เหมือนไม่มี ได้ก็เหมือนเสีย เสียก็เหมือนได้...

พระโพธิญาณเถร

(หลวงพ่อชา สุภทฺโท)

วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
.
*********************************************

ลมหายใจของชีวิต คือ ลมหายใจแห่งการเรียนรู้


ลมหายใจยังมี...ชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป


เรียนรู้ด้วยหัวใจ


****************************************
หากหัวใจดี.............ทุกสิ่งจะดีตาม

หากหัวใจพร้อม...ทุกสิ่งพร้อม

หากหัวใจสู้.............ทุกสิ่งยังมีหวัง

หากหัวใจมุ่งมั่น....ความฝันไม่ไกล

หากหัวใจศรัทธา..นำพาความสำเร็จ

ดูแลหัวใจ..เพื่อรับสิ่งดีๆในลมหายใจของชีวิต

เหนื่อยนักพักก่อน...แล้วค่อยๆก้าวเดินต่อไป

***********************************

ไม่มีใคร..ประสบความสำเร็จหรือได้รับสิ่งดีๆเสมอไป

ไม่มีใคร..ลำบากหรือเจอปัญหาตลอดเวลา

ชีวิตมีขึ้นลง....เช่นดัง ดวงตะวัน และเกลียวคลื่น

*****************************************

เพิ่มพลังให้แก่หัวใจ  เพิ่มกำลังใจให้แก่ตัวเรา

แบ่งปันสิ่งดีๆแก่กันและกัน

เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับชีวิตตนเอง  ชีวิตผู้คนรอบข้าง

และผืนแผ่นดิน
***************************************
http://gotoknow.org/


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 11.11.08 at 09:21:39

ไม่มีใคร..ประสบความสำเร็จหรือได้รับสิ่งดีๆเสมอไป

ไม่มีใคร..ลำบากหรือเจอปัญหาตลอดเวลา

ชีวิตมีขึ้นลง....เช่นดัง ดวงตะวัน และเกลียวคลื่น



ชอบประโยคข้างต้นนี้มากครับ

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

[smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 11.11.08 at 13:05:07

ผมนำ “กล่องข้าว” ไปกินที่โรงเรียนครั้งแรกตอน ม.1 เหตุผลสำคัญจริงๆ ก็คือทำตามเพื่อน ในชั้นเรียนนั้นมีเพื่อนนำอาหารมากินตอนพักเที่ยงกันกว่าครึ่งห้อง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีทั้งที่ใส่ปิ่นโต ใส่กล่อง และบางคนใส่ห่อมาก็มี เมื่อถึงเวลาพักก็เอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันกิน ถามเพื่อนว่าทำไมเอาข้าวมากิน ส่วนใหญ่บอกว่าซื้อกินเองแพง ไม่มีเงินพอ บางคนบอกว่าอาหารที่โรงอาหารไม่อร่อย กินของแม่อร่อยกว่า เลยนำอาหารที่บ้านมาเอง และบางคนเห็นเพื่อนกินข้าวกล่องกันเยอะๆ ดูแล้วสนุกดี แถมบางคนก็เป็นเพื่อนสนิท ไม่อยากจะแยกกัน ก็เลยเอามากินเป็นเพื่อนด้วย

ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มหลังนี้ ที่บ้านมีปิ่นโตอยู่แล้ว แต่ผมไม่สะดวกกับการหิ้วปิ่นโต เพราะบ้านอยู่ต่างอำเภอขณะที่โรงเรียนอยู่ในตัวจังหวัด ถ้าต้องหิ้วปิ่นโตและโหนรถสองแถวด้วยคงลำบาก แม่จึงซื้อกล่องข้าวอันใหม่ให้จำได้ว่าเป็นกล่องสีฟ้า ข้างในนอกจากมีพื้นที่ใส่ข้าวแล้วยังแบ่งเป็นช่องเล็กๆ ใส่อาหารได้ถึง 3ช่อง สำหรับบางคน การห่อข้าวเป็นความสะดวกและเรียบง่าย แต่กับผมไม่ใช่เพราะที่บ้านปกติ จะซื้ออาหารสำเร็จมาทาน เนื่องจากแม่ผมไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สบายด้วยโรคมากมายรุมเร้า ทั้งโรคหัวใจ โรคความดัน โรคอ้วน และไขมันในเส้นเลือดสูง แต่ผมไม่อยากจะซื้อแกงถุงสำเร็จรูปเพราะธรรมเนียมของการกินข้าวกล่องที่โรงเรียนคือ ต้องเป็นอาหารที่ทำมาจากบ้าน มีการชื่นชมและอวดฝีมือของแม่ๆ กัน ถ้าซื้อแกงไปก็เสียฟอร์ม

เมื่อผมบอกแม่ว่าอยากได้อาหารที่แม่ทำเองไปอวดให้เพื่อนเห็นฝีมือบ้างท่านก็ยิ้มรับคำ จากนั้นทุกเช้าแม่จะต้องฝืนสังขารลุกขึ้นมาหุงข้าวเตรียมอาหารให้ ปัญหาต่อมาคือตอนเด็กๆ ผมไม่กินผัก และไม่กินพวกไข่ต้ม ไข่เจียว แม่จึงต้องทอดไก่ ทอดเนื้อหรือทำแกงต่างๆ ให้ ซื่งต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆ นานพอสมควร แต่กระนั้น ทุกเช้า “กล่องข้าวสีฟ้า” ของผม ก็ถูกเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยเสมอ แต่แล้วกินข้าวกล่องอยู่ได้ไม่นานนักผมก็ล้มเลิกโครงการนี้ เพราะรู้สึกอึดอัดกับคำถามและสายตาของคนรอบข้างเพราะเริ่มเป็นวัยรุ่น จึงอายที่จะถูกมองว่าเป็นเด็กที่ห่อข้าวมากินเพราะความยากจน เมื่อกลับมาบอกยกเลิกที่บ้าน โดยบอกเหตุผลว่าอายเพื่อนนั้น แทนที่แม่จะโล่งใจเพราะไม่ต้องเหนี่อยอีก ท่านกลับอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา และจากวันนั้นมา ผมก็ไม่สนใจอีกว่าแม่จะเก็บกล่องข้าวสีฟ้าไว้ที่ไหน

…*ม**ายตอนผมเรียน ม.6 ไม่ทันอยู่จนเห็นผมเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ทำงาน และมีครอบครัว ตามที่ท่านอยากจะเห็น เราย้ายบ้านอีกหลายครั้ง ทั้งข้าวของและคนในครอบครัวเริ่มกระจัดกระจายพลัดพรากกันไป ไม่ใช่แต่เพียงกล่องข้าวใบนั้นหรอกที่หายไป ความทรงจำหลายอย่างก็สลายสูญ ขณะที่ชีวิตของผมก็ต้องดำเนินต่อไป

…สองสามเดือนมานี้ ผมเริ่มทดลองที่นำอาหารจากบ้านใส่กล่องไปทานที่ทำงานตอนพักเที่ยง แล้วก็ได้พบว่านอกจากจะได้ทานอาหารแนวสุขภาพที่เราควบคุมได้เต็มที่เพราะทำเองแล้ว ยังสามารถช่วยประหยัดเงินได้มาก ซึ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ค่อนข้างมีความจำเป็น น่าแปลกที่การนำข้าวกล่องมากินครั้งนี้ผมไม่อายสายตาคนรอบข้างอีก หลังผ่านวันเวลาของชีวิต ผมเรียนรู้ว่า ถ้ากระทำในสิ่งที่มีเหตุผลพอ ก็ไม่ต้องเกรงว่าใครจะหมิ่นหยาม ความหวั่นไหวมักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเริ่มดูถูกตัวเองต่างหาก

เช้าวันนี้ ผมมองดูภรรยาจัดเตรียมอาหารใส่กล่อง แค่ผัดผักบุ้งไฟแดงและปลาทูนึ่งสองตัวก็คงพออิ่มสำหรับมื้อเที่ยง ร่างเล็กๆนั้นเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งบริเวณครัวอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งๆ ที่เธอเองก็เพิ่งฟื้นไข้มาไม่นานนัก ผมพลันหวนนึกถึงแม่วูบขึ้นมา เห็นภาพหญิงอ้วนวัยกลางคน ซ้อนทับอยู่กับภาพหญิงสาวร่างเล็กเบื้องหน้า แล้วน้ำใสในดวงตาผมก็ท้นเอ่อออกมา… มองกล่องข้าวสีขาวเบื้องหน้า ผมพลันรู้ตัวขึ้นมาทันทีว่า “กล่องข้าวสีฟ้า”ที่เคยคิดว่ามันหายไปแล้วนั้น แท้จริงมันไม่ได้หายไหนเลย เพียงแต่ผมค้นหามันพบช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง….


ขอขอบคุณเวป
http://www.9mot.com/2008/03/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2/

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 13.11.08 at 07:26:20

ทุกวันนี้ผมยังเอาข้าวไปทานที่ทำงานทั้งกลางวันและเย็นครับ ไม่ใช่จะประหยัดนะครับ แต่อาหารที่ไปทานบางครั้งแพ้ครับ และควบคุมรายการอาหารตามหมอสั่งครับ คุณน้าหรือคุณแม่คนที่2ทำให้ กลางวันนั่งทานข้าวในรถ เย็นทานในห้องทำงาน

********************************************
ให้เงินพ่อแม่ เพื่ออะไร!

บทความบางตอนจาก
หนังสือ "หยุดความเลวที่ไล่ล่าคุณ" ของ
พ.อ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน, สมคิด ลวางกูร

(เป็นบทความ นะครับ อ่านช้าๆ เดี๋ยว งง ประโยคสนทนาครับ)

พอกราบคุณย่าเสร็จ ผมก็หันมาคุยกับอาจารย์ ถามว่าอาจารย์กำลังทำอะไรครับ
อาจารย์ตอบผมว่า กำลังตัดรายจ่ายอยู่ .. คุณทองคำ

ผมต้องจ่ายค่าแม่ครับ คนขับรถ คนสวน ค่าใช้จ่ายในบ้าน และให้แม่อีกเดือนละ 300 บาท
รายได้กับรายจ่ายตอนนี้ มันไม่สัมพันธ์กัน ต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง


ผมก็ทำหน้าที่ เป็น advisor ว่า “เงินเดือนที่ให้แม่เดือนละ 300 บาท ตัดได้นี่ครับ”

อาจารย์หันมามองหน้าผม…แล้วยิ้ม “ทำไมล่ะ”

ผมบอกว่า “อาหาร 3 มื้อ อาจารย์ก็จัดไว้ให้เรียบร้อย .. เสื้อผ้า อาจารย์ก็ซื้อให้ใหม่ปีละ 3 ชุด เรียบร้อย… เจ็บป่วยไม่สบาย อาจารย์ ก็พาไปหาหมอให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นเงินเดือน 300 นี้ ตัดได้ครับ”

ท่านบอกว่า“ตัดไม่ได้เด็ดขาด คุณทองคำ 300 บาทนี่ สำคัญที่สุด”

“ เงิน 300 บาทนี้ สำหรับ เลี้ยงหัวใจแม่ “ ผมฟังแล้วสะอึก “โอ .. นี่เป็นเงินเลี้ยงหัวใจแม่”


พวกเราเคยได้ยินไหมครับ
ผมนึกว่าให้อาหาร … เสื้อผ้า … เจ็บป่วยก็เอาหมอมารักษา น่าจะพอแล้ว


ท่านบอกว่า “ อาหารกินแล้วก็ไปส้วม เสื้อผ้า เก่าแล้ว ก็เป็นผ้าขี้ริ้ว หมอรักษา ก็รักษาอาการทางกาย สิ่งต่างๆ ที่เราจัดให้นี้ เป็นอาหารกาย แต่ 300 บาทนี่ เป็นอาหารเลี้ยงหัวใจแม่

“หัวใจ ต้องการอาหารที่มาหล่อเลี้ยงให้ .. เอิบอิ่ม .. เบิกบาน.. เป็นสุข” คุณทองคำลองนึกดู “คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่ เป็นยังไง ? “หัวใจมันแฟบ” หัวใจมันเห*่ยวเฉา.. เหมือนดอกไม้ยามเย็น”

ใครที่เป็นข้าราชการจะรู้ .. พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเห*่ยว ๆ ยังไงชอบกล ไม่มีเงินค่ารถ ไม่มีเงินค่าอาหาร ไม่มีเงินซื้อข้าวสาร มันเห*่ยวจนไปถึงสิ้นเดือน


แม่อยู่กับเราก็จริง แต่ถ้าแม่ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่ … หัวใจท่านเห*่ยว

พอถึงวันเงินเดือนออก ทุกคนหน้าบาน..เหมือนดอกไม้ยามเช้า จิตใจสดชื่น...เบิกบาน...มีความสุข
รับเงินเดือนมาใหม่ๆ หน้าสดใส สั่งกาแฟยังเสียงดังฟังชัด


ทุกสิ้นเดือน พอเงินเดือนออก ผมเข้าไปกราบแม่ บอกแม่ว่า วันนี้เงินเดือนออกครับ
ผมนำเงินมาบูชาพระคุณแม่ 300 บาทครับ เอาเงิน 300 บาทใส่มือแม่
แม่ก็ให้ศีล ให้พร ยกหมอนขึ้น เอาเงินวาง แล้ววางหมอนทับ มีความสุข เดือนละ 300 สามสี่เดือน ก็เป็นพันใช่ไหมครับ

แล้วเงินนี่สำคัญยังไง เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร?

ท่านเล่าต่อว่าตอนนั้น ท่านมีลูก 2 คนเป็นผู้หญิงทั้งคู่กำลังท้องคนที่ 3
วันหนึ่ง ก็พาเมียไปโรงพยาบาล แม่ถามว่า คลอดหรือยัง? ยังครับแม่
วันต่อมาถามอีก คลอดหรือยังคลอดแล้วครับแม่
ผู้หญิงหรือผู้ชาย? ผู้ชายครับ โอ๊ย...แม่ดีใจจังเลย ได้หลานไว้สืบสกุล


แต่ก่อนทองคำบาทละ 400 อาจารย์รีบไปซื้อทองมาให้
วันรุ่งขึ้นแม่เขาอุ้มลูกขึ้นมาหาย่า ย่ากอดหลานชาย...สวมสายสร้อยให้เป่าหัวให้เสร็จ

พอเด็กคนนี้โต พูดได้ มีคนถามว่าสายสร้อยนี้ใครซื้อให้
คุณย่าซื้อให้…ชี้มือไปที่คนตาบอด
คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านคือคุณย่า ไม่ใช่พ่อแม่
เพราะเงิน 300 บาท…นี่เสกให้คนตาบอดขลัง
ถ้าคุณย่าไม่มีเงิน จะรับขวัญหลานได้อย่างไร ?


เห็นไหมครับ ? ไม่ใช่ว่า.. พอโตขึ้น..
มีคนถามว่า..คนนี้เป็นใคร..บอกว่า ...
ยายแก่ตาบอดนี่.. มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่..



เห็นหรือยังคุณทองคำ
เงินเดือนๆ ละ 300 บาทนี่ ทำให้คนแก่ตาบอด กลายเป็นเทพเจ้า


..สร้อยนี่ คุณย่าให้...วันดีคืนดีนะ คุณทองคำ
แม่ครัว ล้างชามเสร็จ คุณย่าก็บอกให้มานวดขาให้
แม่ครัวหน้ามุ่ย ทำงานเหนื่อยจะตายยังต้องมานวดให้อีก นั่งขยำ ๆ หน้าคว่ำ
พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบเงินให้ 30 บาท แม่ครัวยิ้มหน้าบานยกมือไหว้ขอบคุณค่ะ
วันรุ่งขึ้นพอล้างจานเสร็จรีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ วันนี้นวด...อีกไหมคะ..คุณย่า


เห็นไหมเงินเดือน300 บาท ที่เราให้แม่เรานี่ มันมีฤทธิ์
มีคน.. มายกมือไหว้ มีคน มาปรนนิบัติ มีคน มานวดให้
ถ้าไม่มีเงินเดือนๆ ละ300 บาทนี้ แม่เราจะมีฤทธิ์ได้อย่างไร




ป.ล. บทความนี้ ทองคำ ราคา บาท ละ 400 นะครับ

http://romphosai.com/forums/forum11/thread3992.html

*****************************************

ส่วนตัวผมเคยให้คุณยายสมัย15ปีก่อนนู้นเดือนละ 5,000 เนื่องจากท่านเลี้ยงผมมาตั้งแต่เล็ก ท่าน ไว้ซื้อยา ทำผม ทำเล็บ แถมบางทีทำกับข้าวไว้ด้วย ทั้งๆที่เราทานข้าวนอกบ้านประจำ

จนท่านเสียไปเมื่อ12 ปีก่อน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ท่านรวยกว่ามากๆ ผมเลยพาไปทานข้าวอย่างเดียวครับ:)



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 13.11.08 at 07:58:21

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

อ่านทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัวของ คุณลู และอ่านเรื่องที่ คุณลู นำมาฝาก ทำให้รู้สึกอิ่มเอบใจมาก ๆ ครับ

??? :-[ ??? :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.11.08 at 10:45:43

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี
จำเป็นต้องรอเวลาถึง3 ชั่วโมง  ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อ
ไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม
และคุ๊กกี้ 1 ห่อและเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ

    เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง
เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ
เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่ม
ซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา

            ...........
  สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ
ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุกกี้ออกจากถุง

ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น
เธอมองด้วยความโกรธ...!!
แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ
เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา


    ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย...กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป
เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า


"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย"

    ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน...เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย
เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น
ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น....

    เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ   ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"
เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง
ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม

    ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว
เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน

    เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม
แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง
เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท
เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง...

    มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด...
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น...
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย

    นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น
หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี
แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า…..

"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?   และ
เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่"
แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม
แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง
เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท
เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง...

    มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด...
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น...
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย

    นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น
หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี
แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า…..

"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?   และ
เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่"


Credit With Thanks
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18870.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Maisinders on 17.11.08 at 11:19:49

[smiley=zkavin.gif][smiley=zkavin.gif]มองในแง่ดีเข้าไว้ใช่ไหมครับ[smiley=zmangkapon.gif][smiley=zmangkapon.gif][smiley=zmangkapon.gif]
เรื่องบางเรื่อง มันอาจจะมี2ด้าน 2มุม ให้เราเลือกจำเอาไว้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเราใช่ไหมครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.11.08 at 12:42:05


Maisinders wrote on 17.11.08 at 11:19:49:
[smiley=zkavin.gif][smiley=zkavin.gif]มองในแง่ดีเข้าไว้ใช่ไหมครับ[smiley=zmangkapon.gif][smiley=zmangkapon.gif][smiley=zmangkapon.gif]
เรื่องบางเรื่อง มันอาจจะมี2ด้าน 2มุม ให้เราเลือกจำเอาไว้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเราใช่ไหมครับ


การมองโลกในแง่ดี ถือเป็นกลไลทางธรรมชาติวิธีหนึ่งในการช่วยให้พ้นจากความทุกข์

หากความรักถูกปฏิเสธ ถ้ามองในแง่ร้าย ก็จะเหมือนกับโลกทั้งโลกเศร้าหมอง และรู้สึกตัวเองไร้ค่า ไม่มีใครต้องการ

แต่หากมองโลกในแง่ดี จะพบว่าคนรอบข้าง เช่น คุณพ่อ คุณแม่ ญาติสนิท และมิตรสหาย ต่างก็เป็นห่วงใยเราอยู่ ที่ผ่านเราไม่ได้อยู่คนเดียว หากแต่เราเป็นฝ่ายทิ้งพวกเขาต่างหาก

ถ้ามองในแง่ดี จะพบว่า เราจะมีเวลาให้กับคนที่รักและห่วงใยเราอย่างแท้จริงมากขึ้น


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Maisinders on 17.11.08 at 13:22:00

ผมนึกถึงเรื่องอาจารย์สอนป.โท ที่พี่เคยเล่าให้ฟัง  ที่เอาลูกบอลใส่ขวดโหลและเติมทรายใส่เป็นสิ่งสุดท้าย
..
   ครอบครัว  เพื่อน  และงาน  เงิน  ส่วนเรื่องอื่นๆ..  ก็คงช่างมัน

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Maisinders on 17.11.08 at 13:23:08

อ้อ.อออ  น้ำต่างหาก ที่เป็นสิ่งสุดท้าย แฮ่ๆ ลืมไป[smiley=znaka.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 18.11.08 at 06:35:39


Quote:
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด...
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น...
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย

   นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น
หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี
แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า…..


อันนี้เห็นด้วยครับ มีหลายครั้งที่ผมเกือบตำหนิลูกน้องผมไป โชคดีที่ผมได้ทราบความจริงก่อน ก็คิดเหมือนกันว่า "เกือบไปแล้ว"  บางทีปัญหาวุ่นวายมันเกิดจากการที่เราเข้าใจผิด ตัดสินคนอื่นไปก่อนครับ

**********************************

ข้อความดีๆที่อยากให้อ่าน

การที่คุณบอกความในใจกับใครคนนั้นไป มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย
เพราะบางทีใครคนนั้นอาจกำลังรอคำพูดของคุณอยู่


เรือที่จอดอยู่ในท่าจะปลอดภัยที่สุด
แต่เรือไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้จอดอยู่ในท่า


เธอจะพบความสวยงามของมหาสมุทรได้อย่างไร หากเธอไม่กล้าพอที่จะออกไปไกลจากฝั่ง


สำหรับคนที่มีความอดทน แม้ชั่วโมงที่ยากลำบากที่สุดก็ยาวนานเพียง 60 นาที


วันที่ยาวนานที่สุด คือวันที่หัวใจของเธอไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ


ฉันเป็นคนมั่งมี ไม่ใช่เพราะฉันมีมากมาย แต่เป็นเพราะว่าฉันมีมากพอ


เทียนที่นำไปจุดเทียนเล่มอื่น จะไม่สูญเสียความสว่างของตัวเอง แต่จะทำให้ห้องสว่างไสวขึ้น


บางครั้ง เราอาจไม่เข้าใจการกระทำของตัวเอง ฉะนั้น จึงไม่ควรตัดสินการกระทำของคนอื่น


ถ้ามองแต่ความผิดของคนอื่น เธอจะมีแต่ความเกลียด ถ้ามองแต่ความดีของคนอื่น เธอจะมีแต่ความรัก


เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น อย่ามัวคิดว่าใครเป็นคนทำ แต่จงคิดว่าจะแก้ไขได้อย่างไร


เมื่อพบความผิดพลาด ก็นับว่า ความผิดพลาดนั้นได้รับการแก้ไขไปแล้วส่วนหนึ่ง


หากเธอยอมรับประโยชน์จากแสงสว่าง และความอบอุ่นจากดวงอาทิตย์
เธอต้องยอมรับผลของพายุของฝนฟ้าคะนองด้วย


ความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการกระทำ ไม่ใช่การอธิษฐาน



credit โดย :nong_1363@hotmail.com



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.11.08 at 07:49:29

วันที่ยาวนานที่สุด คือวันที่หัวใจของเธอไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ


ฉันเป็นคนมั่งมี ไม่ใช่เพราะฉันมีมากมาย แต่เป็นเพราะว่าฉันมีมากพอ


เทียนที่นำไปจุดเทียนเล่มอื่น จะไม่สูญเสียความสว่างของตัวเอง แต่จะทำให้ห้องสว่างไสวขึ้น


บางครั้ง เราอาจไม่เข้าใจการกระทำของตัวเอง ฉะนั้น จึงไม่ควรตัดสินการกระทำของคนอื่น



ขอบคุณ คุณลู มากครับ

8) 8) ??? ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Maisinders on 18.11.08 at 08:10:44

เยี่ยมมากๆเลยครับ8)[smiley=sm23.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by sert on 18.11.08 at 09:41:54

....มาเก็บข้อคิดดีๆไว้เตือนตนครับ.....
 ขอบคุณทุกๆท่านครับ...:-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Robot on 19.11.08 at 20:13:33

8)  เยี่ยบครับ [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 19.11.08 at 20:48:29


Robot wrote on 19.11.08 at 20:13:33:
8)  เยี่ยบครับ [smiley=zandroidragon.gif]



You're welcome.


[smiley=sm21.gif] [smiley=sm21.gif] [smiley=sm21.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 20.11.08 at 08:11:26

เอามาฝากกันอีกแล้ว ยาวหน่อยนะครับจาก FORWARD MAIL:)

นิทานเพื่อลูก: กล่องของแม่
แม่ก้าวเดินอย่างมั่นคงมาขึ้นรถ มั่นคงจนฉันใจหาย “หนักมั๊ยแม่ อิ๋วถือกล่องให้แล้วกัน” ฉันเอื้อมมือไปฉวยกล่องเก่าๆ นั้นจากมือแม่แต่ไม่สำเร็จ แม่เม้มปากอย่างเด็ดเดี่ยว และตามองถนนอย่างระมัดระวัง ส่วนมือประคองกล่องที่ว่าไว้อย่างมั่นคง วันสุดท้ายแล้วที่แม่จะอยู่ในความดูแลของฉัน เมื่อตอนคุยกันกับแม่ความโล่งอก ทำให้ฉันมีความสุขมาก สุขที่แม่เข้าใจความจำเป็นของลูกที่ตัดสินใจส่งแม่ไปอยู่ที่อื่น แน่นอน ตรงนั้น ตรงที่ใหม่ที่แม่จะไปอยู่ทุกคนจะมีความสุข เพราะเป็นสถานที่ สำหรับคนอายุรุ่นราว คราวเดียวกัน สถานที่ซึ่งรวมเอาคนที่มีความรู้สึก ความต้องการ ความคิดอ่านและอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างที่ เหมือนกันมาไว้ใต้ชายคาเดียวกัน มันเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง! ทฤษฏีของการแยกประเภทแยกโลกออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อลดความขัดแย้งในต่างประเทศที่ พัฒนาแล้วสังคมล้วนเป็นเช่นนี้

“ไปก็ไปซี ว่าแต่แกจะกินอยู่ยังไงล่ะ” แม่ตอบง่ายๆ ใจวาบลึกเหมือนกันกับคำพูดของแม่ ที่ห่วงฉันจะอยู่จะกินยังไงต่อไป “แม่อย่างห่วงเลย อิ๋วโตแล้ว” ฉันตอบแม่อย่างเด็ดเดี่ยวบ้าง นับแต่วันที่คุยกันแล้ว แม่ก็ยังดำเนิน ชีวิตปกติ เพื่อรอวัน ‘ย้ายบ้าน’ แม่ไม่ได้ลุกขึ้นมาเก็บสมบัติของแม่ อย่างที่ฉันคิดไว้ แม่ไม่ได้มีอาการซึมเศร้าเหงาหงอย อย่างที่พวกเราพี่ๆ น้องๆ กลัวกันและแม่ไม่ได้พูดจาโต้แย้งกับฉันเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เคยเป็นมา พวกพี่ๆและบรรดาสะใภ้ กับเขยทั้งหลายเสียอีกที่รุมถล่มฉันอยู่หลายวัน “แม่คนเดียว อยู่อีกไม่กี่ปี อิ๋วก็ไม่น่าจะ ต้องผลักไสแกไปอย่างนั้นนี่” พี่สาวคนโต “คนแก่ก็ยังงี้แหละ บ่นบ้างว่าบ้าง จะอะไรกันนักหนา ชั่วดีก็แม่เราจะส่งแกไปทำไมกัน “แม่คงเสียใจพิลึก แกลองไปคิดดูใหม่ดีๆ แล้วกันว่าจะส่งแม่ไปจริงเหรอ” เออ..เอาเข้าไปได้พวกดีแต่พูด พูดกันดีนักแต่ไม่เห็นมีใครมาดูดำดูดีแม่ซักคนนอกจากฉัน! ใช่ว่าฉันจะสวยน้อยกว่า พี่อ้อย พี่แอ๊ว และพี่อ๋อม และใช่ว่าความรู้จะด้อยกว่าพี่คนอื่น ๆ เพียงแต่แม่พวกนั้น มันเกิดก่อนเลยได้โอกาสตัดช่องน้อยแต่งงานกัน ไปหมดแล้ว ฉันเลยกลายเป็นคนสุดท้าย ที่พลาด เก้าอี้ดนตรีไปซะฉิบ ตกที่นั่งต้องมานั่งเลี้ยงแม่ ทนฟังแม่ บ่นและคอยเถียงกับแม่ในทุกเรื่อง

แม่ขึ้นรถเรียบร้อยพร้อมเอากล่อง ของแม่วางบนตักโดยไม่ยอมให้ฉันเอาไปวางไว้เบาะหลัง พอพ้นซอยเท่านั้นแหละรถติดเป็นแพเต็มถนน ฟ้าที่ดำทะมึนตั้งกะเช้าก็สำแดงอาการทันที กลายเป็นฝนตกลงมาห่าใหญ่ โดยไม่ต้องมีอารัมภบท มันดูน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับอาการฝนตกรถติด “แม่หนาวมั๊ย จะได้หรี่แอร์” แต่แเม่สั่น หน้า ตั้งแต่ออกจากบ้านแม่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย “แม่เอาของมาน้อยจัง” ในเมื่อแม่ไม่พูดฉันเลยต้องพูดไม่งั้นคงเครียดเป็นบ้า กับประโยคนี้ ของฉันแม่เริ่มพูดขึ้นมาได้ “ที่เอามานี่ก็ทั้งชีวิตแล้วอย่างอื่นไม่รู้ จะเอาไปทำไม มันไม่จำเป็น เสื้อสองชุด รองเท้าแตะคู่ก็พอเอาไปมากเดี๋ยวโดนขโมยน่ะซี” ฉันลอบถอนใจ ยังดีที่แม่คุยขึ้นมาบ้าง แม้จะเป็นการพูดแบบมองโลกในแง่ ลบไปหน่อยก็ตามแม่ก็ยังงี้แหละ กลัวของหายกลัวคนมาขโมยของของตัวบางทีโวยวายแทบตายปรากฏว่าของที่ว่าหายนั้น อยู่ในลิ้นชักของตัว เองแท้ๆ

รถบนถนนขยับได้ทีละนิดสลับกับ อาการหยุดนิ่งอยู่กับที่ทีละนานๆ ฝนบนฟ้าก็เทลงมา ยังกะเทวดากำสรวลฉันมองดูกล่องบนตักแม่ที่แม่ใช้ใส่ของไปบ้านใหม่ มันเป็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าแก่ ด้วยกาลเวลากล่องแบบนี้เดี๋ยวนี้เขาคงเลิกผลิตแล้ว และผงซักฟอกยี่ห้อนั้นก็เลิกผลิตไปนานหลายปีแล้วยิ่งดูจากวันเดือนปีที่ผลิตตรงข้างกล่อง ยิ่งเห็นว่ามันเก่าเชียวลังผงซักฟอกของแม่จะว่าไปจริงๆ ขนาดกำลังพอดีเพราะพอวางบนตักแล้ว ขนาดพอดีกับตักแม่เลยมีรอยปะตามวิธีการของแม่อยู่หลาย แห่งรวมทั้งเชือกฟางสีชมพูหม่น ที่แม่ใช้รัดรอบกล่องหลายทบเพื่อเสริมความแข็งแรงไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแม่ไม่เปลี่ยนกล่องใหม่ ทั้งที่เราก็มีกล่องแบบนี้หลายใบอยู่ วันนี้แม่ประคองกล่องของแม่อย่างเบามือ มันดูน่าขันยังกะพวกบ้านนอกเวลาจะกลับบ้าน วันก่อนฉันเอากระเป๋าใบเก่งของฉันให้แม่ แต่แม่ไม่เอา ย้ายไม่ได้ ย้ายแล้วเดี๋ยวมันสับสนกันหมดเอาไว้ในกล่องน่ะดีแล้ว” ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นแม่ลากเจ้ากล่องใบนี้เข้าๆออกๆ อยู่หลายหนแต่ไม่มีใครเคยถามแม่ซักที ว่ามีอะไรในนั้นพวกเรามักเรียกว่า ‘กล่องของแม่’ ก็เท่านั้นและเป็นอันรู้กันว่าห้ามย้าย ห้ามรื้อกล่องของแม่เป็นอันขาดไหนๆ แม่จะไม่อยู่แล้ว ฉันเลยถามขึ้นว่า“มีอะไรในกล่องมั่งล่ะ”

แม่มีอาการกระตือรือร้นเชียวเวลาพูดถึงกล่องของแม่รีบดึงเชือกฟางสีชมพูที่ผูกบนกล่องออกมาอย่างเบามือ แล้วเริ่มหยิบของในนั้นออกมาให้ดู “มีแต่ข้าวของเกี่ยวกับพวกแกทั้งนั้นแหละ บนๆ นี่ก็รูปพวกหลานทั้งหลาย ล่างๆ ก็จะเป็นรูปพวกแก" แม่หยิบสมุดอัลบั้มใส่รูปขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วเปิดดูทีละหน้าพร้อมกับยิ้มกว้าง “นี่ตาเอกตอนเกิดใหม่ๆ ตัวมันแดงเชียว หน้าเหมือนแม่มันยังกะแกะพอโตแล้วซนเป็นบ้า ยายมันเลี้ยงซะเสียคน” นี่ก็เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแม่คือมีช่องว่างเป็นต้องจิกลูกสะใภ้และครอบครัว แม่ยังหยิบโน่นหยิบนี่ออกมาอย่างช้า ๆ พวกรูปทั้งนั้นแหละมีทั้งรูปลูกชาย ลูกสาว หลานยาย หลานย่า รูปวันแต่งงาน รูปรับปริญญา รูปเด็กเกิดใหม่ รูปที่พวกลูก ๆหลานๆ ไปเที่ยวต่าง จังหวัดกัน แม่เก็บไว้ยังกะของมีค่าแล้วก็มาถึง บรรดากระดาษรุ่งริ่ง กระดาษพวกนั้นบางและเก่า จนแทบจะกระจายเมื่อโดนลมจากเครื่องปรับอากาศหน้า รถ “อุ๊ย! อะไรน่ะ”

ฉันรีบปัดหน้ากากเครื่องทำความเย็น ให้พ้นหน้าตักแม่ก่อนที่กระดาษคร่ำคร่าพวกนั้นจะร่วง ปลิวไปตามแรงลม“วันเกิดพวกแกกับพวกหลาน ๆ ไง ฉันเก็บไว้ทุกคนแหละ ไม่ยังงั้นเวลาไหว้พระจำไม่ได้ว่าเกิดกันเมื่อไหร่เรามันครอบครัวใหญ่ จำไม่หมดนี่..นี่..แผ่นนี้วันเกิดตาอึ่ง (คือพี่ชาย ฉัน) ตอนมีลูกคนแรกมันสับสนวุ่นวายไปหมด ทีแรกไม่รู้จะจดวันเกิดลูกยังไงดีแต่ยายน่ะซีรีบฉีกปฏิทินออกมายัดใส่ มือ บอกว่า เอ้า! วันเกิดลูกเก็บไว้ซะตั้งกะนั้นมาพอใครเกิด ฉันก็ฉีกวันที่ เก็บไว้ทุกที ฉันมันคนไม่รู้หนังสือไม่เหมือนพวกแกหรอก มีคอมพิวเตอร์มีอะไรกัน แต่ไม่เห็นมีใครจำวันเกิดแม่ได้ซักคนวันตายพ่อยังไม่รู้เลยฉันต้องนั่งไหว้อยู่คนเดียวทุกปี” น้ำเสียงของแม่ไม่มีอาการน้อยใจหรือเสียใจอาจเพราะแม่กำลังชื่นชมของที่เก็บไว้ในกล่องอยู่ก็ได้ ปฏิทินที่แม่ว่านั้นเป็นกระดาษสีนวล บาง ๆ ใบใหญ่บ้างเล็กบ้างตามแต่ว่าปีไหน เขาจะผลิตปฏิทินออกมาขนาดไหนตอนเด็ก ๆ อาเจ๊ร้านขายของชำแถว บ้านจะเอามาแจกให้ทุกปี พอเขาเลิกแจกแม่ต้องไปซื้อที่ตลาดเก่าเยาวราชนู่นแหละ ตอนหลังพี่อึ่งเป็นคนเอามาให้ทุกปี เพราะที่บ้านเขามีคนเอามาให้แต่เขาไม่แขวนเพราะเชย มันเป็นปฏิทินทางจันทรคติ ที่แยกวันที่ออกเป็นวันละหนึ่งแผ่น ตัวเลขวันที่พิมพ์ตัวโตสีดำเด่นอยู่กลางหน้ากระดาษ ถ้าเป็นวันหยุดตัวเลขจะเป็นสีแดงแทนพวกเราทุกคนคุ้นกับปฏิทินของแม่ดี เพราะแม่สอนพวกเราทุกคนหัดอ่าน หนึ่ง สอง สาม จากปฏิทินพวกนี้แหละ พี่อั๋นนั้นโดนแม่ตีมือมากที่สุดเพราะอ่านไปฉีกเล่นไป อย่าฉีกเดี๋ยวแม่ไหว้เจ้าไม่ถูก” แม่จะหวงปฏิทินมากเพราะบนกระดาษแต่ละใบนั้นนอกจากวันที่ตัวมหึมาเห็นเด่นชัด โดยไม่ต้องใส่แว่นแล้วยังมีคำทำนายสั้นๆอยู่ด้วยสำหรับคน เกิดในวันนั้น และมีฤกษ์ผานาที กำกับไว้ว่าวันนั้นควรทำการมงคลหรือไม่ควรทำอะไรและที่สำคัญใบ้หวย...แม่น!

“ลูกแปดคนก็มีแต่แกนี่แหละที่เล่นเอา ฉันไม่เป็นอันกินอันนอน” “อ้าว! ทำไมล่ะ” เออนี่เป็นความรู้ใหม่ทีเดียวสำหรับฉัน “ตอนแกเกิดในปฏิทินเขาเขียนไว้ว่า ชะตาไม่ดี เลี้ยงยาก ไอ้ฉันเลยร้องไห้ซะเป็นวรรคเป็นเวรพ่อแกเค้าหาว่าบ้า เฮ้อ! จริงไม่จริงคนเป็นแม่ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนน่ะแหละของมันอยู่ในท้องมาตั้งเก้าเดือน ใครไม่รักไม่หวงก็บ้าแล้ว ผู้ชายจะมารู้อะไร เค้าไม่ได้มาอุ้มท้องแบบเรานี่” พูดถึงพ่อแล้วแม่อดค้อนลมค้อนแล้งไม่ได้ ก่อนจะพูดต่อว่า “พอออกจากโรงพยาบาล อยู่เดือนยังไม่ครบดีฉันก็รีบไปไหว้เจ้าเลย ย่าแกด่าซะไม่มีดี เค้าห่วงกลัวเราไม่สบาย ได้ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เลยเสียอกเสียใจยกใหญ่พอไปไหว้เจ้าเสี่ยงเซียมซีก็พูดเหมือนกัน เค้าว่าแกเลี้ยงยากเพราะดวงมันมายังงั้น แต่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต เฮ้อ! ไอ้ฉันน่ะ เลี้ยงแกมาชนิดไม่ยอมให้ใครอุ้มเลยกลัวพี่เอาไปทำแข้งขาหัก ไปโรงเรียนก็จุดธูปทุกเช้า ให้แคล้วคลาดเวลาไปไหนๆ ก็ต้องบนพระทุกที่ให้แกไปดีมาดี กว่าจะโตมาได้ เฮ้อ! แม่ถอนใจอยู่หลายครั้งกว่าจะพูดจบได้

ความเงียบเกิดขึ้นพักใหญ่ นอกจากเสียงฝนและเสียงเครื่องปรับอากาศในรถแล้ว มันเงียบจนฉันรู้สึกเหมือนอยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกที่ไม่ใช่บนถนนมีรถติดเป็นแพอย่างนี้ ”แกจะเอาฉันย้ายไปอยู่ไอ้เนิร์สซิ่งโฮมของแกฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอก คนแก่แล้วมีที่นอนมีข้าวกินสามมื้อก็พอ ห่วงก็แต่แกน่ะแหละอีกไม่กี่ปี จะสามสิบห้าอยู่แล้วต้องระวังตัวให้ดี อย่าลืมไปทำบุญไหว้พระซะ จะได้อายุมั่น ขวัญยืน ถ้าฉันยังอยู่กะแกก็จะได้ไปจัดการให้ แต่ต่อไปแกต้องทำเองแล้วค่ำมืดดึกดื่น เข้าบ้านออกบ้านต้องระวังหน่อย” แม่พูดพร้อมกับที่ค่อยๆ เรียงกระดาษและรูปทั้งหมด ลงไปในกล่องของแม่อย่างเดิม

“ไอ้กล่องนี่ไม่ได้เปลี่ยนเลยนะตั้งกะมีลูกคนแรก มีอะไรฉันก็เรียงลงไปเรื่อยๆ หลายสิบปีแล้ว แต่มันยังกะคอมพิวเตอร์พวกแกเลยนะ แถมแม่นไม่มีอะไรเท่า พวกแกซะอีกหลง ๆ ลืม ๆ” ฉันไม่เคยรู้เลยว่ากล่องของแม่จะบันทึกชีวิตของครอบครัวเราไว้ได้มากขนาดนี้ มิน่าแม่จะจำวันสำคัญของพวกเราได้ แม่น อย่างไม่น่าเชื่อจนพวกเราแอบเรียกแม่ว่า “สมอง คอมพิวเตอร์” ที่แท้แม่มีทีเด็ดตรงกล่องนี่เองเห็นแม่ลากออกมาดูบ่อยๆ แล้วเก็บไว้อย่างดีทุกที

ฉันคงนั่งนิ่งไปนานถ้าแม่ไม่พูดขึ้นว่า “แกก็อย่าไปคิดอะไรมากเลยฉันรู้ว่าพวกพี่ ๆ เค้าเอาภาระมาใส่แกมากเกี่ยวกับตัวฉันแต่คนเดี๋ยวนี้มันก็ภาระแยะ ไหนจะส่งลูกไปโรงเรียน ไหนจะเอาลูกไปสอบไปวิ่งเต้นเรื่องนั้น เรื่องนี้ ผัวมันยัง ต้องไปตีกอล์ฟอีก แม่พวกสะใภ้ ก็ต้องวิ่งกลับไปดูพ่อแม่เค้า อะไรๆ ฉันก็รู้แต่ทำไงได้ล่ะคนมันยังไม่ถึงคราวตาย มันก็ต้องอยู่ไปยังงี้แหละ ใช่ว่าอยากตายก็จะได้ตายซะที่ไหน แก่แล้วลำบากไปไหน ต้องอาศัยคนอื่น ทำอะไรก็ต้องออกปากไหว้วานคนนั้น คนนี้ มันเหมือนต้องบากหน้าไปอ้อน วอนเค้า ไอ้ที่เคยคล่องๆ ก็กลายมาเป็นภาระความจริงไอ้ที่แกไม่มีผัวฉันก็ห่วงอยู่เหมือนกัน บางทีถ้าไม่มีภาระเรื่องแม่แกอาจจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาซักที”

เงาดำในใจฉันเริ่มคลี่ขจายออกกลายเป็นเพียงหมอกบางๆ ฉันแหงนหน้าไปดูท้องฟ้านอกรถ ฝนเริ่มบางตา แสงสว่างสามารถส่องผ่านเมฆมาได้บ้าง “แกอย่าห่วงฉันเลย ห่วงตัวเองดีกว่า ไอ้ที่ฉันจะไปอยู่มันคงดีเพราะราคามันแพง จะมีคนแก่ ซักกี่คนที่ได้ไปอยู่ที่แพง ๆ อย่างนั้นห่วงตัวเองเถอะ ถ้าเจอคนดีพอใช้ได้ ก็อย่าเลือกมากมาย รีบแต่งงาน รีบมีลูก แก่แล้วจะได้ไม่ลำบากดูอย่างชั้นซี อย่างน้อยถึงลูกไม่มีมาดูแล เวลาให้ ก็ยังมีคนส่งเงินมาให้ใช้ถ้าไม่มีลูกจะยิ่งลำบากมากกว่านี้” ฉันไม่รู้จะพูดอะไร เงียบกันไปพักหนึ่ง ฉันบอกแม่ว่า “อิ๋วจะไปหาแม่บ่อยๆ” “อย่าพูดยังงั้นเลยเดี๋ยวนี้การจราจรมันสาหัสเหลือเกิน เวลาก็ไม่ค่อยมี เรื่องต้องทำก็มีแยะไปหมดเอาเป็นว่าว่างก็มาแล้วกัน แต่ถึงพวกแกไม่มา ฉันก็ไม่เดือดร้อนหรอก ชีวิตทั้งชีวิตของชั้นอยู่ในนี้หมดแล้ว อยากเห็นหน้าลูกก็ดูเอาในนี้ อยากเห็นหน้าหลานก็ดูเอาในนี้ ไม่ต้องมานั่งคอยให้เสียเวลา เปิดกล่องของแม่มา ก็เห็นหน้าพวกแกได้ทันที”

แม่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อกอดกล่องให้กระชับขึ้น รถบนถนนเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ พร้อมกับฝนที่ขาดเม็ด อีกไม่กี่เมตรจะถึงสี่แยกแล้ว และมีป้ายให้กลับรถได้ ฉันพารถเบียดเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถแม้รถคันอื่น จะบีบแตรด่ากันเสียงขรม แต่ฉันไม่สนใจ ฉันกำลังนึกถึงตัวเองตอนแก่ และมีกล่องอย่างแม่สักใบ คงดีไม่น้อยที่จะได้อวดลูกๆ ของฉันถึง “กล่องของแม่”

รักแม่ ดูแลและตอบแทนแม่ของคุณ ให้มากๆ ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ ทำซะก่อนที่จะรู้สึกเสียใจ ในชีวิตนี้คุณมีแม่เพียงคนเดียวนะ คนอื่นคุณหาใหม่ได้อีกเยอะ จริง มั๊ย!!!!

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 20.11.08 at 08:45:15

รักแม่ ดูแลและตอบแทนแม่ของคุณ ให้มากๆ ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ ทำซะก่อนที่จะรู้สึกเสียใจ ในชีวิตนี้คุณมีแม่เพียงคนเดียวนะ คนอื่นคุณหาใหม่ได้อีกเยอะ จริง มั๊ย!!!!

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

[smiley=zmangkapon.gif] [smiley=zmangkapon.gif] [smiley=zmangkapon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Robot on 21.11.08 at 16:37:23

8)  รักพ่อรักเเม่ให้มากๆครับ [smiley=sm02.gif]:(

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 22.11.08 at 11:21:10

เอามาฝากกันอีกครับ

ชีวิตไร้สาระ ขณะนี้ ยังไม่สายเกินที่จะแก้ไข
แม้ชีวิต เหลือน้อย ลงเพียงใด
ควรภูมิใจ ที่ได้ ทำดีทัน
ใครจะเห็น หรือไม่ เป็นไรเล่า
ควรเลือกเอา ความดี ที่สร้างสรร
ใครจะเห็น หรือไม่ ไม่สำคัญ
ใจเรานั้น รู้ว่าดี เท่านี้พอ.


" เมื่อไม่เรียนใยเล่าเจ้าจะรู้
เมื่อไม่ดูใยเล่าเจ้าจะเห็น
เมื่อไม่ทำใยเล่าเจ้าจะเห็น
ก็ยากเข็ญขัดสน จนปัญญา. "

เมื่อชีวิตผิดหวังอย่านั่งท้อ จงรีบต่อสู้เถิดจะเกิดผล
ผิดเป็นครูรู้แก้ให้แก่ตน เกิดเป็นคนต้องต่อสู้จึงอยู่ดี
ก้าวต่อไป…………ก้าวต่อไป……….อย่าได้หยุด
แม้สะดุดล้มลงไปอย่าใจฝ่อ เป็นนักสู้ต้องสู้ซิอย่ารีรอ
อย่าย่อท้อหนทางยาวที่ก้าวไป
โน้นจุดหมายปลายทางอยู่ข้างหน้า
จะเหิรฟ้าข้ามเขาเอาให้ได้ มิหวั่นพลาด มิหวั่นแพ้ มิหวั่นภัย
มิหวั่นใจ…………มิหวั่นจิต………..สักนิดเดียว…..!!!!!


เครื่องประดับข้อมือ คือการให้
เครื่องประดับจิตใจ คือเมตตา
เครื่องประดับคอ คือเปล่งปิยวาจา
เครื่องประดับหูนั่นหนา คือฟังสิ่งมงคล


ธาตุแท้ของน้ำ ต้องการความใสสะอาด
แต่ดิน ทราย ทำให้ขุ่น
ธาตุแท้ของคน ต้องการความสงบ
แต่ความโลภ ทำให้วุ่นวาย

   http://www.rmutphysics.com/CHARUD/speak/speak3/index13.htm

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.11.08 at 12:40:26

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

??? :-[ :-[ ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by getna on 23.11.08 at 19:32:45


Loucipher wrote on 22.11.08 at 11:21:10:
เอามาฝากกันอีกครับ

ชีวิตไร้สาระ ขณะนี้ ยังไม่สายเกินที่จะแก้ไข
แม้ชีวิต เหลือน้อย ลงเพียงใด
ควรภูมิใจ ที่ได้ ทำดีทัน
ใครจะเห็น หรือไม่ เป็นไรเล่า
ควรเลือกเอา ความดี ที่สร้างสรร
ใครจะเห็น หรือไม่ ไม่สำคัญ
ใจเรานั้น รู้ว่าดี เท่านี้พอ.


" เมื่อไม่เรียนใยเล่าเจ้าจะรู้
เมื่อไม่ดูใยเล่าเจ้าจะเห็น
เมื่อไม่ทำใยเล่าเจ้าจะเห็น
ก็ยากเข็ญขัดสน จนปัญญา. "

เมื่อชีวิตผิดหวังอย่านั่งท้อ จงรีบต่อสู้เถิดจะเกิดผล
ผิดเป็นครูรู้แก้ให้แก่ตน เกิดเป็นคนต้องต่อสู้จึงอยู่ดี
ก้าวต่อไป…………ก้าวต่อไป……….อย่าได้หยุด
แม้สะดุดล้มลงไปอย่าใจฝ่อ เป็นนักสู้ต้องสู้ซิอย่ารีรอ
อย่าย่อท้อหนทางยาวที่ก้าวไป
โน้นจุดหมายปลายทางอยู่ข้างหน้า
จะเหิรฟ้าข้ามเขาเอาให้ได้ มิหวั่นพลาด มิหวั่นแพ้ มิหวั่นภัย
มิหวั่นใจ…………มิหวั่นจิต………..สักนิดเดียว…..!!!!!


เครื่องประดับข้อมือ คือการให้
เครื่องประดับจิตใจ คือเมตตา
เครื่องประดับคอ คือเปล่งปิยวาจา
เครื่องประดับหูนั่นหนา คือฟังสิ่งมงคล


ธาตุแท้ของน้ำ ต้องการความใสสะอาด
แต่ดิน ทราย ทำให้ขุ่น
ธาตุแท้ของคน ต้องการความสงบ
แต่ความโลภ ทำให้วุ่นวาย

   http://www.rmutphysics.com/CHARUD/speak/speak3/index13.htm



ช่างเป็นบทความที่ดีจิงๆ :)

:-[:-[:-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 26.11.08 at 23:53:16

มีเรื่องมาฝากพี่ๆ น้องๆ ทุกท่านอีกครับ:)
อนุสรณ์แห่งความล้มเหลว

เขาสูญเสียพ่อเมื่อเขามีอายุได้เพียง 5 ขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคันขณะอายุ 16 ปี และเมื่ออายุ 17  เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ในปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตอยู่กับเขาไม่ได้  ช่วงอายุ 18-22 ปีเขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยังต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลวเหมือนเดิม เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุทำให้เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง  เพียงเท่าที่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายผู้นี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง!

แต่ก็อย่างที่เขาว่ากันว่าคนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมดคงไม่มี สิ่งเดียวที่เขาพบว่าเขาทำได้ดีคือ “การทำอาหาร” ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา ชีวิตที่ร้านกาแฟนั้นเขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรๆ ได้มากพอสมควร แต่เขากลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขารักและคิดถึงเธอเหลือเกิน เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน เขาวางแผนทุกขั้นตอนอย่างละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารได้ลองซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขาเพื่อเฝ้ามองดูลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียมพร้อมที่จะ “ลักพาตัวเธอ”!!

แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง ครั้งนี้เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนกอยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขามีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา วันนั้นลูกสาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา เหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณตอนอายุ 65 ปี

วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขาเป็นเงินจำนวน 105 ดอลล่าร์ (ราวสี่พันบาท) เช็คฉบับดังกล่าวเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่าเขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิตอยู่ด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจวบจนวาระสุดท้าย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันแสนยาวนาน เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจที่จะ “ฆ่าตัวตาย”!!!

เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบด้วยตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีบางสิ่งมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญหา เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาตกใจมากเมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่าเขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับใครเขาสักอย่างเลย เขานั่งครุ่นคิดกับตนเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ บางอย่างที่คนรอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ !เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขาอยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ  เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย  เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมืองเพื่อยืมเงินจำนวน 87 ดอลล่าร์ จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขา และด้วยเงิน 87 ดอลล่าร์ นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาคิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟแห่งนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดไปตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตักกี้ของเขา แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง

ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเสมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขากลับกลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของความสำเร็จที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงพลิกฝ่ามือ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ “สู้ต่อ” หรือ “ยอมแพ้” แต่สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปีของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ แล้วชีวิตของคุณเล่า ล้มเหลวมามากพอหรือยัง

ดัดแปลงบทความจากนิตยสาร Financial Freedom

และขอบคุณเพื่อนผู้แสนดีที่นำบทความนี้มาให้

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.11.08 at 09:04:22

ขอบคุณ คุณ tom241 มาก ๆ ครับ

เรื่องที่คุณนำมาลงให้อ่าน เป็นเรื่องที่ดีและมีคุณค่ามาก ๆ ครับ

สอนให้รู้ว่า ชีวิตคนเราหากยังมีลมหายใจ ก็ไม่มีคำว่าสายที่จะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

ขนาดคนอายุ 65 ปี ยังสามารถเริ่มต้นใหม่ และประสบความสำเร็จได้ เพราะเขาเพิ่งค้นพบความสามารถที่เขามี

แล้วพวกเราจะมามัวงอมืองอเท้าได้อย่างไร

[smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.11.08 at 09:17:16

หลวงพ่อชา สุภัทโท  พระวิปัสสนาจารย์เคยเล่าถึงตวท่านเองในสมัยที่ยังใช้ชีวิตเป็นนักเรียนน้อยกับครูบาอาจารย์ว่าท่านอุทิศตนเจริญภาวนาแทบล้มประดาตาย เดินจงกรมจนทางเดินเป็นร่องลึก นั่งสมาธิจนปัสสาวะเป้นเลือดแต่อาจารย์ของท่านคนหนึ่งกลับมีปฏิปทาไปคนละอย่าง หลวงปู่ดูจะไม่วุ่นวายกับการเจริญภาวนา แต่กลับชอบ กวาดลานวัดบ้าง ซ่อมบริขาร เย็บผ้า
       
ท่านกล่าวไว้ว่า"เราประมาท คิดว่าครูบาอาจารย์จะไปถึงไหนกัน เดินจงกรมก็ไม่เดิน นั่งสมาธินานๆก็ไม่เคยนั่ง คอยแต่จะทำนั่น ทำนี่ตลอดทั้งวัน แต่เรานี่ปฏิบัติมิได้หยุดยังไม่รู้เห็นอะไร ส่วนหลวงปู่ปฏิบัติอยุ่แน้นจะไปรู้ไปเห็นอะไรเล่า"
       
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ส่งจีวรที่ขาดให้ท่านบอกให้เย็บเสีย
ท่านก็เร่งๆๆๆๆๆรีบเย็บให้เสร็จเร็วๆเพื่อจะได้ไปนั่งสมาธิ เจริญภาวนาต่อหลวงปุ่จึงถามว่า จะรีบไปไหนรึ...หลวงพ่อชาตอบว่า รีบทำให้เสร็จ หลวงปุ่จึงถามต่ออีกว่า เสร็จแล้วจะไปทำสิ่งใดรึ ท่านก็ตอบว่าจะไปทำอันนั้น...อันนั้นเสร็จจะไปทำอะไรต่อ...ก็ไปทำอันนั้น ต่อไปเรื่อยๆ อันนั้นของหลวงพ่อชาคือการเจริญภาวนาอย่างเข้มข้นแบบวางชีวิตเป้นเดิมพน ทั้งการเดินจงกรมและการนั่งสมาธิ
         
หลวงปู่จึงบอกว่า "รู้ไหมการเย็บจีวรคือการภาวนา ท่านจะรีบไปไหนเล่า ทำอย่างนี้มันเสียแล้วนี่ มันเสียแล้ว ความอยากมันเกิดขึ้นท่วมหัว ท่านไม่รุ้เรื่องของตัวเอง....."
       
การปฏิบัติธรรมกับรูปแบบการปฏิบัติธรรมแตกต่างกัน........การปฏิบัติธรรมและสัมผัสธรรมอันเป็นสภาพสงบร่มเย็นเป็นสุข มิได้ถูกจำกัดไว้สำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งไม่จำเพาะวิธีการให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ หากกานศึกษาการปฏิบัติเพื่อเก็บรับซึมซับศานติสุขและอิสรภาพทางปัญญา ขึ้นอยู่กับอัตวิสัยของปัจเจกชนเป็นสำคัญ ทางเดินมีหลายทาง สุดแต่ใครจะเลือกทางที่เหมาะกับตน การปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องของการทำงาน เป็นเรื่องของการใช้ชีวิต เป็นเรื่องของคนทั่วไปในสังคมที่โลดแล่นอยู่ในโลกอันแสนวุ่นวายยุ่งเหยิง ชีวิตกับงานและการปฏิบัติธรรมจึงเป็นมิอาจแยกจากกัน หากจับหลักได้ อยู่ที่ไหนก็ศึกษาและปฏิบัติธรรมได้โดยมิต้องกังขา ปรัชญามี่ว่ามีธรรมอยู่ในงาน และมีงานอยู่ในธรรมนี้ ท่านพุทธทาสภิกขุสรุปไว้สั้นๆว่า
                       
"การทำงานคือการปฏิบัติธรรม"


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=18998.msg379373;topicseen#new                                      

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 28.11.08 at 09:11:12

คุณtigerroad197เองก็มีเรื่องดีๆ มาให้อ่านอยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งคุณลู และทุกๆ ท่านด้วย ผมก็ขอขอบคุณเช่นกันครับ อย่างน้อยก็ดีกว่าอ่านข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์บางฉบับที่อ่านเสร็จแล้วไม่อยากทำการทำงานเอาเสียเลย เพราะรู้สึกปลงชีวิตจัง...:-/

ถ้าพอมีเวลาผมเลือกที่จะเข้ามาหาสิ่งดีๆ อ่านในตอนเช้าๆ ก่อนเริ่มงานก็เป็นการสร้างกำลังใจให้เราได้บ้างนะครับ อย่างน้อยก็เตือนสติให้เรารอบคอบ ไม่ประมาท และไม่สิ้นหวัง ฯลฯ :)

ขอบคุณอีกครั้งครับ[smiley=sm02.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.11.08 at 04:36:20

ขอบคุณคุณ tomoและคุณtiger สำหรับเรื่องดีๆเช่นกันครับ:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by darkhero on 05.12.08 at 19:51:15

โห เป็น หัวข้อที่มีการคุยกันยาวที่สุดแล้วนะนี้ อิอิ

ที่สุดของแจ้ :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 06.12.08 at 08:08:25

[quote author=5451425B5855425F300 link=1224810246/80#88 date=1228481475]โห เป็น หัวข้อที่มีการคุยกันยาวที่สุดแล้วนะนี้ อิอิ

ที่สุดของแจ้ :-[/quote]

ผมว่าก็ดีออกนะครับ ยิ่งถ้าเพื่อนสมาชิกแต่ละคน เอาสิ่งดี ๆ ข้อคิดดี ๆ มาฝากกัน ก็จะยิ่งดีมากขึ้นไปอีก

รอบตัวเราทุกวันนี้ ข่าวร้ายมีมากพอแล้ว ก็อยากจะมีสักมุมหนึ่ง แม้จะเป็นแค่มุมเล็ก ๆ ที่มีแต่ เรื่องดี ๆ มาปลุกปลอบกำลังใจให้แก่กันและกัน

ถ้าหาก เพื่อนสมาชิก ดูหนังญี่ปุ่นเสียงในฟิล์ม ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังดราม่า แต่เป็นหนัง ฮีโร่ นี่แหละครับ มักจะได้ยินคำ ๆ หนึ่ง ที่คนญี่ปุ่นชอบพูดให้แก่กันก็คือคำว่า

กัมบาเร่ะ  พอจะแปลได้ว่า พยายามเข้านะ

การนำเอาเรื่องดี ๆ มาฝากเพื่อนสมาชิก ก็เหมือนกับเป็นการบอกกับเพื่อนสมาชิกว่า กัมบาเร่ะ

;) ;) ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 06.12.08 at 22:49:08

คุณtigerroad พูดถึงคำว่า กัมบะเระ ทำให้นึกถึงเกมสมัยเครื่องฟามิคอม "กัมบาเระ โกเอมอน" ที่มีออกมาหลายต่อหลายภาค

ถ้าจะพูดแบบปลุกใจ ปลุกเร้าอารมณ์ ก็ต้อง "กัมบะโร่" ประมาณว่า "สู้โว้ย" นะครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 06.12.08 at 22:51:29

ขออภัย ลืมขอบคุณภาพประกอบจากเว็บข้างต้น และไม่ได้เจตนาจะเปลี่ยนหัวข้อกระทู้ไปเข้าเรื่องเกมนะครับ กลับสู่สถานะเดิมครับ  [smiley=sm19.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 07.12.08 at 10:29:20


tigerroad197 wrote on 06.12.08 at 08:08:25:
[quote author=5451425B5855425F300 link=1224810246/80#88 date=1228481475]โห เป็น หัวข้อที่มีการคุยกันยาวที่สุดแล้วนะนี้ อิอิ

ที่สุดของแจ้ :-[/quote]

ผมว่าก็ดีออกนะครับ ยิ่งถ้าเพื่อนสมาชิกแต่ละคน เอาสิ่งดี ๆ ข้อคิดดี ๆ มาฝากกัน ก็จะยิ่งดีมากขึ้นไปอีก

รอบตัวเราทุกวันนี้ ข่าวร้ายมีมากพอแล้ว ก็อยากจะมีสักมุมหนึ่ง แม้จะเป็นแค่มุมเล็ก ๆ ที่มีแต่ เรื่องดี ๆ มาปลุกปลอบกำลังใจให้แก่กันและกัน

ถ้าหาก เพื่อนสมาชิก ดูหนังญี่ปุ่นเสียงในฟิล์ม ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังดราม่า แต่เป็นหนัง ฮีโร่ นี่แหละครับ มักจะได้ยินคำ ๆ หนึ่ง ที่คนญี่ปุ่นชอบพูดให้แก่กันก็คือคำว่า

กัมบาเร่ะ  พอจะแปลได้ว่า พยายามเข้านะ

การนำเอาเรื่องดี ๆ มาฝากเพื่อนสมาชิก ก็เหมือนกับเป็นการบอกกับเพื่อนสมาชิกว่า กัมบาเร่ะ

;) ;) ;)



เห็นด้วยครับ ถ้าบทความหรือข้อคิดที่เอามาลง เป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็หน่อย:)

ข้อคิดดีๆ ที่ทำให้เรามีความสุข

1.นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง

2.ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเขาต้องยิ้มกลับมาทุกครั้งแน่

3.ลองปลูกต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้

4.หลับตานิ่งๆสักสามนาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเหลือเกิน

5.ระหว่างแปรงฟัน ฮัมแพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า

6.เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาดธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย

7.ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างถนุถนอมเหมือนกันหมด

8.การขึ้นลงบันใดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันใดขั้นที่เท่าไร

9.คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวย/หล่อมากๆทันที ที่คุณถามเขาว่า "ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ/ครับ?"

10.เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่หย่อนลงกรป๋องหรอก



11.ควรหัดพูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า "จะเอายังไง"

12.ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ค่อยไปสายเหมือนก่อน

13.สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้จึงควรเล่าให้มันฟัง

14.อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด

15.เขียนชื่อคนที่เกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ

16.ให้ปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้งแล้วแทบดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องให้

17.ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆ จะทำให้เรายิ้มได้เสมอเมื่อไปหยิบมาเล่นอีกครั้ง

18.ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อยสามข้อก่อน

19.ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนมันมีเยอะเอง

20.ซาลาเปา 1 ลูกกินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้กินได้ 4 คนถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง
21.เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ดีกว่า ให้คนที่ได้เยอะจนจำชื่อคนที่ให้ไม่ได้

22.ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกก็จะดีขึ้น

23.แอบรักใครสักคน ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร

24.ถึงจะไม่ออกไปไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นิ

25.ฝึกโรแมนติกง่ายๆ คนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน

26.ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนใสได้ ทำไมคุณจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้

27.พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม มันอาจจะไม่สนุกแต่ก้มีประโยชน์แฝงอยู่

28.วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าทีจะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย

29.แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว

30.ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท

dek-d.com???

ข้อคิดในการใช้ขีวิต

  1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
  2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตามเราไม่ต้องไปคุยทับปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย
  3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น
  4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
  5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ๆเข้าไว้แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
  6. หัดทำสิ่งดี ๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
  7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
  8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
  9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง"แต่อย่าให้ถึง"สาม"
11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูกแต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือสิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
18. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่ายถ้ามีใครมาถามเราว่า  "เป็นยังไงบ้างตอนนี้" ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา
      วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยวเมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว
24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น
27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ คุณทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?

ที่มา... www.kapook.com



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.12.08 at 18:30:28

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

ข้อคิดที่นำมาฝากแฝงสาระดี ๆ เอาไว้มากมายเลยครับ

[smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif] [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 11.12.08 at 07:38:21

เอามาฝากกันอีกครับ


มาคันทิยา เป็นธิดาของพราหมณ์ผู้มั่งคั่ง มีรูปร่างสมส่วนสวยงาม เป็นที่หมายปองของหนุ่มทั้งหลาย บิดามารดาของเธอไม่ยอมยกให้ใคร เนื่องจากยังไม่เห็นมีหนุ่มคนใดเหมาะสมกับลูกสาวของตน


จนกระทั่ง วันหนึ่งได้พบกับพระพุทธเห็นว่ามีลักษณะเหมาะสมที่จะเป็นคู่ครองกับธิดาของตนได้ จึงได้ออกปากยกให้ แต่ถูกพระพุทธเจ้าปฏิเสธ ยังความอับอายและคับแค้นใจแก่มาคันทิยา ธิดาสาวยิ่งนัก นางจึงคิดหาหนทางแก้แค้นพระพุทธเจ้า


ต่อมาน้องชายของพราหมณ์ผู้บิดา ได้พานางไปถวายเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทน พระองค์เกิดความเสน่หาและรับนางไว้ในตำแหน่งมเหสีอีกองค์หนึ่ง


พระนางมาคันทิยา เริ่มปฏิบัติ เพื่อสนองเพลิงอาฆาตของตนทันที นางจ้างคนให้เดินตามด่าพระพุทธเจ้าด้วยคำด่าที่เจ็บแสบที่สุด เท่าที่จะสรรหาได้


การด่าดำเนินติดต่อกันไปทุกวันและทุกแห่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จ


จนมาวันหนึ่ง พระอานนท์ทนไม่ไหว ออกปากกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า


“เสด็จไปเมืองอื่นเถิดพระพุทธเจ้าข้า เมืองนี้ป่าเถื่อนสิ้นดี”


“จะไปเมืองไหน อานนท์”


“เมืองไหนก็ได้ที่ไม่มีคนด่า”


“แล้วถ้าคนเมืองนั้นเขาด่าอีกล่ะ”


“ก็ไปเมืองอื่นอีก”


“แล้วถ้าเมืองอื่นเขาด่าอีกเล่า”


“ก็ไปมันเรื่อย ๆ “


พระพุทธเจ้าทรงหยุดนิ่ง ผินพระพักตร์ผละไปจากพระอานนท์ เสียงรุมด่ายังคงดังต่อไปครู่หนึ่ง ก็ทรงหันกลับมาทางพระพุทธอุปฐากอีกครั้งหนึ่ง แล้วทรงตรัสว่า


“อย่าเลย อานนท์! เธออย่าพอใจให้ตถาคตทำอย่างนั้น ถ้าต้องทำอย่างเธอว่าเราจะไม่มีแผ่นดินอยู่ มนุษย์เราอยู่ที่ไหนจะไม่ให้มีคนรักคนชังนั้นเห็นจะไม่ได้ เรื่องเกิดขึ้นที่ใด ควรให้ระงับลง ณ ที่นั้น อานนท์! เราอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่น เหมือนช้างศึกก้าวสู่สงคราม ต้องทนลูกศรซึ่งมาจาก 4 ทิศ เพราะคนในโลกนั้นส่วนมากเป็นคนชั่วคอยแส่หาแต่โทษของคนอื่น เธอจงดูเถิด พระราชาทั้งหลายย่อมทรงพระราชพาหนะตัวที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ชุมชน อานนท์เอย ในหมู่มนุษย์นั้น ผู้ใดฝึกตนให้เป็นคนอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้ จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด


ดูก่อนอานนท์! ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่า ก็เพราะความกลัว อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกัน เพราะเห็นว่าพอสู้กันได้ แต่ผู้ใดอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ซึ่งต่ำด้อยกว่าตน เราเรียกความอดทนนั้นว่า ความอดทนสูงสุด


ผู้มีความอดทน มีเมตตา ย่อมเป็นผู้มีลาภ มียศ อยู่เป็นสุข เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เปิดประตูแห่งความสุข ความสงบได้โดยง่าย สามารถขุดมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทเสียได้ คุณธรรมทั้งมวลมีศีลและสมาธิเป็นต้น ย่อมเจริญงอกงามแก่ผู้มีความอดทนทั้งสิ้น


“อานนท์! อย่ากังวลใจไปเลย คนเหล่านี้ด่าตถาคตได้ไม่เกิน 7 วัน จากนั้นก็จะเลิกราไปเอง”


เป็นดังพระพุทธเจ้าดำรัส พวกที่รุมด่าเมื่อไม่ได้รับการตอบโต้จากพระพุทธองค์ก็เกิดความเบื่อหน่ายไม่สนุก จึงพากันเลิกราไป

**************************************

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 11.12.08 at 09:10:55

ยอมอ่อนข้อแล้วจะสมบูรณ์

คดแล้วจะตรง

ว่างแล้วจะเต็ม

เก่าแล้วจะใหม่

น้อยแล้วจะมาก

มากแล้วจะเหลิง

ไม่อวดความเห็นจึงรู้ชัด

ไม่เห็นว่าตนเองถูกจึงกระจ่าง

ไม่ยกย่องตนเองว่าดีจึงดี

ไม่อวดเก่งจึงได้นำหน้า

เห็นว่าตัวเองมีน้อยแล้วจึงทำให้ตนเองมีมาก



เมื่อเรายกตัวเองให้สูงขึ้น อวดดีอวดเด่น เห็นว่าตัวเองถูกต้องเต็มเปี่ยม ทำให้เราลืมจุดบกพร่องของตนเองจึงทำให้ตนเองต่ำลง

ยอมคด ยอมว่าง ยอมเก่า ยอมเสียเปรียบ แล้วจะทำให้ตนเองสูงขึ้น มีความรู้ความสามารถมากขึ้น วางตัวตำแหน่งต่ำ ไม่ชิงดีชิงเด่น


ปรัชญเต๋า : ชาตรี แซ่บ้าง
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Keenno on 11.12.08 at 13:13:16

กระทู้ดี มีสาระ..กับ ไทยโทคุ


ขอบคุณสำหรับสาระและคติสอนใจทุกบทความครับ...

อ่านแล้ว(บ้างบางหน้า เวลามีน้อย)ทำให้สบายใจขึ้นเยอะเลย?????????

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 11.12.08 at 13:30:41

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

:) :) :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by hatachit on 13.12.08 at 21:09:55

ขอบคุณคับสำหรับข้อคิดดีๆ  มันช่วยผมได้มักในช่วงเวลาแบบนี้  ผมเองเป็นพวกศิลปินในการทำงาน  ถ้าอยากทำงาน จะเป็นคนมุ่นมั่นกับการทำงานมัก  ใช้ไอเดียในสมองน้อยๆในการทำงาน  แต่เนื่องจากการเจตนาหรือไม่ตั้งใจ  ชอบมีคนทำเสียงดังรบกวนสมาธิในการทำงานหรือเกิน  แรกๆไม่รู้สึกอะไรหรอกคับ  แต่บ่อยๆซิ ผมก็เริ่มสงสัยว่า แกล้งกันหรือเปล่า  เสียงไอดังๆเกินคนปกติ แล้วหันมามองผมแบบเยาะเหย้า  งานของผมต้องการความสงบหรือสมาธิอย่างมัก  เพาะไอเดียใหม่ๆกับการต้องการให้ผลงานออกมาดีเป็นความกดดันให้ผมเครียดกับเรื่องนี้มัก  ตอนแรกผมเคยใช้อารมณ์โกรธทุบโต๊ะ ด่าลูกน้องเลย  หลังๆก็แค่บ่นให้น้องชายหรือผู้ร่วมงานสนิทฟัง  เพาะไม่อยากเป็นบ้าเก็บกดกับเรื่องที่ไม่สบายใจ  ถึงกลับเคยถอดใจไม่อยากทำงานต่อ  พอได้อ่านข้อคิดดีๆ ทำให้เรามองไปอีกมุมหนึ่ง  กระตุ้นให้ตัวเราสู้ต่อไป  ถ้าคนเราไม่อิษฉากัน  โลกนี้จะพัฒนาไปอีกเยอะ  :-[:-[:-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 14.12.08 at 23:29:31

[quote author=333A2F3A2833322F5B0 link=1224810246/80#98 date=1229177395]ขอบคุณคับสำหรับข้อคิดดีๆ  มันช่วยผมได้มักในช่วงเวลาแบบนี้  ผมเองเป็นพวกศิลปินในการทำงาน  ถ้าอยากทำงาน จะเป็นคนมุ่นมั่นกับการทำงานมัก  ใช้ไอเดียในสมองน้อยๆในการทำงาน  แต่เนื่องจากการเจตนาหรือไม่ตั้งใจ  ชอบมีคนทำเสียงดังรบกวนสมาธิในการทำงานหรือเกิน  แรกๆไม่รู้สึกอะไรหรอกคับ  แต่บ่อยๆซิ ผมก็เริ่มสงสัยว่า แกล้งกันหรือเปล่า  เสียงไอดังๆเกินคนปกติ แล้วหันมามองผมแบบเยาะเหย้า  งานของผมต้องการความสงบหรือสมาธิอย่างมัก  เพาะไอเดียใหม่ๆกับการต้องการให้ผลงานออกมาดีเป็นความกดดันให้ผมเครียดกับเรื่องนี้มัก  ตอนแรกผมเคยใช้อารมณ์โกรธทุบโต๊ะ ด่าลูกน้องเลย  หลังๆก็แค่บ่นให้น้องชายหรือผู้ร่วมงานสนิทฟัง  เพาะไม่อยากเป็นบ้าเก็บกดกับเรื่องที่ไม่สบายใจ  ถึงกลับเคยถอดใจไม่อยากทำงานต่อ  พอได้อ่านข้อคิดดีๆ ทำให้เรามองไปอีกมุมหนึ่ง  กระตุ้นให้ตัวเราสู้ต่อไป  ถ้าคนเราไม่อิษฉากัน  โลกนี้จะพัฒนาไปอีกเยอะ  :-[:-[:-[/quote]
เวลาที่คนเราเจอเรื่องร้ายๆ ก็มักจะเกิดความรู้สึกท้อแท้ขึ้นมา เป็นเรื่องธรรมดาและธรรมชาติครับ:)

สำคัญว่า "ท้อ" แล้วอย่า "ถอย" [smiley=sm01.gif]

"หยุดพักสักหนึ่งก้าว เพื่อเดินหน้าอีกร้อยก้าว" เมื่อเราเหนื่อยก็จงอย่าฝืน ให้หยุดพักสักนิด เมื่อพักแล้วมีกำลังเรี่ยวแรงพอแล้ว ต้องเดินไปข้างหน้านะครับ อย่าถอยหลัง เพราะเราอาจจะไปเหยียบถูกคนที่เดินตามเรามาก็ได้ [smiley=sm19.gif]

เป็นกำลังใจให้ครับ[smiley=sm01.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 15.12.08 at 09:41:26

[quote author=3930253022393825510 link=1224810246/80#98 date=1229177395]ขอบคุณคับสำหรับข้อคิดดีๆ  มันช่วยผมได้มักในช่วงเวลาแบบนี้  ผมเองเป็นพวกศิลปินในการทำงาน  ถ้าอยากทำงาน จะเป็นคนมุ่นมั่นกับการทำงานมัก  ใช้ไอเดียในสมองน้อยๆในการทำงาน  แต่เนื่องจากการเจตนาหรือไม่ตั้งใจ  ชอบมีคนทำเสียงดังรบกวนสมาธิในการทำงานหรือเกิน  แรกๆไม่รู้สึกอะไรหรอกคับ  แต่บ่อยๆซิ ผมก็เริ่มสงสัยว่า แกล้งกันหรือเปล่า  เสียงไอดังๆเกินคนปกติ แล้วหันมามองผมแบบเยาะเหย้า  งานของผมต้องการความสงบหรือสมาธิอย่างมัก  เพาะไอเดียใหม่ๆกับการต้องการให้ผลงานออกมาดีเป็นความกดดันให้ผมเครียดกับเรื่องนี้มัก  ตอนแรกผมเคยใช้อารมณ์โกรธทุบโต๊ะ ด่าลูกน้องเลย  หลังๆก็แค่บ่นให้น้องชายหรือผู้ร่วมงานสนิทฟัง  เพาะไม่อยากเป็นบ้าเก็บกดกับเรื่องที่ไม่สบายใจ  ถึงกลับเคยถอดใจไม่อยากทำงานต่อ  พอได้อ่านข้อคิดดีๆ ทำให้เรามองไปอีกมุมหนึ่ง  กระตุ้นให้ตัวเราสู้ต่อไป  ถ้าคนเราไม่อิษฉากัน  โลกนี้จะพัฒนาไปอีกเยอะ  :-[:-[:-[/quote]

ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจครับ:)



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.12.08 at 09:12:25

มีขอทานคนหนึ่งกำลังอดอยาก และหิวข้าวมาก
เขาจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปหาท่านเศรษฐีในเมืองที่มีชื่อว่าเป็น
คนใจดี ขอทานผู้นี้จึงตั้งใจจะไปขอเงินสัก 10 บาท จากท่าน
เศรษฐี พอไปถึงบ้านเศรษฐี คนใช้ก็ออกมาเปิดประตู และ
บอกขอทานว่า
" ตอนนี้ท่านเศรษฐีกำลังสวดมนต์อยู่ ขอเชิญไป
นั่งรอหน้าห้องพระของท่านเศรษฐีเลย "

ขอทานก็ไปนั่งอยู่หน้าห้องพระ จึงได้ยินการสวดมนต์
ของท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีกำลังสวดมนต์ว่า

" ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้ข้าฯ
มีอำนาจวาสนา ขอให้ข้าฯ ได้มีเงินเพิ่มอีกร้อยล้าน
ขอให้ได้ที่ดิน และทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้น… "

พอขอทานได้ยินเช่นนั้นก็เลยเดินออกไปจากบ้าน ก็พอดีท่านเศรษฐี
สวดมนต์เสร็จ และเมื่อเห็นขอทานเดินออกไป จึงทักทาย

" ท่านจะไปไหน เมื่อท่านมาหาข้าฯ ก็คงจะต้องการอะไรสักอย่าง ขอให้บอกเราเถอะว่า ท่านต้องการอะไร "


ขอทานจึงหันมาแล้วพูด
" ผมตั้งใจจะมาขอเงินจากท่านเศรษฐีสัก 10 บาท
แต่ผมมาแล้วกลับไม่เจอท่านเศรษฐี ตรงกันข้าม
ผมมาเจอขอทานที่ยิ่งใหญ่กว่าผม เพราะท่านกลับขอเงินเป็นล้าน ๆ
ผมไม่เอาเงินจากขอทานหรอก "
เมื่อพูดเสร็จแล้วขอทานก็เดินหนีออกจากบ้านไป

คนเราถึงจะมีเงินเป็นล้าน แต่ถ้ายังไม่รู้จักพอ
ก็ยังคงจนอยู่ แต่ถ้าเรามีเงินร้อยบาท
แต่มีความพอใจ เราก็รวย ความจนหรือความรวย
อยู่ที่ ความไม่พอหรือความพอต่างหาก

============================

คัดจาก...หนังสือ "แนวทางสู่ความสุข - บทเรียนแห่งชีวิต" โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

============================

ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=19202.msg382973;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.12.08 at 09:14:59

เรื่องวาจา

“คำว่าพูดเป็นธรรม มิได้หมายความว่า พูดเรื่องธรรม
แต่หมายความว่า พูดถูกต้อง มีเหตุผล
ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียน แต่เป็นไปเพื่อเกื้อกูล”

การสังวรวาจา

เมืองหนึ่งมีคนแปลกประหลาด คือมีปากเป็นขวาน
เมื่อไม่ชอบผู้ใด ก็ใช้ขวานที่ปากฟันผู้นั้น
แต่ก็มีข้อแปลกประหลาดคือฟันไม่ถูกที่ร่างกาย
แต่ไปถูกที่จิตใจที่ทำให้เจ็บยิ่งกว่าร่างกาย
คนที่ถูกฟันก็มีขวานที่ปากอีกเหมือนกัน
ก็ฟันตอบเข้าบ้างและก็ถูกที่ใจอีกเหมือนกัน

เมื่อใช้ปากขวานฟันกันไปฟันกันมา
ก็มีคนมารุมดูกันมากมาย สนับสนุนข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง
บางที่ก็เข้าช่วยตะลุมบอนกันเป็นสองฝ่าย

เพราะต่างฝ่ายก็มีปากเป็นขวานอยู่ด้วยกันและมีแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง
คือนอกจากเป็นขวานที่ฟันไม่ถูกร่างกายของใครถูกแต่ใจแล้ว
ยังเป็นขวานที่เมื่อเหวี่ยงออกไปที่ใครอื่นแล้ว
ยังหมุนมาถูกตัวเจ้าของขวานเองอีกด้วย

บางคราวมีผู้วิเศษมาเป่ามนต์ลงไปว่าน้ำลม ลมน้ำ
อำนาจมนต์ทำให้ขวานหลุดจากปาก หมดอำนาจที่จะฟาดฟันกันต่อไป

เมืองที่มีคนปากขวานแปลกประหลาดนี้ สมมุติขึ้นตามพระพุทธภาษิตในพระสูตรหนึ่งที่ว่า “ขวานเกิดที่ปากของคน ผู้เกิดมาแล้ว เป็นเครื่องตัดตนเองของคนโฉดผู้ชั่วร้าย ผู้ใดสรรเสริญผู้ที่ควรติเตียน หรือติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นย่อมก่อโทษขึ้นด้วยปาก ย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น ความเล่นการพนันเสียทรัพย์หมดสิ้น พร้อมทั้งตัวเองล้มละลาย โทษนี้แหละใหญ่ยิ่งกว่านัก”

พระพุทธภาษิตนี้ ตรัสสอนให้คนสังวรปาก สังวรวาจา เพื่อที่จะไม่ใช้วาจาฟาดฟันใครด้วยความคะนอง เพราะวาจานั่นเองจะกลับมาเป็นขวานฟันตัวเองเข้าให้ ข้อที่ว่า “ขวานเกิดที่ปาก” เป็นข้อเตือนด้วยว่า เมื่อว่าเขาได้ก็เป็นเหตุให้เขาว่าตอบเข้าบ้าง เพราะเท่ากับปากของตนเองเป็นขวาน ที่หวนกลับมาฟันตนเอง

เรื่องของความคนองวาจา
ถึงจะไม่ไปทำอันตรายทางร่างกายแก่ใครๆ
แต่ก็ไปทำให้คนที่มุ่งจะว่า เกิดความเจ็บใจหรือทุกข์ใจขึ้นได้แม้อย่างสาหัส
ทั้งอาจจะเป็นชนวนแห่งความวิวาทแตกร้าว ตลอดถึงเหตุรุนแรงอื่นๆ
ดังที่มีตัวอย่างเป็นอันมาก

พูดไม่ดีหน่อยเดียวก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย หรือพูดดีไม่กี่คำ ก่อให้เกิดผลดีเป็นอันมาก ผู้วิเศษที่มาช่วยเป่ามนต์นั้น คือใครก็ตามที่จะช่วยเตือนสติ หรือแม้สติของตนเองที่เกิดเตือนใจว่า วาจาที่พูดนั้นเป็นเพียงลมปากหรือน้ำลาย เพื่อผู้ที่จะพูดจะได้สงบลมปากของตน หรือระงับน้ำลายไว้ ไม่เป่าไม่พ่นออกไปแก่ใครและผู้ที่ฟังจะได้คิดว่าเพียงแต่ลมปากหรือเพียงแต่น้ำลาย

ถ้าตัวเองไม่รับเอาลมหรือน้ำลายมาปรุงปนขึ้นให้เป็นตัว ก็ไม่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นพิษสงอะไรทั้งนั้น แต่ถ้ารับมาปรุงมาแต่ง มาปรุงมาปั้นเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นแล้ว ลมปาก็กลายเป็นลมกรดแรงยิ่งกว่าพายุ น้ำลายก็กลายเป็นน้ำที่มีระลอกคลื่นยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร

จึงอยู่ที่ใจนี้เอง “ความสงบระงับสังขาร (ความปรุงแต่งใจนี่แหละ) เสียได้เป็นสุข”


: ธรรมจักขุ มกราคม ๒๕๕๑ (๑๕-๑๖)
: พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


=========================

ขอขอบคุณเรื่องดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=19203.msg382963;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 18.12.08 at 11:37:40

อันนี้จริงเลยครับ พูดไม่ดีเพราะ โมหะจริต โทสะจริตนี่ทำร้ายตัวเราและคนรอบข้างด้วยครับ พูดไปแล้วมันกลับมาไม่ได้ครับ เรื่องขอทานอยู่ที่ความพอจริงๆครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 18.12.08 at 11:43:00

เอามาฝากกันครับ


-อยู่คนเดียวระวังจิต อยู่กับมิตร ระวัง วาจา

๛  ดินไม่เคยคุยว่าหนา  ฟ้าไม่เคยคุยว่าสูง  

#    การโกรธตอบเสมือนรับเอาไฟมาไว้เผาตัวเอง  
#  การโกรธเป็นปุถุชนวิสัย  การอภัยเป็นวิสัยบัณฑิต  
#  การกระทำมีเสียงดังล้ำกว่าการพูด  (อังกฤษ)  
#  การครุ่นคิดเรื่องอกุศล  ทำให้สิ่งนั้นเวียนวนอยู่กับตัวเรา  (คานธี)  
#  การจะเป็นคนเหนือคน  จะต้องทนความลำบากได้  
#  การช่วยชีวิตคน  ๆ  หนึ่งไว้  ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์ใหญ่ไว้หนึ่งองค์  (จีน)  
#  การตื่นเช้าสามวัน  จะสร้างสรรค์เพิ่มวันใหม่ได้อีกวัน  (จีน)  
#  การเป็นศัตรูขึ้นอยู่กับสองฝ่าย  การเป็นมิตรสหายก็เช่นเดียวกัน  
#  การพูดพล่อย  ๆ  ง่าย  ๆ  เสียหายกว่าการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  
#  การมัวมุ่งขออภัยเป็นการปูทางความผิดใหม่ในวันหน้า  

๛  การให้อภัยเป็นกิจของคนกล้าหาญ  มิใช่การของคนอ่อนแอ  ๛  
#    การยกย่องสิ่งมีคุณค่า  จะช่วยคุ้มครองมิให้พิจารณาอะไรผิดพลาด  (ขงจื้อ)  
#  การร้องเพลงจะทำให้ความป่วยไข้ทุเลาลง  
#  การยิ้มแย้มเป็นประจำ  ดีกว่าหนังสือแนะนำพันฉบับ  
#  การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นเขา  คือการประกาศความรู้สึกและภูมิปัญญาเราให้คนรู้  
#  การสั่งว่าอย่าบอกใคร  ไม่ใช่วิธีเก็บความลับ  
#  การแสดงมารยาททรามกับคนดี  คือวิธีประจานตนเอง  
#  การแสวงสุขทางจิต  ย่อมไม่ชั่วผิดไม่กระทบกระทั่งใคร  
#  การเสียสละที่ก่อให้เกิดความทุกข์ใจ  ไม่อาจเรียกได้ว่าเสียสละ  (คานธี)  
#  การหัวเราะถูกที่ถูกทาง  คือการแผ้วถางการสมาคม  
#  การหลงที่เลวร้ายที่สุดของคน  คือการหลงตนเอง  
#  การหัวเราะขบขัน  คือแสงตะวันในครัวเรือน



http://www.cablephet.com/board/q_view.php?c_id=11&q_id=3153

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.12.08 at 12:00:59

[b]ดินไม่เคยคุยว่าหนา

ฟ้าไม่เคยคุยว่าสูง[/b]


เป็นคำสอนใจให้รู้จักถ่อมตนได้เป็นอย่างดีครับ

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

8) ?????? 8)

สมัยผมเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ท่านเคยสอนเอาไว้ว่า คนเจ็บแผล พอแผลหายสนิท ก็สามารถลืมความเจ็บปวดได้  แต่คนเจ็บใจเพราะถูกวาจาเฉือดเฉือน ต่อให้ผ่านไปกี่ปี ก็ไม่ลืมเลือน

:) :) :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 18.12.08 at 17:40:57

ขอบคุณครับ กระทู้นี้ได้ถูกผลักดันให้เคลื่อนไหวอีกครั้ง [smiley=sm02.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 19.12.08 at 11:30:50


tigerroad197 wrote on 18.12.08 at 12:00:59:
[b]ดินไม่เคยคุยว่าหนา

ฟ้าไม่เคยคุยว่าสูง[/b]


เป็นคำสอนใจให้รู้จักถ่อมตนได้เป็นอย่างดีครับ

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

8) ?????? 8)

สมัยผมเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ท่านเคยสอนเอาไว้ว่า คนเจ็บแผล พอแผลหายสนิท ก็สามารถลืมความเจ็บปวดได้  แต่คนเจ็บใจเพราะถูกวาจาเฉือดเฉือน ต่อให้ผ่านไปกี่ปี ก็ไม่ลืมเลือน

:) :) :)


เห็นด้วยครับ คำพูดนี่ทำร้ายได้แรงและเจ็บนานกว่า ทำร้ายร่างกายครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.01.09 at 13:12:16

ช่วงเทศกาลปีใหม่ ขอนำเอาข้อคิดดี ๆ จากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาฝากเพื่อนสมาชิกครับ

ขอขอบคุณเวป
http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=2851

============================

ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว

ธนินทร์ เจียรวนนท์


ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใด ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม

เจริญ สิริวัฒนภักดี


ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน

อนันต์ กาญจนพาสน์


จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา เพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา ผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา

พรเทพ พรประภา


ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้าพอใจแค่ไหนอย่างไร ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจเกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้

ประกิต อภิสารธนรักษ์


ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว

ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ


ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว

ชวน ตั้งมติธรรม


1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น

2. จริงใจกับทุกคน

3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ

4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน

5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา

6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน

ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์


ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้

นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ


ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ก่อนเป็นอันดับแรก

อมรเทพ ดีโรจนวงศ์


ปีใหม่แล้วขอฝากเรื่องให้อ่านเล่น ๆ อีก 1 เรื่อง เคยอ่านเจอในหนังสืออยู่เล่มนึงมีอยู่ว่า

ชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหิน และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น”

ชายชราหันไปตอบว่า “ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น

“อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ”

สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า

" ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ”

พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่ เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ








Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.01.09 at 13:39:01

อัตชีวประวัติของ เจริญ สิริวัฒนภักดี


จากการอ่านหนังสือ “บุรุษที่รวยที่สุดในประเทศไทย เจริญ สิริวัฒนภักดี” และหาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต

สิ่งที่ได้มาจากการค้นคว้าและอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อศึกษาถึงลักษณะเด่นของเศรษฐีผู้นี้นั้น พบว่ามีหลายอย่าง สามารถที่จะจำแนกออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ดังต่อไปนี้

• ความสามารถทางด้านจิตใจ
• ความสามารถทางด้านมนุษย์สัมพันธ์
• ความสามารถทางด้านการประกอบธุรกิจ

หากเริ่มกันที่ความสามารถส่วนแรก “ความสามารถทางด้านจิตใจ” ที่ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญของเศรษฐีทุกคนที่เริ่มก่อร่างสร้างฐานธุรกิจด้วยน้ำมือของตัวเองเลยทีเดียว

ตัวอย่างของความสามารถเหล่านั้น เช่น ความอดทน ขยันขันแข็ง ความไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิตหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ

ดังเห็นได้จากสมัยเด็ก คุณ เจริญ สิริวัฒนภักดี นั้นเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนมาก และจบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่านั้น โดยซ้ำชั้นอยู่หลายครั้งหลายครา อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านั้นหาได้เป็นอุปสรรคต่อความต้องการเจริญก้าวหน้าของเขา

คุณเจริญขายของทุกอย่างทุกที่เท่าที่มีโอกาส เช่น นำของใช้ไปขายในชั้นเรียน ขายของในโรงสุราบางยี่ขัน หรือแม้แต่ช่วงที่ได้เข้ามาประกอบธุรกิจน้ำเมาแล้ว และได้ก่อหนี้สินมหาศาลจากการผลิตเหล้าหงส์ทอง หนี้สินที่เกิดขึ้นนั้นนับหมื่นล้านบาท หากเป็นบุคคลทั่วไปแล้วนั้นอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ และอาจไม่สามารถกลับมาตั้งตัวใหม่ได้ หรือเลวร้ายที่สุดอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายก็เป็นได้ เป็นต้น

นอกจากความขยันขันแข็งไม่ย่อท้อแล้ว ความสามารถต่อมาซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณเจริญมีโอกาสได้เข้ามาสู่วงการน้ำเมา ที่เป็นจุดพลิกผันในชีวิตต่อการเป็นเศรษฐีนั้น คือ “ความสามารถทางด้านมนุษย์สัมพันธ์”

เป็นที่ทราบกันดีว่าคุณ เจริญ มีความสามารถในการเข้าถึงผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากในอดีตสมัยที่ได้มีโอกาสเป็นซัพพลายเออร์ให้กับโรงเหล้า เขาได้มีโอกาสรู้จักกับ นายเถลิง เหล่าจินดา ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการบริษัทคุมฝ่ายโรงงานและจัดซื้อ ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงนั้น

โดยนายเถลิงเห็นความสามารถในการวิ่งเต้นเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในธุรกิจสุรา จึงเรียก คุณ เจริญ เข้ามาใช้งานอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงแต่ความสามารถทางด้านมนุษยสัมพันธํในการเข้าหาผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความสามารถในการเลี้ยงดูลูกน้องของคุณเจริญยังเป็นที่กล่าวถึงอีกด้วย โดยมีการกล่าวกันว่าลูกน้องของคุณเจริญนั้นได้รับผลตอบแทนและการเอาใจใส่เป็นอย่างดี

ความสามารถทางด้านการทำธุรกิจ จากความสามารถที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น หากขาดความสามารถส่วนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้แล้วนั้นก็ยากที่จะเป็นเศรษฐีได้

ความสามารถที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คือ ความสามารถทางด้านการประกอบธุรกิจ จากประสบการณ์ในการทำธุรกิจของคุณเจริญ นั้น มิได้ประกอบธุรกิจโดยราบรื่นโดยตลอดเลย หากได้มีการศึกษาจะพบว่ามีอุปสรรคเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น สมัยที่ประมูลสัมปทานแม่โขงและพ่ายแพ้ให้กับกลุ่ม
สุรามหาราษฎร์ จากวิกฤตดังกล่าว คุณเจริญ สามารถที่จะพลิกเป็นโอกาสได้ โดยการอาศัยข้อเสียเปรียบของกลุ่มสุรามหาราษฎร์ที่จะต้องจ่ายผลประโยชน์ให้แก่รัฐสูงถึง 45.67 % โดยจัดเตรียมแผนการต่างๆมารับมือ เช่น การออกแสงโสมเลียนแบบ ช่องโหว่ที่เป็นเหล้าประเภทรัม ซึ่งขายได้ทั่วประเทศ และทำให้ต้นทุนน้อยกว่าเนื่องจากไม่ต้องจ่ายให้รัฐ หรือช่วงที่ออกเหล้าหงส์ทองเพื่อมาแข่งขันในตลาดเหล้าก็ตาม

จากความสามารถทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงบางส่วนของความสามารถของคุณเจริญเท่านั้นหากแต่ได้ยกมาเพียงบางส่วนที่รู้สึกว่าเป็นส่วนสำคัญ และเป็นปัจจัยหลักให้คุณเจริญ เป็นเศรษฐีอย่างยั่งยืนได้จวบจนทุกวันนี่

การวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่าง

ความสามารถทางด้านจิตใจ
ความอดทน ขยันขันแข็ง ความไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิตหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่าโอกาสที่คุณเจริญได้รับในสมัยเด็กนั้นน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงิน โอกาสในการเรียน เป็นต้น เมื่อเทียบกับผู้เขียนที่ได้มีโอกาส และทรัพยากรต่างๆ ในการใช้ชีวิตหรือสนับสนุนการเรียนแล้ว ความสามารถทางด้านจิตใจของคุณเจริญในสมัยเด็กนั้นเมื่อเทียบกับผู้เขียนแล้วรู้สึกได้ถึงความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

คุณเจริญ ทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่เกี่ยงงอน ขณะที่ผู้เขียนอาจจะเลือกงาน

ความสามารถทางด้านมนุษย์สัมพันธ์
ความสามารถในส่วนดังนี้นั้นหากเปรียบเทียบกับ คุณเจริญ แล้วต้องบอกได้ว่าหากคุณเจริญ เป็นหนึ่งร้อยแล้วนั้น ส่วนนี้ของผู้เขียนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์เลยทีเดียว ทั้งนี้ ผู้เขียนจะมีลักษณะของความที่เคารพผู้ที่มีอาวุโสมากกว่าค่อนข้างมาก โดยได้รับการสัง่สอนตั้งแต่ยังเด็ก ให้เชื่อฟังผู้ที่อายุมากกว่าและห้ามเถียงหรือปฏิเสธ ส่งผลให้เมื่อมีโอกาสที่จะต้องติดต่อหรือพูดคุยกับผู้อาวุโสนั้นถึงกับเรียกได้ว่าต่อรองหรือปฏิเสธแทบไม่เป็นเลยทีเดียว

ความสามารถทางด้านการประกอบธุรกิจ
ความสามารถในส่วนนี้นั้น ผู้เขียนเคยมีโอกาสได้ทำธุรกิจมาบ้างและก็ประสบความสำเร็จบ้าง ประสบความล้มเหลวบ้าง อย่างไรก็ตามหากเทียบกันแล้วผู้เขียนเรียกได้ว่ามีความสามารถทางด้านนี้น้อยมาก ทั้งนี้เนื่องจากตั้งแต่จบมาก็ได้แต่ทำงานในบริษัทเอกชน และ มีลักษณะการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนมาโดยตลอด

ความคิดที่จะลาออกมาประกอบธุรกิจนั้น ถูกปิดกันโดยความกลัวต่างๆที่ผุดขึ้นมาในสมองเมื่อคิดที่จะประกอบธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงในชีวิต ความรับผิดชอบต่างๆ ส่งผลให้ก้าวแรกของการเริ่มต้นประกอบธุรกิจอย่างจริงๆจังนั้น ยังไม่เกิดขึ้นเสียที

ทั้งนี้ ส่วนที่ได้กล่าวมานั้นอาจจะสงสัยว่าแล้วเกี่ยวอะไรกับความสามารถทางด้านการประกอบธุรกิจ ผู้เขียนนั้นมีความคิดว่า ความสามารถดังกล่าวนั้นมิใช่เพียงแค่อ่านจากตำราแล้วก็จะสามารถทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องมีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจเรียนรู้จากข้อผิดพลาดต่างๆ ผิดไว้เป็นครู และก้าวย่างต่อไปโดยอยู่บนพื้นฐานของบทเรียนที่ผ่านมา ดังนั้นความสามารถส่วนนี้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย

==========================

ขอขอบคุณข้อมูลจากเวป
http://www.bangkaew.com/wai/article.php?story=20080520195455337

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 03.01.09 at 08:56:15


Quote:
ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว

ธนินทร์ เจียรวนนท์


อันนี้จริงนะครับ คำว่าที่สุดในโลก หรืออันดับ1 อยู่ได้ไม่นาน คนที่อหังการ์หรือเค้าเรียกว่า ARROGANT มักพบจุดจบครับ เห็นได้หลายคนในวงการการเมือง หรือแทบทุกวงการ

ส่วนตัวผมชอบคุณเฉลียว เจ้าของกระทิงแดงครับ ชอบเรื่องแกขี่จักรยานมาโรงงานตัวเอง แล้วเจอยามไล่;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 03.01.09 at 11:50:29


Loucipher wrote on 03.01.09 at 08:56:15:

Quote:
ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว

ธนินทร์ เจียรวนนท์


อันนี้จริงนะครับ คำว่าที่สุดในโลก หรืออันดับ1 อยู่ได้ไม่นาน คนที่อหังการ์หรือเค้าเรียกว่า ARROGANT มักพบจุดจบครับ เห็นได้หลายคนในวงการการเมือง หรือแทบทุกวงการ

ส่วนตัวผมชอบคุณเฉลียว เจ้าของกระทิงแดงครับ ชอบเรื่องแกขี่จักรยานมาโรงงานตัวเอง แล้วเจอยามไล่;)


;) ;) ;)


เฉลียว อยู่วิทยา (มหาเศรษฐีอันดับ2ของไทย เจ้าพ่อกระทิงแดงตัวจริง) บุรุษผู้ซ่อนกาย

รายละเอียด

นสพ. มติชน วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10494
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01fun15031249&day=2006/12/03

เฉลียว อยู่วิทยา บุรุษผู้ซ่อนกาย

คอลัมน์ ถนนสายนี้ไม่มีทางลัด
โดย สาโรจน์ มณีรัตน์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยิน และรู้จักเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิแดงเป็นอย่างดี

เพราะกระทิงแดงไม่เพียงเป็นแบรนด์ดังแค่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น

หากในต่างประเทศ แบรนด์ "เรดบูล" หรือ "Red Bull" ในชื่อภาษาอังกฤษก็เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะแถบประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย

ทั้งนั้นเพราะ "Red Bull" เป็นผู้สนับสนุนกีฬาหลักๆ อย่างการแข่งขันรถยนต์ฟอร์มูล่า-1 การแข่งขันเอ็กซ์-ตรีม และการเข้าไปร่วมจัดกิจกรรมคนกล้า ท้ามฤตยูในหลายๆ ประเทศทั่วโลก

แต่ขณะเดียวกัน ชื่อของ "เฉลียว อยู่วิทยา" ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด อาจถูกรับรู้อยู่ในวงแคบ เพราะตลอดชีวิตผ่านมา น้อยครั้งมากที่เขาจะปรากฏตัวต่อสาธารณะ น้อยครั้งมากที่จะให้สัมภาษณ์ และน้อยครั้งมาก ที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีต่าง ๆ

ทั้งนั้นเพราะเขาเลือกที่จะทำงาน มากกว่าพูด เลือกที่จะปฏิบัติมากกว่าคิด

เพราะการคิด หากไม่ลงมือปฏิบัติ ก็เท่ากับเป็นความฝันแบบลม ๆ แล้ง เหตุนี้เอง ตลอดชีวิตผ่านมากว่า 80 ปี "เฉลียว" จึงเลือกที่จะทำงาน มากกว่านั่งฝัน แม้กระทั่งปัจจุบันก็ตาม !

ซึ่งเรื่องนี้ "สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา" ลูกสาวคนโต ปัจจุบันนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทvเครื่องดื่มกระทิงแดง จำกัด เคยให้สัมภาษณ์คอลัมน์เปิดอก ในนิตยสารดิฉันว่า…

" ทุกวันนี้ ป๋าจะขี่จักรยานตอนเช้า ใส่เสื้อตัวเดียว นุ่งกางเกงแพรใส่หมวกงอบ แล้วขี่จักรยานวนไปรอบ ๆ โรงงาน เจออะไรไม่เรียบร้อยก็จะแวะเข้าไปดู "

" จนมีเรื่องตลกเล่าว่า ครั้งหนึ่งมียามหน้าใหม่ไม่รู้จัก เฉลียว อยู่วิทยา เมื่อเขาเห็นลุงแก่ ๆ ขี่จักรยานเข้ามาในโรงงาน ซึ่งเป็นเขตที่คนนอกห้ามเข้า เขาจึงตะโกนห้ามว่า…ลุง…ลุง…ห้ามเข้า

เผอิญยามอีก 2 คน ซึ่งเป็นยามเก่าเห็นพอดี จึงเดินมาสะกิด และบอกยามหนุ่มว่านี่คือผู้จัดการโรงงาน งานนั้นก็เลยเล่นเอายามหนุ่มถึงกับหน้าถอดสี "

นอกจากเรื่องดังกล่าว "สุทธิรัตน์" ยังเล่าถึง "ป๋า" หรือ "เฉลียว" ตอนที่บุกเบิกธุรกิจในนิตยสารเล่มเดียวกันว่า…

" ป๋าคือผู้บุกเบิก และก่อตั้งบริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง และจากบริษัทเล็ก ๆ ที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน จนกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเป็นพันคน และจากเครื่องดื่มที่ป๋าต้องเอาไปเทสต์ตลาด โดยการเปิดให้คนขับรถสิบล้อชิมฟรี "

" จนกลายเป็นเครื่องดื่มเรดบูล ที่จำหน่ายในประเทศต่างๆ กว่า50 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา แอฟริกา และเอเชีย

มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย แต่ที่เป็นเช่นนั้น เพราะป๋าทำงานหนักมาตลอด "

เป็นการทำงานหนักตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะหลังจากที่ "เฉลียว" จบชั้นประถม 4

เขาทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นขึ้นล่องส่งผลไม้จากเหนือลงใต้

หรือขาไปนำทุเรียนลงเรือแจวเต็มลำ แต่ขากลับนำส้มโอลงมาขาย

เขาก็ทำมาแล้ว !

กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และขณะนั้นเมืองไทยกำลังขาดแคลนเครื่องยาเวชภัณฑ์ เขาจึงเกิดไอเดียว่า ถ้าสั่งยาจากต่างประเทศเข้ามาขายในเมืองไทย เห็นทีต้องขายได้แน่ ๆ

โดยเฉพาะยาประเภทแก้ปวดหัว ตัวร้อน และยาแก้ไข้เด็ก

ซึ่งก็เป็นจริง แล้วหลังจากนั้น เขาก็เกิดความคิดที่อยากจะตั้งโรงงานผลิตยาเสียเอง ซึ่งมียาแก้ไข้ ที.ซี.มัยซิน,ยาน้ำเบบี้ดอล,ยาเม็ดลาย และอื่นๆ อีกมาก

กล่าวกันว่า ธุรกิจยาทำให้ "เฉลียว" มีเงินเข้ากระเป๋าอยู่พอสมควร

จนทำให้เขาเริ่มมองไปที่ธุรกิจอื่น ๆ บ้าง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มชูกำลัง

เพราะขณะนั้นเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง ลิโพวิตันดี ของประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างจะเป็นผู้นำตลาด จนทิ้ง "ป๊อปปิ้นดี" ซึ่งเป็นแบรนด์ของไทย

"เฉลียว" เกิดความคิดว่า เมื่อช่องว่างทางการตลาดห่างชั้นกันอย่างไม่เห็นฝุ่น เขาก็น่าที่จะสร้างแบรนด์ใหม่เข้ามาแทรกตลาดได้

ที่สุดจึงลอนซ์โปรดัคต์ " กระทิงแดง " ออกสู่ตลาดเมื่อหลายสิบปีผ่านมา บนเนื้อที่ไม่กี่ไร่บริเวณถนนเอกชัย และเริ่มต้นจากพนักงานไม่ถึง 10 คน

ที่สำคัญ โลโก้กระทิงแดง "เฉลียว" เป็นคนออกแบบเองด้วยเพราะเห็นว่ากระทิงเป็นสัญลักษณ์ของพลัง ดังนั้น ถ้าใครดื่มเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อ "กระทิงแดง" คนคนนั้นก็จะมีพลังทำงานอย่างมหาศาล

ซึ่งเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี แต่แล้วจู่ๆ " พล.ต.สุตสาย หัสดิน ณ อยุธยา " ผู้นำกลุ่มการเมืองกระทิงแดงสมัย 14 ตุลาคม 2516-6 ตุลาคม 2519 ก็ออกมาประกาศว่า "เฉลียว"
มีนัยยะอะไรซ่อนเร้นหรือเปล่า เพราะชื่อเครื่องดื่มชูกำลังไปพ้องกับชื่อกลุ่มการเมือง

ผลเช่นนี้เอง จึงทำให้ "เฉลียว" ต้องนำเอกสารจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากกระทรวงพาณิชย์ ออกมายืนยันว่าเครื่องหมายการค้ายี่ห้อกระทิงแดง จดทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2516 ที่สุดทุกอย่างจึงจบลงด้วยดี !

แล้วจากนั้น "กระทิงแดง" ก็โลดแล่นไปตามเกมธุรกิจ ที่ไม่เพียงจะทำให้ยอดขายทวีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

หากในปี 2531 "เฉลียว" ยังได้ร่วมทุนกับ "มร.ดีทริช มาเดอชิทช์" ด้วยการนำ "Red Bull" ออกสู่ตลาดโลก

ซึ่งเรื่องนี้ "สุทธิรัตน์" ให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับเดียวกันว่า…

" ตอนแรกที่เรดบูลเข้าไปในตลาดยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่หินที่สุด เพราะคนยุโรปไม่คุ้นเคยกับคำว่า energy drink

ดังนั้น เมื่อกระทิงแดงคือสินค้าตัวแรกที่คนยุโรปรู้จัก เขาจึงรู้สึกงง ๆ อยู่บ้าง ยิ่งเมื่อเขาเห็นคำว่า Produce of Thailand เขาก็ยิ่งงงเข้าไปอีก "

" อีกอย่างกระทิงแดงที่ขายในยุโรป และอเมริกามีรูปร่าง และรูปแบบแตกต่างไปจากที่ขายในเมืองไทย เพราะเมืองไทยจะคุ้นเคยกับเครื่องดื่มที่บรรจุในขวดทรงเหลี่ยมสีน้ำตาล แต่ในตลาด ยุโรป และอเมริกา บรรจุภัณฑ์จะเป็นกระป๋องสีฟ้า ส่วนแถบเอเชียจะเป็นกระป๋องสีทอง กับสีแดง แต่ใช้ยี่ห้อเดียวกันคือเรดบูลทั้งหมด "

นอกจากมุมมองในเรื่องธุรกิจ "สุทธิรัตน์" ยังให้สัมภาษณ์พูดถึง "ป๋า" ของเธออีกว่า…

"ทั้งเนื้อทั้วตัวของป๋า ไม่มีเครื่องประดับอื่นเลย นอกจากนาฬิกาเรือนเดียวยี่ห้อราโด้ เสื้อผ้าก็ไม่ยอมซื้อ ไม่พกเงิน ป๋าชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย ๆ สมถะ

แต่สิ่งที่ป๋าสอนลูก ๆ แบบไม่สอนเลย คือป๋าจะทำงานตลอดเวลา คือทำให้ลูกๆ เห็น "

" ซึ่งดิฉัน ก็เชื่อว่าลูกๆ ก็ได้รับอิทธิพลจากป๋ามาบ้าง และครั้งหนึ่ง มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเสนอชื่อที่จะมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่ป๋า

แต่ป๋ากลับปฏิเสธ และบอกเขาไปว่า ผมว่าไม่เป็นการยุติธรรมเลย เพราะผมไม่ได้เรียนมา จะไปเอาเปรียบกับคนที่เรียนมาได้อย่างไร "

นั่นเป็นตัวตนของ "เฉลียว" อย่างหนึ่ง ที่คนใกล้ชิดรู้จักเป็นอย่างดี ดังนั้น ไม่ว่าวันนี้และวันหน้า ที่ชายปัจฉิมวัยจะมีอายุ 80 กว่าปีแล้วก็ตาม

แต่ก็เชื่อได้ว่า "เฉลียว" คือบุคคลหนึ่งที่เขียนประวัติศาสตร์ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่เขาจบเพียงชั้นประถม 4 เท่านั้นเอง

แต่สามารถสร้างตัว จนกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 292 ของโลก และมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของประเทศไทยด้วยการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ในปี 2548

เป็น 2548 ที่เชื่อมโยงไปถึงปี 2549 ก็เชื่อได้ว่า "เฉลียว" คงมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกมากมาย มากมายจนใครก็คาดไม่ถึงว่า ทำไมเขาถึงเป็นบุรุษผู้ซ่อนกายมาจนวันนี้

จนวันที่แทบไม่มีใครเคยเห็นร่างเงาของเขาเลย ?


ขอขอบคุณข้อมูลจากเวป
http://www.thaibg.com/board/view.php?topic=18654

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 03.01.09 at 13:38:10

คุณกล้ามั้ย ทิ้งงานแบงก์ ขายเฉาก๊วย

รายงานโดย :จิตติมา ชวลิตนิมิตกุล

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552


หลายคนกลัวตกงาน แต่ชายคนนี้ทิ้งความมั่นคงมาสร้างกิจการของตัวเอง ด้วยเงินลงทุนเล็กๆ กับกิจการเล็กๆ เพราะความชอบและมองเห็นโอกาส

ริมทางเท้าย่านสยามมีรถเข็นหลายร้าน เรียงราย ทั้งของทอด ผลไม้ เครื่องดื่ม
แต่ที่สะดุดตาคือ รถเข็น “เฉาก๊วยเฮฮา” ด้วยลักษณะรถเข็นที่ฉีกแนวจากรถเข็นในละแวกเดียวกัน เฉาก๊วยและเครื่องเคียงอยู่ในโถน่ากิน ใช้ถ้วยกระดาษแทนถ้วยโฟม เจ้าของร้านเป็นชายหนุ่ม สูงยาวเข่าดี ใส่เสื้อปักชื่อเดียวกับชื่อร้านบ่งบอกถึงมุ่งมั่นที่จะปั้นตราสินค้าเฉาก๊วยให้เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าให้ได้

วงศ์สถิตย์ อนันตกฤตยาธร หรือ แว๊กซ์ ชายหนุ่มวัย 26 ปี ผู้มีความฝันมากมาย ความฝันอย่างหนึ่งคือ อยากสร้างบ้านให้แม่ หลังเรียนจบบริหารธุรกิจด้านการตลาดมาจากสหรัฐอเมริกา กลับมาเข้าทำงานที่ธนาคารเกียรตินาคิน ตามคำแนะนำของพ่อผู้อยากเห็นลูกได้ทำงานในองค์กรใหญ่ ขณะที่ครอบครัวมีกิจการโรงงานเทียน

ทว่า หลังทำงานได้ 2 เดือน แว๊กซ์คิดว่า ด้วยเงินเดือน 2 หมื่นต้นๆ คงไม่สามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ จึงลองขายเฉาก๊วยควบคู่กับงานธนาคาร ทำได้ 4 เดือน ตัดสินใจกระโจนออกมาขายเฉาก๊วยเต็มตัว เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา

ด้วยเงินลงทุนขั้นต้นประมาณ 1 หมื่นบาท เป็นค่ารถเข็น ส่วนเฉาก๊วยทำเองที่บ้าน วางขายแถวสีลม ด้วยค่าเช่าที่เพียงวันละร้อยกว่าบาท ขายช่วงแรกกำไรวันละ 200-300 บาท บางวันได้แค่ 100 บาท ขายดีสุดก็ 500 บาท

สำหรับแว๊กซ์ ยอดขายไม่ติดลบถือเป็น การเริ่มต้นที่ไม่เลว ภายหลังย้ายจากสีลมมาขายที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว รายได้คุ้มเหนื่อยกว่ากันมาก

“ผมรู้ตัวแล้วว่าไม่ชอบงานประจำ ผมชอบค้าขายทำอะไรของผมเอง หลายคนไม่กล้า ลาออกเพราะกลัวเสี่ยง แต่ผมไม่ได้ใช้เงินลงทุนสูง เลยไม่คิดมาก คิดว่าทำแล้วเจ๊งก็ไม่ถึงกับตาย ยังมีมือ มีแขน มีหัวคิด ผมยุคนรอบข้างบ่อยๆ ให้ออกจากงานเถอะ แต่ก็ยังไม่มีใครออกตามแรงยุของผมสักคนนะ (หัวเราะ)”

รสชาติเฉาก๊วยเฮฮาไม่เหมือนเจ้าอื่น ตรงที่เฉาก๊วยมีความเหนียวนุ่ม น้ำเชื่อมรสชาติ ไม่ซ้ำใคร เป็นสูตรของคุณป้าและคุณแม่ ซึ่งเป็นชาวจีนไหหลำใช้น้ำเชื่อมดังกล่าวทำขนมหวานหลายอย่าง จึงนำมาใช้ในเฉาก๊วย

นอกจากนี้ น้ำตาลแดงยังอร่อย ร้านอื่นพอใส่น้ำตาลแดงลงไปในถ้วย ซึ่งใส่น้ำกับน้ำแข็งน้ำตาลแดงจะกระจายตัว แต่เฉาก๊วยเฮฮา น้ำตาลแดงกลับเกาะกันเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย เคี้ยวกรุบๆ เหมือนเคี้ยวก้อนคาราเมล

ในถ้วยยังมีแปะก๊วยและวุ้นมะพร้าวรสชาติเข้ากันอีกด้วย สนนราคาถ้วยละ 20 บาท

หนุ่มอารมณ์ดี เล่าว่า เริ่มจากร้านดูสะอาดดึงดูดลูกค้ามาลองชิม หากใครบอกว่าราคา 20 บาท จะเชิญให้ลองชิมก่อนพร้อมโฆษณาว่ารสชาติไม่เหมือนใคร แต่ก็มีบางคนบอกว่าถูกไปน่าจะขายที่ราคา 25 บาท แว๊กซ์ยังเปิดใจรับคำแนะนำจากลูกค้าแล้วมาปรับปรุง ซึ่งส่วนใหญ่ได้คำแนะนำจากลูกค้าประจำ

“จากที่ไม่เคยคิดจะทำแฟรนไชส์ แต่คนกิน โทร.เข้ามาถามกันมาก ว่าอยากซื้อแฟรนไชส์ เศรษฐกิจไม่ดีอยากหารายได้พิเศษ ตอนนี้ขายแฟรนไชส์ไปแล้ว 1 แห่ง ที่รังสิตแฟรนไชส์ราคา 2 หมื่นบาท ให้รถเข็น โดยจะให้ 4 อย่าง เฉาก๊วย น้ำเชื่อม น้ำตาลแดง และถ้วยกระดาษนอกเหนือจากนี้อยากใส่อะไรเพิ่มก็ได้”

สาขาล่าสุด ของเฉาก๊วยเฮฮาคือ ริมทางเท้าหน้าปากซอยสยาม ซอย 3 และกำลังจะเปิดอีกหนึ่งสาขาที่ประตูน้ำ

“อยากให้กำลังใจคนที่อาจจะเสี่ยงตกงาน หรือคนที่อยากออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ถามตัวเองก่อนว่าใจรักไหม บางคนอาจจะเหมาะกับงานประจำ แต่ถ้าใครชอบงานขายแนะนำให้ออกมาเลย ออกมาเหอะ แต่ทำแล้วขออย่าท้อ
“ผมเองแรกๆ ก็ขายไม่ดี แต่ผมสู้ ออกมาทำเองยอมรับว่าเหนื่อยกว่างานประจำมาก ดึกดื่นยังต้องไปซื้อของ ไม่เหมือนงานประจำเลิกงาน 5 โมงเย็น ก็ไปเที่ยวเฮฮากับเพื่อนๆ แต่ทำแล้วผมมีความสุขมากกว่า

“แต่ที่สำคัญมากๆ เลยคือทำเล ให้เลือกแหล่งที่มีคนเดินเยอะๆ เข้าไว้ ผมลองมาแล้วเปิดที่คนเดินน้อยกับที่คนเดินเยอะ ยอดขายต่างกันมาก คนเหล่านี้มาเดินเขามีเงินในกระเป๋า ทำอย่างไรจะได้เงินเขามา ปีหน้าเศรษฐกิจไม่ดี คนจะตกงานเยอะ แต่ผมว่าช่องทางก็มีอีกเยอะ แผนปีหน้าตั้งเป้าหมายจะเพิ่มยอดขายให้เป็น 1.5-2 หมื่นถ้วยให้ได้”

“ปัจจุบันยอดขายเฉลี่ยขายได้เดือนละ 1 หมื่นถ้วยในปีหน้า ด้วยความหวังว่าคนจะยังต้องกิน ถึงเศรษฐกิจไม่ดีก็ตาม และยังวางแผนจะขยายกิจการให้เป็น 10 สาขา หากกิจการอยู่ตัวก็จะเริ่มขยับขยายลองไปขายเครื่องดื่มเพิ่ม” แว๊กซ์ ทิ้งท้าย

หลายคนถอนใจกับเศรษฐกิจปีหน้า แต่ชายคนนี้ยิ้มสบายๆ และบอกว่าขอสู้

ขอขอบคุณเวป
http://www.posttoday.com/finance.php?id=25675

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.01.09 at 11:59:24

ขอบคุณเรื่องคุณเฉลียวครับ ตอนนี้ผมทำกำไรจากการขาย ebayอยู่พอสมควร ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว คงไม่มีเวลาทำเป็นอาชีพหลักเพราะจริงๆจุดประสงค์ หลักคือกำจัดของสะสม:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 05.01.09 at 10:52:50


Loucipher wrote on 04.01.09 at 11:59:24:
ขอบคุณเรื่องคุณเฉลียวครับ ตอนนี้ผมทำกำไรจากการขาย ebayอยู่พอสมควร ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว คงไม่มีเวลาทำเป็นอาชีพหลักเพราะจริงๆจุดประสงค์ หลักคือกำจัดของสะสม:)


ช่วงปีใหม่ที่หลาย ๆ ท่านหยุดพักผ่อนกัน ผมก็ทำงานเกือบทุกวัน (ยกเว้นวันอาทิตย์)

ตอนนี้ก็กำลังคิดว่าจะ งานเสริม ที่ไม่กระทบกระเทือนกับ งานหลัก และที่สำคัญต้องทำรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วยครับ

ก็มีแผนงานอยู่ในใจแล้ว และก็จะลงมือปฏิบัติจริงแน่นอน เหมือนอย่างเรื่องของ คุณเฉลียว ที่ให้ข้อคิดไว้ดีจริง ๆ ครับว่า

หากไม่ลงมือปฏิบัติ ก็เท่ากับเป็นความฝันแบบลม ๆ แล้ง เหตุนี้เอง ตลอดชีวิตผ่านมากว่า 80 ปี "เฉลียว" จึงเลือกที่จะทำงาน มากกว่านั่งฝัน แม้กระทั่งปัจจุบันก็ตาม !

เพราะที่จริงผมก็คิดจะทำมาตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว แต่ก็หาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองทำให้เลื่อนออกไป

แต่หลังจากได้อ่านเรื่องราวของ คุณเฉลียว ก็ทำให้ได้คิดและตัดสินใจลงมือทำทันทีครับ

ดังนั้น การนำเสนอเรื่องราวดี ๆ ไม่ใช่จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกเท่านั้น หากแต่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองด้วยครับ

:) :) :)


:) :) :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 06.01.09 at 15:03:14

ยามเมื่อดิน ปั้นได้ ใยไม่ปั้น...
รอจนวัน ดินแห้ง แข็งคล้ายหิน...
จึงค่อยคิด หันมา หาก้อนดิน...
แข็งเหมือนหิน ฝืนเท่าไร ไม่คลายคืน...

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 07.01.09 at 07:45:25

“There are 3 kinds of people. Those who MAKE things happen. Those who WATCH what happens. Those who WONDER what happened.”


ลักษณะของคนในโลกนี้ ซึ่งผู้รู้จำแนกไว้ 3 ประเภท

3 ประเภทที่ว่านี้มีอะไรบ้างนะหรือครับ

ประเภทแรก คนที่ลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้น

ประเภทที่สอง คนที่เฝ้าดูคนอื่นทำสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้น และ

ประเภทสุดท้าย คนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

:) SO MAKE THINGS HAPPEN


เหมือนเพลงป้า BIRD เก่งไม่กลัว แต่กลัวช้า

4.เพลง เก่งไม่กลัว
ทำนอง/เรียบเรียงโดย ชนินทร์ วรากุลนุเคราะห์
คำนองโดย นวฉัตร

คิดอะไรอยู่ ได้ทำก็จะรู้..ไป
ผลลัพธ์นั้นเป็นไง ได้รู้...กัน
คิดอะไรอยู่ ก็เธอให้มันเนินนาน
ผลลัพธ์นั้นคงจะนาน
ต้องรอเรื่อยไป

ถึงแผนจะวางมามากมาย..ได้ถ้วนถี่
แผนนั้นจะดีต้องไม่ปล่อยทิ้งไว้
ยึกยักรีรอมัวคิดนาน..ซะจนหน่าย
ช้าเกินไปใครจะรอ โอ๊ย...

เก่งไม่กลัวแต่กลัวช้า
เดี๋ยวไม่ทันนะ ถ้าซักช้าร่ำไร
สิ่งที่หวังคงไม่ลอยลงมาจากบนท้องฟ้า
เก่งแค่ไหนใช้แต่ความคิด
แค่คิดแล้วไม่ทำ..มา เหมือนน้ำยาไม่ค่อยมี

ชอบกับใครอยู่ยิ่งดูก็ยิ่งแน่ใจ
แล้วทิ้งไว้ทำไม ให้ค้าง..คา
รักกันเลยเหอะต้องการแค่คำพูดจา
รักกันต้องทำเวลา จะรอได้ไง
ช้าช้ากันจังไม่ระวัง..พวกคู่แข่ง
เดี๋ยวเขามาแซงคว้าไปก่อนทำไง
ยึกยักรีรอมัวคิดนาน..ซะจนหน่าย
ช้า...เกินไปใครจะรอ โอ๊ย...

ดูไปดูมาพอรึยัง..หนอ
รีรีรอรอพอสักที (แร็ป)
ทำอะไรๆจะรอทำไมเรอะ
มัวมาคอยระวัง จะทำไม่ทันเนอะ
มีอะไรจะทำก็ทำไปเลยเถอะ
มัวมาคอยเวลา เวลาไม่คอยเนอะ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.01.09 at 11:00:08

ขอบคุณ คุณลู มากครับ นำทั้งข้อคิดและเนื้อเพลงดี ๆ มาฝากกัน

สายน้ำไม่คอยท่า วันเวลาไม่คอยใคร

;) ;) ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by sert on 12.01.09 at 11:42:26

ขอบคุณทุกๆท่านที่นำข้อคิดดีๆมาให้อ่าน....อ่านแล้วรู้สึกตัวเองเล็กลงเป็นมดเลยครับ....8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 28.02.09 at 07:58:01

เอาข้อคิดดี ๆ มาฝากในเช้าวันเสาร์ครับ

เป็นแง่คิดสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็นผู้นำที่ดีครับ

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=20577.msg409629;topicseen#new


=============================

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้ เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอา เชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำ ให้ข้าวของ ต่างๆ ได้รับความเสียหาย

ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ ค่อยๆ คลาย ปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดด โลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้ง ยังซุกซนรื้อ ค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่ เฉยๆ

สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจาก ทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง


ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุย กระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะ ขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอา เองว่าเจ้าลานี่เอง คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อน ไม้นอกบ้านมา ทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่ สามารถทำ อะไรได้เลย

เธอทั้งหลาย...

เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิด อะไรแต่กลับถูกเจ้าของ ทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว นิทานเรื่องนี้ ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตน เห็นแล้วลงโทษไป ตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจาก เชือก แล้วตัดสินว่า ลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็น ลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง ความจริงถ้าเธอรู้จัก สำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ ไม่พบรอยเท้าของลาเลย เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่ "ปล่อยให้ลิง สร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์" ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจา ตรงไปตรงมาแต่ไร้เลห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำรา ได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้ ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลา อีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่ สิ้นสุด ถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 28.02.09 at 09:58:14

ชายคนหนึ่งพบรังไหมของตัวอ่อนผีเสื้อ เขาเฝ้าจับตาความคืบหน้ามาตลอด กระทั่งได้เห็นรอยปริขนาดเล็กปรากฏอยู่ที่ผิวภายนอก

ชายคนนั้นจึงนั่งลงและเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของตัวอ่อนผีเสื้ออยู่นานหลายชั่วโมง เขาเห็นมันพยายามดิ้นรนจะพ้นจากช่องเล็กๆของรังไหมให้ได้...............

แต่เมื่อไม่สำเร็จ เจ้าตัวน้อยก็หยุดการเคลื่อนไหวเหมือนจะยอมรับว่า ไม่อาจขืนทำอะไรไปมากกว่านั้น
       
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะช่วยตัวอ่อนแล้ว…......ชายคนนั้นจึงหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดเปิดช่องรังไหมจนกว้างพอที่ตัวอ่อนจะสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย

ตัวอ่อนผีเสื้อน้อยจึงออกมาเผชิญโลกทั้งสภาพ ร่างกายบวมกลมตรงข้ามกับปีกที่มีขนาดเล็กนิดเดียว !

แต่เขาก็เฝ้าจับตามองตัวอ่อนนั้นต่อไป ด้วยความหวังว่า…อีกไม่ช้าปีกของมันจะขยายใหญ่ขึ้น และแข็งแรงพอจะพยุงร่างกายมันได้เมื่อถึงเวลาอันควร

แต่เมื่อเวลาผ่านไป...กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง !

ผีเสื้อน้อยต้องเดินและคลานไปมาทั้งชีวิต ด้วยสภาพร่างกายบวมกลมและปีกแห้งเล็ก ที่ไม่มีโอกาสจะบินได้ภายใต้การดูแลอย่างอ่อนโยนของชายผู้หวังดี

สิ่งที่ชายคนนี้ไม่เคยเข้าใจก็คือ ธรรมชาติได้กำหนดมาแล้วว่า ตัวอ่อนจะออกไปเผชิญโลกได้ ก็ต่อเมื่อของเหลวในร่างกายลดน้อยลงจนลำตัวมีขนาดสมดุลกับปีกเท่านั้น จึงจะสามารถลอดออกจากช่องว่างขนาดเล็กของรังไหมได้สำเร็จ และถ้าตัวอ่อนได้ผ่านการดิ้นรนจนถึงเวลานั้น มันจึงจะเติบโตเป็นผีเสื้อที่พร้อมโบกบินจากรังได้อย่างอิสระโดยแท้  

การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องผ่านอุปสรรคใดๆเลย จึงมีแต่จะทำให้เราพิการและไม่แข็งแรง การดิ้นรนฝ่าฟันอุปสรรคต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เรายืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง

เพราะฉะนั้นภูมิใจกับการดิ้นรนในวันนี้ .....ถ้าคุณหวังจะไปให้ถึงวันดี ๆ ของชีวิตที่สามารถโบยบินได้อย่างเสรี  

ที่มา
www.o2blog.com/myblog/blog.php?month=&year=...


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=20573.msg409701;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.03.09 at 11:50:30

เรื่องต่อไปนี้คาดว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้น แต่ถ้าลองอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว ก็จะพบว่าสอนอะไรให้หลาย ๆ อย่างทีเดียว

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=20615.msg410235;topicseen#new

หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย

เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่ามีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพกำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

จึงนั่งรถมากรุงเทพและเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้) สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ

เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ

นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า

“...ขอโทษครับพี่ ผม...คือว่า...ผม...อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ...”

เจ้าหน้าที่ที่นั่งรับสมัครอยู่นั้นชักสีหน้าทันที

“...อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน ถึงจะตำแหน่งแค่นักการภารโรง ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออกเขียนได้บ้างแหละ ”

หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ

“...ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ ”

“งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..” เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย

“...เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ กลับไปเถอะ ”



หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียนที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย

และเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ในกรุงเทพฯ ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย จับรถซมซานกลับบ้านอย่างนกปีกหัก…



แต่เมื่อกลับถึงบ้านจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตายมาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว

ด้วยความเจ็บใจ จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น

และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. .…



อาจเป็นบุญในปางบรรพ์ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมาสวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้นออกผลอย่างงดงาม

และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .



หลายสิบปีต่อมา

จากความขยันขันแข็ง มานะอดทนและประสบการณ์ที่เพิ่มพูน

บัดนี้หนุ่มบ้านนอกคนนั้น ก็กลายเป็นชายชราที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดและภูมิภาคนั้น




อยู่มาปีหนึ่ง

เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาลและชำระบัญน้ำบัญชีเรียบร้อย โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดูให้การศึกษาและแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว

พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก

เมื่อแจ้งนามและความจำนงกับธนาคารแล้ว

พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่ ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว

เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่รายใหม่อย่างนอบน้อมแล้ว ผู้จัดการก็แตะข้อต่อศอก ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา

“ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ ”

พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้า ๆยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบ ๆ

“พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุงทีเถิด ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก...”

ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด พลางค่อย ๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุด ๆ

“... เอ่อ...ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ......เอ่อ...ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ คือ...พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้  แต่...” ผู้จัดการ ชะงักด้วยความเกรงใจ

และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมาด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริง ๆ

“...แต่ พ่อเลี้ยง อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ... ”

“...พ่อหนุ่ม ” พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี

“...ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ...”

แกถอนหายใจยาว

ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ ผู้จัดการ ถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า

“...ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ...”


อ่านจบแล้วทำให้นึกถึงคำพูดหนึ่งในเรื่อง มาสก์ไรเดอร์ คิบะ ที่อ้างถึงคำพูดของ เอดิสัน ที่ว่า ต่อให้มีแรงบันดาลใจ 1% ก็ต้องทุ่มเทแรงกายอีก 99% จึงประสบความสำเร็จ


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.03.09 at 07:57:34

สิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่างของโลก ที่คุณสามารถเป็นเจ้าของได้

คุณครู ให้นักเรียนส่ง list รายการ ว่า อะไรที่ทุกคนคิดว่า
คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในปัจจุบันนี้

ถึงแม้จะมี บางอย่างที่ไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ก็สามารถสรุปได้ดังนี้

1. ปิรามิดแห่งอียิปต์

2. ทัชมาฮาล

3. แกรนแคนย่อน

4. คลองปานามา

5. ตึกเอ็มไพร์สเตท

6.โบสถ์(มหาวิหาร)เซ็นต์ปีเตอร์

7. กำแพงเมืองจีน


ขณะที่กำลังรวบรวม vote อยู่ คุณครูก็สังเกตเห็นนักเรียนคนหนึ่ง ยังตอบไม่เสร็จสักที

คุณครู จึงถามว่ามีปัญหาอะไร หรือเปล่า กับรายชื่อที่ให้ทำ
เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นตอบว่า

"มีนิดหน่อยค่ะ หนูตัดสินใจไม่ถูก เพราะมีมากมายเหลือเกิน"

คุณครู : " เหรอจ๊ะ งั้นหนูลองบอกพวกเราหน่อยสิ
ว่าหนูรวบรวมอะไรได้บ้าง เผื่อพวกเราจะช่วยได้

เด็กหญิง : " หนูคิดว่า สิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่าง ของโลก คือ.....

1. การมองเห็น

2. การได้ยิน

3. การสัมผัส

4. การรู้รส

5. การรู้สึก

6. การหัวเราะ

7. และ..... รัก! "

ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด ขนาดว่าสามารถได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตกสัมผัสพื้น

สิ่งมหัศจรรย์ที่สุด ที่เรามองข้ามไปนั้น คือสิ่งที่เรียบง่ายและธรรมดามาก

และเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำแบบสุภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่า

สิ่งสำคัญที่สุด ในชีวิตของคนเรานั้น ไม่สามารถสร้างขึ้นด้วยมือ และซื้อได้โดยมนุษย์

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=20657.msg411059;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.03.09 at 11:42:13

ภาพนี้ไม่ต้องมีคำบรรยายใด ๆ เลยครับ

ดูแล้วรู้สึกดีมาก ๆ ครับ

ขอขอบคุณภาพจากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=20742.0

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 07.03.09 at 19:34:37

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆครับ ??? ???

ผมเอามาฝากบ้างครับ

'''''''''''''''''''''''''''''''''
สองสามวันก่อน...แม่ป่วย

ผู้หญิงใจแข็งคนนั้น ยืนกรานว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลโดยเด็ดขาด

เธอกินยาจีน พักผ่อนอยู่บ้าน

เสียงบ่นของแม่...หายไป

กลับมีเสียงของใครอีกคนขึ้นมาแทน...เสียงของพ่อ

พ่อที่ปกติแล้วลูกๆทุกคนลงมติว่า...ดุ และ เงียบขรึม

วันนี้พ่อกลายเป็นผู้ชายขี้บ่นไปซะแล้ว... พ่อบ่นทั้งวันและทุกวัน

เรื่องที่บ่นก็มีอยู่เรื่องเดียว...บ่นแม่

พ่อบ่นว่า แม่ไม่ยอมไปหาหมอ

แต่...คนขี้บ่นนี่แหละ ที่ไปปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยา
ซื้อหายาอมแก้เจ็บคอ ยาแก้ไข้ที่แม่ใช้ประจำมาวางไว้ให้ข้างเตียง

พ่อ...ที่ปกติชอบออกไปหากับข้าวแปลกๆข้างนอกกินเป็นกิจวัตร

บ่นว่าเบื่อกินข้าวที่บ้าน
แต่...พ่อก็สั่งฉันไปซื้อกับข้าวที่ร้านโปรดของแม่มากิน ที่บ้าน
เพียงเพราะไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว

แม่แตะกับข้าวได้คำเดียว...เอาใจพ่อ

ทั้งๆที่ฉันก็ว่ากับข้าวอร่อยดี แต่...พ่อกลับว่า
วันนี้เชฟฝีมือตก

ทำไม่อร่อย...เลยไม่ถูกปา กแม่
แล้ววันนี้...แม่อาการดีขึ้น ลุกขึ้นมาเดินเหินได้นิดหน่อย บ่น...

อยากกินแครกเกอร์กับโกโก้ร้อน แต่...ของแห้งที่บ้านหมด
รวมทั้งแครกเกอร์ยี่ห้อโปรดด้วย

พ่อ...ผู้ชายที่แสดงออกตลอดเวลา...ว่าเกลียดการเดิน ซูเปอร์มาเก็ต
บอกลูกๆว่าน้ำส้มของพ่อหมด ไปซื้อกันเถอะ
พวกเราอมยิ้ม

ผู้ชายปากแข็ง...จะบอกว่าไปซื้อของให้แม่ก็ไม่ได้
ต้องอ้างยังโน้นยังงี้

แต่...แค่ย่างเท้าเข้าห้างสรรพสินค้า
คนจะซื้อน้ำส้มเดินหา...แครกเกอร์
เฮ้อ...

พ่อ...มีโรคประจำตัว...โรคหัวใจ พ่อต้องเดินช้าๆ
เพราะว่าไม่อยากให้หัวใจทำงานหนักเกินไป

แต่ในซุปเปอร์มาเก็ตวันนี้ พ่อเดิน...เข้าช่องโน้น ออกช่องนี้
เพราะแม่กินได้แต่ข้าวต้ม

ข้าวต้มซองชนิดมีกับพร้อมปรุงถูกพ่อกวาดมาทุกชนิด
เครื่องข้าวต้ม...ทั้งผัก! ดอง ผักกระป๋อง
พ่อหยิบทุกขวดทุกกระป๋องมาอ่าน..! หายี่ห้อที่แม่ชอบ

ความจริงจะสั่งฉันไปหาซื้อน่าจะง่ายกว่านะ
! แต่พ่อก็เลือกที่จะทำเอง
เพราะพ่อเลือกของเหล่านั้น...ด้วยความรัก
ฉันทำได้แค่เข็นรถตาม... แต่แค่นี้ก็ยากแล้ว
นะ

เพราะเข็นตามไม่ทันสักที
ถ้าเทียบกับใจที่ไปถึงชั้นวางขวดผักดองเรียบร้อยแล้วของ ผู้ชายตรงหน้า

หลังที่เริ่มคุ้มงอตามวัยของพ่อ นำอยู่ข้างหน้าหน้าลิ่วๆ
ตาของพ่อ...ที่มีไว้มองผู้หญิงคนเดียวในชีวิต !
มองหาแต่สรรพสิ่งที่เหมาะกับแม่


ณ วินาทีนั้น ฉันอิจฉา...อิจฉาผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน
อิจฉาแม่ตัวเอง เพราะพ่อที่ลูกๆคุ้นเคย
คือผู้ชายที่ไม่เคยแคร์ใคร...

กับลูกๆ...เรารู้...พ่อรัก เพราะพ่อแสดงออกกับเ ราเสมอ
หากกับแม่...พวกเราเพิ่งรู้...พ่อห่วงแม่มากมาย
คงเพราะปกติเราเห็นแต่แม่ที่คอยดูแลพ่อโรคประจำตัวพ่อ เยอะแยะนี่นา

แม่...ซึ่งเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง อึด...ในสายตาพวกเรา
ยามเมื่อได้รับการดูแลจากพ่อ ดูเหมือนจะซึ้งไม่ต่างจากเรา
คนซึ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดยี่สิบ ห้าปี

ดูแลกันและกันยามป่วยไข้ คงไม่มีอะไรน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง

====================
ฉันหันมามองรอบตัว
.... สักวันข้างหน้า...ยามเมื่อชีวิตได้ผ่านวันเวลา

ทั้งความสุข ความทุกข์ ความโศก

จะมีใครสักคนมั้ย....ที่ยืนข้างๆฉัน ดูแล...ยามที่ฉันป่วยไข้

จะมีใครสักคนมั้ย...ที่จำได้ กับแค่แครกเกอร์ยี่ห้อโปรดของฉัน

จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ยอมเดินฝ่าฝูงคนพลุกพล่านที่ตัว เองแสนเกลียด

เพียงเพื่อเครื่องกระป๋อง.
..
ที่อยากจะเลือกสรรแต่สิ่งดีๆเพื่อคนอันเป็นที่รัก !

จะมีใครสักคนมั้ย...ที่ส่งยาอมแก้เจ็บคอให้ฉัน พร้อมกับบอก
ว่า ' คราวก่อนเจ็บคอ กินแล้วหาย นี่ยังเหลือ เอาไปกินสิ '


ทั้งๆที่ยาอมหลอดนั้น มันยังไม่ได้แกะ !!! ...............

ขอมอบให้กับทุกคนที่มีความรัก...บูชาในความรัก....

ผม...ขออวยพรให้ทุกคนที่มีความรัก มีความสุขนะ

ถ้าบังเอิญรักเกิดขึ้นกับใคร...อยากให้รักษาไว้ให้ดีที่ สุด

เพราะ เราไม่รู้หรอกครับว่า...วันไหน..ความรักที่เรามีอยู่

จะจากเราไป.....เมื่อไหร่......  [smiley=sm23.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 09.03.09 at 07:54:59

ขอบคุณ คุณลู มากครับ สำหรับเรื่องที่นำมาฝาก อ่านแล้วชอบมากครับ

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า

ดูแลกันและกันยามป่วยไข้ คงไม่มีอะไรน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้วมั้ง

ผมว่าประโยคข้างบนนี้คือ บทสรุปของ ชีวิตคู่ในวัยแก่เฒ่า ครับ แม้จะไม่ร้อนแรงเท่า ชีวิตคู่ในวัยหนุ่มสาว แต่ก็เต็มไปด้วยความห่วงใยที่มีให้แก่กัน

เพียง ยาสักหนึ่งซอง ที่หยิบยื่นออกไป ก็สามารถทดแทนคำพูดเป็นร้อยเป็นพัน

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by HATA on 12.03.09 at 01:29:04


tigerroad197 wrote on 02.03.09 at 11:50:30:
เรื่องต่อไปนี้คาดว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้น แต่ถ้าลองอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว ก็จะพบว่าสอนอะไรให้หลาย ๆ อย่างทีเดียว

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=20615.msg410235;topicseen#new

หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย

เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่ามีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพกำลังรับสมัคร นักการภารโรง ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

จึงนั่งรถมากรุงเทพและเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้) สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ

เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ

นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า

“...ขอโทษครับพี่ ผม...คือว่า...ผม...อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ...”

เจ้าหน้าที่ที่นั่งรับสมัครอยู่นั้นชักสีหน้าทันที

“...อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน ถึงจะตำแหน่งแค่นักการภารโรง ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออกเขียนได้บ้างแหละ ”

หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ

“...ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่
ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ ”

“งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก. ..” เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัคร กับปากกาที่วางไว้ให้คืนที่อย่างไม่มีเยื่อใย

“...เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ กลับไปเถอะ ”



หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียนที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย

และเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ในกรุงเทพฯ ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย จับรถซมซานกลับบ้านอย่างนกปีกหัก…



แต่เมื่อกลับถึงบ้านจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดก
เป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตายมาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว

ด้วยความเจ็บใจ จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม
หักร้างถางพง ที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น

และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อย อย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. .…



อาจเป็นบุญในปางบรรพ์ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมาสวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้นออกผลอย่างงดงาม

และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .



หลายสิบปีต่อมา

จากความขยันขันแข็ง มานะอดทนและประสบการณ์ที่เพิ่มพูน

บัดนี้หนุ่มบ้านนอกคนนั้น ก็กลายเป็นชายชราที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดและภูมิภาคนั้น




อยู่มาปีหนึ่ง

เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาลและชำระบัญน้ำบัญชีเรียบร้อย โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดูให้การศึกษาและแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว

พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอ เพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก

เมื่อแจ้งนามและความจำนงกับธนาคารแล้ว

พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่ ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว

เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่รายใหม่อย่างนอบน้อมแล้ว ผู้จัดการก็แตะข้อต่อศอก ยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทอง
ให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา

“ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ ”

พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้า ๆยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ
พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบ ๆ

“พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุงทีเถิด ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก...”

ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด พลางค่อย ๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก ) อย่างเกรงใจสุด ๆ

“... เอ่อ...ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ......เอ่อ...ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิด ครับ คือ...พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้  แต่...” ผู้จัดการ ชะงักด้วยความเกรงใจ

และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมาด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริง ๆ

“...แต่ พ่อเลี้ยง อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ... ”

“...พ่อหนุ่ม ” พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี

“...ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ...”

แกถอนหายใจยาว

ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ ผู้จัดการ ถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า

“...ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ...”


อ่านจบแล้วทำให้นึกถึงคำพูดหนึ่งในเรื่อง มาสก์ไรเดอร์ คิบะ ที่อ้างถึงคำพูดของ เอดิสัน ที่ว่า ต่อให้มีแรงบันดาลใจ 1% ก็ต้องทุ่มเทแรงกายอีก 99% จึงประสบความสำเร็จ



โอ้ ผมไม่ทันได้เข้ามาอ่าน   [smiley=znaka.gif]

พอดีได้รับฟอว์เวิร์ดเมลล์ ประทับใจ

เลยเอามาตั้งอีกกระทู้


 http://www.thai-toku.com/cgi-bin/board/YaBB.pl?num=1236787411




Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 12.03.09 at 08:00:43

เรื่องดี ๆ ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอ่าน ช่วยกันโพสต์เยอะ ๆ ก็ดีนะครับ

ผมเองยังอ่านตั้งหลายรอบเลยครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.03.09 at 10:35:38

มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี

บางส่วนดีดีที่นำมาฝาก จากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี”

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบ ถ้าไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี คนทำงานดีจึงมีคนริษยา

ปรากฏการณ์เช่นว่านี้เป็นของธรรมดา
ทำงานดีจนมีคนริษยา ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างในกำลังพัง คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่าแสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียนผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี






ขอบคุณข้อมุล : มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี”


ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=20886.msg415326;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Keenno on 18.03.09 at 21:29:33

ขอบพระคุณพี่เสือและคุณลูด้วยครับ

อ่านตาช่ำเลยครับ...เวลาเข้าก็รีบๆ ไม่ค่อยมีเวลานั่งอ่านเท่าไร วันนี้ได้โอกาส ก็บานช่ำไปเลย

หลายสิ่งหลายอย่างล้วนไม่เป็นอย่างที่คิด แต่บางสิ่งบางอย่างเราสามารถทำให้ได้ตามความคิด ปล่อยวางบ้าง ก็จะสำเร็จได้ครับ ??? ??? ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.03.09 at 22:44:21


Keenno wrote on 18.03.09 at 21:29:33:
ขอบพระคุณพี่เสือและคุณลูด้วยครับ

อ่านตาช่ำเลยครับ...เวลาเข้าก็รีบๆ ไม่ค่อยมีเวลานั่งอ่านเท่าไร วันนี้ได้โอกาส ก็บานช่ำไปเลย

หลายสิ่งหลายอย่างล้วนไม่เป็นอย่างที่คิด แต่บางสิ่งบางอย่างเราสามารถทำให้ได้ตามความคิด ปล่อยวางบ้าง ก็จะสำเร็จได้ครับ ??? ??? ???


ขอบคุณ คุณ Keenno มากเช่นกันครับ

ถ้าพวกเรายอม ปล่อยวาง กันซะบ้าง สังคมคงจะสงบสุขมากกว่านี้นะครับ

บางครั้งแค่ขับรถปาดหน้ากัน ก็ถึงกับลงมายิงมาต่อยกันแล้ว ถ้าหากรู้จักปล่อยวางบ้าง ก็คงจะไม่มีการทะเลาะกัน

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 19.03.09 at 06:23:47


Keenno wrote on 18.03.09 at 21:29:33:
ขอบพระคุณพี่เสือและคุณลูด้วยครับ

อ่านตาช่ำเลยครับ...เวลาเข้าก็รีบๆ ไม่ค่อยมีเวลานั่งอ่านเท่าไร วันนี้ได้โอกาส ก็บานช่ำไปเลย

หลายสิ่งหลายอย่างล้วนไม่เป็นอย่างที่คิด แต่บางสิ่งบางอย่างเราสามารถทำให้ได้ตามความคิด ปล่อยวางบ้าง ก็จะสำเร็จได้ครับ ??? ??? ???


ไม่เป็นไรครับผม :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 31.03.09 at 09:56:54

หัดพูดแต่ด้านบวก แล้วจะรู้ ว่า มีคนอีกมากมายที่รักเรา

หัดยิ้ม แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่น่ารัก

หัดฟาดฟันกับ อุปสรรค แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่ เข้มแข็ง

ลองทน แล้วจะรู้ว่า เรามีความอดทน ยิ่งกว่าใคร

ลองออกกำลังกายทุกวัน แล้วจะรู้ ว่า เราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง

ลองคิดเอาชนะ แล้วจะรู้ว่า เราสามารถเอาชนะตัวเองได้ไม่ยาก

ลองคิดให้ ใหญ่ แล้วจะรู้ว่า เรามีความสามารถอย่างน่าแปลก ใจ

" อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่ง นี้ "
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 31.03.09 at 10:21:27


Loucipher wrote on 31.03.09 at 09:56:54:
หัดพูดแต่ด้านบวก แล้วจะรู้ ว่า มีคนอีกมากมายที่รักเรา

หัดยิ้ม แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่น่ารัก

หัดฟาดฟันกับ อุปสรรค แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่ เข้มแข็ง

ลองทน แล้วจะรู้ว่า เรามีความอดทน ยิ่งกว่าใคร

ลองออกกำลังกายทุกวัน แล้วจะรู้ ว่า เราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง

ลองคิดเอาชนะ แล้วจะรู้ว่า เราสามารถเอาชนะตัวเองได้ไม่ยาก

ลองคิดให้ ใหญ่ แล้วจะรู้ว่า เรามีความสามารถอย่างน่าแปลก ใจ

" อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่ง นี้ "
:)


ขอบคุณ คุณลู มากครับ

อ่านแล้วทำให้มี กำลังใจ สู้ต่อไปครับ

:)  ;) ;)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.04.09 at 10:04:13

ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่
ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น



ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว

เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
ผู้ปกครองระดับธรรมดาใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น


เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูต
(เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร)

เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี
(เพราะสุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่ายๆ)


คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน
คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น
แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต


ขอขอบคุณข้อมูลจากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=21131.msg420384;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Keenno on 06.04.09 at 21:40:52

สัมผัสที่6  เกียวมั้ยครับ พี่เสือ
ทำด้วยสติ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือความคิด
อย่าให้ความอยาก อยู่เหนือจิตใจ
อย่าให้ความใคร่ เข้ามาครอบงำ...

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไปที่จะดีกว่าวันนี้

??? ??? ??? ??? ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.04.09 at 08:17:10


Keenno wrote on 06.04.09 at 21:40:52:
สัมผัสที่6  เกียวมั้ยครับ พี่เสือ
ทำด้วยสติ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือความคิด
อย่าให้ความอยาก อยู่เหนือจิตใจ
อย่าให้ความใคร่ เข้ามาครอบงำ...

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไปที่จะดีกว่าวันนี้

??? ??? ??? ??? ???


เรื่องของการทำด้วย สติ อย่าให้ อารมณ์อยู่เหนือความคิด

กับ การตัดสินใจด้วย สัมผัสที่ 6

สำหรับตัวผมเองเชื่อในเรื่อง สัมผัสที่ 6 นะครับ ซึ่งหลายครั้งเหมือนกันที่คนรอบข้างคิดว่า ผมทำอะไรตามอารมณ์แทนที่จะใช้ สติ

แต่ขณะที่ผมเชื่อใน สัมผัสที่ 6 ของตัวเองนั้น ผมคิดว่าไม่ได้ทำอะไรตาม อารมณ์ นะครับ

จะอธิบายอย่างไรดีล่ะ ???

คือว่า เวลาที่ผมมีเรื่องจะต้องตัดสินใจที่สำคัญ ผมมักจะใช้เวลาครุ่นคิดและหมกหมุ่น ค่อย ๆ คิดหาคำตอบ

แต่หลาย ๆ ครั้งก็ยังคิดไม่ตก แล้วก็ไปเข้านอน

พอตื่นขึ้นมา มันเหมือนกับว่า จิตใต้สำนึกช่วยทำงานระหว่างที่กำลังหลับ พอตื่นขึ้นมาแล้ว มันมีความรู้สึกเหมือนกับได้คำตอบของสิ่งที่คิดหนักครับ

อธิบายแบบนี้คงพอเข้าใจนะครับ



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Keenno on 07.04.09 at 09:56:25


tigerroad197 wrote on 07.04.09 at 08:17:10:

Keenno wrote on 06.04.09 at 21:40:52:
สัมผัสที่6  เกียวมั้ยครับ พี่เสือ
ทำด้วยสติ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือความคิด
อย่าให้ความอยาก อยู่เหนือจิตใจ
อย่าให้ความใคร่ เข้ามาครอบงำ...

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไปที่จะดีกว่าวันนี้

??? ??? ??? ??? ???


เรื่องของการทำด้วย สติ อย่าให้ อารมณ์อยู่เหนือความคิด

กับ การตัดสินใจด้วย สัมผัสที่ 6

สำหรับตัวผมเองเชื่อในเรื่อง สัมผัสที่ 6 นะครับ ซึ่งหลายครั้งเหมือนกันที่คนรอบข้างคิดว่า ผมทำอะไรตามอารมณ์แทนที่จะใช้ สติ

แต่ขณะที่ผมเชื่อใน สัมผัสที่ 6 ของตัวเองนั้น ผมคิดว่าไม่ได้ทำอะไรตาม อารมณ์ นะครับ

จะอธิบายอย่างไรดีล่ะ ???

คือว่า เวลาที่ผมมีเรื่องจะต้องตัดสินใจที่สำคัญ ผมมักจะใช้เวลาครุ่นคิดและหมกหมุ่น ค่อย ๆ คิดหาคำตอบ

แต่หลาย ๆ ครั้งก็ยังคิดไม่ตก แล้วก็ไปเข้านอน

พอตื่นขึ้นมา มันเหมือนกับว่า จิตใต้สำนึกช่วยทำงานระหว่างที่กำลังหลับ พอตื่นขึ้นมาแล้ว มันมีความรู้สึกเหมือนกับได้คำตอบของสิ่งที่คิดหนักครับ

อธิบายแบบนี้คงพอเข้าใจนะครับ




เข้าใจแจ่มเลยครับพี่

โดนอยู่บ่อยๆ ด้วยความที่ตัวผมเองไม่ค่อยจะยอมลงให้กับคนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ จึงโดนประจำว่าทำแบบสิ้นคิดบ้าง ทำอะไรไม่ไว้หน้าบ้าง ไม่คิดหน้าคิดหลังบ้าง แต่ด้วยภาวะที่บีบบังคับ และโดยหน้าที่ ที่เราต้องรับผิดชอบ หากเกิดการเสียหาย จึงต้องตัดสินใจทำบางสิ่งซึ่งเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด และให้เกิดงาน เกิดผลที่ดี ก็ต้องทำกันไปครับ

รักครอบครัว รักลูกหลาน รักลูกน้อง ให้การปกป้องเค้าทุกๆคน ให้ความมั่นคงกับเค้าทุกๆคน เหนื่อยอีกนิด ดีกว่าต้องลอยแพเค้าออกไป ผมคิดแบบนี้อ่ะนะ ;) ;) ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.04.09 at 11:24:49


Keenno wrote on 07.04.09 at 09:56:25:

tigerroad197 wrote on 07.04.09 at 08:17:10:

Keenno wrote on 06.04.09 at 21:40:52:
สัมผัสที่6  เกียวมั้ยครับ พี่เสือ
ทำด้วยสติ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือความคิด
อย่าให้ความอยาก อยู่เหนือจิตใจ
อย่าให้ความใคร่ เข้ามาครอบงำ...

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไปที่จะดีกว่าวันนี้

??? ??? ??? ??? ???


เรื่องของการทำด้วย สติ อย่าให้ อารมณ์อยู่เหนือความคิด

กับ การตัดสินใจด้วย สัมผัสที่ 6

สำหรับตัวผมเองเชื่อในเรื่อง สัมผัสที่ 6 นะครับ ซึ่งหลายครั้งเหมือนกันที่คนรอบข้างคิดว่า ผมทำอะไรตามอารมณ์แทนที่จะใช้ สติ

แต่ขณะที่ผมเชื่อใน สัมผัสที่ 6 ของตัวเองนั้น ผมคิดว่าไม่ได้ทำอะไรตาม อารมณ์ นะครับ

จะอธิบายอย่างไรดีล่ะ ???

คือว่า เวลาที่ผมมีเรื่องจะต้องตัดสินใจที่สำคัญ ผมมักจะใช้เวลาครุ่นคิดและหมกหมุ่น ค่อย ๆ คิดหาคำตอบ

แต่หลาย ๆ ครั้งก็ยังคิดไม่ตก แล้วก็ไปเข้านอน

พอตื่นขึ้นมา มันเหมือนกับว่า จิตใต้สำนึกช่วยทำงานระหว่างที่กำลังหลับ พอตื่นขึ้นมาแล้ว มันมีความรู้สึกเหมือนกับได้คำตอบของสิ่งที่คิดหนักครับ

อธิบายแบบนี้คงพอเข้าใจนะครับ




เข้าใจแจ่มเลยครับพี่

โดนอยู่บ่อยๆ ด้วยความที่ตัวผมเองไม่ค่อยจะยอมลงให้กับคนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ จึงโดนประจำว่าทำแบบสิ้นคิดบ้าง ทำอะไรไม่ไว้หน้าบ้าง ไม่คิดหน้าคิดหลังบ้าง แต่ด้วยภาวะที่บีบบังคับ และโดยหน้าที่ ที่เราต้องรับผิดชอบ หากเกิดการเสียหาย จึงต้องตัดสินใจทำบางสิ่งซึ่งเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด และให้เกิดงาน เกิดผลที่ดี ก็ต้องทำกันไปครับ

รักครอบครัว รักลูกหลาน รักลูกน้อง ให้การปกป้องเค้าทุกๆคน ให้ความมั่นคงกับเค้าทุกๆคน เหนื่อยอีกนิด ดีกว่าต้องลอยแพเค้าออกไป ผมคิดแบบนี้อ่ะนะ ;) ;) ;)


คุณ Keenno คิดถูกแล้วล่ะครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by barthezjame on 08.04.09 at 10:57:23

สู้ต่อไป
::) :-[ :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 09.04.09 at 09:55:23


tigerroad197 wrote on 04.04.09 at 10:04:13:
ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่
ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น



ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว

เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร

เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
ผู้ปกครองระดับธรรมดาใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น


เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูต
(เพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร)

เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้"
เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี
(เพราะสุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่ายๆ)


คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน
คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น
แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต


ขอขอบคุณข้อมูลจากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=21131.msg420384;topicseen#new

8) 8) 8)

ข้อคิด สะกิดใจ
โดยสมาชิก 29 up


       

โดยพระพยอม
เทศนานอกธรรมมาสน์ โดย พระพยอมกัลยาโณ

ตัวกู ของกู
พระพุธเจ้าท่านสอนว่า?
ทุกข์มี..เพราะ..มีเรา..
เรามี..เพราะ..มีอุปาทาน..คือความยึดมั่นถือมั่น?ว่ามีตัวกูของกู
อุปาทาน..ยึดถือว่าเป็นตัวกู..อย่างหนึ่ง
อุปาทาน..ยึดถือว่าเป็นของกู..อย่างหนึ่ง
เช่น?สิวขึ้นที่ไหน..ทำให้เราเป็นทุกข์มากที่สุด..?
ขึ้นที่..หน้ากู..
เราเป็นทุกข์เพราะสิวเม็ดนั้นมันปวด?.ทุกข์เพราะมันขึ้นที่หน้ากู?
ทำให้กูไม่สวย?เม็ดก็ใหญ่..
ต่อให้เม็ดใหญ่กว่านี้..แต่ไปขึ้นที่หน้าคนอื่น..เป็นทุกข์ไหม..?
ที่เราทุกข์ เพราะว่า?.มันใหญ่ที่หน้ากู

กูว่าแล้ว


วิธีลดอุปาทานนี่นะ?.เราต้องดับความรู้สึกเป็นตัวกูออก?
พระพุทธเจ้าให้หลักเกณฑ์ไว้ว่า?

ให้พิจารณาอยู่เนืองๆว่า?เราจะต้องมีการพลัดพรากจากของรัก..ของชอบใจเป็นธรรมดา
?
อาจารย์ที่นั่งข้างหน้านี่ก็อายุมากแล้ว?.ไม่ได้แช่งนะ?
เสื้อที่อาจารย์ใส่นี่?เป็นสมบัติของอาจารย์ใช่ไหม..?
วันหนึ่ง?มันไม่จากอาจารย์ไป?อาจารย์ก็ต้องจากมันไป?
มันไม่จากอาจารย์..หมายความว่า..มันขาดพังไป.
อาจารย์จากมันไปก็คือ?ต้องตายจากมันไป..
มันเป็นอย่างนี้ใช่ไหม..?

ถ้าพิจารณาได้อย่างนี้?พอถึงวันที่มันจากเราไปจริงๆ?ก็ดีดนิ้ว?กูว่าแล้ว..มันต ้องจากเราไป..
ไม่ต้องมาตีอกชกตัว?เขกหัวร่ำไห้?
สุขทุกข์?อยู่ที่ใจ?มิใช่หรือ
ถ้าใจถือ?ก็เป็นทุกข์?ไม่สุกใส
ถ้าไม่ถือ?ก็เป็นสุข?ไม่ทุกข์ใจ
ฉะนั้นเรา?อยากได้ทุกข์?หรือสุขนา

คนเนรคุณ
อาตมามีคำถามถามว่า?พ่อแม่คือใคร?
มีอยู่คนหนึ่งตอบว่า?.
แม่คือผู้แบ่งเลือด เนื้อ ชีวิต ร่างกาย ของแม่ให้แก่ลูก? 3
กิโลบ้าง?
5กิโลบ้าง
พ่อ..คือผู้นำหยาดเหงื่อแรงงาน

ความยากลำบากเข้าแลกกับเงิน?เพื่อเอามาเลี้ยงครอบครัวให้ทุกคนมีความสุข?.
อาตมาถามต่อว่า?
กว่าคุณจะโตมาถึงขนาดนี้?กว่าจะมีน้ำหนัก 50
กิโล?.คุณจะต้องกินอาหารมากไหม?
มากครับ?.
แล้วนมสด
อาหาร..ที่คุณกิน..มันลอยมาเองหรือต้องมีคนเอาหยาดเหงื่อแรงงาน
และความทุกข์ยาก..ไปแลกมาให้?
มีพ่อแม่?เอามาให้ครับ..
แล้วคุณเคยตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่บ้างหรือยัง?
เคยเลี้ยงดูท่านเหมือนที่ท่านเลี้ยงดูเราไหม? เคยทุกข์ยากลำ
บากเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงท่านให้มีความสุขเหมือนที่เรามีหรือยัง??
ยังครับ?
นั่น..เขาเรียกว่ายังไม่ได้แทนคุณ..
เคยทำให้ท่านโกรธหรือทำให้ท่านทุกข์ใจไหม?
เคยหลายครั้งครับ?
อย่างนี้เรียกว่านอกจากไม่ได้แทนคุณแล้วยังเนรคุณด้วย?นะโยม

หมากัดเจ้าของ

เช้าวันหนึ่ง?เณรไปรับบิณฑบาตบ้านยายชื้น?เห็นหมายายชื้นกัดยายชื้นเอง?
เณรจึงถามว่า?โยม..หมาใครน่ะ..?
หมาฉันเองจ๊ะ?
แล้วทำไมจึงกัดโยมล่ะ..?
หน้านี้มันกำลังเป็นสัด?ติดตัวเมียอยู่?
มันนึกว่าฉันจะไปแย่งตัวเมียของมัน..
ดูเอาเถอะ?อานุภาพแห่งกามราคะมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน..?
ยิ่งใหญ่ขนาดเนรคุณคนเลี้ยงมันได้
มนุษย์เราก็เหมือนกัน?ลองคิดดูสิ?พอแตกเนื่อหนุ่มเนื้อสาว?
เริ่มมีแฟน..พาแฟนมาเที่ยวบ้าน

แม่พิจารณาดูแล้วว่า?แฟนของลูกคนนี้ไม่น่าจะเป็นคนดี..จะทำให้ลูกเราเดือดร้อน.
.
ด้วยความรักลูก จึงพูดกับลูกว่า? ?แม่ว่าอย่าคบกับคนนี้เลยลูก แม่ไม่ค่อยชอบ?..
แค่นั้นแหล่ะ..ตะเพิดแม่เลย..?แม่ไม่ต้องมายุ่ง..เรื่องของฉัน?
เห็นไหม?.พอติดสัด มันหันมากัดเจ้าของเลย
โดยคุณ : เพ็ญ - [ 24 ม.ค. 2002 , 22:51:38 น. ]


--------------------------------------------------------------------------------


เรื่อง ชาวนากับลาแก่


ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคน
หนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว
วันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก
ด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง
มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา
ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา
ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า
เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้วอีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ
ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา
ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ
ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ
ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนทันที
มันร้องโหยหวนทันที สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป
หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สัก
สองสามพลั่วก็เหลือบมองลงไปในบ่อ
ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า
>ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลามันจะสะบัดดินออกจากหลัง
>แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น
ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจที่เจ้าลาในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่ าวได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “
ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา
จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน
เพื่อที่เราจะได้เหยียบมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ
เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น”

โดยใช้ความพยายามอย่างสูงในการพิมพ์ภาษาไทย โดยเฉพาะการหาอักษร “ธ”

โดย ดร. วิชัย นำวงษ์สำราญ
โดยคุณ : pen - [ 24 ม.ค. 2002 , 23:00:26 น.]


--------------------------------------------------------------------------------


ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น แต่ความอดกลั้นน้อยลง
เราใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้รู้สึกดีขึ้น
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
ถึงเราจะมีการประนีประนอมมากขึ้น
ก็หาทำให้เรามีเวลามากกว่าเดิมไม่
เรามีความรู้มากขึ้น แต่ความเที่ยงธรรมกลับด้อยลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
ทรัพย์อันทบทวีของเรามีราคาตกต่ำลง
เราเอาแต่พูดกันมากขึ้น
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทาย เพื่อนบ้านกลับยากเย็น
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนที่หารายได้ได้ถึงสองคน
แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ทุกวันนี้บ้านสวย ๆ เป็นบ้านแตกสาแหรกขาดง

ดังนั้น..จากนี้ไป...ขอให้พวกเรา....อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่า
เพื่อโอกาสพิเศษ เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ
“โอกาสที่พิเศษสุด” แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้ จงนั่งลงตรงระเบียงบ้านแล้ว
ชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่โดยไม่ใส่ใจกับความ “อยาก”
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่รักให้มากขึ้น
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้ง

เอาคำพูดที่ว่า “สักวันหนึ่ง” ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเค้าแค่ไหน
อย่าผัดวันประกันพรุ่งที่จะทำอะไรก็ตาม
ที่จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง

และเวลานี้......ถ้าคุณกำลังคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะส่ง
ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรัก คุณคิดว่า “สักวันหนึ่ง” ค่อยส่ง
จงอย่าลืมคิดว่า “สักวันหนึ่ง” วันนั้น คุณอาจไม่มีโอกาสย
มานั่งอยู่ตรงนี้ เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้

คติจากธรรมชาติ - กระแสน้ำกับปลา


ปลานั้นถ้าจะหาอาหารกิน มันจะลอยอยู่ในน้ำนิ่งสู้กับกระแสน้ำ ปล่อยให้กระแสน้ำที่มีอาหารอยู่ด้วยผ่านมา พออาหารหรือเหยื่อผ่านมา มันจะอ้าปากรับเหยื่อทันที ถ้าปลาว่ายตามกระแสน้ำ มันจะไม่ได้กินเหยื่อเลย

คนที่ทำงานแล้วประสบผลสำเร็จด้วยดี เขามักจะมีนิสัยเป็นนักต่อสู้กับงาน ต่อสู้กับปัญหาต่างๆ เขาจะได้เรียนรู้เรื่องราวต่างมากมาย ได้รู้วิธีแก้ปัญหา รู้วิธีหลบหลีกภัยอันตราย รู้วิธีป้องกันตัว รู้วิธีลงทุนน้อยให้ได้กำไรมาก รู้วิธีปรับตัว รู้วิธีที่จะทำให้การงานเจริญรุ่งเรืองได้

ส่วนคนที่ไม่ยอมทำงาน ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรม เขาจะได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ ในการแก้ปัญหาน้อยมาก เขามักมีอันตราย ชีวิตไม่เจริญเท่าที่ควร

โดยคุณ : Dr.Joe - [ 25 ม.ค. 2002 , 18:19:36 น. ]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 09.04.09 at 10:52:47

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น แต่ความอดกลั้นน้อยลง
เราใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้รู้สึกดีขึ้น
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
ถึงเราจะมีการประนีประนอมมากขึ้น
ก็หาทำให้เรามีเวลามากกว่าเดิมไม่
เรามีความรู้มากขึ้น แต่ความเที่ยงธรรมกลับด้อยลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
ทรัพย์อันทบทวีของเรามีราคาตกต่ำลง
เราเอาแต่พูดกันมากขึ้น
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทาย เพื่อนบ้านกลับยากเย็น
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนที่หารายได้ได้ถึงสองคน
แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ทุกวันนี้บ้านสวย ๆ เป็นบ้านแตกสาแหรกขาดง

ข้อคิดข้างต้นนี้สะท้อนชีวิตและปัญหาของคนเมืองที่กำลังประสบอยู่ได้เป็นอย่างดีครับ

[smiley=zandroidragon.gif]  [smiley=zandroidragon.gif]  [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Keenno on 11.04.09 at 09:10:16

ขอบคุณมากครับ อ่านแล้วบางสิ่งบางอย่างก็สะท้อนภาพที่มองเห็นอยู่ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว เหมือนจริงมาก

ขอบคุณมากเลยครับบบบบบบบบบ ??? ??? ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 12.04.09 at 09:05:42

"กฎทอง 10 ข้อของมหาเศรษฐีโลก...สู่ความสำเร็จ"


หลายท่านคงจะทราบว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกเมื่อปี 2008

โดยมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 2.2 ล้านล้านบาท แต่ในปีนี้โดน  บิล เกตส์ แย่งตำแหน่งไป

เพราะทรัพย์สินโดยรวมของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลดลงเก้าแสนล้านบาท คงเหลือ 1.3 ล้านล้านบาท

ถึงแม้ทรัพย์สินของ บิล เกตส์ ก็ลดลงเช่นกัน แต่ลดลงในจำนวนที่น้อยกว่า วอร์เรน

คือ ลดลงเพียงหกแสนกว่าล้านบาท ทำให้ปีนี้ บิล เกตส์ กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกแทน

โดย วอร์เรน ตกลงมาอยู่ที่อันดับสองของโลกแทน

     
สำหรับคนทั่วไป อย่าว่าแต่ติดอันดับเลย แค่ขอให้พอกินพอใช้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

วอร์เรน ได้ให้ข้อคิดเคล็ดลับความร่ำรวยของเขากับคนที่กำลัง ประสบความลำบากเกี่ยวกับวิกฤตการเงินขณะนี้อย่างน่าสนใจมาก

เขาบอกให้ทุกคนให้พยายามทำตามกฎเหล็ก 10 ข้อ ที่เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้มาแต่โบราณ แต่มักจะลืมและไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์


กฎทอง 10 ข้อ ของมหาเศรษฐีโลก...สู่ความสำเร็จ ได้แก่

   
1. ต้องทำงานหนัก สำหรับ วอร์เรน แล้ว เขาฟันธงเลยว่า ส่วนใหญ่แล้วการทำงานหนักจะนำผลกำไรมาให้ ในขณะที่การพูดมากแต่ไม่ทำ กลับจะนำความยากจนมาให้แทน แบบนี้เข้าตำราว่า “อย่ามัวแต่ตั้งท่าชก ให้ชกเลย” จึงจะได้คะแนนชนะการต่อสู้

   
2. อย่าขี้เกียจ เขาได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก ว่า “ขนาดกุ้งมังกรตัวโต ๆ ถ้ามัวแต่นอนหลับ ยังสามารถถูกกระแสน้ำพัดลอยไปได้” หมายความว่าถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย มัวแต่รอคอยความหวัง คุณจะต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตการณ์ทางการเงินนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

 
3. รายรับจากหลายแหล่ง ข้อนี้เป็นเคล็ดลับของมหาเศรษฐีหลายคน ไม่ใช่เฉพาะ วอร์เรน เพราะการหวังพึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะที่ไม่แน่นอน เขาแนะนำให้ทำการลงทุนที่ฉลาดเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เช่นถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณควรมีรายได้ส่วนอื่นจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายรับเข้ามาในแต่ละเดือนได้ด้วย

 
4. ควบคุมรายจ่าย เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มจ่ายเงินซื้อสิ่งที่คุณไม่มีความต้องการจริง ๆ คุณก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจต้องขายสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดแทน ดังนั้นคิดและตั้งสติก่อนที่จะจ่ายเงินซื้ออะไรในชีวิตเสมอ

 
5. ตั้งใจออม เขาเน้นว่าเราอย่ารอเก็บออมเงินที่เหลือหลังจากที่ได้ใช้จ่ายจนพอใจ แต่เราต้องกันเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเพื่อเก็บสะสมก่อน แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ข้อนี้ลึกซึ้งมาก หลายคนมักจะเข้าใจผิด ใช้จ่ายแล้วเหลือจึงนำเข้าแบงก์ ที่จริงต้องกันออกมาออมก่อนจะไปทำอย่างอื่น

   
6. งดกู้ยืม คนที่กู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น มักจะตกเป็นทาสของคนที่คุณไปกู้ยืม ดังนั้นต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมีชีวิตอยู่ตามอัตภาพเท่าที่เราหามาได้ อย่าไปสร้างหนี้สร้างสิน เพียงแค่ต้องการมีทรัพย์สินให้เหมือนกับคนอื่น พยายามดำรงชีวิตอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว

 
7. จัดระบบบัญชี เขาใช้คำคมมาเปรียบเทียบว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะถือร่มกันฝน ตราบใดที่รองเท้าที่คุณสวมใส่นั้นยังมีรูอยู่ เพราะมันทำให้เปียกเหมือนกัน” นั่นคือต้องอย่าทำให้มีจุดรั่วไหลของบัญชี

 
8. หมั่นตรวจสอบ เขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาก เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ  จะเปรียบเสมือนรูรั่วของเรือ รูรั่วเพียงเล็ก ๆ แต่นานไปก็สามารถจมเรือใหญ่ทั้งลำได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายทุกชนิดเสมอ

   
9. จัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังโลดแล่นอยู่ในธุรกิจ เขากล่าวว่าเราไม่ควรจะทดสอบความลึกของแม่น้ำที่จะข้าม ด้วยขาสองข้างพร้อม ๆ กัน เพราะเราอาจจมน้ำตายได้ ในการจัดการความเสี่ยงเราต้องมีแผนสำรองเสมอ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องบริหารความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่อย่างชาญฉลาดที่สุด

 
10. บริหารการลงทุน อย่าเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มลงทุนในสิ่งเดียวกัน เปรียบเหมือนอย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะถ้าตะกร้าหล่นจะทำให้ไข่แตกหมดทุกใบ ดังนั้นเราต้องกระจายความเสี่ยง เพราะธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในช่วงขาลง แต่อีกธุรกิจหนึ่งอาจจะอยู่ในขาขึ้น ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมยังอยู่ได้

       
ข้อคิดเหล่านี้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นประโยชน์มากสำหรับการดำเนินชีวิตของนักธุรกิจ นักการตลาด หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือนทั่วไป เพราะสิ่งที่เขาพูดหลายข้อก็คล้ายกับสิ่งที่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือครูบาอาจารย์ ของเราเคยสั่งสอนกันต่อ ๆ มา

ดังนั้นหวังว่ากฎทองแห่งความสำเร็จสิบข้อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นี้คงจะมีประโยชน์กับพวกเราทุกคนไม่มากก็น้อย

ไม่ต้องเป็นมหาเศรษฐีโลกอย่างเขาหรอก แค่เพียงเอาตัวรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว


ขอขอบคุณเรื่องราวดี ๆ จากเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=21207.msg421869;topicseen#new

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 12.04.09 at 13:57:23

เป็นประโยชน์มากครับ ??? ??? ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Keenno on 12.04.09 at 22:49:08

ขอบคุณครับ ทำได้ทั้ง 10 ข้อมา 2 ปีแล้ว แต่เจอแต่บททดสอบหนักๆทั้งนั้นเลย กำลังว่าจะไปได้ดี มันมาอีกแหละ GREEN Ranger กำลังฟื้นตัวได้ที่ Yellow Suit Attack ซะงั้น เลียแผลจนเริ่มแห้ง กำลังตกสะเก็ด คราวนี้ The Red wars ซะนี่ แล้วกระผมจะได้ลืมตาอ้าปากบายบายกับเขามั่งได้มั้ยเนี่ย  ยังไงก็ตาม สู้ครับ เพราะจะเสื้อสีอะไร ก็ไม่ได้มาเลี้ยงดูเราอยู่แล้ว  [smiley=zasuraw.gif] [smiley=zasuraw.gif] [smiley=zasuraw.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.04.09 at 11:43:34

อยากให้เพื่อนสมาชิกลองอ่านดูเรื่องราวของ เธอ คนนี้ดูครับ แล้วจะอดทึ่งไม่ได้ครับ

ขอขอบคุณเรื่องราวและภาพประกอบจากเวป
http://talk.mthai.com/topic/56158


Susan Boyle คุณป้าช็อคโลก 6 วัน 20 ล้่านคนดู

นับว่าเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จัก "ซูซาน บอยล์" สาวโสดวัยกลางคน ที่กล้าขึ้นเวที Britains Got Talent ฝ่าเสียงวิจารณ์ของกรรมการฝีปากกล้า เพื่อสานฝันการเป็นนักร้องของตนเอง และเพียงแค่เธอขยับลูกคอก็ทำให้คนอังกฤษทั้งประเทศถึงกับอึ้งจนตอนนี้เธอ กลายเป็นสาวพลิกชะตาชีวิตด้วยตนเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ และตอนนี้วิดีโอบันทึกการประกวดของเธอบน YouTube เว็บไซต์ดังได้กลายเป็นวิดีโอที่มีผู้ชมมากที่สุดจากคนทั่วโลกเลยทีเดียว
     
     
วิดีโอบันทึกวินาทีที่ ซูซาน บอยล์ สาวใหญ่วัยกลางคนเข้าร่วมการแข่งขันที่จัดว่ามีผู้ชมมากที่สุดในประเทศอังกฤษ และได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่าง Britains Got Talent ได้กลายเป็น คลิปวิดีโอ ที่ตอนนี้มีผู้เข้าชมมากที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว
     
     
เพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังมีการอัพโหลดวิดีโอการเข้าออดิชันของซูซาน ยอดผู้เข้าชมวิดีโอดังกล่าวในเว็บไซต์ดัง YouTube มียอดผู้ชมปาไปแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง นับเป็นสถิติใหม่ที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก ตามหลังวิดีโอที่มีชื่อว่า Evolution Of Dance ของ จัดสัน เลพพลีย์ นักแสดงตลกชื่อดังที่วิดีโอของเขาถูกโพสต์ไว้ใน YouTube และมีสถิติผู้เข้าชมสูงที่สุดถึง 118 ล้านครั้ง นับตั้งแต่ถูกโหลดไว้ในเดือน เม.ย. ปี 2006 ซึ่งเชื่อแน่ว่าวิดีโอบันทึกการเข้าออดิชันของ ซูซาน ในครั้งนี้จะสร้างสถิติใหม่และโค่นวิดีโอของ จัดสัน ได้ในเวลาไม่ช้า

     
     
นับได้ว่าเวลานี้ ซูซาน มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากกระแสปากต่อปากและการนำเสนอของสื่อทั่วโลก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชมวิดีโอการกล่าวคำสาบานตนของ บารัค โอบามาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คนทั่วโลกรู้จักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก วิดีโอดังกล่าวยังมีผู้เข้าชมเพียงแค่ 18 ล้านครั้งเท่านั้นถือว่าน้อยทีเดียวเมื่อเทียบกับสถิติของ ซูซาน
     
     
ซูซาน สาวใหญ่วัย 47 ปี ได้ให้สัมภาษณ์กับสตาร์ แม็กกาซีน ว่าเธอคิดว่าตัวเธอเองนั้นดูเหมือนโรงรถขนาดใหญ่ในทีวี แต่ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า "ถึงอย่างไรฉันก็มีความสุขตามแบบที่ฉันเป็น อีอ้วน!"      
     

สาวแก่ชาวสก็อต ที่ใช้ชีวิตอยู่กับแมวที่มีชื่อว่า เพ็บเบิลส์ ยังมั่นใจในตนเองโดยกล่าวว่าเธอดูดีกว่าแชมป์เก่าครั้งที่แล้วอย่าง พอล พอตต์ เสียอีก
     
     
นับได้ว่าเวลานี้ไม่มีใครไม่พูดถึงสาวแก่ตกงาน ทึนทึกคิ้วหนา ร่างท้วมวัย 47 ปีที่กล้าประกาศบนเวทีว่าเธอยังโสดและยังไม่เคยผ่านการจูบเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา และยังหาญกล้าตอบคำถาม ไซมอน โคเวล ที่ถามเธอว่าเธออยากเป็นเหมือนใคร ซึ่งเธอตอบกลับว่าเธออยากเป็นเหมือน เอเลน เพจ ซึ่งทั้งหมดได้สร้างเสียงหัวเราะจากผู้ชมและมองเธอเป็นตัวตลก
     
     
เธอยังกล่าวต่อไปด้วยว่าเธอฝันที่อยากจะแสดงในโรงละครใหญ่ ๆ " ฉันอยากแสดงละครเวทีอยู่ในโรงละคร แต่ฉันไม่เคยได้รับโอกาสเหล่านั้นเลย "

     
     
ซึ่งหลังจากการแนะนำตัวให้รู้จักสาวแก่สุดเปิ่นตัวตนแบบของเธอเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว เธอก็สะกดคนทั่งฮอลล์และ 3 คอมเมนเตเตอร์ฝีปากกล้าด้วยบทเพลง I Dreamed a Dream จากละครเวทีดัง Les Miserables

และทันทีที่เธอขยับลูกคอเธอชนะใจคนดูไปทั่วฮอลล์จนถึงกับทำให้ อแมดา โฮลเดน หนึ่งใน คอมเมนเตเตอร์ อ้าปากค้างน้ำตาคลอกับพลังเสียงของเธอจนต้องลุกขึ้นปรบมือให้เธออย่างชื่นชม จนตอนนี้เธอโด่งดังไปทั่วทั้งโลกภายในเวลาข้ามคืนแล้ว
     
     
และหลังการแสดงจบลง มอร์แกน หนึ่งใน คอมเมนเตเตอร์ ชื่อดังยังกล่าวกับ ซูซาน ด้วยว่า

"นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่สุดในรอบ 3 ปีของโชว์ในรายการนี้เลย คุณบอกว่าคุณอยากเป็น เอเลน เพจ และทุกคนหัวเราะเยาะคุณ คุณทำให้พวกเขาเห็นว่าเขาคิดผิดเสียแล้ว "

พร้อมกันนั้น โคเวล หนึ่งใน คอมเมนเตเตอร์ ก็ยังยอมรับว่าเขามองเธอผิดไป และเชื่อแน่ว่าการแสดงของเธอในครั้งนี้จะเป็นที่จดจำและถูกจารึกเป็นการแสดงระดับตำนานอย่างแน่นอน
     
     
ล่าสุดมีการรายงานว่าเธอถูกทาบทามให้เซ็นสัญญากับค่าย Sony BMG แต่เจ้าตัวยังไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด " ฉันยังไม่สามารถให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ในตอนนี้ได้ "
     
     
นอกจากเธอจะสานฝันของตนเองที่อยากขึ้นร้องเพลงต่อหน้าคนมากมายแล้ว เธอยังเผยถึงความฝันที่เธออยากจะแสดงต่อหน้าควีน อลิซาเบธ ด้วย " มันเป็นความมุ่งหวังของฉัน ที่จะได้ร้องเพลงต่อหน้าราชินี พระองค์เป็นสุภาพสตรีที่สิริโฉมงดงามมาก แต่ที่ฉันทำทั้งหมดนี้ฉันขออุทิศให้กับแม่ของฉัน ถ้าเธอยังอยู่และได้เห็นฉันในตอนนี้ เธอต้องภูมิใจมากแน่ ๆ "

ฝันของเธอดูท่าว่าจะไม่ใช่เรื่องยากเสียแล้วเพราะผู้ชนะในรายการนอกจากจะได้รับรางวัลเป็นเงินสด 100,000 ปอนด์แล้วยังมีโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถของตนเองต่อหน้า พระพักตร์ราชินี อังกฤษในงาน เดอะ รอยัล วาไรตี เพอร์ฟอร์แมนซ์ด้วย

[smiley=zandroidragon.gif]  [smiley=zandroidragon.gif]  [smiley=zandroidragon.gif]

เรื่องราวของ หญิงคนหนึ่ง ที่สอนให้โลกรู้ว่า อย่ามองคนแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น

[smiley=zandroidragon.gif]  [smiley=zandroidragon.gif]  [smiley=zandroidragon.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 12.05.09 at 10:13:12

ก่อนอื่นต้องขอเรียน เพื่อนสมาชิก ว่า ข้อเขียนเรื่อง แม่โกหกเรา 8 ครั้งในชีวิต

จากเวป http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=21455.0

เป็น Forward Mail ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งขึ้นก็ได้

แต่อ่านแล้วได้ความรู้สึกตื้นตันใจจริง ๆ ครับ

ตัวผมเองอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายแล้ว อดซึมไปเล็กน้อยไม่ได้

=======================

1. เรื่องเริ่มขึ้นตอนเมื่อเราเป็นเด็ก ๆ

เราเกิดในครอบครัวยากจน ครอบครัวของเราจนมากจนต้องอดข้าวบ่อย ๆ
 
เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงเวลากินข้าว...แม่จะแบ่งข้าวมาให้เราเพิ่มขึ้นอีกพร้อมทั้งพูดว่า
   
" ลูกต้องกินข้าวเพิ่มขึ้นนะ...ส่วนแม่ไม่ค่อยหิว "  นี่เป็นครั้งแรกที่แม่โกหกเรา


2. เมื่อเราเติบโตขึ้น คุณแม่เพียรพยายามหาเวลาว่างไปตกปลาในแม่น้ำ

เพื่อว่าเราจะได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเรา
   
แม่ต้มปลาที่ตกมาได้ทำเป็นซุปให้เรากิน

ในขณะที่เรากินแกงต้มปลา..แม่จะนั่งข้าง ๆ เรา แทะกินเศษเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลา หลังจากที่เราได้กินเนื้อปลาไปแล้ว
   

เรารู้สึกตื้นตันใจมาก..เราพยายามแบ่งเนื้อปลาให้แม่

แต่แม่ปฎิเสธทันควัน พร้อมกับกล่าวว่า " ลูกกินเถอะ...แม่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลา " นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่แม่โกหกเรา


3. เมื่อเราเรียนอยู่ชั้นมัธยม เราต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น

แม่ต้องหารายได้พิเศษด้วยการรับงานเล็ก ๆ น้อยจากโรงงานมาทำที่บ้าน
 
บางครั้งเราตื่นขึ้นมาตอนตี 1 หรือตี 2...เรายังเห็นแม่กำลังทำงาน " แม่ค่ะ...นอนเถอะมันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้แม่ต้องไปทำงานอีก" แม่ยิ้มกับเราพูดว่า
 
" ลูกนอนต่อก่อนนะ...แม่ยังไม่เหนื่อย...นอนไม่หลับ "  ครั้งที่ 3 แล้วที่แม่โกหกเรา


4. ตอนเมื่อใกล้จบชั้นมัธยม เราต้องไปสอบเป็นวันสุดท้าย แม่อุตส่าห์หยุดงานไปเป็นเพื่อนและเพื่อเป็นกำลังใจให้เรา มันเป็นวันที่แดดร้อนมาก ๆ...
   
แม่ต้องรอเราอยู่หลายชั่วโมง

เมื่อเราทำข้อสอบเสร็จ...รีบออกมาหาแม่

แม่เเห็นรามีเหงื่อออกท่วมตัว..แต่ท่านกลับรินน้ำเย็นที่เตรียมมาให้เราดื่ม
   
เราเห็นแม่รู้สึกเหนื่อยและร้อน จึงขอให้แม่ดื่มน้ำก่อน

แม่พูดขึ้นว่า " ลูกดื่มเถอะ....แม่ยังไม่กระหายน้ำ "  นั่นเป็นครั้งที่ 4 ที่แม่โกหกเรา


5. หลังจากที่พ่อเราล้มป่วยและเสียชีวิต

คุณแม่ที่น่าสงสารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

แต่ก็ยังไม่ค่อยเพียงพอไม่ว่าคุณแม่จะพยายามมากขึ้นเพียงไร
 
คุณลุงที่อยู่ข้าง ๆ บ้านท่านเป็นคนดี พยายามมาช่วยเหลือครอบครัวเราเสมอ....เช่นซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง..ฯลฯ

เพื่อนบ้านเห็นครอบครัวลำบากมาก
 
ก็แนะนำให้แม่แต่งงานใหม่ แต่แม่ยืนกรานไม่เห็นด้วย

แม่พูดกับเราว่า  " แม่มีลูกอยู่ทั้งคน...แม่ไม่ต้องความรักอีก "    แม่โกหกเราเป็นครั้งที่ 5 แล้ว


6. ในทื่สุดเราก็เรียนจบและมีงานทำ เราอยากให้แม่ซึ่งตรากตรำทำงานหนักมาตลอดได้พักผ่อนบ้าง

แต่แม่ไม่ยอม.....กลับไปตลาดทุกเช้า
   
ขายผักที่หามาได้เพื่อเลี้ยงชีพทั้ง ๆ ที่เราพยายามส่งเงินมาให้แม่ (เราต้องไปทำงานในเมืองที่ห่างไกล)

แม่เราไม่ค่อยยอมรับเงินเรา..
   
บางครั้งยังส่งเงินกลับคืนให้เราอีก

แม่พูดกับเราว่า " แม่มีเงินพอใช้แล้ว...ลูกควรเก็บเงินไว้สร้างฐานะ "  แม่โกหกเราเป็นครั้งที่ 6


7. เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้า..

เราตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา

เมื่อเราเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่นและมีเงินเดือนค่อนข้างสูง
 
เมื่อทำงานไปได้สักพัก...เราอยากให้แม่เรามาอยู่กับเราที่อเมริกา เพื่อว่าแม่จะได้หยุดทำงาน...พักผ่อนให้สบายในบั้นปลายของชีวิต
     
แต่แม่เราไม่อยากรบกวนเรา...บอกเราว่า  " แม่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตต่างแดน "   ครั้งที่ 7 แล้วซินะที่แม่โกหกเรา


8. เมื่อแม่แก่ตัวลงไปเรื่อย ๆ..

ในที่สุดแม่ก็เป็นมะเร็งและต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล
 
เราลางานแล้วรีบบินกลับมาหาแม่สุดที่รักทันที

แม่เรานอนพักฟื้นอยู่บนเตียงเมื่อเราไปถึง
 
น้ำตาเราไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแม่ซึ่งผ่ายผอมและดูทรุดโทรมลงอย่างมาก

แม่รู้สึกดีใจมากที่เห็นเรา....พยายามยิ้มอย่างสดชื่นด้วยความลำบาก

เรารู้ดีว่าแม่ได้ฝืนความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดฝืน จากโรคมะเร็งร้ายที่ลามไปทั่วทั้งตัว

เราโอบกอดแม่พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสงสาร
 
หัวใจเราในขณะนั้นเศร้าหมองและเจ็บปวดอย่างที่สุด

แม่พยายามปลอบเราด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
   
" ลูกรักของแม่...เห็นหน้าลูกแม่ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว "  นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แม่โกหก



และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของแม่ที่โกหกเรา


แม่ที่เรารักและบูชามาตลอดชีวิตได้ปิดตาลงและจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เธอกล่าวคำโกหกครั้งที่ 8 จบลง........

:(  :(  :(

=======================

เพื่อนสมาชิกท่านใดที่โชคดี ยังมี คุณพ่อและคุณแม่ อยู่เคียงข้าง ต้องหมั่นคอยดูแลถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของพวกท่าน อย่ารอจนกว่าจะสายเกินไป

คุณพ่อและคุณแม่ ก็คือ พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลูก ๆ

ไม่ว่าในชีวิตเราจะเจอะเจอผู้คนอีกมากมายเพียงไร แต่รับรองได้ว่าจะไม่มีใครที่ยอมทำทุก ๆ อย่างเพื่อพวกเรามากเท่ากับ คุณพ่อ คุณแม่

แต่น่าแปลก ที่หลาย ๆ คน กลับเห็นคุณค่าของคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยทำอะไรดี ๆ ให้กับพวกเขา ยอมจักเป็นจักตายเพื่อคนอื่น แต่กลับคุณพ่อ คุณแม่ ของตัวเอง กลับทอดทิ้งพวกท่านให้จมอยู่กับความเหงา รอวันที่ลูกรักจะกลับไปซบที่หน้าตักของพวกท่าน

อย่าให้พวกท่านรอจนสายเกินการณ์นะครับ


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 13.05.09 at 10:49:41

ขอมีส่วนร่วมด้วยครับ ด้วยความที่เป็นครูวิทยาศาสตร์ ผมเองก็มีข้อคิดนิดหน่อยที่เคยสอนนักเรียน และเกี่ยวกับฮีโร่ด้วยครับ เลยอยากแบ่งปันกันครับ

ข้อคิดแรกมันมาจากการที่ผมสอนสายอาชีพ นักเรียนของผมส่วนใหญ่มักจะคิดถึงวิชาที่ประยุกต์ใช้กับอาชีพตัวเองได้ แต่วิชาที่ผมสอนเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ผมก็เลยต้องบอกนักเรียนถึงความสำคัญของวิชาพื้นฐาน โดยเปรียบกับเรื่องมังกรหยกครับ ว่าทำไมก๊วยเจ๋งถึงเก่งกว่าอื้งย้งทั้งที่อึ้งย้งฉลาดกว่ามากครับ โดยบอกว่าก๊วยเจ๋งมีพื้นฐานที่ดี (จากที่เบ๊เง็กสอนให้ในทะเลทราย) ซึ่งก็ได้รับคำชมหลายครั้งว่าพื้นฐานแน่น แต่ใช้ไม่ค่อยเป็น แต่ภายหลังก๊วยเจ๋งเรียนฝ่ามือพิชิตมังกรกับคัมภีร์เก้าอิมได้เร็วเพราะพื้นฐานที่แน่นนี้เอง ขณะที่อึ้งย้งเรียนวิชาที่พลิกแพลงได้ดีแต่พื้นฐานไม่แน่นเพราะขี้เกียจ เลยสู้ก๊วยเจ๋งไม่ได้ครับ นักเรียนเคยบอกครับว่าเอี้ยก้วยก็ฉลาดและก็เก่ง ผมก็เถียงไม่ได้ครับ เพราะกิมย้งแต่งให้เอี้ยก้วยเก่งไม่แพ้ก๊วยเจ๋ง แต่ก็บอกว่าวิชาที่เก่งที่สุดของเอี้ยก้วยคือ หัตถ์รันทดวิญญาณสลาย นั้นเสื่อมอานุภาพไปเมื่อพบเซียวเล่งนึ้งครับ

ถัดมา เมื่อนักเรียนทำงานแล้วพบอุปสรรค ผมก็จะสอนว่าไม่มีอุปสรรคที่แท้จริง ทุกอย่างมีโอกาสในตัวมันเอง แล้วยกตัวอย่างเรื่องไอ้มดแดง มีสองตัวคือ V1 และ V2 หน้าตาเหมือนกัน ทำไมต้องมีสองตัว เรื่องนี้ผมรู้มาจากเวป Thai-toku นี้แหละครับว่าเพราะคนแสดง V1 แขนหักเลยต้องให้ V2 มาเล่นแทน มันเป็นวิกฤตที่ถูกเปลี่ยนเป็นโอกาส เพราะพอมี V2 ถึงเกิด double rider ขึ้นมาทำให้ขายได้อีกมากครับ ถึงได้สืบสานตำนานไอ้มดแดงได้จนถึงทุกวันนี้ครับ

นักเรียนของผมบางทีพอใจที่จะพัฒนาแค่นี้ ผมก็ยกตัวอย่างโงกุนครับ ว่าการพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด ซูเปอร์ไซย่าก็มีขั้นสอง สาม และยังมีขั้นสี่อีก ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ร้ายที่เก่งกว่าอยู่ดี เราต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองครับ

สุดท้ายผมก็จะสอนนักเรียนถึงสิ่งที่ผมได้รับการสอนมาจากครูของผมอีกทีครับว่า

ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้เรารู้ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้ว
แต่ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้เราไม่รู้เป็น อย่างนี้สิ่งที่ดีกว่าครับ เพราะจะทำให้เราพัฒนาได้มากขึ้น

ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรารู้ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะทำให้เราเสียโอกาสที่จะใช้ความรู้ (นักเรียนของผมมักเป็นอย่างนี้)
แต่ที่แย่กว่าคือเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เราไม่รู้ แปลว่าเรารู้ผิดๆ อันนี้แย่ที่สุดครับ จะรู้ต้องรู้ให้ถูก ถ้ารู้ผิดๆ ไม่รู้ซะดีกว่าครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 13.05.09 at 12:17:44


usarain wrote on 13.05.09 at 10:49:41:
ขอมีส่วนร่วมด้วยครับ ด้วยความที่เป็นครูวิทยาศาสตร์ ผมเองก็มีข้อคิดนิดหน่อยที่เคยสอนนักเรียน และเกี่ยวกับฮีโร่ด้วยครับ เลยอยากแบ่งปันกันครับ

ข้อคิดแรกมันมาจากการที่ผมสอนสายอาชีพ นักเรียนของผมส่วนใหญ่มักจะคิดถึงวิชาที่ประยุกต์ใช้กับอาชีพตัวเองได้ แต่วิชาที่ผมสอนเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ผมก็เลยต้องบอกนักเรียนถึงความสำคัญของวิชาพื้นฐาน โดยเปรียบกับเรื่องมังกรหยกครับ ว่าทำไมก๊วยเจ๋งถึงเก่งกว่าอื้งย้งทั้งที่อึ้งย้งฉลาดกว่ามากครับ โดยบอกว่าก๊วยเจ๋งมีพื้นฐานที่ดี (จากที่เบ๊เง็กสอนให้ในทะเลทราย) ซึ่งก็ได้รับคำชมหลายครั้งว่าพื้นฐานแน่น แต่ใช้ไม่ค่อยเป็น แต่ภายหลังก๊วยเจ๋งเรียนฝ่ามือพิชิตมังกรกับคัมภีร์เก้าอิมได้เร็วเพราะพื้นฐานที่แน่นนี้เอง ขณะที่อึ้งย้งเรียนวิชาที่พลิกแพลงได้ดีแต่พื้นฐานไม่แน่นเพราะขี้เกียจ เลยสู้ก๊วยเจ๋งไม่ได้ครับ นักเรียนเคยบอกครับว่าเอี้ยก้วยก็ฉลาดและก็เก่ง ผมก็เถียงไม่ได้ครับ เพราะกิมย้งแต่งให้เอี้ยก้วยเก่งไม่แพ้ก๊วยเจ๋ง แต่ก็บอกว่าวิชาที่เก่งที่สุดของเอี้ยก้วยคือ หัตถ์รันทดวิญญาณสลาย นั้นเสื่อมอานุภาพไปเมื่อพบเซียวเล่งนึ้งครับ

ถัดมา เมื่อนักเรียนทำงานแล้วพบอุปสรรค ผมก็จะสอนว่าไม่มีอุปสรรคที่แท้จริง ทุกอย่างมีโอกาสในตัวมันเอง แล้วยกตัวอย่างเรื่องไอ้มดแดง มีสองตัวคือ V1 และ V2 หน้าตาเหมือนกัน ทำไมต้องมีสองตัว เรื่องนี้ผมรู้มาจากเวป Thai-toku นี้แหละครับว่าเพราะคนแสดง V1 แขนหักเลยต้องให้ V2 มาเล่นแทน มันเป็นวิกฤตที่ถูกเปลี่ยนเป็นโอกาส เพราะพอมี V2 ถึงเกิด double rider ขึ้นมาทำให้ขายได้อีกมากครับ ถึงได้สืบสานตำนานไอ้มดแดงได้จนถึงทุกวันนี้ครับ

นักเรียนของผมบางทีพอใจที่จะพัฒนาแค่นี้ ผมก็ยกตัวอย่างโงกุนครับ ว่าการพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด ซูเปอร์ไซย่าก็มีขั้นสอง สาม และยังมีขั้นสี่อีก ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ร้ายที่เก่งกว่าอยู่ดี เราต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองครับ

สุดท้ายผมก็จะสอนนักเรียนถึงสิ่งที่ผมได้รับการสอนมาจากครูของผมอีกทีครับว่า

ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้เรารู้ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้ว
แต่ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้เราไม่รู้เป็น อย่างนี้สิ่งที่ดีกว่าครับ เพราะจะทำให้เราพัฒนาได้มากขึ้น

ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรารู้ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะทำให้เราเสียโอกาสที่จะใช้ความรู้ (นักเรียนของผมมักเป็นอย่างนี้)
แต่ที่แย่กว่าคือเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เราไม่รู้ แปลว่าเรารู้ผิดๆ อันนี้แย่ที่สุดครับ จะรู้ต้องรู้ให้ถูก ถ้ารู้ผิดๆ ไม่รู้ซะดีกว่าครับ


ขอบคุณ คุณ usarain มาก ๆ ครับ

ผมเห็นด้วยกับ คุณ usarain นะครับว่า การที่ ไรเดอร์ 1 เกิดอุบัติเหตุทำให้ต้องมีการเขียนบทให้เกิด ไรเดอร์ 2 ขึ้นมา และทำให้เกิด ไรเดอร์ คนอื่น ๆ ตามมาถึงปัจจุบัน  

ถ้าหากตอนนั้น ไรเดอร์ 1 ไม่เกิดอุบัติเหตุ เชื่อว่าหนังก็คงจะจบแค่ ไรเดอร์ 1 และก็คงจบแล้วจบเลยเช่นเดียวกับหนังฮีโร่เรื่องอื่น ๆ

ในเรื่อง มังกรหยก ก็สอนผมได้หลาย ๆ อย่างนะครับ อย่างเช่น ก๊วยเจ๋ง จะว่าไปก็ไม่ใช่ว่า โง่ นะครับ (สังคมเราก็แปลกครับ คนซื่อ มักถูกมองว่าเป็น คนโง่ แทนที่จะมองว่าเขาเป็น คนดี) แต่ต้องโทษ เจ็ดประหลาดกังหนำ ที่พยายามยัดเยียดวิชาให้กับเขา ทั้งที่วิชาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ที่จริงถ้าหากปล่อยให้ กัวติงอัก หรือ คนใดคนหนึ่งสอนก็คงจะทำให้ ก๊วยเจ๋ง ก้าวหน้าได้บ้าง



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 16.05.09 at 01:37:50


usarain wrote on 13.05.09 at 10:49:41:
ขอมีส่วนร่วมด้วยครับ ด้วยความที่เป็นครูวิทยาศาสตร์ ผมเองก็มีข้อคิดนิดหน่อยที่เคยสอนนักเรียน และเกี่ยวกับฮีโร่ด้วยครับ เลยอยากแบ่งปันกันครับ

ข้อคิดแรกมันมาจากการที่ผมสอนสายอาชีพ นักเรียนของผมส่วนใหญ่มักจะคิดถึงวิชาที่ประยุกต์ใช้กับอาชีพตัวเองได้ แต่วิชาที่ผมสอนเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ผมก็เลยต้องบอกนักเรียนถึงความสำคัญของวิชาพื้นฐาน โดยเปรียบกับเรื่องมังกรหยกครับ ว่าทำไมก๊วยเจ๋งถึงเก่งกว่าอื้งย้งทั้งที่อึ้งย้งฉลาดกว่ามากครับ โดยบอกว่าก๊วยเจ๋งมีพื้นฐานที่ดี (จากที่เบ๊เง็กสอนให้ในทะเลทราย) ซึ่งก็ได้รับคำชมหลายครั้งว่าพื้นฐานแน่น แต่ใช้ไม่ค่อยเป็น แต่ภายหลังก๊วยเจ๋งเรียนฝ่ามือพิชิตมังกรกับคัมภีร์เก้าอิมได้เร็วเพราะพื้นฐานที่แน่นนี้เอง ขณะที่อึ้งย้งเรียนวิชาที่พลิกแพลงได้ดีแต่พื้นฐานไม่แน่นเพราะขี้เกียจ เลยสู้ก๊วยเจ๋งไม่ได้ครับ นักเรียนเคยบอกครับว่าเอี้ยก้วยก็ฉลาดและก็เก่ง ผมก็เถียงไม่ได้ครับ เพราะกิมย้งแต่งให้เอี้ยก้วยเก่งไม่แพ้ก๊วยเจ๋ง แต่ก็บอกว่าวิชาที่เก่งที่สุดของเอี้ยก้วยคือ หัตถ์รันทดวิญญาณสลาย นั้นเสื่อมอานุภาพไปเมื่อพบเซียวเล่งนึ้งครับ

ถัดมา เมื่อนักเรียนทำงานแล้วพบอุปสรรค ผมก็จะสอนว่าไม่มีอุปสรรคที่แท้จริง ทุกอย่างมีโอกาสในตัวมันเอง แล้วยกตัวอย่างเรื่องไอ้มดแดง มีสองตัวคือ V1 และ V2 หน้าตาเหมือนกัน ทำไมต้องมีสองตัว เรื่องนี้ผมรู้มาจากเวป Thai-toku นี้แหละครับว่าเพราะคนแสดง V1 แขนหักเลยต้องให้ V2 มาเล่นแทน มันเป็นวิกฤตที่ถูกเปลี่ยนเป็นโอกาส เพราะพอมี V2 ถึงเกิด double rider ขึ้นมาทำให้ขายได้อีกมากครับ ถึงได้สืบสานตำนานไอ้มดแดงได้จนถึงทุกวันนี้ครับ

นักเรียนของผมบางทีพอใจที่จะพัฒนาแค่นี้ ผมก็ยกตัวอย่างโงกุนครับ ว่าการพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด ซูเปอร์ไซย่าก็มีขั้นสอง สาม และยังมีขั้นสี่อีก ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ร้ายที่เก่งกว่าอยู่ดี เราต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองครับ

สุดท้ายผมก็จะสอนนักเรียนถึงสิ่งที่ผมได้รับการสอนมาจากครูของผมอีกทีครับว่า

ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้เรารู้ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ดีแล้ว
แต่ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้เราไม่รู้เป็น อย่างนี้สิ่งที่ดีกว่าครับ เพราะจะทำให้เราพัฒนาได้มากขึ้น

ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรารู้ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีเพราะทำให้เราเสียโอกาสที่จะใช้ความรู้ (นักเรียนของผมมักเป็นอย่างนี้)
แต่ที่แย่กว่าคือเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เราไม่รู้ แปลว่าเรารู้ผิดๆ อันนี้แย่ที่สุดครับ จะรู้ต้องรู้ให้ถูก ถ้ารู้ผิดๆ ไม่รู้ซะดีกว่าครับ


เห็นด้วยครับ  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 21.05.09 at 19:09:18

จากกระทู้วันเกิดWEBครับ


HATA wrote on 20.05.09 at 22:22:24:
สุขสันต์คล้ายวันเกิดครับ

... เว็บที่รัก ...

ขอบคุณคุณลูและมิตรภาพจากเพื่อนๆที่ให้มาเสมอ มิได้ขาด


อยากฝากข้อคิดดีๆไว้สำหรับเพื่อนๆครับ

ผมอ่านแล้วชอบมากเลย


เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับ ...  การเกิด  


 

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อเมริกา หลายปีมาแล้ว
ชายคนหนึ่งเป็นคนทำความสะอาดรถแช่เย็น วันนั้นขณะที่เขากำลังทำความสะอาดห้องเย็นของรถคันหนึ่งอยู่ เกิดลมพัดปิดประตูห้องเย็น
เขาพยายามตะโกนเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครได้ยิน คนอื่นกลับบ้านไปแล้ว เพราะเป็นเย็นวันศุกร์
กว่าจะมีคนมาอีกทีก็เช้าวันจันทร์!!!
เขาคิดว่าเขาคงต้องตายแน่ๆ ในอุณหภูมิ -10 องศา คนปรกติคงรอดได้ไม่นาน
เขาเลยคิดจะทำความดีครั้งสุดท้ายโดยเขียนให้รู้ว่า คนที่ต้องตายเพราะความเย็นจัดนั้นจะมีอาการเช่นไร

อย่างน้อยมันยังเป็นประโยชน์กับวงการแพทย์ เขาเขียนทุกอย่างที่เขารู้สึกอย่างละเอียด...

เช้าวันจันทร์มีคนมาพบศพ ชายผู้นี้ พร้อมกับกระดาษที่เขาเขียนเอาไว้
ทางการแพทย์ บอกว่า มันเป็นอาการของคนที่ตายจากความเย็นจัด จริงๆ ตรงทุกประการ
แต่สิ่งเดียวที่ผิดปรกติก็คือ...ห้องเย็นนั้น ไม่ได้เปิดระบบทำความเย็นเอาไว้ มันเป็นอุณหภูมิ
ปรกติ!!!!!
เขาตายเพราะเขาคิดไปเอง!!!!!


**********************


เรื่องต่อมา เป็นเรื่องที่โด่งดังมาก เกิดเมื่อ 100 ปีมาแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ
คุกที่เมือง บริสตอล นักโทษคนหนึ่งโดนตัดสินประหาร ชีวิตด้วยการแขวนคอในวันรุ่งขึ้น
เย็นวันก่อนประหาร มีนักจิตวิทยา2คนที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้ทำงานทดลอง ได้ปลอมตัว มาบอกกับนักโทษประหารคนนี้ว่า

พรุ่งนี้แทนที่เขาจะโดนแขวนคอ ได้มีการเปลี่ยนกฎหมายใหม่จากการแขวนคอมาเป็นเชือดคอแทน!!!!

นักโทษผู้น่าสงสาร คงไม่ได้นอนทั้งคืนและคิดแต่ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะต้องโดนเชือดคอ และเมื่อตอนเช้ามาถึง เขาถูกมัดมือไพล่หลังเอาผ้าปิดตา

และถูกพาตัวมา ณ ห้องแห่งหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า มัน เป็นแค่ห้องสังเกตการณ์ เฉยๆ เขานึกว่าเป็นห้องประหาร!!!

ได้มีการจัดฉากไว้เรียบร้อย ในห้องนั้นมี นักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล และ มีพระมาสวดครั้งสุดท้ายให้เขาและนักจิตวิทยาคนแรก

แสดงเป็นคนลงมือเชือดคอนักโทษคนนี้
มีดที่ใช้เชือดคอ ก็คือมีดแบบที่เขาใช้โกนหนวด แต่เขาเอาด้านทื่อของมีด ผาดผ่านไปที่ลำคอ
(เขาบอกว่ามีดนั้นไม่ได้สัมผัสลำคอนักโทษเลยแม้แต่น้อย ) แล้วนักจิตวิทยา อีกคน ทำเสียงน้ำไหล ให้เหมือนเลือดกำลังไหล

นักโทษคนนี้ รู้สึกเย็นที่ลำคอเพราะโลหะของมีดโกน และได้ยินเสียงน้ำไหลเขาคิดว่า เลือดเขากำลังไหลออกจากคอหอย แล้วเขาก็ล้มลงสิ้นใจตรงนั้นเอง !!!!!

เขาตายเพราะเขาเชื่อว่าเขาตายแน่  เขาคิดไปเอง!!!!

******************


จากเรื่องที่เล่ามาทั้ง 2 เรื่อง เป็นเรื่องจริง และทำให้เราเห็นได้ เลยว่าความเชื่อ และใจคิดของ
คนเรา นั้นมีอำนาจมากแค่ไหน และถ้ามันฆ่าเราได้
จินตนาการดูซิว่ามันจะช่วยให้เราได้มากแค่ไหน
????

ในทางพุทธศาสนาจึงบอกว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

""ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจของเรานี้เอง"


ถ้าเรากลัวตาย และคิดว่าเราจะตาย เราก็จะตาย
เพราะความกลัวที่เกิดจากใจที่คิดไปนั่นเองที่ฆ่าเรา!!!!

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราต้องเจอล้วนมาจาก

ใจที่เป็นลบ ใจที่คิดแต่เรื่องไม่ดี

ดังนั้น เราต้องแก้ไขที่ใจของเรานี้

เวลาเราอยู่ในอารมณ์ที่ดีๆ ใจสบายๆ มีเรืองเกิดขึ้นเราจะรู้สึกว่า
เรื่องเล็กน้อย

ธรรมชาติของคนเรา เวลาเราเป็นสุข เราอยากจะแบ่งปันความสุข เช่น เวลาเราสอบได้ดี ได้เลื่อนขั้น ถูกหวย เราแทบจะวิ่งแจ้นไปบอกเพื่อนฝูง เวลาความรักของเรากำลัง
ไปด้วยดี  เราจะเห็นโลกเป็นสีชมพูทุกอย่าง อะไรก็ได้ ดีไปหมด

แต่ ถ้าเราเป็นทุกข์ เราก็จะหน้าตาบูดบึ้ง ใส่คนที่อยู่รอบๆ เรา
โมโหเป็นฟืนเป็นไฟแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย และบ่นๆ เจอหมาเตะหมา เจอแมวเตะแมว เพราะ ว่า
เรากำลัง เป็นทุกข์!!
เราอยากจะให้ทุกคนรู้ว่า ฉันเป็นทุกข์นะ ช่วยฉันด้วย.. (เพียงแต่เราไม่ได้พูด)
แต่กลับแสดง ออกด้วยการ" ร้าย" ใส่คนอื่น!!!

และนี้ก็คือสิ่งที่ท่านพยายามบอกเราว่า ให้เรารักษาใจของเราให้เป็นสุขอยู่เสมอ โดยวิธีทำ สมาธิ

การทำสมาธิ คือ

การหยุดคิดทุกสิ่งในโลก อดีต อนาคต
หยุดความกังวล และมีความสงบสุข และสันติสุข..

ใจที่จะทำการงานได้ดี คิดได้ดี คิดแต่สิ่งที่ดีๆ ก็คือ

ใจที่สงบสุขจากการทำสมาธิ นี่เอง....    [smiley=znightfalconm.gif]



ผมนึกถึง คำว่า มโนมยิทธิ์ครับ พลังแห่งจิตใจ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.05.09 at 09:16:01

มโนมยิทธิ์ครับ พลังแห่งจิตใจ

คำ ๆ นี้ผมเองก็เคยอ่านเจอในหนังสือ มหัศจรรย์ทางจิต และ วิชชาแปดประการ ของท่าน พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ครับ

เรื่องของ กำลังใจ และอำนาจแห่งพลังจิต ไม่ได้ถือเป็นสิ่งลี้ลับอะไร

เคยอ่านในหนังสือ พุทธานุภาพและจิตตานุภาพ ของผู้แต่งท่านเดียวกัน กล่าวว่าในสมัยพุทธกาล เรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นสิ่งที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่ประการใด

หากแต่ว่า พระพุทธองค์ท่านทรงเล็งเห็นแล้วว่า การมีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ เหล่านั้นหาใช่วิถีทางในการแก้ทุกข์แต่ประการใด

ดังนั้น ท่านจึงได้ให้บรรดาเหล่าพระอรหันต์ที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ มาทำการแสดงอิทธิฤทธิ์ของแต่ละคนว่าสามารถทำปาฏิหาริย์ในเรื่องใด ๆ ได้บ้าง

จากนั้น ท่านก็ตรัสห้ามไม่ให้ใช้อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อีกต่อไป ทั้งนี้เพราะท่านทรงเล็งเห็นว่า หากปล่อยให้ศิษย์ของท่านยังคงแสดงอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ต่อ ๆ ไปนั้น คนก็จะศรัทธาแต่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หาใช่สนใจในแก่นแท้ของพุทธศาสนาไม่

ในเรื่องการแสดงปาฏิหาริย์นั้น เหล่าศิษย์ของพุทธองค์เพียงสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้คราวละหนึ่งอย่าง เช่น เตโชกสิณ หรือ อาโปกสิณ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่พระพุทธองค์ท่านสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้คราวละหลาย ๆ อย่าง ที่เรียกว่า ยมกปาฏิหาริย์

แต่ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ ปาฏิหาริย์ เพราะท่านเล็งเห็นว่ามิใช่หนทางดับทุกข์ อีกทั้งในสมัยพุทธกาลก็มี ฤษี ดาบส มากมายที่สามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้ ซึ่งพวกท่านเหล่านั้นแม้จะมีอิทธิฤทธิ์แต่ก็ไม่สามารถก้าวสู่หนทางแห่งการดับทุกข์ได้

:)  :)  :)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 26.05.09 at 10:08:16

ชายแก่คนนึงอายุ 60 ปีมีลูกชายคนเดียว

วันนี้เค้าได้กลับมาเยี่ยมพ่อหลังจากแต่งงานแยกครอบครัวไปหลายปี

พ่อ : นั่นอะไรน่ะลูกพ่อเห็นไม่ชัด
ลูก : วัวน่ะพ่อ

2-3นาทีต่อมา

พ่อ : นั่นอะไรอีกล่ะลูก
ลูก : ก้อวัวดัวเดิมนั่นแหละ่พ่อ (เริ่มหงุดหงิด)

2-3นาทีถัดมา

พ่อ : นั่นอะไรน่ะลูก
ลูก : ก้อวัวดัวเดิมนั่นแหละ่พ่อ....พ่อเริ่มเลอะเลือนแล้วนะเนี้ยย....(ว่าพ่อ)

2-3นาทีถัดมา

พ่อ : นั่นอะไรอีกล่ะลูก
ลูก : วัวคับ..พ่อ...ผมจะตอบเป้นครั้งสุดท้ายนะ...แล้วถ้าพ่อถามผมอีกผมจะไม่คุยกับพ่อแล้ว....น่ารำคาญ

2-3นาทีถัดมา

พ่อ : นั่นอะไรน่ะลูก
ลูก : (เดินหนี)......โหย...อะไรนักหนาเนี้ย...น่าเบื่อ...น่ารำคาญ...

ตกเย็นถึงเวลากินข้าวเย็น ลูกชายเห็นพ่อไม่ลงมากินข้าวซักทีจึงขึ้นไปตาม  

พอเปิดประตูห้องพ่อเข้าไปก้อเห็นชายชราผู้เป็นพ่อนั่งเหม่อลอย ข้างตัวมี่ไดอารี่อยุ่เล่มนึง

ลูกชายจึงถือวิสาสะหยิบขึ้นมาอ่าน

เมื่อ 30 ปีก่อน ณ.สถานที่แห่งนี้ เวลาเดียวกันนี้มีเด็กชายคนนึงกำลังพูด จ้อแจ้ ๆ ๆ น่ารักที่สุด ได้ถามคำถามเดียวกันนี้ ซ้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ ถึง 50 ครั้ง

ผมไม่เคยรู้สำเบื่อหน่ายหรือรำคาญเลยแม้แต่น้อย มีแ่ต่ความสุข แต่มาวันนี้ ณ สถานที่แห่งเดิม เวลาเดิม คำถามเดิม เพียงแต่เราเป็นผู้ถามเ้ท่านั้น เราถามเพียงเพียง 5 ครั้ง ลูกเรากลับรำคาญ...เบื่อหน่าย....

แล้วทุกวันนี้ท่านยังมีโอกาสดูแล..พ่อ..แม่..ของท่านอยู่แล้ว ท่านคิดว่าทำดีที่สุดแล้วหรือยัง

ขอขอบคุณเวป
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=21637.msg428178;topicseen#new

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ คุณครู เคยเล่าให้ฟังตอนสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น

กล่าวถึง เศรษฐีครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งในเมืองจีน ซึ่งชาวจีนที่ไม่ได้ติดขัดเรื่องปัญหาปากท้อง ก็มักจะทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน

เศรษฐีคนนี้ยังมี พ่อที่แก่เฒ่าชรามากแล้ว เวลาทานอาหารมักจะทานหกเลอะเทอะ และเนื่องด้วยความชรามือไม้จึงสั่นทำให้ถือชามข้าวไม่มั่นคง ทำให้ชามข้าวตกแตกประจำ

จนอยู่มาวันนึง เศรษฐีรู้สึกหงุดหงิดมาก ๆ ที่เห็นพ่อของเขาทำชามข้าวตกหล่นแตกอีก

จึงบอกให้คนงานไปเอาลูกมะพร้าวมาทำเป็นกะลาใส่ข้าวแทนชาม

เย็นวันนึง เศรษฐีเห็นลูกชายวัยแปดขวบกำลังนั่งวุ่นทำโน่นทำนี่อย่างขมักเขม้น

เศรษฐีก็เลยเข้าไปถามลูกชายว่า

" เสี่ยวตี๋ ทำอะไรอยู่หรือ หน้าดำคร่ำเคร่งเชียว "

ลูกชายเศรษฐีเงยหน้ามองพร้อมกับตอบด้วยความภาคภูมิใจ

"ผมกำลังเอากะลาจะมาทำชามใส่ข้าวให้ป๊าครับ"

เศรษฐีรู้สึกประหลาดใจจึงถามว่า

"ชามบ้านเราก็มีเยอะแยะใช้ไม่หมด ทำไมต้องเอากะลามาทำชามให้ป๊าด้วยล่ะ"

"ก็ผมเห็นป๊าเอากะลามาทำชามข้าวให้อากงทาน ก็เลยอยากเตรียมกะลาไว้ให้ป๊าตั้งแต่ตอนนี้ไงครับ"

เศรษฐีรู้สึกละอายใจมาก ตั้งแต่นั้นมาเขาให้พ่อของเขากลับมาใช้ชามข้าวเหมือนเดิม และไม่เคยปริปากบ่นว่ากล่าวพ่อของเขาเรื่องทำชามตกแตกอีกเลย


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 26.05.09 at 18:24:55

ขอบคุณครับ คนสมัยนี้หลายคนมักจะลืมดูแลพ่อแม่ตัวเอง มักจะคิดถึงยามตัวเองเดือดร้อนครับ :o

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 26.05.09 at 18:29:32

ผมได้หนังสือ ของคุณ บัณฑิต อึ้งรังษี จากแฟนผม เลยไปค้นหาข้อมูลเจอ มีอะไรดีๆหลายอย่างมาฝากครับ

CREDIT: http://www.positioningmag.com/


Quote:
บัณฑิต อึ้งรังษี การเดินทางของวาทยกร


--------------------------------------------------------------------------------
สุกรี แมนชัยนิมิต
Positioning Magazine   กรกฎาคม 2549

หลังจากที่ต้องฝ่าการจราจรของกรุงเทพฯ และอาการลุ้นเพื่อหาสถานที่ตามที่นัดหมายในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ กลับสดชื่นขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อได้สัมผัสแรกหลังเปิดประตูเข้าสู่ห้องชุดคอนโดมิเนียมหรู คือโสตประสาทที่ขานรับกับเสียงบรรเลงเพลงคลาสสิก ที่อบอวลไปทั่วทุกตารางเมตร

“บันฑิต อึ้งรังษี” วาทยากรคนไทย แต่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น ด้วยภาพวิวสูงจากห้องชุดที่มองเห็นโค้งเว้าของแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา และที่สำคัญคือ ”นาริศา” และ “แมรี่ เจน อึ้งรังษี” บุตรสาววัย 2 ขวบ กับภรรยาสาวสวยที่กำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 ที่ให้ชีวิตชีวากับที่แห่งนี้ยิ่งนัก

การสนทนาที่ไม่อาจยืดเยื้อได้มากนัก เพราะ ”บัณฑิต” ยังมีนัดกับสื่ออีกแห่งหนึ่งเพื่อสัมภาษณ์และถ่ายภาพ อันเป็นกิจกรรมที่เขาทำประจำเมื่อมีโอกาสกลับมาอยู่เมืองไทยช่วงยาว และยิ่งในจังหวะชีวิตนี้ของเขา ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสุรา ”แสงโสม” ด้วยหนังโฆษณาที่ปรากฏผ่านสื่อโทรทัศน์เข้าถึงเกือบทุกบ้าน ด้วยเรื่องราวสะท้อนความสำเร็จของเขาในระดับสากล จึงทำให้คนไทยอยากรู้จักเขามากขึ้น

จากภาพผ่านจอทีวีดูเหมือนว่าเขาจะเคร่งเครียด แต่ตรงกันข้าม คือรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาระหว่างการพูดุคย แบบสไตล์ที่บางคนบอกไว้ว่า “คนชอบดนตรี มักจะใจดีเสมอ” แต่ที่ทำให้ถึงกับอึ้งตั้งแต่เริ่มต้นบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ คือความตั้งใจ และความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง ที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในระดับโลก อย่างที่น้อยคนนักจะทำได้

แรงขับ ”ทะเยอทะยาน”

“ผมขีดเส้นตายไว้ว่า อายุ 35 ผมยังไปถึงระดับนานาชาติ หรือระดับโลกไม่ได้ ผมก็เลิกเลย ผมไม่ยอมเป็นแค่ Conductor ที่ทำงานในประเทศเดียว และไม่ค่อยมีคนรู้จักในโลก”

“ตั้งแต่ตอนนั้น ก็พยายามให้ตัวเองเป็น The Best เพราะฉะนั้นเราต้องชนะตัวเองเท่านั้น ไม่สนใจคนอื่นว่าจะเก่งแค่ไหน อยากจะชนะตัวเอง อยากจะเป็น Master หมายความว่าในศิลป์และศาสตร์ของการ Conduct ผมอยากเป็นที่ 1 อยากจะให้เก่งที่สุด อยากจะเป็นปรมาจารย์ทางด้านนี้ พูดถึงเรื่องนี้แล้วเรารู้จริง”

ชัดเจนในการกำกับการวางเส้นทางอนาคตของตัวเอง ในแบบที่เรียกว่าต้องมีความทะเยอทะยานเท่านั้นจึงจะไปถึง

“เป็นความทะเยอทะยาน ใช่ และอยากทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติด้วย” บัณฑิตย้ำ

แรงขับจากความทะเยอทะยานทำให้ ”บัณฑิต” สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง ก่อนถึงเวลาที่ขีดเส้นตายไว้ โดยเฉพาะการได้รับรางวัลชนะเลิศ จากเวทีสุดยอดของการแข่งขันวาทยากรระดับโลก เมื่อปี 2546 เวทีคาร์เนกี ฮอลล์ (Carnegie Hall) มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขัน Maazel-Vilar International Conducting Competition ที่มีวาทยากรระดับฝีมือของโลกร่วมแข่งขัน 362 คน จากก่อนหน้านี้เขาได้รางวัลชนะเลิศมาแล้วหลายรางวัล และเป็นวิทยากรกำกับวงออเคสตร้าตั้งแต่อเมริกา ยุโรป และเอเชีย

แต่ใช่ว่าความสำเร็จจะได้มาอย่างง่ายดาย เพราะเมื่อ ”บัณฑิต” กำหนดอนาคตแล้ว ก็ต้องวางแผนให้ไปถึง ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะจุดอ่อนของตัวเอง ขณะที่วาทยากรคนอื่นๆ ในโลก ก็มีจุดแข็งมากมาย

“ผมต้องต่อสู้หลายด้าน อย่างแรกผมต้องเก่งกว่าเขา และมันมีเรื่องให้ต้องตามเขาอีกเยอะ เพราะคนอื่นเขามาจากประเทศที่เพลงคลาสสิกเป็นวัฒนธรรมของเขาอยู่แล้ว ดนตรีคลาสสิกเป็นวัฒนธรรมของคนยุโรป ของคนต่างประเทศ ผมไม่ได้โตมาจากที่นั่น เราต้องตามเขา เราต้องไปตีตื้น สิ่งที่เราไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ต้องเรียนรู้เต็มที่ และยังต้องแซงเขาอีก

ในสาขาอาชีพผม เขามีอคติกับคนเอเชีย โดยเฉพาะประเทศเอเชียที่เล็กๆ เขาเห็นเอเชียเขาดูถูกไว้ก่อนอยู่แล้ว ผมต้อง Fight ในจุดนี้นอกจาก Fight เรื่องความสามารถของตัวเอง ก็ต้อง Fight กับอคติจากคนอื่น ปัญหาเชื้อชาติ ปัญหาสีผิว ยังมีอยู่ มีบางวงไม่จ้างผม เพราะผมสีผิวต่างกับเขา ผมหัวดำ ไม่ใช่เรื่องเก่งสู้ไม่ได้ ผมก็เพิ่งมาเรียนรู้ตอนหลัง”

เพราะฉะนั้น ”บัณฑิต” ต้องซ้อมและต้องซ้อมอย่างหนักกว่าคนอื่นๆ หลายเท่า เพราะขณะที่เขาศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย ด้วยทุนจากทางบ้าน ทำให้เขาต้องเรียนเพื่อรับดีกรี 2 ใบ คือบริหารธุรกิจ เพื่อที่บ้าน และอีก 1 ใบการดนตรี เพื่อตัวของเขาเอง ด้วยฐานที่ปูพื้นมาแล้วบ้างจากเริ่มแรกที่เห็น Conductor คือผู้ที่แกว่งไม้ ”โบตอง” ไปมา หน้าวงดนตรีขนาดใหญ่ และไม่เข้าใจว่าเขาแกว่งไม้ทำไม

การปูพื้นฐานของเขาคือ การอ่านหนังสือทุกเล่มที่จะหาได้ ทั้งประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และศาสตร์ของการเป็นวาทยากร เพื่อให้รู้ทุกอย่าง รู้การทำวงดนตรี

“ผมยืนยันต้องชนะตัวเอง ต้องมีความสามารถเหนือเขาให้ได้ เพราะฉะนั้นผมจะตั้งเวลาซ้อมไว้เลย วันหนึ่งผมจะต้องทำงาน คือเรียน และซ้อม 14 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันครึ่งต่ออาทิตย์“

อุปสรรคเหล่านี้คือสิ่งที่ ”บัณฑิต” เพิ่งมารู้จักในภายหลัง แต่ก็ไม่มีสักนาทีเดียวที่ทำให้เขาท้อ เพราะแรงบันดาลใจอันแรงกล้า ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขาอายุ 18 ปี ยังคงตรึงอยู่ในใจ

แรงบันดาลใจ

“อายุ 13 ปีผมเรียนกีตาร์คลาสสิก พออายุ 18 ผมได้ดูคอนเสิร์ตของวง New York Phiharmonic Orchestra เป็นคอนเสิร์ตระดับโลก เป็นวง Orchestra ประจำอยู่ในมหานครนิวยอร์ก เป็นวง 1 ใน Top Five ของโลก

ตอนนั้นมีวาทยากรของเขา ชื่อ สุบิน เมห์ธา เป็นชาวอินเดีย ผมประทับใจในลีลา และประทับใจในตัวของเขามาก เห็นว่านี่แหละผมอยากเป็นแบบนั้น แต่ความจริงผมเล่นกีตาร์คลาสสิกตั้งแต่ ม.3 ผมก็เลยชอบ คุณครูก็โยนเพลงคลาสสิกมาให้อยู่เรื่อย

แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ สุบิน เมห์ธา เขามาจากประเทศที่ไม่ก้าวหน้ามาก ที่ไม่ใช่มหาอำนาจ แต่สามารถดันตัวเองขึ้นไปเป็นกำกับวงสำคัญที่สุดของโลกได้ เราก็มาจากประเทศเล็กเหมือนกัน แสดงว่าเรามีสิทธิ มีทางเป็นไปได้ จริงๆ ไม่ได้คิดเรื่องรายได้อย่างเดียว จริงๆ คิดว่าผมอยากเป็น อยากจะทำชื่อเสียงให้ประเทศสักอย่าง เพราะตัวเองไม่มีความสามารถด้านอื่น มีอะไรสักอย่างหนึ่ง อยากเป็นของโลกให้ได้”

ในช่วงนั้น ”บัณฑิต” มีความคิดแวบเข้ามาบ้างว่าอยากเป็นนักดนตรีอาชีพ แต่เหตุผลที่จะเป็นอะไรสักอย่างในชีวิตของมนุษย์เรา คงไม่เพียงพอเฉพาะตรงที่ความชอบเท่านั้น

“ผมชอบศึกษามากกว่าการซ้อม ผมชอบศึกษาบทเพลงของคีตกวีแต่ละคน ผมชอบเปิดอ่าน ดู Score (Musical Score : โน้ตเพลง) เพลงของ Orchestra ทุกเครื่องดนตรี Conductor คล้ายผู้กำกับหนัง ที่จะเห็นภาพรวมนักดนตรีเหมือนนักแสดง แต่ละคนรู้แต่บทของตัวเอง รู้ว่าตัวเองพูดอะไร แต่ผู้กำกับต้องมองภาพรวมหมดว่าแต่ละคนต้องประสานกันยังไง ตรงไหนดัง ตรงไหนค่อย ช่วงไหน ไปพร้อมๆ กันยังไง

ก็คิดว่าอยากเป็นนักดนตรีอาชีพ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าเล่นกีตาร์แล้วจะไปทำมาหากินอะไร มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ พอดูคอนเสิร์ตนั้นแล้วก็เห็น Conductor ก็เลยคิดว่า Conductor นี่แหล่ะ ถ้าได้เป็นระดับโลก รายได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอน”

แม้ว่าความจริงแล้วธุรกิจของครอบครัวก็สามารถสร้างรายได้ให้เขาเป็นกอบเป็นกำได้ แต่เหตุผลของ ”บัณฑิต” คือว่า ”ไม่มีอะไรทำให้ตื่นเต้น ไม่มีอะไรที่ Make difference in the world ได้เท่ากับทำอะไรที่แตกต่าง”

Wall Paper ถึง ”ฝัน”

สำหรับคุณสมบัติที่ ”บัณฑิต” บอกว่าค้นพบว่าตัวเขาไม่มีและไม่น่าจะเหมาะกับการเป็น Conductor คือ เป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก และไม่มั่นใจว่าจะพัฒนาได้ แต่ว่าเพราะเขาไม่พอใจกับตัวเอง

“ผมขี้อายมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีความเป็นผู้นำ เป็นคนที่อยู่หลังแถวเสมอ ไม่ได้ออกหน้าออกตาทำอะไร เป็นคนที่แบบว่า เป็น Wall Paper อยู่ติดกับฝาผนัง ไม่ค่อยมีบทบาทในหมู่เพื่อน ไม่ค่อยมีคนรู้จัก”

แต่วันนี้เขามาอยู่ในระดับแถวหน้า ท่ามกลางนักดนตรีนับร้อยคน และคนดูอีกนับพันคน และแม้จะได้รับรางวัลมาแล้วหลายปี แต่ ”บัณฑิต” ยังคงรักษาความเป็นสุดยอดของ Conductor ที่เขาบอกว่า ”ต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ หมายความว่าไม่ใช่ชนะการแข่งขันแล้ว คิดว่าเราเก่ง ที่ไหนที่เขาเชิญเราไป ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เราต้องทำผลงานให้ดีที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นจะเสียชื่อ ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น

“คาร์เนกี ฮอลล์ คือเวทีใหญ่ที่สุด เป็นจุดสูงสุดของนักดนตรี ถ้าได้ไปคาร์เนกี ฮอลล์ คือคุณไปถึงฝันแล้ว ตอนนั้นที่ได้รางวัล ก็คิดว่าความฝันเป็นจริงแล้ว ถ้าทำได้แค่นี้ แล้วผมไปต่อไม่ได้เลย ผมจบตรงนี้ ผมก็โอเค ชีวิตนี้ไม่เสียชาติเกิด”

แต่ความ ”ฝัน” คือสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของคนเราเสมอ

“ผมอยากอยู่ยุโรปสักเมืองหนึ่ง ไม่โรมก็ปารีส และก็มีวง Orchestra ของตัวเองสักวงหนึ่งในยุโรปกลาง ที่อิตาลี หรือฝรั่งเศส หรือเยอรมนี 3 ประเทศนี้”

Orchestra ในใจของ ”บัณฑิต อึ้งรังษี” กำลังเริ่มบรรเลงอีกครั้ง


Profile

Name : บัณฑิต อึ้งรังษี (ต้น)
Age : 35 ปี
Education :
- มัธยมต้น : โรงเรียนอัสสัมชัญ
- มัธยมปลาย : อัสสัมชัญพาณิชย์
- ปริญญาตรี : มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
- ปริญญาตรี : มหาวิทยาลัยวอลลองกอง ออสเตรเลีย 2 สาขา คือสาขาบริหารธุรกิจ และสาขาการดนตรี
- ปริญญาโท : มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา วิชาการอำนวยเพลง (สาขาวาทยากร)
- อื่นๆ : ศึกษาเติมจากอิตาลี ออสเตรีย รัสเซีย เยอรมนี และฟินแลนด์
Hornors :
- ปี 2542 ชนะการแข่งขัน ”วาทยากรรุ่นเยาว์ ระดับนานาชาติ กรุงลิสบอน โปรตุเกส
- ปี 2545 อันดับ 4 จากเวที The Hungarian TV-Radio International Conductor Competition กรุงบูดาเปสต์
- ปี 2546 ชนะเลิศ จากเวที Carnegie Hall มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขัน Maazel-Vilar International Conducting Competition
Status : สมรส -ภรรยา แมรี่ เจน อึ้งรังษี (นักร้องโซปราโน) -บุตรสาว 2 ขวบ “นาริศา อึ้งรังษี”

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 26.05.09 at 19:38:06

ขอบคุณ คุณลู มากจริง ๆ ครับ

อ่านเรื่องราวของ คุณบัณฑิต อึ้งรังษี แล้วให้ข้อคิดดี ๆ หลายอย่างทีเดียวครับ

ชอบแนวคิดที่ว่า

ความฝัน คือ สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ครับ

ปัจจุบันแม้ผมจะอายุสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังมีความฝัน เมื่อสามารถทำความฝันหนึ่งสำเร็จ ก็จะบังเกิดความฝันใหม่ ๆ ให้ค้นหา

ผมเชื่อว่า ถ้าหากมนุษย์เราหยุดฝันเมื่อไหร่ ก็เหมือนกับ ชีวิตไร้จุดหมาย รอวันตายเพียงอย่างเดียวครับ

:)  :)  :)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.06.09 at 01:17:55

January 30
mosquito's ways
เคยไหมครับ ที่นั่งเฉยๆ แล้วมียุงเกาะขาทีเดียว เป็นสิบๆ ตัว ใกล้ๆ กันด้วย

แต่เมื่อตบไป กลับได้เพียง สาม สี่ตัว

ถ้ามัวแต่คิดว่า จุดที่เราดูดเลือด เป็นจุดทีดี

จนไม่ระวังสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อมีคนตบ ก็หลบไม่ทัน

ก็ตาย

แต่ยุงบางพวก

รู้ ว่าดูดเลือดตรงนี้ดี

แต่ก็ยอมสละ ยอมเสียประโยชน์

แลกกับชีวิต ที่สำคัญกว่า

อย่างน้อย มันก็ยังมีโอกาส ได้ดูดที่อื่นอีก

เปรียบกับคน

ก็เหมือนกับคนที่มัวแต่อยู่กับที่

ไม่คิดถึงอณาคต

ไม่คำนึงสิ่งรอบตัว

คิดแค่ว่า ที่แห่งนี้ เรามีความสุข

แต่หากวันใด ที่มีปัญหาใหญ่เข้ามา

ถ้าเราไม่ยอมสละความสุขบางส่วน

เราอาจต้องสูญเสีย สิ่งที่สำคัญกว่าไป

น่าจะเข้าทำนอง "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย"





วันนี้ คุณยอมสละความสุข เพื่อสิ่งสำคัญหรือยังครับ

credit http://deknor.spaces.live.com/

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นยุงจริงๆนะ สงสัยต้องเปลี่ยนที่เกาะซะแล้ว ;D ;D


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.06.09 at 07:21:16

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ปรัชญาเรื่อง ยุง ลึกซึ้งจริง ๆ ครับ

ทำให้นึกถึงเวลาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งบูมขึ้นมา คนก็แห่กันทำหรือผลิตตาม พอสักพักก็ล้นตลาดทำให้ต้องมาหั่นราคาหรือพากันเจ็บตัวกันระนาว

8)  ??? ???  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 04.06.09 at 10:21:04


tigerroad197 wrote on 04.06.09 at 07:21:16:
ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ปรัชญาเรื่อง ยุง ลึกซึ้งจริง ๆ ครับ

ทำให้นึกถึงเวลาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งบูมขึ้นมา คนก็แห่กันทำหรือผลิตตาม พอสักพักก็ล้นตลาดทำให้ต้องมาหั่นราคาหรือพากันเจ็บตัวกันระนาว

8)  ??? ???  8)


จตุคามครับ แต่คนก็รวยเพราะจตุคามก็มากนะครับ ผมยังสงสัยนะ คนที่เกาะกระแสแล้วรวยทำถูก หรือคนที่มีจุดยืนไม่อิงกระแส ยั่งยืนแต่ไม่รวยทำถูกครับ แต่ที่ไม่สงสัยเลยคือถ้ารู้จักพอนี่แหละถูกต้องที่สุดครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.06.09 at 11:06:32


usarain wrote on 04.06.09 at 10:21:04:

tigerroad197 wrote on 04.06.09 at 07:21:16:
ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ปรัชญาเรื่อง ยุง ลึกซึ้งจริง ๆ ครับ

ทำให้นึกถึงเวลาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งบูมขึ้นมา คนก็แห่กันทำหรือผลิตตาม พอสักพักก็ล้นตลาดทำให้ต้องมาหั่นราคาหรือพากันเจ็บตัวกันระนาว

8)  ??? ???  8)


จตุคามครับ แต่คนก็รวยเพราะจตุคามก็มากนะครับ ผมยังสงสัยนะ คนที่เกาะกระแสแล้วรวยทำถูก หรือคนที่มีจุดยืนไม่อิงกระแส ยั่งยืนแต่ไม่รวยทำถูกครับ แต่ที่ไม่สงสัยเลยคือถ้ารู้จักพอนี่แหละถูกต้องที่สุดครับ


การเกาะกระแสแล้วรวยนี่ ต้องเกาะกระแสตั้งแต่ตอนแรก ๆ ครับ เหมือนกับการซื้อทองแท่งมาเก็งกำไร ถ้าซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรกตอนที่ราคายังไม่ขึ้น แล้วบังเอิญตลาดโลกและค่านิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปทำให้ราคาทองพุ่งพรวด ๆ ก็มีโอกาสทำเงิน

แต่ถ้าหากมาซื้อตอนที่ขึ้นสูงแล้ว ต่อมาราคาเกิดลงมาก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า ติดดอย ครับ

ถ้าจะเกาะกระแสจริง ๆ ต้องมี ข่าว ที่เชื่อถือได้ และต้องวิเคราะห์ข่าวเป็นด้วยนะครับ ถึงจะลงไปเล่นได้

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 17.06.09 at 19:49:54

ข้อคิดดีๆ เพื่อครอบครัว

1. ข้อสำคัญของการเลือกคู่ คือ เราไม่ได้เลือกใครเพราะเขาสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขามีจุดดีหลัก ๆที่เราประทับใจ ส่วนจุดอ่อนด้อยนั้นเป็นส่วนปลีกย่อยที่เราสามารถยอมรับได้อย่างไม่ยากเย็น

        2. ในความเป็นจริง ไม่มีใครดีเลิศสมบูรณ์แบบ ถ้าเรามองไม่เห็นจุดอ่อนด้อยของเขาเลย นั่นแสดงว่า เรายังไม่รู้จักเขาอย่างแท้จริง หรือไม่ เราก็กำลังตกอยู่ในความหลงใหล ..จนไม่ลืมหูลืมตา

        3. การแต่งงาน คือ การผูกพันกันด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงร่างกายและยิ่งไม่ใช่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงธุรกิจ

         4. คนที่แต่งงานเพราะความเหงา จะยิ่งเหงาหนักเป็น 2 เท่า แต่งงานแบบคลุมถุงชน ก็มีแนวโน้มว่า ชีวิตจะมืดมนไปอีกนาน

        5. ความสุข ความทุกข์ ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ชีวิตหลังแต่งงาน คิดให้ดีก่อนที่จะเลือกใคร มาเป็นคู่ชีวิต…

        6. บ้านจะเล็กหรือใหญ่ ไม่สำคัญ แต่ “ความรัก” ต้องใหญ่ที่สุดในบ้าน

        7. คำว่า “รัก” พูดมากไป ย่อมดีกว่า พูดน้อยไป…

        8. เมื่อเรา ทำผิด….จง “ขอโทษ” เมื่อเขา ทำผิด ….จง “ให้อภัย”

        9. ชีวิตแต่งงาน คือ ชีวิตแห่งการปรับตัว ถ้าไม่คิดจะปรับตัวเข้าหาใคร อยู่เป็นโสดไป ก็ดีกว่า…

        10. ยอมเป็นผู้แพ้ ดีกว่า เป็นผู้ชนะที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากชีวิตสมรสที่หักพัง…

        11. “แก้ตัว” …. ช่วยอะไรไม่ได้ “แก้ไข” …….ช่วยได้ทุกอย่าง…

        12. เมื่อมีปัญหาในครอบครัว อย่าลืมใช้ความรักและหลักเหตุผลเป็นกรรมการตัดสิน ไม่ใช้ อารมณ์ หรืออาวุธ..

        13. งอนแต่พองาม…ก็งามดี แต่งอนเกินพอดี ก็เกินงาม…

        14. ต่างคนต่างแข็ง ไม่มีใครยอมอ่อนข้อต่อกัน…บ้าน…ก็คงไม่ต่างอะไรกับสนามรบ

        15. เมื่อสามีอ่อนแอ ไม่รับบทบาทผู้นำ ความสับสนวุ่นวาย ก็ตามมา หรือเมื่อภรรยา พยายามแย่งบทบาทการนำจากสามี ชีวิตครอบครัวก็รอดยาก

        16. ความไม่ซื่อสัตย์ ต่อกันเพียงครั้งเดียว ก็อาจสั่นคลอนความไว้วางใจที่มีให้กันได้ ท้ายที่สุด ชีวิตคู่ก็จบลงด้วยความแตกร้าว ยากเยียวยา

        17. ความเห็นแก่ตัว สนใจแต่ปัญหา อารมณ์ ความรู้สึก และความสนใจของตัวเองชีวิตคู่ ก็อยู่ด้วยกันยาก

        18. ก่อหนี้สินจนล้นพ้นตัว ครอบครัวก็มีแต่ความตึงเครียดทุกเช้าเย็น

        19. เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือทั้งสองฝ่ายเรียกร้องและคาดหวังจากกันและกันมากเกินพอดี ปัญหาก็จะมีเรื่อยไป…ไม่สิ้นสุด

        20. ควรตระหนักว่า…ภรรยา ไม่ใช่ผู้ปรนนิบัติรับใช้สามี แท้จริงแล้ว สามีภรรยา ควรเอาใจใส่ดูแลกันและกันอย่างดีที่สุด…ย่อมดีกว่า

        21. ไม่มีอะไร ทำให้ภรรยาปวดร้าวใจ มากเท่าการค้นพบว่า สามีมีหญิงอื่นในหัวใจ

        22. รักเดียว …ใจเดียว ไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นเรื่องดีที่สามีทุกคนในโลกควรกระทำ

        23. การขอโทษภรรยาเมื่อทำผิด ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรี แต่เป็นศักดิ์ศรีของสามี…ที่แท้จริง

        24. ไม่ควรมองว่า งานดูแลบ้าน เป็นความรับผิดชอบของภรรยา สามีควรมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระอย่างสุดความสามารถเสมอ

        25. สรีระรูปร่างหน้าตา ที่เปลี่ยนไปของภรรยา ไม่ควรเป็นเหตุให้ความรักในหัวใจของสามีจืดจางลงแม้แต่น้อย

        26. ควรระลึกอยู่เสมอว่า …การนำครอบครัวนั้น คือ การนำโดยเห็นผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นหลักไม่ใช่ เพื่อความสุข ความพึงพอใจของตนเอง

        27. ภรรยาที่ดี ควรสนับสนุนสามีให้ก้าวไกลในชีวิต ไม่ใช่ดึงรั้งให้หยุดอยู่กับที่ หรือถอยหลัง

        28. ภรรยาที่ดี ไม่ควรใช้วิธีการบับบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้สามีตัดสินใจตามความคิดของตน


        29. ในสถานการณ์หน้าสิ่ว หน้าขวาน สามีต้องการภรรยาที่สงบนิ่ง ช่วยกันคิดหาทางออก ไม่ใช่ภรรยาที่เอาแต่โวยวาย ตีโพย ตีพายหรือร้องไห้ฟูมฟาย โดยปล่อยให้เขาต้องแบกภาระหนักอึ้งเพียงลำพัง

        30. การไม่ตีลูก เพราะกลัวลูกเจ็บ เมื่อยังเป็นเด็ก กลับจะทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหา และถูกลงโทษ… จากสังคม

        31. ช่องว่างระหว่างวัย…ระหว่างรุ่น…ย่อมไม่มี ถ้าพ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญ และใช้ความพยายามที่มากพอ วิธีที่ดีที่สุด คือ พ่อแม่ควรวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับลูก ไม่ใช่ตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว

        32. พึงตระหนักว่า ลูกไม่ใช่ดินน้ำมัน ที่พ่อแม่ อยากจะปั้นให้เขาเป็นอะไรก็ได้ตามใจชอบ เขาย่อมมีจิตใจที่มีเอกลักษณ์แห่งความชอบ ความสนใจที่แตกต่างไปจากพ่อแม่ได้เสมอ


ขอขอบคุณข้อมมูลจาก
saranair.com
เขียนโดย : อ.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 17.06.09 at 20:24:55

ขอบคุณครับ เขียนเหมือนแต่งงานแล้วมีลูกแล้วเลยครับ

:D

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.06.09 at 09:21:13

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

8)  8)  8)

1. ข้อสำคัญของการเลือกคู่ คือ เราไม่ได้เลือกใครเพราะเขาสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขามีจุดดีหลัก ๆที่เราประทับใจ ส่วนจุดอ่อนด้อยนั้นเป็นส่วนปลีกย่อยที่เราสามารถยอมรับได้อย่างไม่ยากเย็น

ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผมก็เคยคิดเหมือนกับเพื่อนคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันครับว่า จะต้องเลือก แฟน ที่ดีพร้อมสมบูรณ์แบบทุก ๆ ประการ

แต่เมื่อได้มีโอกาสเข้าสังคม พบปะผู้คนมากขึ้น ถึงได้เข้าใจว่า ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบที่สุดแม้แต่ตัวเราเอง ต่างก็มีข้อดีข้อด้อยด้วยกันทั้งนั้น บางครั้งเราก็ต้องหลับตาข้างหนึ่ง ยอมรับในข้อบกพร่องของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอก็ยอมรับข้อบกพร่องของผม จึงจะทำให้สามารถคบหากันต่อไปได้ครับ

ถ้ามัวแต่มาจับผิดข้อบกพร่องอีกฝ่ายหนึ่ง ก็คงต้องทางใครทางมันครับ
       
:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by UNKNOWN on 23.06.09 at 20:26:28

เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้

เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง

เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ แม่สอนให้คุณหัดเดิน คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา

เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น

เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน

เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน

เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่รร. คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า 'ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป....''

เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว

เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก

เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม

เมื่อคุณอายุ 10ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง

เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว (หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู)

เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ

เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า 'แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องยุ่งกะหนู(ผม)หรอก'

เมื่อ คุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ

เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลังงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้อง

เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไปเที่ยว

เมื่อคุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชา คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน

เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองยันเช้า

เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณแม่ด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น

เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า 'แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย'

เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า 'หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่'

เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา คุณขอบคุณแม่ด้วยการกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณ

เมื่อ คุณอายุ 23 ปีแม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อนๆลับหลังว่า'มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่ กระไร'

เมื่อคุณอายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า 'แม่จะมายุ่งอะไรกะหนูอีกเนี่ย'

เมื่อ คุณอายุ 25 ปี (สำหรับผู้ชาย) แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'อายคนอื่นเขาน่า แม่'
(สำหรับผู้หญิง) แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า'หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดย ไม่มีแม่'

เมื่อคุณอายุ 30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า 'สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่'

เมื่อคุณอายุ 40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ คุณขอบคุณแม่และญาติว่า 'ตอนนี้ไม่ว่างเลย'

เมื่อคุณอายุ 50 ปี แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า 'มันเป็นภาระนะแม่ หนูมีงานอีกเยอะแยะ'

และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ


โปรด ใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่ 'แม่' ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็คือ'แม่'ของคุณและเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ

ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหม คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม รักแม่ให้มาก แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ เพราะเมื่อแม่จากไป จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น

อย่าเพิกเฉยกับคนที่ ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก'แม่'ให้มากกว่ารักตัวเอง แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็'รัก'ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ'รูป'ของแม่เท่า นั้น

Credit : www.teenee.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 23.06.09 at 23:44:38

อ่านข้อคิด unknown จบแล้วรีบโทรหาแม่ทันที :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.06.09 at 08:06:01

ขอบคุณ คุณ UNKNOWN มาก ๆ ครับ

อ่านจบแล้วผมก็คิดถึง คุณแม่ เหมือนกัน แต่เสียดายท่านเสียไปร่วมยี่สิบปีแล้วครับ

นึกถึงตอนเป็นเด็ก พอเลิกเรียนท่านก็จะไปรับผมที่โรงเรียน ซื้อน้ำแข็งไสราดน้ำแดงให้ทาน ท่านเป็นห่วงผมที่สุดก็คือเวลาอยู่โรงเรียนแล้วจะไม่มีเงินซื้อข้าวกลางวันทาน บางวันท่านก็จะซื้อของมาให้ผมทานตอนพักกลางวัน

ก็ขอนำเรื่องราวของ คุณแม่ มาฝากกันครับ

ขอขอบคุณเวป
www.ranthong.com

[smiley=sm04.gif]  [smiley=sm04.gif]  [smiley=sm04.gif]

ก่อน  ไม่มีแม่ให้กอด....

อ่านแล้วจะกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่......

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ...มิสอุไรพร ครูที่มีจิตวิทยาสูงในการสอนเด็ก

รักใดไหนเล่าเท่ารักแม่...วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนต้องอ่าน!

ตึกเซนต์หลุยส์มารี  โรงเรียนอัสสัมชัญแผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539

'มิสคะ  ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ'

โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้ มิสอุไรพร นาคะเสถียร ครูสาวประจำระดับชั้นป.4  รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมาย จะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่ง เพียงท่านเดียวในวันนี้

เอ...ใครล่ะนี่  จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ

เมื่อมิสอุไรพร เดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์

ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน

หากก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว

อย่างไรก็ตาม มิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรกเข้าไปคุยก่อน ตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้

หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จ มิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง

ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม  

คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา

'ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียมกลัวโดนเพื่อนล้อแม่ มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา'

น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ

มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม

เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะต้องจัดการเรื่องที่ลูกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว

หากปล่อยเรื่องนี้ไป...ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้าทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก

มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน

เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2536 หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...

ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล

ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ  คุณแม่ และลูกชายอีกสามคน

พวกเขาเดินชมนากุ้ง ไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติโดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน

ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม.

คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า

ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย แต่แล้วลูกชายคนเล็ก กลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

'ถ้าเป็นพวกเธอ น้องตกลงไปอย่างนี้พวกเธอจะทำอย่างไร'

มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม

มองหน้าเด็กนักเรียน ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด

โดยเฉพาะลูกชายของคุณแม่ท่านนั้น

'ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย  คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร'

คุณแม่ไม่ยอม เสียเวลาคิดอะไรเลย

ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้ แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่ เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...

ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป...

คนงานที่เห็นเหตุการณ์ รีบปิดเครื่องทันที แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...

แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!

คุณแม่กรีดร้อง ด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส สติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที

ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...

ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อย และบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก...แต่ไม่ขาด

ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...

ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย...

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคน หันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่

ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!

คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อยแต่...มันสายเกินไปแล้ว !

สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที

ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียม แทนแขนซ้ายที่ขาดไป

ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหัก ต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือน จึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ

มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องถามขึ้นอีกว่า

'นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ'

'กล้าหาญมาก'

เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า

หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า

มิสมองหน้าลูกชายของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า

'นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง

ไหนใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ'

เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

'วันนี้เมื่อเธอกลับไปบ้าน มิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา'

'จริงครับๆ ใช่ครับ ๆ'

เสียงเล็ก ๆ ตอบมาเป็นทางเดียวกัน

'มิสได้ทราบมาว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อนไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ'

มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น  สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด

มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยนถามว่า

'ดีมากนักเรียน  ตอนนี้พวกเธอคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ'

เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอ แล้วกล่าวขอโทษเพื่อน ด้วยความจริงใจ

ครูสาวน้ำตาคลอ ยืนมองภาพนั้น ด้วยความปลาบปลื้มยินดี

หนักใจอยู่เหมือนกันว่าหากถามขึ้นมา แล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?

เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญ

และจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง

ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็ก ๆ ของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด

หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว เหลือเพียงความรัก และภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัวลูกชายเข้าไปคุยอีกครั้ง

'วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ'

เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า

'ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว...แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ'

รู้มั้ย น้ำนมหยดหนึ่ง ซึ่งไหลมาต้องใช้ น้ำตา หยาดเหงื่อ สักเท่าไหร่

บอกแม่เถอะนะ  บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย  กอดแม่เถอะนะ
ให้คุ้นเคย  กอดเลยไม่ต้องอาย  ก่อนไม่มีแม่ให้กอด...



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 25.06.09 at 07:25:25

ซึ้งมากครับ :(

ช่วงนี้ผมหมดตังไปกับการเช่ารถเนื่องจากรถต้องซ่อมใหม่เดือนกว่า เนื่องจากโดนพายุครับ กำลังขับๆมาดี  วันนี้ไปรับรถมา 37 วัน กว่าประกันจะ CLEAR กว่าอู่ซ่อมเสร็จ เหมือนพระเจ้าจะสั่งสอนเลยได้ข้อคิดดีๆเรื่องการทำงาน การใช้เงินมาเยอะเลย
:)


เอามาฝากกัน แนวคิดของหนังสือชุด "พ่อรวยสอนลูก"

สรุปเนื้อหา พ่อรวยสอนลูก - RichDad PoorDad - โรเบิร์ต คิโยซากิ

- คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน


-ถ้าเธออยากทำงานเพื่อเงิน เธอไปเรียนเอาที่โรงเรียน แต่ถ้าอยากเรียนวิธีใช้เงินทำงานให้เราฉันจะสอน

-การเรียนรู้วิธีใช้เงินทำงาน เป็นวิชาที่ต้องเรียนกันชั่วชีวิต

-การขาดเงินนั้น แย่พอๆ กับการผูกติดกับเงินนั่นแหละ

-อย่าให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการกระทำ รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้แต่ต้องใช้สมองกำหนดการกระทำ

-ฉันอยากให้เธอหลีกเลี่ยงกับดัก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยความกลัวและความโลภ

-ถ้าเราควบคุมความต้องการได้ เราจะมีเวลาคิดไตร่ตรองมากขึ้น

-การมีเงินมากๆ นั้น ไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักวิธีรักษาเงินให้อยู่กับเราตลอดไป

-พ่อจนจะเน้นให้อ่านมากๆ พ่อรวยจะบอกให้เรียนเรื่องเงิน

-คนรวยเพิ่มทรัพย์สิน คนชั้นกลางเพิ่มหนี้สินโดยเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สิน  ทรัพย์สินคือเงินใส่กระเป๋า หนี้สินคือเงินออกจากกระเป๋า

-ควรมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ความฝันและความสุขไม่ใช่นอนก่ายหน้าผากกังวลว่าจะมีเงินให้ใช้ครบเดือนหรือไม่

-ความเขลาไม่ใส่ใจเรื่องเงิน ทำให้เกิดความกลัวและความโลภ

-จำไว้ว่าการได้งานทำคือการแก้ปัญหาระยะสั้น ทุกคนคิดแค่วันเงินเดือนออก ปล่อยให้เงินมีอำนาจเหนือชีวิตพวกเขาจึงมีลักษณะคล้ายกันคือตื่นแต่เช้าไปทำงาน ไม่เคยหยุดคิดเลยว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่ามั้ย

-เครื่องวัดฐานะทางการเงินคือ ถ้าเราหยุดทำงานวันนี้ เราจะมีเงินประทังชีวิตต่อไปอีกนานเท่าใด

-ผมแนะนำให้คุณทำงานประจำไป แล้วค่อยๆ สร้างธุรกิจด้วยการลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้ ทุกบาททุกสตางค์ที่ใส่ลงในช่องทรัพย์สินจงอย่าให้ไหลออกมา ให้เงินนั้นทำงานให้คุณ

-คนรวยซื้อความสบายทีหลัง แต่คนชั้นกลางมักซื้อความสบายก่อน


-ในชีวิตจริง คนกล้ามักจะประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่มีแต่ความฉลาด    

-ถ้าจะเก่งเรื่องเงิน คุณต้องมีทั้งความรู้และความกล้าถ้าคุณมีความรูเรื่องเงิน คุณก็มีโอกาสจะเจริญก้าวหน้าไปอีกไกล แต่ถ้าคุณไม่รู้ นี้จะเป็นโลกที่น่ากลัวสำหรับคุณ

-เมื่อ 300 ปีก่อน เจ้าของที่ดินคือเจ้าของขุมทรัพย์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจ้าของโรงงานและการผลิต ในปัจจุบันเป็นยุคของการสื่อสารข้อมูลไร้พรมแดน  ใครมึขอมูลมากที่สุดและทันสมัยที่สุดคือเจ้าของขุมทรัพย์

กว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทชอบสร้างสรรค์ได้ จะต้องหมั่นฝึกฝนนานวันด้วยทักษะต่างๆ ดังนี้

-ทำอย่างไรจึงจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

-ทำอย่างไรจึงจะได้เงินมาทำทุนโดยไม่ต้องกู้ธนาคาร

-ทำอย่างไรจึงจะได้คนฉลาดมาเป็นลูกจ้าง

-ทำงานเพื่อเรียนรู้ - อย่าทำงานเพื่อเงิน การเรียนรู้ที่คุณจะได้รับมากกว่าเพื่อผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินและให้มองไปข้างหน้าว่าคุณยังขาดทักษะด้านใด  แล้วเสาะแสวงหาเพิ่มเติม

-ความกลัวโดยไม่มีเหตุผลทำให้เรากลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ข้อเสีย

-พ่อจน มักจ่ายเงินให้คนอื่นก่อน เหลือเท่าไรจึงให้ตัวเอง  

-พ่อรวยสอนว่า ควรจ่ายให้ตัวเองก่อน ทีนี้ก็จะมีความกดดันที่จะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีและเจ้าหนี้ทั้งหลายให้ได้   ความกดดันนี้จะทำให้คุณคิดหาแหล่งรายได้เพิ่มขึ้น   และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เจ้าหนี้มาโวยวายใส่หน้าคุณได้  ถ้าจ่ายให้ตัวเองหลังสุด ไม่มีความกดดันก็จริง แต่จะไม่มีอะไรเหลือเลย

-ความรู้ทำให้ได้เงิน   ความไม่รู้ทำให้เสียเงิน  จงขวนขวายหาความรู้จากหนังสือ หรือจากผู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ

-หลายคนอยากรวย แต่เมื่อหันมามองความจริงเขากลับท้อแท้ และคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ เป็นลูกจ้างขยันทำงานไปวันๆ ดูจะง่ายกว่าเยอะ  ถ้าพลังความอยากของคุณยังไม่แรงกล้าพอ  หนทางแห่งความเป็นจริงก็ยังอีกยาวไกล

-ถ้าคุณขาดพลัง  ขาดความมุ่งมั่น อะไรๆ ในชีวิตก็กลายเป็นเรื่องยากไปหมด

-เมื่อมีเงินอยู่ในมือ คุณมีสิทธิ์ที่จะเลือกอนาคตของคุณว่าจะเป็นคนรวย  ชั้นกลาง  หรือคนจน  นิสัยการใช้เงินสะท้อนให้เห็นตัวตนของเรา

-คนฉลาดที่แท้จริง มักชอบฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะนำความคิดจากหลายๆ ด้านมาวิเคราะห์ประกอบเป็นความคิดใหม่ๆ ที่มีประโยชน์

-ถ้าอยากเป็นคนรวยต้องรู้ว่า เงินออมมีไว้เพื่อขยายช่องทรัพย์สิน ไม่ใช่มีไว้จ่ายหนี้

http://www.agel-center.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=6&Id=538705474

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 25.06.09 at 07:48:57

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ จาก พ่อรวยสอนลูก

ตอนที่หนังสือเล่มนี้แปลออกมาใหม่ ๆ ผมก็เคยพูดคุยกับเพื่อน ๆ หลายคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้

เพื่อนหลายคนมีอคติกับ คุณโรเบิร์ต คิโยซากิ หลังจากอ่านจบ โดยคิดว่าเป็นเพียงแค่หนังสือที่สอนให้คนอเมริกันหลบเลี่ยงภาษีบ้านเขา เอามาปรับใช้กับบ้านเราไม่ได้

แต่ผมกลับมองต่างออกไป ผมคิดว่าข้อคิดของเขามีประโยชน์อย่างมากทีเดียว

โดยเฉพาะข้อที่ คุณลู นำมาฝากก็คือ

-คนรวยเพิ่มทรัพย์สิน คนชั้นกลางเพิ่มหนี้สินโดยเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สิน  ทรัพย์สินคือเงินใส่กระเป๋า หนี้สินคือเงินออกจากกระเป๋า

ข้อนี้แหละครับที่คนส่วนใหญ่อ่านแล้วไม่เข้าใจนัยสำคัญที่เขาต้องการสื่อให้คนอ่าน

เพราะเข้าใจความหมายของคำว่า ทรัพย์สิน ที่ คนแต่งต้องการสื่อผิดไป

ทรัพย์สินที่เขาพูดถึงในหนังสือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ใช่ ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดหนี้สิน (โดยไม่มีรายได้งอกเงย)

ยกตัวอย่างเช่น คนรวยจะซื้อ บ้าน โดยกู้เงินธนาคาร แต่คนรวยจะซื้อเพราะว่าเขาสามารถสร้างรายได้จาก บ้าน หลังนั้นเช่น ปล่อยให้เช่า หรือ ขายต่อทำกำไร ในกรณีถือว่า บ้าน เป็นทรัพย์สิน

แต่คนทั่วไปจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง โดยการกู้เงินธนาคารแล้วต้องจ่ายทั้งต้นทั้งดอกให้กับธนาคารทุก ๆ เดือน โดยไม่ได้อะไรงอกเงยจาก บ้าน ที่ซื้อมาเลย ในกรณีนี้ถือว่า บ้าน เป็น หนี้สิน





Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Mr_Y on 25.06.09 at 08:26:44

1 ในเรื่องดีๆ

อาหารที่ควรจะใส่บาตรเป็นอะไรดี
     แน่นอนว่าเรามีคำกล่าวที่บอกว่า “ตักบาตรอย่าถามพระ” เพราะว่าพระท่านไม่สามารถจะบอกเราได้ว่าต้องการจะฉันอะไร เพราะนั่นก็จะเป็นการทำผิดพระวินัยของท่าน  ดังนั้น  เราจึงจะต้องพิจารณาเอาว่า เราควรจะทำอะไรใส่บาตรดี
     ความจริงแล้วการจะทำอะไรใส่บาตรนั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับความตั้งใจจริง และความพิถีพิถันที่จะใส่บาตร แต่อย่างไรก็ดี ก็มีผู้ที่แนะนำว่า ใครเกิดวันใดควรจะใส่บาตรด้วยของอะไรจึงจะดีเอาไว้ดังต่อไปนี้
     วันจันทร์
     อาหารคาว   ควรจะเป็นอาหารที่ทำมาจากสัตว์ปีก หรือสัตว์น้ำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นไก่ เป็ด ปู ปลา ซึ่งก็จะเป็นอาหารตักบาตรที่เหมาะกับคนวันจันทร์
     อาหารหวาน  ควรจะเป็นนมสด นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ มันเผือก ขนมเปี๊ยะ โดนัท ขนมปัง ลางสาด เป็นต้น
     วันอังคาร
     อาหารคาว  ควรจะเป็นอาหารประเภทเส้น ตัวอย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้นขนมจีน นอกจากนั้นก็ยังมีเนื้อสัตว์ อย่างเช่น เนื้อวัว หรือปลาชนิดต่าง ๆ
     อาหารหวาน  ควรจะเป็นทุเรียน ขนุน สลิ่ม ฝอยทอง ลอดช่อง และน้ำอัดลมรสต่าง ๆ
     วันพุธกลางวัน
     อาหารคาว  ควรจะเน้นอาหารที่มีสีเขียว อย่างเช่น แกงเขียวหวาน ผัดผัก คะน้าน้ำมันหอย นอกจากนี้อาหารที่ทำจากหมูก็เหมาะสม เช่น หมูทอด หมูปิ้ง ผัดพริกหมูกุนเชียง หมูยอ เป็นต้น
     อาหารหวาน  อาหารหวานนั้นก็ควรจะเน้นที่เป็นสีเขียวเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น น้ำฝรั่ง องุ่นเขียว ชมพู่เขียว ฝรั่ง มะม่วงเขียวเสวย ชามะนาว ขนมเปียกปูนเขียว เป็นต้น
     วันพุธกลางคืน
     อาหารคาว  ควรจะเป็นอาหารที่ผ่านการถนอมอาหารมาแล้ว อย่างของหมักดอง เช่น อาหารกระป๋องต่าง ๆ ผักกาดดองผัดไข่ ไข่เค็ม หมูยอ แหนม ไข่เยี่ยวม้า ห่อหมก แกงใบยอ เป็นต้น
     อาหารหวาน  หากว่าเป็นขนมก็จะเน้นขนมที่มีสีดำ อย่างเช่น ข้าวเหนียวดำ ข้าวหมาก ขนมเปียกปูนดำ เฉาก๊วย นอกจากนั้นก็มีทุเรียน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หรือจะเป็นผลไม้หัวโต ๆ
     

วันพฤหัสบดี
     อาหารคาว  ควรจะเป็นอาหารที่ทำมาจากไม้เถา ไม่ว่าจะเป็นบวบ น้ำเต้า ฟัก แฟง แตงต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น บวบผัดไข่ แกงเลียง เป็นต้น
     อาหารหวาน  ก็ให้เน้นไม้เถาเช่นเดียวกัน อย่างเช่น แตงโม แตงไทย ส่วนน้ำนั้นก็เช่นน้ำสมุนไพร น้ำมะตูม น้ำว่านหางจระเข้ สาลี่ ส้ม
     วันศุกร์
     อาหารคาว  ควรจะเป็นอาหารที่มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ หรืออาหารที่ใส่หอมเป็นส่วนประกอบ  ไม่ว่าจะเป็นหอมหัวใหญ่ หรือว่าหอมแดง  อย่างเช่น  ยำ หรือไข่เจียว
     อาหารหวาน  ขนมหวานก็เช่นเดียวกัน ให้เน้นที่มีกลิ่นหอม ไม่ว่าจะเป็นกลีบลำดวน หรือว่าขนมไทยชนิดอื่น ๆ ส่วนน้ำก็ให้ถวายน้ำที่มีกลิ่นหอม เช่น น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย เป็นต้น
     วันเสาร์
     อาหารคาว  สำหรับคนที่เกิดวันเสาร์ ของที่ควรจะนำมาถวายพระควรจะเป็นของที่มีรสขม อย่างเช่น มะระ ก็จะดี นอกจากนี้ก็ยังมีสะเดา มะเขือยาว ปลาทู ก็ถวายได้ดีเช่นเดียวกัน
     อาหารหวาน  ขนมหวานที่แนะนำก็คือ ลูกตาลเชื่อม ส่วนเครื่องดื่มนั้นควรจะเป็นเครื่องดื่มที่ค่อนข้างจะมีรสเข้มอย่างกาแฟ หรือโอเลี้ยงก็จะเป็นการดี
     วันอาทิตย์
     อาหารคาว  ควรจะเป็นอาหารที่ทำมาจากไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ลูกเขย หรือว่าจะเป็นไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ เป็นต้น
     อาหารหวาน ขนมหวานนั้นก็ควรจะมีส่วนประกอบของไข่ และมะพร้าว หรือกะทิ ตัวอย่างเช่น มะพร้าวแก้ มะพร้าวอ่อน ไข่หวาน ขนมใส่กะทิ เครื่องดื่มก็อย่างเช่น น้ำกระเจี๊ยบ น้ำขิง น้ำมะพร้าว

     ที่กล่าวถึงอาหารที่ควรจะตักบาตรตามวันเกิดนี้ ความจริงก็ไม่ได้กำหนดอะไรตายตัว หากว่าใครจะใส่อย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน แต่ก็ขอบอกเล่ากันไว้เป็นความรู้เผื่อว่าใครอยากจะทำตามนั่นเอง

กรวดน้ำ  ขั้นตอนสุดท้ายของการทำบุญตักบาตรก็คือการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเราอาจจะให้พระท่านช่วยสวดคำกรวดน้ำให้ โดยเรากรวดน้ำต่อหน้าพระ หรือเราจะไปกรวดน้ำเอาเองก็ได้ ซึ่งคำกรวดน้ำอย่างย่อคือ
“อิทัง เม ญาต*นัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ข้าพเจ้า...................................... ขอให้ผลบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้ทำในครั้งนี้ส่งผลสำเร็จไปยังญาติของข้าพเจ้าที่ล่วงลับไปแล้ว หรือที่ยังมีชีวิตอยู่ (เอ่ยชื่อได้ยิ่งดี) ให้มีความสุขกาย สบายใจด้วยเทอญ”

เพิ่มเติม  ขออโหสิกรรมและขออุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรด้วยทุกครั้งยิ่งดี แม้ว่าครั้งนี้เจ้ากรรมนายเวรยังไม่ให้อภัยและยังพยาบาท แต่เชื่อว่ากรรมดี หรือบุญที่เราอุทิศให้นั้นจะทำให้เจ้ากรรมนายเวรเลิกแล้วต่อกัน เลิกจองเวรจองกรรมกันซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ก็ให้เราอโหสิกรรมให้กับคนที่ทำกรรมไม่ดีกับเรา ซึ่งอภัยทานเป็นทานชนิดหนึ่งที่ได้บุญมากเช่นกัน

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Mr_Y on 25.06.09 at 08:27:06

มีกรรมอย่างไร  สร้างบุญใหม่อย่างนั้น

กรรมมีเคราะห์ภัย สร้างบุญอย่างไร
     ลองสังเกตดูบางคนจะมีเคราะห์ภัยบ่อยกว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป นั้นเป็นไปได้ว่าเขามีเงากรรมตามติดตัวมาก แรงกรรมจึงส่งผลแก่ชีวิตเขาได้เกือบตลอดเวลา
     บางคนรถเฉี่ยว รถชนบ่อย บางคนมีเรื่องเลือกตกยางออก บาดเจ็บเป็นนิตย์
     กรรมนี้เป็นเพราะชาติก่อนเคยเบียดเบียนทำร้ายคนอื่น หรือสัตว์อื่นเป็นประจำ
     ถ้าทำร้ายเขาหนัก เราก็จะได้เคราะห์กรรมหนักถึงแขนหัก ขาหักไปเลย ตามแรงกรรมนั่นเอง
     การจะแก้กรรมเช่นนี้ ก็ต้องแก้ด้วยการสร้างบุญใหม่ให้มากในทางเดียวกัน คือให้สงเคราะห์แก่คนอื่น และสัตว์อื่น ๆ ทั้งหลาย ให้ทำทานกับคนกับสัตว์ ทำบุญกับคนกับสัตว์ เช่น ให้อาหารสัตว์จรจัด ให้ที่อยู่อบอุ่นแก่สุนัขจรจัดในฤดูฝน ช่วยนำสุนัขหรือแมวจรจัดอนาถาที่เจ็บป่วยไปรักษา ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากตามกำลังความสามารถของตัวเราเท่าที่ทำได้ดีที่สุด
     เคราะห์กรรมปัจจุบันนั้นเป็นมาจากบาปเดิมที่เราก่อไว้ ซึ่งมีวิธีแก้กรรมโดยสร้างบุญใหม่ได้ในแนวทางบาป - บุญ ดังนี้

1. กรรมไม่มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มดี ๆ ส่วมใส่
     ต้องทำบุญด้วยการบริจาคเสื้อผ้าแก่ผู้ยากไร้ และถวายจีวร
2. กรรมไม่มีอาหารดี ๆ กิน ต้องอดอยาก
     ต้องทำบุญด้วยการตักบาตรพระสงฆ์ แบ่งปันอาหารเท่าที่มีแก่คนยากไร้ หรือสุนัขจรจัดอนาถา
3. กรรมอับจนไร้ที่อยู่ ไม่มีบ้านช่องดี ๆ อยู่อาศัย
     ต้องทำบุญด้วยการร่วมทำบุญสร้างศาลา สร้างโบสถ์วิหารในวัด ถ้าไม่มีกำลังทรัพย์ก็ทำด้วยกำลังแรง



4. กรรมปัญญาทึบ ไม่ฉลาดปราดเปรื่องอย่างเขา
     ต้องทำบุญด้วยการให้ปัญญา เช่น ไปอ่านหนังสือให้มูลนิธิคนตาบอด ไปอ่านหนังสือธรรมะให้คนเฒ่าคนแก่ฟัง ตัวเองก็หมั่นเข้าวัดฟังธรรม และทำบุญไหว้พระถวายน้ำมันตะเกียง ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นทาน
5. กรรมต้องเป็นบ่าว มิได้เป็นนาย
     ต้องทำบุญด้วยการอยู่ในคุณธรรมอันดี ไม่ดูถูกคน ไม่ไปดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น
6. กรรมเจ็บป่วยบ่อย สุขภาพไม่ดี
     ต้องทำบุญด้วยการปล่อยนกขึ้นฟ้า ปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยเต่า และทำบุญที่โรงพยาบาลสงฆ์
7. กรรมเป็นคนกำพร้าอนาถา ขาดพ่อแม่ไร้ญาติพี่น้อง
     ต้องทำบุญช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ ไม่พรากลูก พรากแม่ของสัตว์ หมั่นกราบไหว้พระ ไม่ดูหมิ่นศาสนา
8. กรรมเป็นคนขัดสนจนเงิน รวยยาก
     ต้องทำบุญด้วยการทำทานกับคนที่เขายากไร้กว่าเรา แบ่งปันให้เขาเท่าที่เรามี สละเงินทำบุญตักบาตรบ้าง
9. กรรมรูปไม่งาม
     ต้องทำบุญด้วยการหมั่นไหว้พระ ถวายดอกไม้ที่สวยงามและหอม ปิดทองคำเปลวบนพระพุทธรูป ทำบุญให้ทานแก่คนชรา คนพิการ และคนอนาถา
10. กรรมเป็นโรคตา ดวงตามีปัญหา ตาพิการ
     ต้องทำบุญเติมน้ำมันตะเกียง 7 วัด 7 วา ทุก ๆ ครึ่งปี กลางคืนเปิดไฟหน้าบ้านให้ความสว่าง ให้ไฟทางแก่ผู้สัญจร ถวายหลอดไฟแก่วัด ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นทาน
11. กรรมมีลูกไม่ดี
     ต้องทำบุญกับสัตว์กับคน ไม่พรากลูกพรากแม่สัตว์หรือคน หมั่นปรนนิบัติดูแลพ่อแม่บุพการีของตนอย่างดีที่สุด
12. กรรมผิดหวังเรื่องรักเรื่องคู่
     ต้องประพฤติอยู่ในศีลในธรรม ไม่พรากลูกพรากเมียใคร ไม่ผิดลูกผิดเมียใครเขา ไม่พูดหรือทำให้ผัวเมียเขาแตกแยก

13. กรรมตัวเองเฉียดตาย คนใกล้ตัวเฉียดตายบ่อย ๆ
     ต้องบวชอย่างน้อย 1 พรรษา
14. กรรมโดยเดี่ยวขาดเพื่อน
     ร่วมทำบุญทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ทำบุญตักบาตรเทโว
15. กรรมเป็นหนี้มาก
     ร่วมทำบุญทำทานกับผู้ยากไร้หรือกับงานบุญทั้งหลายบ่อย ๆ ตั้งตนอยู่ในศีลในธรรม ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุรา กินเจ งดเว้นเนื้อสัตว์บ้าง ถือมังสะวิรัติบ้าง 7 วัน 10 วัน ทุกเดือน หรือตลอดไป นั่งสมาธิ สวดมนต์ภาวนาทุกวันให้จิตว่าง และละจากกิเลสได้ให้บังเกิดสมาธิและพลังงานในการขยันทำงาน
16. กรรมเป็นคนพิการ
     ต้องทำบุญโดยหมั่นเข้าวัดฟังธรรม อ่านหนังสือธรรมะ เผื่อแผ่แบ่งปันธรรมะกับผู้อื่น ปล่อยนกปล่อยปลาเป็นประจำ เคารพศรัทธาในศาสนา ไม่ดูหมิ่นศาสนา กตัญญูต่อพ่อแม่ ดูแลบุพการีของตนให้ดีที่สุดไม่ทำให้ท่านเสียใจ
17. กรรมมักติดคุก
     ต้องทำบุญปล่อยนกปล่อยปลาร่วมทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ ถือศีล กินเจทุกเดือนหรือทุก 3 เดือน หมั่นเข้าวัดฟังธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์อนาถา พาสุนัขจรจัดไปรักษา
18. กรรมเป็นคนอารมณ์ร้อน
     ทำบุญด้วยการหมั่นเข้าวัดไหว้พระสวดมนต์ภาวนาทุกวัน หรือทุกวันพระ ถือศีลกินเจ ทำสมาธิ ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นทาน
19. กรรมจิตใจหม่นหมอง ไม่ค่อยเบิกบาน
     ทำบุญด้วยการร่วมทำบุญในงานบุญต่าง ๆ เป็นประจำ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานทอดผ้าป่า-ทอดกฐิน ร่วมทำบุญฟังเทศน์-ฟังธรรมที่วัดในวันพระ



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Mr_Y on 25.06.09 at 08:27:43

ขอบคุณเฮียเสือครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 25.06.09 at 08:45:47

ขอบคุณ คุณ Mr_Y เช่นเดียวกันครับ

:)  :)  :)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 25.06.09 at 19:57:03


Mr_Y wrote on 25.06.09 at 08:27:43:
ขอบคุณเฮียเสือครับ


ในนี้โพสกันตั้งหลายคน ขอบคุณคุณTIGER คนเดียว เกรียนอีกแล้ว MR. Y ;D ;D ;D

ผมวาเรื่องใส่บาตรตามวันนี่ไม่ใช่พุทธแล้วครับ  น่าจะพราหม์มากกว่า เพราะตอนที่พระเทวทัตขอให้ภิกษุฉันแต่มังสะวิรัช พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุต้องเป็นผู้ที่กินง่ายอยู่ง่าย

กระทู้นี้เค้าเอา ข้อคิดครับ MR.Y  ไม่ใช่ความเชื่อ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by thassanai on 29.06.09 at 19:37:02

ผมขอตอบข้อแรกคับ ผมตอบในใจก่อนที่จะอ่านคำตอบของทุกคนนะคับ ไม่รู้มีใครตอบเหมือนผมไหม
ถ้าเป็นผม
1หญิงชรา ผมโทรเรียกรถพยาบาลคับเพราะว่าถ้าฝนตกผมชอบขับรถช้า ผมว่ารถพยาบาลน่าจะเร็วกว่าผม
2หมอ ผมจะรอเรียกรถแท็กซีเป็นเพื่อนคับ(แท็กซีขับทั้งคืน)รอ3คนถึงจะช้าแต่ก็ปลอดภัย (ถ้าผมให้ยืมรถผมต้องรอกับแฟน2คน
ส่วนตัวผมไม่กลัวอันตราย แต่ถ้าโจรมาหลายคน ผมว่าผมสู้ไม่ได้แน่คับ แฟนผมคงอันตรายแน่
3แฟน พาไปส่งบ้านนอนกอดกันสบายใจเฉิบ ;)  ดีกับทุกๆฝายไหมคับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.06.09 at 20:12:16


thassanai wrote on 29.06.09 at 19:37:02:
ผมขอตอบข้อแรกคับ ผมตอบในใจก่อนที่จะอ่านคำตอบของทุกคนนะคับ ไม่รู้มีใครตอบเหมือนผมไหม
ถ้าเป็นผม
1หญิงชรา ผมโทรเรียกรถพยาบาลคับเพราะว่าถ้าฝนตกผมชอบขับรถช้า ผมว่ารถพยาบาลน่าจะเร็วกว่าผม
2หมอ ผมจะรอเรียกรถแท็กซีเป็นเพื่อนคับ(แท็กซีขับทั้งคืน)รอ3คนถึงจะช้าแต่ก็ปลอดภัย (ถ้าผมให้ยืมรถผมต้องรอกับแฟน2คน
ส่วนตัวผมไม่กลัวอันตราย แต่ถ้าโจรมาหลายคน ผมว่าผมสู้ไม่ได้แน่คับ แฟนผมคงอันตรายแน่
3แฟน พาไปส่งบ้านนอนกอดกันสบายใจเฉิบ ;)  ดีกับทุกๆฝายไหมคับ


เค้าเฉลยตั้งนานแล้วครับ ว่าให้หมอขับรถเราพาคนแก่ไปส่งโรงพยาบาล ส่วนเรานั่ง TAXI ไปกับแฟน  กรณีของน้องกว่ารถพยาบาลจะมาล่ะครับ


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 30.06.09 at 09:11:50

มหัศจรรย์แห่งชีวิต

หลักคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี



1. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?

ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก

ให้เงินลูกน้อย ๆ

ให้ความรู้แก่ลูกมาก ๆ

ด่าลูกน้อย ๆ

ให้คำสอนลูกมาก ๆ



2. ไหว้พระขอพรอะไรดี ?

(1) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด

(2) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง

(3) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว

(4) ขออย่าให้ตายในสงคราม ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง



3. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี ?

ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ

ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ

ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ

แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข



4. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน ?

งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน

รู้จักแบ่งเวลาให้งาน

รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน

อย่าเสียงานเพราะแฟน

อย่าเสียแฟนเพราะงาน



5. โกรธ ! ถูกเพื่อนนินทา ?

โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว

คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย

คุณเป็นคนโชคดี

จู่ ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง



6. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?

(1) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง

(2) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน

(3) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา



7. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร ?

เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น

แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้



8. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?

(1) รู้ว่างานเยอะ ต้องรีบทำ

(2) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ

(3) เรียงลำดับความสำคัญของงาน สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อย ๆ ทยอยทำ



9. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร ?

โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม

คนเด่นต้องมีคนด่า

คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี

คนทำงานดีจึงมีคนริษยา

ปรากฏการณ์เช่นว่านี้เป็นของธรรมดา

ทำงานดีจนมีคนริษยา

ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา



10. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี ?

(1) หางานใหม่

(2) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก

(3) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ

(4) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่



11. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย ?

คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง

คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย



12. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม ?

ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ

แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป

แทนที่จะไถ่โคกระบือ คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า



13. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน ?

ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน

ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน



14. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี ?

มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวัน ไม่มีใครแวะเวียนผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน

ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ



15. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร ?

(1) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร

(2) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร

(3) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง



16. สวดมนต์บทไหนดี ?

(1) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น

(2) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ

(3) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้ คือ พ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง



17. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี ?

(1) เราควรมีธรรมะ ให้เขาดู

(2) เราควรอยู่ ให้เขาเห็น

(3) เราควรสงบเย็น ให้เขาได้สัมผัส

เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำ สำคัญกว่าพันคำพูด



18. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก ?

(1) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป

(2) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย

(3) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน



19. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม ?

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า

ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน



20. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ ?

ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ

กองขยะดูดี ๆ ยังมีศิลป์



Credit With Thanks.
http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=22168.msg435140;topicseen#new

อ่านแล้วให้ข้อคิดดี ๆ ทุก ๆ ข้อเลยครับ

โดยเฉพาะ ข้อ (1) กับ ข้อ (16)

สำหรับ ข้อ (1) สมัยก่อนผมเคยอ่านเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน กล่าวถึง ยาจกผู้หนึ่งที่พร่ำรำพันแต่ว่า เขาถูกพ่อแม่รังแกมาแต่เล็ก ๆ เมื่อสืบสาวราวเรื่องจึงได้ความว่า การรังแกของพ่อแม่เขาก็คือ ตอนเขายังเด็ก ซุกซนมาก ทำอะไรผิด พ่อแม่ก็โอ๋ ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวตักเตือน มอบให้แต่วัตถุ แต่ไม่เคยมอบคุณค่าของความเป็นคน ทำให้เขารู้จักแต่ใช้เงิน แต่ไม่เคยสอนวิธีการเก็บและหาเงินมาเพิ่ม จึงทำให้บั้นปลายชีวิตของเขาต้องกลายมาเป็นขอทาน หลังจากพ่อแม่สิ้นบุญ และใช้สมบัติเก่าจนหมดสิ้น เพราะทำมาหากินอะไรก็ไม่เป็น

ซึ่งเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน ผมอ่านมาร่วมสามสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ล้าสมัย สังคมปัจจุบันนี้ยังคงมี พ่อแม่แบบนี้ให้เห็นอยู่เสมอ ๆ



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 30.06.09 at 11:17:46

เป็นข้อคิดที่ดีมากๆครับ ขอบคุณครับ เรื่องพ่อแม่รังแกฉัน นึกถึงเพลง ลูกแก้ว ของคุณแอ๊ดคาราบาวครับ ล่าสุดลูกคุณแอ๊ด ก็มีปัญหาเหมือนในเพลงเลยครับ

เค้าบอกว่าเด็กอยู่ใกล้ใครจะคล้ายๆคนนั้น ผม่โชคดีที่ได้คุณยายเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กจนโตครับ เลยได้รับการอบรมถ่ายทอดอะไรหลายๆอย่าง



60ข้อคิด จากใจพ่อ....

๑. ลูกจงจำไว้ว่า…

การไม่ต่อสู้ในบางกรณี
กลับเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ กว่าการต่อสู้
อย่างเอาเป็นเอาตาย

๒ ลูกจงอย่าเลือกของที่ชอบ
ด้วยความอยากของลูก
แต่จงเลือกด้วยสติปัญญา
และพิจารณาถึงประโยชน์
และโทษของมันเสียก่อน


๓ ลูกจงอย่าโกรธคนไม่ดี
ที่จริงเขาก็อยากดีเหมือนกัน
แต่เขาไม่เข้าใจว่า
อะไรเป็นความดี…อะไรคือไม่ดี

๔ ลูกจะตำหนิ ติเตียนใคร
ก็จงดูตนเองเสียก่อน
อย่าให้เขาย้อนว่าเราได้

๕ ลูกจะเห็นว่า
ผู้มีสัมมาคาระวะ จะพบแต่ความเจริญ
การอ่อนน้อม
เป็นคุณสมบัติของสุภาพบุรุษ
การยกมือไหว้ผู้อื่นได้
คือการทำลาย ตัวกู-ของกู

๖ ลูกพ่อต้องเป็นคนแข็งแรง…ไม่แข็งกระด้าง
ลูกพ่อต้องเป็นคนเรียบง่าย…ไม่มักง่าย
ลูกพ่อต้องเป็นคนอ่อนโยน..ไม่อ่อนแอ

๗ ลูกของพ่อ..คล่องแคล่วว่องไว
เป็นปัจจัยแห่งความก้าวหน้าของครอบครัว

๘ เงินทองที่ลูกมี
ยิ่งใช้ยิ่งหมดไป
ปัญญาที่ลูกหาได้ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน

๙ ถ้าลูกทำเด่น
จะถูกคนเขาเขม่นและสมน้ำหน้า
ลูกจะพลาดท่าลงมา..เพราะ
ความอยากเด่นอยกดัง

๑๐ ลูกจงจำไว้ว่า
เงินทองเป็นของนอกกาย
พ่อ แม่ สุขใจ
เมื่อพี่น้องรักกัน

๑๑.ลูกจงโอนอ่อนผ่อนตาม

อย่างฉลาดและสุขุม
การพ่ายแพ้ด้วยศิลปะ
ดีกว่าการชนะด้วยอารมณ์

๑๒ ความกล้าหาญต้องประกอบด้วยสติปัญญา
ถ้าลูกกล้าโดยไม่มีสติปัญญา
เขาเรียกว่าคนบ้าบิ่น

๑๓ ลูกต้องทำทุกอย่างด้วยความสุจริต
เมื่อสุจริต จิตผ่องใส
เมื่อทุจริต จิตหมองไหม้


๑๔ ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
ที่พ่อแม่จะให้แก่ลูก
ความรู้และความประพฤติดีเท่านั้น
ที่พ่อแม่ควรมอบให้แก่ลูก…อันเป็นที่รัก


๑๕ ลูกหลีกทางให้เขา
ก็คือหลีกทางให้เราหลุดพ้นจากอันตราย
ในที่สุดก็จะได้รับผลดีด้วยกัน
ทั้งเขาและเรา

๑๖ ปลายทางสุดท้ายของความไม่พอ
คือ…ความทุกข์

๑๗ ลูกจงจำไว้ว่า…
ผู้ที่ไม่มีใครให้อภัยผู้อื่น
คือผู้อ่อนแอทางจิตใจ
การให้อภัยศัตรู คือการ สร้างมิตร

๑๘ ถ้าผู้อื่นหลอกเรา
เรารู้ง่ายและแก้ไขได้ง่าย
แต่ถ้าเราหลอกตัวลูกเอง
รู้ยาก แก้ไขได้ยาก


๑๙ ลูกควรจำสิ่งที่ควรจำ ลืมสิ่งที่ควรลืม
ทำสิ่งที่ควรทำ
และต้องรู้ว่า สิ่งใดควรทำก่อน
สิ่งใดควรทำทีหลัง

๒๐ เมื่อลูกสังเกตดู จะพบว่า
ภายหลังเสียงหัวเราะ จะมีน้ำตา
ภายหลังเสียน้ำตา จะเห็นแสงธรรม
คือความจริงของชีวิต

๒๑ หกล้มเพราะก้าวเดินไปข้างหน้า

ยังดีกว่าลูกยืนเต๊ะท่าอยู่กับที่
เพราะถ้าลูกยืนไม่ดี…ก็จักมีคนมาถีบให้ล้มอยู่ดี

๒๒ ลูกจงหาความสุขกับปัจจุบัน
อย่าใฝ่ฝันถึงอนาคต
อย่าหมกอยู่กับอดีต
จะทุกข์

๒๓ โชค…เข้าข้างผู้ที่มีความอ่อนน้อมเสมอ
ถ้าลูกเป็นผู้น้อยที่นอบน้อมผู้ใหญ่
ใคร ๆ ก็รัก ถ้าลูกเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจผู้น้อย
ผู้น้อยก็มีความภักดี


๒๔ ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง
ขอให้ลูกคิดอยู่เสมอว่า
ถ้ามีสิ่งใดในโลก ที่ผู้อื่นทำได้
ไม่มีเหตุผลอะไร ที่เราจะทำไม่ได้

๒๕ ความโศกเศร้าเสียใจ
มิได้ทำให้ใครได้รับประโยชน์อะไร
นอกจากทำให้ศัตรูของเราดีใจและ สมน้ำหน้า

๒๖ เมื่อพบภัยที่อยู่ข้างหน้า
จงหนีเข้าหาพระดีกว่าหนีเข้าหาโจร
ซึ่งโจรจักฉกฉวยโอกาสเอาจากเราเสมอ
…อย่างคาดไม่ถึง

๒๗ คนเรามีความโลภทุกคน
ถ้าโลภมาก…ก็จะทุกข์มาก
ถ้าโลภน้อย…ก็จะทุกข์น้อย
ถ้าไม่โลภ…ก็จะไม่ทุกข์

๒๘ ถ้าลูกประพฤติดี
ลูกก็จะพบกับคนประพฤติดี
ถ้าลูกประพฤติชั่ว ลูกก็จะพบกับคนประพฤติชั่ว
ขอให้ลูกเลือกคบให้ถูกต้องเถิด ลูกจักเป็นคนที่โชคดี

๒๙ ลูกอย่ากลัวไปเลยว่า
จะได้แต่งงานกับคนไม่ดี ถ้าลูกไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เล่น ไม่เที่ยว
ลูกก็จะพบคู่ครองที่ไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เล่น ไม่เที่ยวเช่นกัน

๓๐ ไม่ว่าคนหรือสัตว์
ต้องการคำอ่อนหวาน
ลูกก็เช่นกัน ควรพูดคำอ่อนหวานแก่ผู้อื่น
เมื่อลูกอ่อนหวานแก่ผู้อื่น ผู้อื่นก็จะอ่อนหวานกับลูก

๓๑ ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่าลืมตัว

เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียคน
ผิดอะไรก็ผิดได้ แต่อย่าผิดศีลธรรม

๓๒ ลูกจงจำไว้ว่า…
ศัตรูวันนี้ อาจเป็นมิตรในวันหน้า
เพราะฉะนั้น
อย่าทำอะไรเขารุนแรงและเกินเลย

๓๓ ลูกจงสนุกกับการใช้เงิน และพร้อมกันนั้น
ลูกต้องสนุกกับการเก็บรักษาเงินด้วย
และยิ่งกว่านั้น ต้องสนุกกับการหาเงินอย่างไม่เป็นทุกข์
คือหาด้วยความถูกต้อง

๓๔ การกระทำของลูก บางครั้งยังไม่ถูกใจตนเอง
แล้วจะให้คนอื่นทำถูกใจเราเสมอไป
ได้อย่างไร คิดแค่นี้ลูกก็จะไม่โกรธคนอื่น

๓๕ ถ้าลูกกล้าอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นผู้ฉลาด
ถ้าลูกกล้าอย่างบ้าบิ่น ก็จะเป็นคนโง่
ขอให้ลูกจงกล้าหาญอย่างชาญฉลาด


๓๖ บาปและบญทั้งปวงที่ลูกกำลังทำในขณะนี้
สักวันหนึ่งจักรวมตัวกันมาสนองแก่ลูก
สิ่งที่ลูกได้รับอยู่ทุกวันนี้
เป็นผลจากการกระทำของลูกทั้งสิ้น

๓๗ ลูกจงจำไว้ว่า…
ธรรมชาติไม่เคยให้อภัยใคร
ใครทำอย่างใด ต้องได้รับอย่างนั้น
แต่ธรรมชาติก็ให้โอกาสทุกคนเสมอ
แต่คนเรา…โดยส่วนมาก
ไม่ค่อยยอมรับโอกาสนั้น


๓๘ เมื่อมีปัญหา แก้ให้ถูกจุด จักพ้นทุกข์เร็ว
อย่าเป็นเช่นคุณยายแก่ ๆ
มองหาเข็มที่เสาไฟ เพราะมีแสงสว่าง
แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ
เพราะเหตุว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
เข็มหายในบ้าน แล้วมาหานอกบ้าน
เพียงเพราะในบ้านไม่มีแสงไฟฟ้า…
น่าขันไหมล่ะ

๓๙ ลูกจงจำไว้ว่า
คนเห็นแก่เงิน คบยาก
คนเห็นแก่งาน คบง่าย
คนเห็นแก่ผู้อื่น คบสบาย

๔๐ ถ้าลูกปราถนาให้ผู้อื่นรัก
ลูกต้องทำตัวให้น่ารัก
ลูกจึงจะเป็นที่รักของผู้อื่น

๔๑ ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม

สำคัญที่สุด…ลูกอย่าข้ามตัวเอง

๔๒ ผู้กล้าหาญ คือผู้ที่สามารถบังคับตัวเองได้
ถ้าลูกจักปลูกต้นไม้ ต้องบำรุงราก
แต่ถ้าจะปลูกจิตใจ
ต้องบำรุงด้วยศีล ด้วยธรรม


๔๓ ลูกเกิดเป็นคนแล้ว ต้องพยายามทำดีที่สุด
เมื่อทำดีที่สุดแล้ว นอกนั้นแล้วแต่ฟ้าลิขิต
โบราณว่า
ลิขิตเป็นของฟ้า ( ผลของการกระทำ )
ชะตาเป็นของคน ( การกระทำของตัวเอง )

๔๔ ลูกควรจะยอมผิดใจกับคนสุภาพชน
แต่อย่าผิดใจกับคนพาล
จะเดือดร้อนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

๔๕ การไม่ระวังการใช้จ่าย เล็ก ๆ น้อย ๆ
อาจทำให้ล่มจมได้
ดังเช่นเรือมีรูรั่วเล็กๆ
อาจทำให้เรือใหญ่จมได้


๔๖ โรคภัยทางร่างกาย จะเข้ามาทางปาก
ภัยพิบัติ ก็จะออกจากปากของเราเช่นกัน
เมื่อลูกจะพูดสิ่งใด จงพิจารณาให้ดีๆ

๔๗ การโกรธ เป็นวิสัยของปุถุชน
การให้อภัย เป็นวิสัยของบัณฑิต
ลูกพ่อจะเป็นบัณฑิต จึงต้องฝึกการให้อภัย
ด้วยความมีเมตตา
เพราะเมตตาแก้ความโกรธได้


๔๘ การเดินทางหมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก
ยามลูกมีอำนาจ จงอย่าเหลิงอำนาจ
ยามลูกมีความสุขก็อย่างหลงระเริง
ระวังความทุกข์จักตามมา

๔๙ ถ้าลูกให้เงินเพื่อนยืม…ระวัง
จะเสียเงิน…จะเสียเพื่อน…จะเสียใจ
เพราะฉะนั้นลูกอย่าให้เงินใครยืม
ถ้ามีก็ให้เขาไปเลย

๕๐ ถ้าลูกระแวงสงสัยใครแล้ว
ลูกอย่าทำธุรกิจร่วมกัน
เพราะจะมีแต่ระแวงกัน การงานไม่ราบรื่น
ความทุกข์จะเข้ามาในจิตใจลูก

๕๑ เรือที่ออกทะเล
ปฏิเสธคลื่นลมไม่ได้ ฉันใด
ชีวิตของลูก
ปฏิเสธอุปสรรคไม่ได้ ฉันนั้น


๕๒ ลูกสังเกตดูจักรู้ว่า
ผู้เป็นคนดี มักอ่อนน้อมถ่อมตน
ผู้โง่เขลามักหยิ่งยโส ทะนงตน
คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาด
คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาด
หรือยากให้คนอื่นรู้ว่าฉลาด
จึงโอ้อวด คุยเบ่ง ทับถมคนอื่น
ส่วนคนฉลาดมักไม่อวดตัว
จักเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน
ไม่หยิ่งยโส ไม่โอหัง
และชอบประกาศความดีของผู้อื่น

๕๓ แมลงผึ้ง ชอบของหอมของหวาน
แมลงวัน ชอบของเหม็นของเน่าเสีย
ถ้าลูกชอบสิ่งที่ไม่ดี คบคนไม่ดี คิดไม่ดี
พูดไม่ดี ทำไม่ดี ไปสู่สถานที่ไม่ดีแล้ว
ลูกก็จะเปรียบเช่นแมลงวัน
ซึ่งไม่มีใครชอบหรืออยากจะให้ความรัก
แต่ถ้าลูกคิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี
และไปแต่เฉพาะที่ดี
ลูกก็เป็นเช่นแมลงผึ้ง
คนดีใคร ๆ ก็อยากคบด้วย
ถ้าลูกเป็นแมลงผึ้ง ลูกก็จะได้พบกับดอกไม้
ถ้าลูกเป็นแมลงวัน
ลูกก็จะได้พบกับของเน่าเหม็น
คำโบราณว่าไว้
ขี้เกียจ เป็นแมลงวัน
ขยัน เป็นแมงผึ้ง


๕๔ ผู้ที่รู้จักประมาณตน เป็นคนฉลาด
ลูกควรใช้จ่ายตามฐานะ
ลูกจักไม่ขัดสนตลอดไป

๕๕ ถ้าลูกมีความพากเพียรและถ่อมตนแล้ว
ภายใต้ท้องฟ้า…ลูกของพ่อจักทำได้ทุกสิ่ง
ธรรมะสอนไว้ว่า
คนล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร

๕๖ ถ้าลูกทำงานด้วยความรีบร้อน ร้อนรน
มักทำความผิดพลาด มาให้ลูกเสมอ
ลูกต้องทำด้วยความรวดเร็ว แบบมีสติ
จึงจะประสบความสำเร็จได้
อย่างถูกต้องและราบรื่น

๕๗ การนินทาและว่าร้ายต่อผู้อื่น…
มันเจ็บปวดมากว่ามีดที่กรีดเนื้อเขา
มากมายหลายเท่านัก
เมื่อลูกเข้าใจอย่างนี้แล้ว
อย่านินทา อย่าว่าร้ายผู้อื่นเลย
เพราะเมื่อเขาเจ็บปวดเพราะคำพูดของเราแล้ว
เขาก็สามารถทำความผิดกับเราได้
เราก็เดือดร้อน


๕๘ คนขี้เกียจ มักอ้างว่า ยังไม่ต้องทำ
เพราะเช้าไป เพราะเย็นไป
เพราะร้อนไป เพราะหนาวไป
เพราะฝนตก เพราะแดดออก
ถ้าลูกอ้างอย่างนี้ จะทำอะไรก็จะไม่สำเร็จ

๕๙ ในสมัยนี้ ใครก็ชอบแต่ของดี ๆ
แต่ไม่รู้ว่า อย่างไรถึงจะดี
จึงขอเตือนว่า
ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่จะคิด
ลูกต้องคิดแต่ดีดี
ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่พูด
ลูกต้องพูดดีดี
ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่ทำ
ลูกต้องทำดีดี
ลูกของพ่อ…อย่าดีแต่จะคบคน
ลูกต้องคบคบดีดี
ลูกของพ่อ…ดีแต่จะไป
ลูกต้องไปดีดี
ลูกจง คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี
ไปสู่สถานที่ดีดี


๖๐ ถ้าลูกละเลยเรื่องเล็กน้อย
กระทำผิดเพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน
ลูกอาจต้องเสียใจอย่างใหญ่หลวง
ในภายหน้า
คิดกับผู้อื่นไม่ดี ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นคิดไม่ดีกับเรา ในวันหน้า
ทำกับผู้อื่นไม่ดี ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นกระทำต่อเราไม่ดี ในวันหน้า
รังแกผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นรังแก ในวันหน้า
โกงผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นโกง ในวันหน้า
โกหกผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นโกหกในวันหน้า
เหยียดหยามผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นเหยียดหยาม ในวันหน้า
โกรธผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่น ในวันหน้า
ริษยา อาฆาตผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นริษยา อาฆาต ในวันหน้า
ฆ่าผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นฆ่า ในวันหน้า
ในทางตรงกันข้าม…
ถ้าลูกรักและเมตตาผู้อื่น ในวันนี้
ลูกก็จักได้รับความรักและเมตตา
ในวันข้างหน้า

ขอขอบคุณสำหรับบทความดีๆจาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/1246.html
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 30.06.09 at 12:10:35

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

เป็นข้อคิดที่ดีมาก ๆ ครับ

ผมชอบข้อคิดที่ว่า

การไม่ต่อสู้ในบางกรณี
กลับเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ กว่าการต่อสู้
อย่างเอาเป็นเอาตาย


ซึ่งเพื่อนสมาชิกท่านใดที่ชอบดูหนังแนวฮีโร่ ก็จะพบว่าในบางสถานการณ์ ฮีโร่ ก็ต้องยอมหลบเลี่ยงการต่อสู้ เพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเองเอาไว้

การไม่ต่อสู้ในกรณีเช่นนี้ ไม่ใช่ ความขี้ขลาด

แต่ตรงกันข้าม มันคือ ความกล้าหาญ อย่างหนึ่ง

ความกล้าหาญ ที่จะยอมอดทนเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด

:)  :)  :)



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.07.09 at 13:17:03

เอาข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับ การลงทุน มาฝากกันครับ

Credit With Thanks.
www.rantihong.com


บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"  

โดย : คุณ นำชัย เตชะรัตนะวิโรจน์ และคณะ
จากหนังสือ : อยากรวย ต้องรู้ เล่ม 3: รู้จักเครื่องมือ


1. "ความรู้ทางการเงิน" สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า "ความรู้ทางการงาน"

เพราะในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น จะมีช่วงที่จะสามารถหา "รายได้จากการทำงาน" (you at work) จำกัด

และจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณค่อนข้างยาวนาน จึงต้องรู้วิธีที่จะ "ใช้เงินให้ทำงาน" (money at work)



2. การออมเป็น "เกมแห่งระยะเวลา" (game of time)

ใครเริ่มต้นก่อน ก็รวยก่อน เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน ยิ่งได้เป็นกอบเป็นกำ

ถือเป็น "เงื่อนไขจำเป็น" ของทุกคนที่มีเป้าหมายต้องการบรรลุสู่อิสรภาพทางการเงิน



3. การลงทุนเป็น "เกมแห่งจังหวะเวลา" (game of timing)

ต้องรู้จังหวะในการเข้าออกจากตลาดที่เหมาะสม

ซื้อเมื่อต่ำ ขายเมื่อสูง หยุดเมื่อสงสัย

เพราะถ้าหากเข้าผิดจังหวะ ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งเสียหายมาก

และทำให้โอกาสที่จะได้ทุนคืนยากขึ้นเรื่อย ๆ (losses are harder to regain)



4. การตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน ไม่ใช่การตัดสินใจซื้อสินค้าสำเร็จรูป (product)

แบบที่ตัดสินใจตอนซื้อครั้งเดียวจบ ถ้าไม่ได้ผล หรือใช้แล้วไม่พอใจ ก็ทิ้งมันไว้เฉย ๆ

จริง ๆ แล้วการลงทุนเป็นกระบวนการ (process) ที่ต้องมีการเอาใจใส่ ติดตามผล และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลอดเวลา



5. หนทางไปสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว

จุดสำคัญในการบริหารการลงทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเพียง "เกมภายนอก" (outer game)

แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ วิธีคิด พลังใจ ซึ่งเป็น "เกมภายใน" (inner game)


6. ลำพังแค่การ "เอาชนะดัชนี" (beat the index) ไม่ใช่เรื่องยาก

แต่ไม่มีใคร "เอาชนะตลาด" (beat the market) ได้

เคล็ด (ไม่) ลับในการจะยืนหยัดอยู่ในเกมการลงทุนอย่างตลอดรอดฝั่งในฐานะ "ผู้ชนะ" นั้น อยู่ที่การยืนอยู่ข้างเดียวกับตลาดไม่ใช่ฝืนตลาด


7. ความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

จริง ๆ แล้วมันอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งระยะไกล (marathon) ไม่ใช่การวิ่งแข่ง 100 เมตร (sprint)

ดังนั้น คุณจะต้อง "รู้จักตัวเอง"  (know yourself) ว่าอะไรคือสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมที่เข้ากันได้กับความสามารถในการรับความเสี่ยง (risk attitude) และทักษะในการลงทุน (risk aptitude)

เพราะนั่นคือ "ระบบ" ที่คุณต้องใช้ในเพื่อ "ทำธุรกิจ" นี้ในระยะยาว



8. ในการใช้เงินต่อเงินนั้น คุณต้อง "รู้จักเครื่องมือ" (know the vehicle) ว่ามีลักษณะและรูปแบบการให้ผลตอบแทนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอะไรบ้าง



9. นอกจากนี้ คุณต้อง "รู้จักตลาด" (know the market) คือ รู้ว่าตลาดการเงินมีธรรมชาติเป็นอย่างไร

อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของตลาด

และรู้วิธีการในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนว่าต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร



10. อย่าติดอยู่ในกับดักของ "การบริโภคข้อมูลเกินขนาด" (information overload)

ซึ่งมัวแต่สนใจหาข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ จนไม่กล้าลงมือปฏิบัติ (analysis paralysis)

เพราะมีความเชื่ออย่างผิด ๆ แบบพวกมองโลกสมบูรณ์แบบ (perfectionist) ว่า ถ้ามีข้อมูลที่สมบูรณ์จะไม่เกิดความผิดพลาด (zero-defect mentality)

จริง ๆ แล้ว หัวใจสำคัญของการบริหารการลงทุนนั้นอยู่ที่การ "จำกัดความเสี่ยง" (risk limitation) ไม่ใช่ "กำจัดความเสี่ยง" (risk elimination)

ถ้าถามว่ากฎที่สำคัญที่สุดที่สรุปได้จากการปฏิบัติ (rule of thumb) ของผู้เขียนหนังสือชุด "อยากรวย ต้องรู้" คืออะไร ก็อยากตอบว่า rule of "ทำ" นั่นคือ "รู้แล้วต้องลงมือทำ"

เพราะในภาษาอังกฤษ คำว่า "โชคลาภ" (luck) เป็นตัวย่อของ Laboring Under Correct Knowledge แปลว่า "ลงมือทำ ด้วยความพากเพียร โดยอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง" นั่นเอง

 



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.07.09 at 21:00:48

ขอบคุณครับผม :) :) :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 06.07.09 at 11:24:57

พรุ่งนี้ ( 7 ก.ค. ) ก็เป็น วันอาสาฬหบูชา

และวันมะรืนนี้ ( 8 ก.ค. ) เป็น วันเข้าพรรษา

ก็ขอนำข้อคิดดี ๆ ของ ท่านหลวงพ่อคูณ มาฝากกันครับ

อ่านแล้วลองคิดตาม จะทราบว่าท่านให้ข้อคิดในเรื่องของการทำบุญอย่างมีสติครับ

ขอขอบคุณเวป
www.ranthong.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 06.07.09 at 11:34:33

เอาข้อคิดดี ๆ มาฝากกันต่อครับ

;)  ;)  ;)


ขอขอบคุณเวป
www.ranthong.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 06.07.09 at 22:25:36

เยี่ยมเลยครับ ขอบคุณครับ ทั้งหลวงพ่อคูณ ทั้งต้นไม้ ??? ??? ???

อาจารย์สอนยูโดชาวญี่ปุ่น อายุปูนปัจฉิมวัยคนหนึ่ง ชวนลูกศิษย์หนุ่มชาวอเมริกันเดินทอดน่องไปตามชายหาดยามเย็น

ช่วงหนึ่งของการสนทนา อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นคู่ขนานลงไปบนผืนทรายขาวละเอียด

เส้น หนึ่งยาวประมาณ 5 ฟุต อีกเส้นหนึ่งยาวประมาณ 4 ฟุตเธอลองทำให้เส้นที่ยาว4ฟุต ยาวกว่าเส้นที่ยาว 5ฟุต ให้อาจารย์ดูหน่อยสิ' เสียงอาจารย์บอกเป็นเชิงท้าทายอยู่ในที

ลูกศิษย์อเมริกันหยุดคิด พินิจเส้นทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก็เผยยิ้มที่ริมฝีปากเหมือนค้นพบคำตอบ เธอบรรจงใช้เท้าข้างหนึ่งค่อยๆ ลบรอยเส้นตรงที่ยาว ประมาณ 5ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือนิดเดียว

โดยวิธีนี้เส้นที่ยาวราว ฟุตจึงโดดเด่นขึ้นมาแทน ลบเสร็จเธอเงยหน้าสบตาอาจารย์พลางขอความเห็น 'เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ'

ผู้เป็นอาจารย์ใช้ไม้เท้าเคาะหัวเธอเบาๆ หนึ่งทีก่อนบอกว่า 'ใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว รู้ไหมคนที่คิดจะยกตัวเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่สู้ฉลาดเลย ทางทีดี จงยกตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง'

ว่าแล้วอาจารย์ก็ขีดเส้นทั้งสองใหม่ แล้วสาธิตให้ดูโดยการปล่อยเส้นที่ยาว 5 ฟุตไว้อย่างเดิม แต่ขีดเส้นที่ยาว4 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 7 ฟุตฝ่ายลูกศิษย์ยังคงกังขา 'คู่แข่งของเธอ ไม่ใช่ศัตรู แต่คือครูของเธอ

และเขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่าง สง่างาม เธอลองคิดดู หากไร้เสียซึ่งคู่แข่ง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์

เธอจะรู้จักความสวยงาม ได้อย่างไร คู่แข่งขันของเรายิ่งเก่ง ยิ่งฉลาดล้ำ ก็จะทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น นักสู้ที่ดีนั้น เขายืนหยัดอยู่ในสังเวียนได้เพราะมีคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็ง

คู่ต่อสู้ที่อ่อนแออาจทำให้เราเป็นผู้ชนะ แต่ชัยชนะ นั้นมักไม่ยืนยง'คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน ถึงแม้จะทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ

การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตาม วิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น มีผลลัพธ์ต่างกันเพียงไร 'การเลื่อนตัวเองขี้น พร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจชนะ แต่ก็มีศัตรูเป็นของแถม'


'การเลื่อนตัวเองขึ้นแต่ไม่ลดคนอื่นลง เธออาจเป็นผู้ชนะพร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมาย วิธีไหนจะดีกว่ากัน?

http://km.ra.mahidol.ac.th/ ???

นิทานกับดักหนู......



หนูตัวหนึ่งแอบมองลอดรอยแตกของกำแพง
เพื่อดูว่าชาวนากับภรรยาของเขาแกะห่ออะไร

“จะเป็นอาหารอะไรหนอ” เจ้าหนูสงสัย

มันแทบล้มทั้งยืน
เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นคือ

‘กับดักหนู’


มันจึงวิ่งหัวซุกหัวซุน
ไปที่ทุ่งนา แล้วส่งเสียงร้องเตือน

“มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! “

แม่ไก่ร้องกุ๊กๆ และคุ้ยเขี่ยไปมา มันผงกหัวขึ้นแล้วพูดว่า

“คุณหนู นี่คงเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเธอ แต่มันไม่มีผลอะไรกับฉันหรอกนะ อย่ากวนใจกันเลย”


เจ้าหนูวิ่งไปหาหมูและบอกแก่มัน

“ มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! “

หมูเห็นอกเห็นใจ แต่ก็พูดว่า

“ ฉันขอโทษนะคุณหนู แต่ฉันคงทำได้แค่สวดมนต์เท่านั้น ไม่ต้องห่วงฉันจะสวดมนต์ให้เธอด้วย”


เจ้าหนูวิ่งไปหาวัว และพูดว่า

“ มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน! “
วัวตอบว่า “ โธ่! คุณหนู ฉันก็เสียใจด้วยนะ แต่มันไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับฉันนี่”


ดังนั้น เจ้าหนูจึงกลับเข้าบ้าน
นอนลงและเศร้าใจเหลือเกิน
ที่จะต้องเผชิญหน้ากับกับดักหนูเพียงลำพัง


กลางดึกคืนนั้น
เสียงๆ หนึ่งดังก้องไปทั้งบ้าน –ฟังเหมือนเสียงกับดักหนูได้จับเหยื่อของมันแล้ว

ภรรยาของชาวนารีบรุดไปดูว่าอะไรที่ถูกจับ
ในความมืดนั้นเธอไม่เห็นว่ามีงูพิษถูกกับดักนั้นหนีบหางเอาไว้

งูกัดภรรยาของชาวนา ชาวนาจึงรีบพาเธอไปส่งโรงพยาบาล

ตอนกลับบ้านเธอมีไข้สูง ใครๆ ก็รู้ว่าเราต้องพยาบาลคนป่วยด้วยซุปไก่
ดังนั้นชาวนาจึงหยิบขวานเดินไปที่ทุ่งเพื่อทำหาวัตถุดิบหลักของซุป

แต่อาการป่วยของภรรยาก็ยังไม่ดีขึ้น
เพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านต่างมาเยี่ยมดูใจ

เพื่อเลี้ยงอาหารพวกเขา ชาวนาจึงฆ่าหมูซะ

ภรรยาของชาวนาก็ยังไม่หาย ในที่สุดเธอก็ตายลง

ผู้คนมากมายต่างมางานศพของเธอ
ชาวนาจึงฆ่าวัวเพื่อให้ได้เนื้อมากพอมาเลี้ยงแขก


เจ้าหนูมองลอดรอยแตกของกำแพงด้วยความเสียใจสุดแสน


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คราวหน้า หากคุณรู้ว่าใครสักคนกำลังเผชิญปัญหาและคิดว่าไม่เกี่ยวกับคุณสักหน่อย
จำไว้นะว่า เมื่อพวกเราคนใดคนหนึ่งถูกคุกคาม เราทุกคนต่างตกอยู่ในอันตราย!
เพราะทุกคนล้วนเกี่ยวพันกันอยู่ในการเดินทางที่เรียกว่า

‘ชีวิต’
เราต้องคอยเฝ้าดูแลกันและกัน และพยายามให้กำลังใจอีกคนเข้าไว้
http://www.thaidphoto.com/???
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.07.09 at 08:04:26

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ


คู่ต่อสู้ที่อ่อนแออาจทำให้เราเป็นผู้ชนะ แต่ชัยชนะ นั้นมักไม่ยืนยง'คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน ถึงแม้จะทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ

การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตาม วิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น มีผลลัพธ์ต่างกันเพียงไร 'การเลื่อนตัวเองขี้น พร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจชนะ แต่ก็มีศัตรูเป็นของแถม'


ผมชอบประโยคข้างต้นนี้มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)


คราวหน้า หากคุณรู้ว่าใครสักคนกำลังเผชิญปัญหาและคิดว่าไม่เกี่ยวกับคุณสักหน่อย
จำไว้นะว่า เมื่อพวกเราคนใดคนหนึ่งถูกคุกคาม เราทุกคนต่างตกอยู่ในอันตราย!
เพราะทุกคนล้วนเกี่ยวพันกันอยู่ในการเดินทางที่เรียกว่า

‘ชีวิต’
เราต้องคอยเฝ้าดูแลกันและกัน และพยายามให้กำลังใจอีกคนเข้าไว้


สังคมในปัจจุบันก็คล้าย ๆ กับ เรื่อง กับดักหนู ที่ คุณลู หยิบยกมาฝากกันนี่แหละครับ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ใกล้ตัวที่สุดก็คือเรื่องของ การไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นี่แหละครับ

หลาย ๆ คนเห็นว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ถึงตัวเขาเองจะไม่ไปเลือกสักคนก็ไม่เห็นเป็นไร

พอผลการเลือกตั้งออกมาไม่ได้ดั่งใจ ก็โทษเรื่องโน่นเรื่องนี่ แต่ไม่เคยหยุดคิดและโทษตัวเองว่า ทำไมไม่ไปเลือกตั้ง

:)  :)  :)









Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 15.07.09 at 10:57:36

มีเรื่องดี ๆ มาฝากกันครับ

Credit With Thanks.
www.ranthong.com


คุณครูคนที่ 5

คุณครูทอมป์สันโกหกนักเรียนชั้น ป. 5 ของครูทั้งชั้นซะแล้ว ตั้งแต่วันแรกเลยด้วย

คุณครูบอกเขาว่าครูรักเด็ก ๆ เท่ากันหมดเลย

แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีเด็กตัวเล็ก ๆ ท่าทางขี้เกียจคนนึง

ชื่อ เท็ดดี้ สต๊อดดารด์

ครูทอมป์สันได้จับตาดู เท็ดดี้ มาปีนึงและสังเกตว่า เขาไม่ค่อย
เล่นดี ๆ กับเด็กคนอื่นเท่าไหร่  เสื้อผ้าของเขาสกปรก และเค้าตัวเหม็นหึ่งอยู่ตลอดเวลาด้วยแหละ

และบางที เท็ดดี้ ก็เกเรด้วย ถึงขั้นที่ว่า ครูทอมป์สัน สนุกกับการตรวจงานของ เท็ดดี้ ด้วยหมึกสีแดงกากบาทไปหนา ๆ และใส่ตัว F ตัวใหญ่ ๆ ลงไปบนหัวกระดาษ

ที่โรงเรียนที่คุณครู ทอมป์สัน สอน คุณครูต้องทบทวนประวัติของเด็กแต่ละคนด้วย

และครูก็ไม่ยอมตรวจประวัติของ เท็ดดี้ จนกระทั่งเหลือแฟ้มสุดท้าย

แต่เมื่อคุณครูตรวจแฟ้ม เข้า ครูทอมป์สัน ก็แปลกใจใหญ่เลยครับ

เมื่อพบว่าครูชั้น ป. 1 ของ เท็ดดี้วิจารณ์ มาว่า
"น้องเท็ดดี้เป็นเด็กที่ฉลาดและร่าเริง ทำงานเรียบร้อย มารยาทดี เป็นเด็กที่น่ารักมากทีเดียว"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ ตอน ป.2 เขียน ว่า
"เท็ดดี้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก เพื่อน ๆ ชอบกันทุกคน แต่กำลังมี ปัญหา เพราะแม่ของเท็ดกำลังป่วยหนักและชีวิตทางบ้านต้องลำบากมากแน่ ๆ"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป. 3 เขียนว่า
"เขาเสียใจมากที่เสียแม่ไป เขาพยายามเต็มที่แล้ว แต่คุณพ่อก็ไม่ค่อยให้ความรัก ความสนใจเขาเท่าไหร่ และชีวิตที่บ้านเขาต้องส่งผลกระทบต่อเขาแน่ ๆ ถ้าไม่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ"

คุณครูที่สอนเท็ดดี้ตอน ป.4 เขียนว่า
"เท็ดดี้ไม่ยอมเข้าสังคมและไม่ค่อยสนใจการเรียนเท่าที่ควร ไม่ค่อยมีเพื่อน และหลับในห้องเรียน"

ตอนนี้ คุณครูทอมป์สัน รู้ถึงปัญหาแล้วและอับอายในการกระทำของตนเองมาก

ครูรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก เมื่อนักเรียนในห้องซื้อของขวัญวันคริสต์มาสมาให้ ห่อในกระดาษสีสด ๆ พร้อมผูกโบว์อย่างดี

ยกเว้นแต่ของ เท็ดดี้

ของขวัญของ เท็ดดี้ ถูกห่ออย่างหยาบ ๆ ในกระดาษลูกฟูกหนา ๆ ที่ได้มาจากถุงใส่กับข้าว

ครูทอมป์สัน กัดฟันเปิดกล่องของ เท็ดดี้ ดูกลางกองของขวัญ อื่น ๆ

เด็กบางคนเริ่มหัวเราะ เมื่อเห็นว่า เท็ดดี้ ให้กำไลลูกปัดที่ไม่ครบเส้นและขวดน้ำหอมที่เหลือน้ำอยู่ก้นขวดแก่เธอ

แต่ครูก็หยุดเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ

เมื่อครูเอ่ยขึ้นว่า กำไลเส้นนั้นสวยเพียงใด สวมมันไว้ที่ข้อมือและฉีดน้ำหอมไปบนข้อมือด้วย

เท็ดดี้ สต๊อดดารด์ อยู่เย็นให้นาน พอที่จะพูดว่า
"ครูทอมป์สันครับ วันนี้ครูตัวหอมเหมือนที่แม่ ผมเคยหอมเลย ครับ"

หลังจากที่นักเรียนทุกคนกลับบ้าน ครูทอมป์สัน ก็ร้องไห้อย่างนั้นเป็นชั่วโมง

วันนั้นเอง คุณครู เลิกสอนหนังสือ เลิกสอนการเขียน และเลิกสอนเลขคณิต

คุณครูเริ่มสอนเด็ก ๆ แทน

คุณครูทอมป์สัน เอาใจใส่ เท็ดดี้ เป็นพิเศษ

เมื่อครูพยายามช่วยเขา จิตใจของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีก ครั้ง

ยิ่งครูให้กำลังใจ เท็ดดี้ เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตอบรับเร็วขึ้นเท่านั้น

ภายในสิ้นปีนั้น เท็ดดี้ได้กลายเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในห้อง

และแม้ว่าคุณครูจะบอกว่าครูรักเด็กทุกคนเท่ากัน

เท็ดดี้ก็ได้กลายไป เป็น" ศิษย์โปรด " ของครู

หนึ่งปีต่อมา คุณครูพบจดหมายอยู่ใต้ประตู จดหมายนั้นมาจากเท็ดดี้ บอกครูว่า คุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี

หกปีต่อ มาครูก็ได้จดหมายจาก เท็ดดี้ อีก บอกว่าเขาเรียน
จบ ม.ปลายแล้ว ได้ที่สามในทั้งระดับ และคุณครูยังคงเป็นครู
ที่ดีที่สุดที่เขาเคยเจอมาในชีวิต

สี่ปีหลังจากนั้น คุณครูก็ได้จดหมายอีก บอกว่าแม้ว่าชีวิตเขาจะลำบากบ้าง เขาก็ไม่ได้เลิกเรียนหนังสือและจะจบปริญญาตรีในเร็ว ๆ นี้ด้วย เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง) และยังย้ำกับ ครูทอมป์สัน ว่าคุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดและเป็นครูคนโปรดในชีวิตเขา

จากนั้นสี่ปีผ่านไป จดหมายอีกฉบับหนึ่งก็มา ครั้งนี้เขาอธิบายว่าหลังจากที่เขาได้รับปริญญาตรีแล้ว เขาตัดสินใจที่จะเรียนต่ออีกนิด จดหมายนั้นอธิบายว่า คุณครู ยังเป็นครูคนที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี แต่ตอนนี้ชื่อของเขายาวขึ้นอีกหน่อย

จดหมายนั้น ลงชื่อว่า นพ. ทีโอดอร์ เอฟ สต๊อดดารด์

เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะ

คือว่า ฤดูใบไม้ผลินั้นก็ยังมีจดหมายมาอีก เท็ดดี้ บอกว่า เขาได้เจอสาวคนนึง และก็จะแต่งงานกัน

เขาอธิบายว่าพ่อของเขาได้เสียไปเมื่อสองสามปีก่อน และเขาสงสัยว่า คุณครูทอมป์สัน จะตกลงมานั่งในที่นั่งสำหรับพ่อเจ้าบ่าวในงานแต่งงานหรือไม่

แน่นอนที่สุด ครูทอมป์สัน ก็มาและทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น

คุณครู ใส่กำไลข้อมือเส้นนั้น เส้นที่มีลูกปัดหายไปหลายลูก และ ต้องฉีดน้ำหอมที่ เท็ดดี้ จำได้ว่าแม่เขาฉีดตอนที่ฉลอง เทศกาลคริสต์มาสครั้งสุดท้ายด้วยกัน

ครูกับศิษย์กอดกันกลมเลย

และ คุณหมอเท็ด ก็กระซิบในหู คุณครูทอมป์สัน ว่า

"ขอบคุณมากนะครับคุณครูที่เชื่อในตัว ผมขอบคุณมากที่ทำให้ผมรู้สึกสำคัญและแสดงให้ผมเห็นว่าผมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้"

ครูทอมป์สัน กระซิบตอบพร้อมน้ำตานองหน้าว่า

"หมอเท็ด เธอเข้าใจผิดแล้วแหละ เธอต่างหากที่สอนครูว่า ครูสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้ ครูไม่รู้จักการสอนจนกระทั่งครูได้พบ ได้รู้จักเธอนั่นแหละ"

เติมเต็มหัวใจของคนอื่นด้วยความรักเสียแต่วันนี้...........

:)  :)  :)

ความรักและความจรีงใจไม่เพียงแต่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ยังสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้ด้วย


;)  ;)  ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 15.07.09 at 21:29:59

เรื่องนี้ซึ้งและดีจริงๆครับ :)

พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมเลยรวบรวมมาให้ครับ

********************************************

กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง…ด้วยตัวคุณเอง
การพัฒนาตัวเอง เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ เพราะโลกยังหมุนอยู่ตลอดเวลา หากเราหยุดการพัฒนาตัวเอง ก็เท่ากับเรากำลังเดินถอยหลังแล้วครับ หลายคนรู้ว่าตัวเองต้องพัฒนาเรื่องอะไรบ้าง และพยายาม ทำอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ทำไม่ได้ซักที (คุณเป็นแบบนี้ไหมครับ?) จากประสบการณ์ที่ทำเรื่อง การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำในตัวเอง ผมจะได้ยินอยู่เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นเรื่องยากมากเลย ทำไม่ค่อยได้ ต้องคอยให้คนอื่นมาบังคับ จึงจะทำได้ แต่ก็ไม่ชอบ อยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองมากกว่า

วันนี้จึงนำ กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง… ด้วยตัวคุณเองมาแลกเปลี่ยนกับทุกๆคนครับ เพราะผมก็เชื่อเช่นเดียวกันว่า ถ้าเราต้องการพัฒนาตัวเองในเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ก่อน แล้วจะทำให้เราเริ่มพัฒนาตัวเองได้ เพราะการพัฒนาก็คือการเปลี่ยนแปลงนี่เอง การเข้าใจแนวทางการพัฒนาตัวเองแบบง่ายๆ ก็ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ดีขึ้น และทำให้อยากฝึกฝนมากขึ้น สุดท้ายก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นธรรมชาติอันใหม่ของเราไปเอง

การมองตัวเองในกระจก/การสำรวจตัวเอง
ทุกคนจะเห็นใครในห้องน้ำครับ ก็คงเป็นตัวเรานั่นเอง ที่อยู่ในกระจก (อย่าบอกนะครับว่าที่บ้านไม่มีกระจก) เราเคยมองตัวเราเองในกระจกอย่างพินิจพิเคราะห์จริงๆ จังๆ หรือไม่ครับ ลองสำรวจดูตัวเองหน่อยครับ ว่าเราภูมิใจในตัวเราแค่ไหน อยากเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรของเราบ้าง คุยกับคนในกระจกหน่อยครับ ว่าเราอยากเปลี่ยนแปลง เรื่องอะไรของเขาบ้าง เพื่อให้เขาดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น เพราะถ้าเขาดีขึ้น, เก่งขึ้น , มีความสุขมากขึ้น เราก็จะเป็นไปด้วย ดังนั้นควรสนใจเขาให้มากๆหน่อย ทุกวันนี้หลายๆคนมัวสนใจผู้อื่น อยากแต่พัฒนาผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นเปลี่ยนเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง จนบางครั้งลืมดูตัวเองว่า แล้วเราควรพัฒนาเรื่องอะไรบ้าง และควรเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรบ้าง อย่ารอให้คนอื่นมาบอกเราเลยครับว่า เราควรเปลี่ยนแปลงเรื่องใด เพราะเราน่าจะรู้จักตัวเราเองดีที่สุด มองตัวเองแล้วลองเลือกมาสักอย่างซิครับว่า อยากเปลี่ยนแปลง เรื่องใดในตัวเรา

เรื่องที่อยากเปลี่ยนแปลง/เหตุผลที่เลือก
ทุกคนมีเรื่องที่อยากเปลี่ยนแน่นอน บางคนมีเยอะด้วย แต่ก็เปลี่ยนไม่ได้ซักที ลองกำหนดมาสัก 1 เรื่อง ดูก่อน เพื่อให้เข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะถ้าเลือกหลายข้อแล้วเดี๋ยวจะงงครับ หากนึกไม่ออกผมลองให้หัวข้อเหล่านี้ดูนะครับ ว่าชอบเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับเรา ผลเลือกมาจากประสบการณ์ที่ Coachee ของผมส่วนใหญ่จะเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงกันครับ

        หัวข้อที่อยากเปลี่ยนแปลง
        • การเป็นคนขี้โมโห
        • การชอบแสดงอาการหงุดหงิด
        • การเป็นคนไม่กล้าพูดในที่ประชุม
        • การเป็นคนไม่มีระเบียบวินัย
        • การผัดวันประกันพรุ่ง
        • การเป็นคนขี้เกียจ
        • เป็นต้น

เมื่อเลือกได้แล้ว ลองให้เหตุผลดูหน่อยครับว่า ทำไมเราจึงเลือกอาการเหล่านี้ หรือเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้เราเสียหาย หรือเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้างและถ้าเราแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เราจะมีความสุขแค่ไหน เพราะถ้าเรื่องที่เราเปลี่ยนแปลง หากไม่ได้ประโยชน์อะไร หรือเราไม่รู้สึกว่า จะทำให้เราลำบากมากนัก เชื่อแน่เลยว่าเราก็คงไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นอยากให้เลือกเรื่องที่เราอยากเปลี่ยนแปลงจริงๆนะครับ

ผมจะให้เทคนิคการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ง่ายขึ้น ลองถามตัวเองดูนะครับว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นยากไหมครับ? หลายคนคงบอกว่า ยาก ทีนี้ลองเติม อ. ลงไปหน้าคำว่ายาก ดูซิครับ เราจะได้คำว่าอะไร ก็คำว่าอยาก ไง เห็นไหมครับ ถ้าหากเรา อยาก ก็จะไม่ยากเอง เชื่อผมเถอะครับ ทุกวันนี้ที่เรายังบ่นว่า เรื่องนี้ยากจัง ก็เพราะเรายังไม่อยากเท่าไรนะ หากเราอยากมากเท่าไร (อ.ใหญ่ขึ้น) งานนั้นก็จะไม่ยากไปเอง คิดูให้ดีนะครับ มีเรื่องไหนบ้างที่เรารู้สึกอยากทำด้วยตัวเอง (ไม่มีใครสั่ง) แล้วมันยากบ้างไม่มีเลยใช่ไหมครับ

เราคิดว่ามันยาก มันก็ยากขึ้นมาทันทีเลย ดังนั้นคิดว่าเราอยากทำซิครับ มันจะได้ง่ายขึ้น (ทัศนคติเชิงบวกนั่นเอง)

เราไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะ 3 เรื่องสำคัญ
1. ความกลัว
คนเรากลัวเรื่องต่างๆมากมาย เช่น กลัวล้มเหลว , กลัวทำไม่ได้, กลัวการถูกปฏิเสธ, กลัวดูไม่ดี,กลัวคนอื่นไม่เห็นด้วย เป็นต้น กลัวสารพัดเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพูดกับตัวเองทั้งนั้น ความหมาย คือ เราจินตนาการความกลัวขึ้นมาด้วยตัวเราเอง ทำให้เราล้มเลิก เรื่องที่เราจะทำในทันที เพราะเราคิดว่าเรารู้ผลลัพธ์แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เราต้องการเลย จึงทำให้เราไม่อยากทำ เพราะเราไม่อยากจะเจอผลลัพธ์นั้น การเปลี่ยนแปลงตัวเอง จึงไม่สำเร็จนั่นเอง แต่ถ้าเราคิดใหม่ โดยจินตนาการว่า เราจะสำเร็จ, เราทำได้, เราได้รับการยอมรับ เป็นต้น ก็จะทำให้เรารีบลงมือทำมากขึ้น เพราะอยากเห็นผลลัพธ์เร็วๆ ดังนั้น ผมจึงอยากให้พวกเรา พูดคุยกับตัวเองใหม่ โดยคิดในด้านดีๆ เพื่อให้เราเกิดความอยากทำมากขึ้น หลายคนทักว่าา แต่บางเรื่องก็ทำไม่สำเร็จจริงๆ ถ้าคิดว่าสำเร็จก็เท่ากับว่าหลอกตัวเองซิ ผมก็อยากให้แนวความคิดไว้ว่า แล้วถ้าเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น แต่เราไม่คิดว่าจะล้มเหลวแล้ว ก็ไม่ยุติธรรมกับตัวเองเช่นกันนะครับ เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าในเมื่ออนาคต ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงตัวเองของเราในครั้งนี้ ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวกันแน่ เพื่อให้เราลงมือทำทันทีเลย ผมอยากให้คิดแบบนี้ครับ “การทำอะไรสักอย่างหนึ่งจะเกิดผล 2 อย่าง คือ ความสำเร็จ กับ ประสบการณ์” ผมตัดคำว่า “ล้มเหลว” ออกจากพจนานุกรม ของผมทำให้ ผมลงมือทำได้เร็วขึ้นครับ เพราะอยากเจอทั้ง 2 อย่าง เร็วๆ คือ สำเร็จกับประสบการณ์ ลองเอาไปใช้ดูซิครับ ได้ผลแน่นอนเลย ผมยืนยัน

2. พื้นที่แห่งความคุ้นเคย (Comfort Zone)
ความสำเร็จของเรานั้น จะอยู่นอกพื้นที่แห่งความคุ้นเคยของเรา ทั้งนั้นครับ ดังนั้น หากเราต้องการประสบความสำเร็จ เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยการออกจากพื้นที่ที่เราเคยทำให้อดีต (Comfort Zone) เพราะถ้าเรายังทำเหมือนๆ เดิม , ยังทำในสิ่งที่เรารู้สึกสบายๆ ง่ายๆ เลือกทำในเฉพาะสิ่งที่เราเคยทำจนเป็นนิสัย การเปลี่ยนแปลงของเราก็จะล้มเหลวแน่นอน เพราะคำว่าการเปลี่ยนแปลง คือ การทำให้สิ่งที่เราไม่ได้ทำเป็นปกติ แล้วอยากเลิกนิสัยแบบเดิมๆ โดยการทำอะไรใหม่ๆ แต่หลายคนทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะจะย้อนกลับไปทำแบบเดิมอีก เมื่อเจออุปสรรค หรือจินตนาการความกลัวขึ้นมาอีก ก็มีแนวโน้มที่จะกลับเข้าไปสู่พื้นที่แห่งความคุ้นเคย อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเราต้องหนักแน่นว่า เมื่อเราออกมาแล้ว เราจะไม่กลับไปทำอีกแน่ เพราะอุตส่าห์ เปลี่ยนแปลงมาได้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคอะไร ก็อย่าเพิ่งท้อถอยนะครับ สุดท้ายเราก็จะเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน ดังนั้นการฝึกฝนที่จะออกจาก Comfort Zone ได้ดีขึ้นอยากแนะนำให้ เราพยายามเปลี่ยนการกระทำของเราไปเรื่อยๆ ในเรื่องทั่วๆไป เรื่องง่ายๆ เพื่อให้รู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ และก็ไม่ยากนัก เปลี่ยนแปลงแล้วก็ได้ประสบการณ์ใหม่ๆขึ้นมา เช่น

        - เปลี่ยนเส้นทางขับรถจากบ้านไปที่ทำงานงานบ้าง
        - เปลี่ยนรายการอาหารมื้อกลางวัน หรือร้านที่กินบ้าง
        - เปลี่ยนการแปรงฟันด้วยมือซ้ายบ้าง (สำหรับผู้ถนัดมือขวา)
        - เปลี่ยนเรื่องที่สนใจบ้าง (เช่น ดารา เป็นกีฬา)
        - เปลี่ยนหนังสือที่อท่านบ้างในบางครั้ง
        - เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวบ้าง (ถ้าพอทำได้)

ทางด้านจิตวิทยาบอกว่า เมื่อเราฝึกฝนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ก็เปรียบเสมือนเราออกจาก Comfort Zone แล้ว ดังนั้น การที่เรามุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องสำคัญๆ แล้วจะทำให้เรารู้สึกง่ายขึ้น เพราะเราก็เปลี่ยนมาหลายอย่างแล้ว ซึ่งในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลง เราย่อมรู้สึกอึดอัด, รำคาญ, ไม่แน่ใจในผลลัพธ์ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราทำมันบ่อยๆ ทำให้เรารู้ตัวเองว่า เมื่อเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปรียบเสมือน กับการออกจาก Comfort Zone ซึ่งย่อมเกิดอาการต่างๆ มากมาย เราจึงต้องอดทน และผ่านไปให้ได้ เพื่อทำให้เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ประสบความสำเร็จ

3. การไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
เป้าหมาย หรือ ผมขอเรียกว่า ความฝัน มีความสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของเรา เพราะถ้าเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ไม่ชัดเจน ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ไม่มีทิศทาง ที่แน่นอน และไม่รู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร ก็เลยไม่จูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครับ เหมือนกับการยิงธนู ไปในที่ที่ไม่มีเป้าหมายก็ไม่รู้ว่ายิงแล้วจะได้อะไร ได้เพียงแค่บอกว่า ได้ยิงแล้ว แต่ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ จึงทำให้ไม่อยากยิง ผมอยากให้เราตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงของเราให้ชัดเจนครับว่า เราจะเปลี่ยนไปอย่างไร เช่นเราจะเลิกหงุดหงิด อาจเริ่มต้นที่ว่า เฉพาะในที่ทำงานก่อน โดยจะใช้เวลา พิสูจน์ 3 เดือน ว่าเราจะไม่หงุดหงิดกับลูกน้อง หรือจะค่อยๆน้อยลง จนครบ 3 เดือน แล้วจะมาวัดผลอีกที จะเห็นนะครับว่า ถ้าเป้าหมายชัดเจนครับว่า เราเปลี่ยนไปอย่างไร เช่น เราจะเลิกหงุดหงิด อาจเริ่มต้นที่ว่า เฉพาะในที่ทำงานก่อน โดยจะใช้เวลาพิสูจน์ 3 เดือน ว่าเราจะไม่หงุดหงิดกับลูกน้อง หรือจะค่อยๆ น้อยลง จนครบ 3 เดือน แล้ว จะมาวัดผลอีกที จะเห็นนะครับว่า ถ้าเป้าหมายชัดเจน เราก็จะปฏิบัติง่าย แต่ถ้าพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “เราจะเลิกหงุดหงิด” คงทำได้ยากแน่นอน เพราะอยู่ๆ จะให้เราเลิกหงุดหงิดทันทีคงไม่ได้ แต่ถ้าควบคุม สภาพแวดล้อมหรือมีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็จะทำให้การฝึกฝนของเราเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นครับ

เมื่อมีเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว อยากให้ลองวางแผนการเปลี่ยนแปลงดู เช่น ถ้าจะรู้สึกหงุดหงิดอีก เราจะรีบรับฟังผู้อื่นให้มากขึ้น หรือเราจะรีบถามตัวเองว่า เราหงุดหงิดแล้วได้อะไร (เพราะหงุดหงิด มีข้อเสียมากกว่าข้อดี) เมื่อเราคิดได้ทัน เราก็จะหงุดหงิดน้อยลงไปเองครับ ถ้าทำสำเร็จ หรือดีขึ้น ก็อย่าลืมชมตัวเอง หรือให้กำลังใจตัวเองด้วยนะครับ เพราะการชมตัวเอง หรือให้กำลังใจตัวเอง ก็จะทำให้เราอยากทำสิ่งนั้น (สิ่งดีๆ) เพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้การฝึกฝนการเปลี่ยนแปลงของเราดียิ่งๆ ขึ้นไปด้วย จนกลายเป็นคนใจเย็น หรือเป็นคนมีเหตุผลมากขึ้นในที่สุด สุดท้ายใครอยากให้รางวัลตัวเองในเรื่องที่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ผมก็เห็นว่าดีนะครับ จะทำให้เราอยากเปลี่ยนแปลงเรื่องอื่นๆ ต่อไปอีกในอนาคต

ผมมีแนวความคิดที่อยากให้ไว้ว่าในระหว่างทางที่เราฝึกฝน หรือพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่นี้ เราจะเจออุปสรรคมากมาย เราอยากเลิกเพราะคิดว่าเราคงทำไม่ได้ ซึ่งก็คงต้องต่อสู้กับตัวเองมากมายเลย ว่าจะเลิกหรือทำต่อไปดี หากกำลังใจดี ก็คงทำต่อ แต่หากขาดกำลังใจ หรือลืมเรื่องที่เป็นสิ่งจูงใจไป ก็อาจจะเลิกไปได้ ผมอยากให้ทุกคน คิดถึงเรื่องที่น่าภูมิใจ ของเราในอดีตครับ ผมเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องน่าภูมิใจหรือเรื่องที่เราเคยทำสำเร็จในอดีตมากมาย ลองเลือกเรื่องที่ประทับใจขึ้นมาคิดดูนะครับว่า

        - เรื่องอะไรที่ทำสำเร็จในอดีต?
        - เราทำสำเร็จได้เพราะอะไร?
        - กว่าจะสำเร็จได้เราต้องผ่านอุปสรรคมากมายแค่ไหน?
        - เราก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ นั้นมาได้อย่างไร?
        - ความรู้สึกในวันที่เริ่มทำกับวันที่ทำสำเร็จ ต่างกันหรือไม่?

นำเรื่องที่เราภาคภูมิใจมาเป็นสิ่งเตือนใจ ในการเปลี่ยนแปลงของเราในครั้งนี้แล้วบอกกับตัวเองว่า เราเคยทำเรื่องที่ยากมาแล้ว แล้วเราก็ทำได้สำเร็จ ครั้งนี้เราก็ต้องทำได้แน่นอน! จะได้สะสมเรื่องที่สำเร็จ (Success Story) เพิ่มขึ้นอีกนะครับ

คนส่วนใหญ่ชอบคิดเรื่องที่เคยล้มเหลว ระหว่างการเปลี่ยนแปลง ทำให้หมดกำลังใจและท้อถอยได้ง่ายๆ หากเราคิดเรื่องน่าภูมิใจก็จะทำให้เกิดกำลังใจ และอยากลงมือทำต่อไป เพราะอยากมีความสุข เมื่อทำสำเร็จ และสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงของเรา ก็จะสำเร็จแน่นอนครับ

การเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆ ไม่ว่าเรื่องใด ก็ตามหากยึดแนวความคิดที่เป็นกระบวนการดังนี้ได้แล้ว ก็จะทำให้การเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาทันที และแต่ละคนก็จะสามารถสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยตัวคุณเองได้ ทำให้สามารถพัฒนากระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้ดียิ่งๆขึ้น ไปได้ต่อไปในอนาคต เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดขึ้นมา และพูดกับตัวเองในเรื่องต่างๆ คอยให้กำลังใจตัวเอง เพื่อให้ก้าวพ้นอุปสรรคของเรา ด้วยวิธีการของเราเอง โดยไม่มีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ มามีอิทธิพลต่อเราเลย เห็นไหมครับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยตัวคุณเองน่าสนใจแค่ไหน ลองฝึกดูนะครับ เมื่อทำได้สำเร็จแล้ว จะได้นำไปเล่าให้ผู้อื่นฟังต่อไปได้ เพื่อให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อๆไปครับ

credit: http://www.entraining.net/

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 15.07.09 at 21:31:21

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งเขาได้ ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้

หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้

แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขาดีขึ้นได้

อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี

เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ

ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า " โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้า
มันง่ายนิดเดียว

นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา
แล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป"

เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก

วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน
มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด

นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่

ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลาตามคำแนะนำของฤาษี

อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น
สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง

แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า

"หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน"

ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า

"ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย

เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว"




หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว





เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง





เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน




แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน




จากการพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์





โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 15.07.09 at 21:34:08

ถ้าเราจะเป็นผู้นำที่ดี หรือ อยากจะพัฒนาตัวเองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคงต้องยึดหลัก A, B, C, D ดังนี้


Attitude = ทัศนคติเชิงบวก เราต้องมีความคิดหรือทัศนคติเชิงบวก ในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ว่าเราสามารถทำได้และจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจไว้

Believe = ความเชื่อมั่นศรัทธา ความเชื่อ ในตัวเอง ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนแล้วการกระทำก็จะเปลี่ยน ดังนั้น ถ้ามีความเชื่อในเรื่องใด ๆ การกระทำของเราในเรื่องนั้น ๆ ก็จะเกิดขึ้นตามความเชื่อของเรา เพราะเราเป็นผู้เลือกที่จะเชื่อในสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเราเอง ไม่มีใครมาบังคับเราได้

Courage = ความกล้าหาญ หากเรากล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เท่ากับว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เราต้องพยายามอยู่ใกล้คนที่ Encorage เราเพื่อให้เกิดกำลังใจในการเผชิญอุปสรรค และควรหลีกเลี่ยงคนที่ Discorage เรา เพราะจะทำให้เราท้อถอยแล้วยกเลิกความตั้งใจ

Decision = การตัดสินใจ ต้องติดสินใจและลงมือทำทันทีเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหายที่ตั้งใจไว้ให้เร็วที่สุด

credit :http://www.oknation.net/blog/goodcoach/2009/07/05/entry-1

10 เรื่องที่มีการสำรวจมาว่ามีคนอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมากที่สุด ได้แก่

1. การใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนมากขึ้น จากการสำรวจความคิดเห็นพบว่า ชาวอเมริกันมากกว่า 50% อยากใช้เวลาพบปะกับครอบครัวและเพื่อนฝูงมากขึ้น อาทิ การไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน

2. ออกกำลังกายให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยให้ชีวิตยืนยาว จิตใจแจ่มใส และลดความดันโลหิต แถมยังช่วยให้รู้สึกดีและดูดีไปพร้อม ๆ กัน

3. ลดน้ำหนัก จากการศึกษาพบว่า มากกว่า 66% ของชาวอเมริกันมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเด็นนี้จะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากเปลี่ยนแปลงมากที่สุด มีคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ที่ลดน้ำหนักได้สำเร็จบอกว่า ควรตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้แล้วก็มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ก็จะทำให้การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป

4. เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับคนที่เคยพยายามมาแล้วแต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จก็อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะโดยเฉลี่ยแล้วจะต้องพยายามกันถึง 4 ครั้งจึงจะเลิกได้สำเร็จ และปัจจุบันนี้มีสิ่งที่จะช่วยผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่อยู่มากมาย ทั้ง Hotline สายด่วน หรือ คอร์สสำหรับการบำบัด ที่จะต้องใช้เวลาสักพัก แต่เชื่อว่าจะทำให้เลิกนิสัยนี้ไปได้ในที่สุด

5. สนุกสนานกับชีวิตมากขึ้น ด้วยความเครียดที่บีบคั้นรอบ ๆ ตัว ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาตั้งปณิธานที่จะสนุกสนานกับชีวิตให้มากขึ้น มีคำแนะนำเพิ่มเติมว่าให้หัดลองหากิจกรรมที่จะสร้างสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ลองทำอะไรใหม่ ๆ เช่น งานอดิเรกใหม่ ไปทำสปา และดูละคร เป็นต้น

6. เลิกเหล้า เป็นอีกนิสัยหนึ่งที่ไม่สามารถกระทำได้โดยทันที การถือโอกาสเริ่มต้นนับเป็นอีกวิธีที่ช่วยได้ โดยอาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่ม ในต่างประเทศจะมีการจัดให้ผู้ที่ต้องการเลิกเหล้ามาพบปะพูดคุยเพื่อให้กำลังใจกันและกันก็สามารถช่วยผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าได้อย่างมาก

7. หลุดจากการเป็นหนี้ ถ้าหากปัญหาเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต ก็ควรจะอุทิศให้ปีนี้เป็นปีที่จะสามารถจัดการปัญหาด้านการเงินได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะสามารถนำไปสู่อนาคตทางการเงินที่ดีในอนาคตได้

8. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หลายคนคงเคยคิดที่จะเปลี่ยนอาชีพ หรือลองเรียนภาษาเพิ่มเติม หรือแม้แต่ซ่อมคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเรียนหรือการหาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ก็ล้วนเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

9. ช่วยเหลือผู้อื่น หรือการเสียสละเพื่อส่วนรวมสามารถทำได้หลายทางด้วยกัน ทั้งการเป็นอาสาสมัครในองค์กรการกุศลต่าง ๆ หรือ การเลี้ยงเด็กกำพร้า รวมไปถึงการบริจาคสิ่งของที่เราไม่ใช้แล้ว เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หรือของใช้ในบ้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์แทนที่จะทิ้งไว้รกบ้าน

10. จัดระบบชีวิตตัวเอง เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้มากที่สุดในการตั้งปณิธาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดบ้าน หรือจัดออฟฟิสให้เป็นระเบียบ เพื่อให้สามารถหาของที่ต้องการใช้ได้โดยง่าย และช่วยลดความวุ่นวายของชีวิต ตลอดจนทำให้ชีวิตสงบมากขึ้น
:)
http://share.psu.ac.th/

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 16.07.09 at 08:33:00

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

เรื่อง เศรษฐีกับฤาษี ให้แง่คิดดีทีเดียวครับ

ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร ๆ ให้ดีขึ้น ไม่ใช่เริ่มจากคนรอบข้าง แต่ให้เริ่มจากตัวเราเองก่อน

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by PATSTUDIO on 18.07.09 at 04:32:45

-   สวัสดีครับ คุณtigerroad197 ...

-   ก่อนอื่นต้องขอบคุณ   ที่มักจะแวะเข้าไปให้คำ ติ-ชม ในกระทู้ของผมบ่อยๆ...

-   ที่เข้ามาทักทายวันนี้   ด้วยเพราะว่า คุณวัชรพันธุ์ ฝากสวัสดีมาครับ   แถมยังฝากถามราคาทองมาด้วยน่ะครับ...

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 18.07.09 at 06:03:00


PATSTUDIO wrote on 18.07.09 at 04:32:45:
-   สวัสดีครับ คุณtigerroad197 ...

-   ก่อนอื่นต้องขอบคุณ   ที่มักจะแวะเข้าไปให้คำ ติ-ชม ในกระทู้ของผมบ่อยๆ...

-   ที่เข้ามาทักทายวันนี้   ด้วยเพราะว่า คุณวัชรพันธุ์ ฝากสวัสดีมาครับ   แถมยังฝากถามราคาทองมาด้วยน่ะครับ...


ฝากสวัสดีพี่เปาด้วยครับผม ถ้าว่างก็เรียนเชิญครับ ผมยังจำตอนไป karoke กับพี่เปาปี 2005 ได้ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.07.09 at 09:13:50


PATSTUDIO wrote on 18.07.09 at 04:32:45:
-   สวัสดีครับ คุณtigerroad197 ...

-   ก่อนอื่นต้องขอบคุณ   ที่มักจะแวะเข้าไปให้คำ ติ-ชม ในกระทู้ของผมบ่อยๆ...

-   ที่เข้ามาทักทายวันนี้   ด้วยเพราะว่า คุณวัชรพันธุ์ ฝากสวัสดีมาครับ   แถมยังฝากถามราคาทองมาด้วยน่ะครับ...


สวัสดีครับ...คุณพัฒน์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ

และต้องขอขอบคุณ คุณพัฒน์ และ คุณวัชรพันธุ์ หรือ คุณเปา แฟนพันธุ์แท้อุลตร้าแมน เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

และขอฝากสวัสดีถึง คุณเปา ด้วยครับ ก่อนหน้านี้ยังมีโอกาสได้พูดคุยกันตามเวปบ้าง แต่พักหลัง ๆ ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเลยครับ

และถ้าหากเป็นไปได้ ก็อยากมีโอกาสได้เจอตัวจริงเสียงจริงทั้ง คุณพัฒน์ และ คุณเปา ด้วยครับ

:)  :)  :)

ในส่วนของราคาทอง สองสามวันมานี้ขึ้นต่อเนื่องกันมาเรื่อย ๆ ครับ อย่างราคาล่าสุดประจำวันศุกร์ที่ 17 ก.ค. 2552 ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 15100 ซื้อเข้าบาทละ 15000

ส่วนราคาทองวันเสาร์ถ้าเทียบราคาเมืองนอกแล้ว น่าจะปรับตัวขึ้น 50 บาทนะครับ แต่ตอนที่พิมพ์กระทู้นี้อยู่นั้น ราคาทองคำยังไม่เปิดตลาดครับ

ถ้าหากมีโอกาสคงได้พูดคุยกันอีกนะครับ

และขอถือโอกาสนี้บอก คุณพัฒน์ ว่า ผมเป็นแฟนหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยของ คุณพัฒน์ มาตั้งแต่สามสิบปีก่อนแล้วครับ โดยเริ่มมาจาก พิริยะสาสน์ ก็ว่าได้

มาห่างจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแปลไทยตอนเป็นวัยรุ่นครับ และช่วงนั้นก็ต้องยอมรับว่าวงการหนังและการ์ตูนฮีโร่ของญี่ปุ่นก็ซบเซามาก จากที่เคยสร้างปีละหลายเรื่องก็เหลือแค่เรื่องสองเรื่องเท่านั้นเอง


[smiley=zsiamknight.gif]  [smiley=zsiamknight.gif]  [smiley=zsiamknight.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.07.09 at 09:47:03

ราคาทองคำประจำวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2552 ราคาทองคำแท่งยังเท่ากับวันศุกร์ครับ

ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 15100

ราคาทองคำแท่งซื้อเข้าบาทละ 15000

ทั้งที่ความจริงแล้ว ราคาทองคำน่าจะมีการปรับตัวขึ้นอีก 50 บาทครับ แต่ที่ไม่ได้ปรับน่าจะเป็นเพราะว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ ราคาทองต่างประเทศหยุดการเปิดราคา

ราคาที่ใช้อ้างอิงจะเป็นราคาปิดตลาด ซึ่งอาจจะมีการผันผวนอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ครับ

:)  :)  :)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by PATSTUDIO on 19.07.09 at 04:55:43

-   ขอบคุณมากครับ คุณtigerroad197...  ดีใจครับที่ทราบว่าเป็นแฟนหนังสือของผมมาตั้งแต่ยุค พิริยะสาส์น นู้น...  เชื่อว่าเราคงมีโอกาสได้เจอะเจอกันน๊ะครับ...

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 20.07.09 at 08:04:49


PATSTUDIO wrote on 19.07.09 at 04:55:43:
-   ขอบคุณมากครับ คุณtigerroad197...  ดีใจครับที่ทราบว่าเป็นแฟนหนังสือของผมมาตั้งแต่ยุค พิริยะสาส์น นู้น...  เชื่อว่าเราคงมีโอกาสได้เจอะเจอกันน๊ะครับ...  


ด้วยความยินดีครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 23.07.09 at 11:51:06

เอาข้อคิดดี ๆ มาฝากกันในรูปการ์ตูนครับ

Credit With Thanks.
www.ranthong.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 23.07.09 at 12:15:26

เอาข้อคิดดี ๆ มาฝากกันในรูปการ์ตูนครับ

Credit With Thanks.
www.ranthong.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 23.07.09 at 12:17:02

เอาข้อคิดดี ๆ มาฝากกันในรูปการ์ตูนครับ

Credit With Thanks.
www.ranthong.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 24.07.09 at 12:36:05

"ชั่งมัน" ="ช่างมัน" LET IT GO เป็นข้อคิดที่ดีครับ

ช่างมัน โดยท่าน ว. วชิรเมธี


จงอย่าแบกความคาดหวัง เรามีหน้าที่เพียงแต่ทำเหตุให้มันดี ส่วนผลจะเป็นอย่างไรอย่ากังวล



กฤตธีรา : เข็มเคยเครียดตอนทำรายการตีสิบใหม่ ๆ เข็มทำงานเบื้องหลังอย่างอื่นมาโดยตลอด แล้วเข็มก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาในวงการ เข็มมาแทนโบ ชญาดา แล้วเข็มจะโดนเยอะ หลายๆ ฝ่าย คนโน้นติ คนนั้นติ แล้วจะเครียดเพราะยังรับมือไม่เป็น
มันเป็นประสบการณ์ใหม่แล้วเครียด พอมันเครียดไปแล้ว เราไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ก็จะเครียดซ้ำ เพราะไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากความเครียด ต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นแรมปี เดือนหนึ่งเข้าถึง ๓-๔ วัน เพราะไม่สบาย หมอบอกว่าเวลาเครียดจนไม่เลี้ยงสมอง แล้วเข็มเลือดน้อยเลยเป็นลมบ่อย จะมีอาการข้างเคียงเยอะมาก เจ็บคอ มีเม็ดเลือดขาวเยอะ ตอนหลังมานี่เริ่มปรับ

ว. วชิรเมธี : ไม่รู้สาเหตุว่าทุกข์ แล้วไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร เป็นทุกข์ซ้ำซาก แล้วทำอย่างไรให้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ ใช้เวลาเยียวยา หรือว่ามีวิธีการจัดการกับความทุกข์นั้นอย่างไร

กฤตธีรา : ตอนนั้นเกือบตาย เข็มผอมมาก ผอมกะหร่องเลย ยังจัดรายการตีสิบอยู่ เป็นปีแรก

ว. วชิรเมธี : คนอื่นเขารู้ไหมว่าเครียดขนาดนี้

กฤตธีรา : ทีมงานจะรู้ค่ะ แต่ว่าคนอื่นๆ อย่างคนดูทางบ้านก็ ‘อู๊ย ผอมสวยมาก ผอมเพรียว’ สมมุติว่าไปทำงาน เข็มจะปวดหัว เป็นไมเกรน เจ็บคอมาก พูดไม่ได้ เลยจะหยุดบ่อยเหมือนกัน
พอเครียดปั๊บแล้วเราไม่รู้ว่าจากอะไร ตื่นมาจะไม่สดใส ตื่นมาโลกจะมัวๆ เทาๆ มันอธิบายไม่ได้ ตื่นไม่ไหว เป็นอย่างนี้อยู่เป็นปี แต่ชาวบ้านคนดูเขา บอกว่าสวยมา ผอม เข็มเป็นหนักมาก สมมุติว่าเริ่มเป็นเดือนกุมภาพันธ์ จะมาเป็นหนักๆ ช่วงตุลาคมคมถึงพฤศจิกายน แล้วเดือนธันวาคม นี่คือนอนโรงพยาบาลไปเลย
แล้วอยู่ดีๆ ก็หาย คือเข็มมาคิดอยู่ว่าตัวเองคงจะเป็นอย่างนี้ไปจนตายเหรอ แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งตื่นขึ้นมามันก็หาย

ว. วชิรเมธี : เป็นเพราะงานมันรื่นไหลหรือเปล่า แล้วทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

กฤตธีรา : ทุกวันนี้ก็โอเคนะคะ เพราะช่วงแรกๆ ยังปรับตัวไม่ได้ หมอบอกว่าเขาวินิจฉัยเยอะมาก เขาต้องตรวจเลือด ตรวจทุกอย่าง จนเข็มไม่รู้ว่าเป็นอะไร ต้องตรวจมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย แล้วเม็ดเลือดขาวเยอะมาก และอยู่ในปริมาณที่สูง
จนเข็มเปลี่ยนการดำเนินชีวิต เพราะเข็มเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัว เป็นคนที่ค่อนข้างขี้อาย พอดีคนมาสนใจเยอะๆ ก็เลยเครียด

ว. วชิรเมธี : อาจเป็นเพราะว่าเราชอบการอยู่คนเดียว แล้วพอมาอยู่ท่ามกลางฝูงชน นี่อาจเป็นโรคป่วยเพราะความคาดหวัง ซึ่งเป็นโรคทางจิตวิญญาณชนิดหนึ่ง บางทีสังคมคาดหวังจากเรา แต่เราให้ได้ไม่เท่าที่สังคมคาดหวัง นี่คือผิดหวังอย่างที่หนึ่ง
ผิดหวังอย่างที่สองก็คือ ทำไมฉันถึงทำไม่ได้ล่ะ ฉันเคยเก่งกว่านี้นี่นา อันนี้อาจจะผิดหวังจากตัวเอง และ
ผิดหวังที่สาม ทีนี้ความทุกข์มันตกตะกอน มันไม่ไปเสียที ทุกข์เพราะว่ามันยังทุกข์อยู่ตลอดเวลา ก็ไปเครียดกับความทุกข์ที่มันยังไม่หนีสักที แสดงว่าอาจจะเจอลูกศรเข้าไปสักสามดอก เป็นโรคของคนที่ก้าวออกไปทำอะไรใหม่ๆ เพราะฉะนั้นบุคคลสาธารณะจึงต้องมีภูมิคุ้มกันตัวนี้ คือ ต้องให้คนด่าไว้ก่อน เวลาเราทำอะไรใหม่ๆ ในเชิงสร้างสรรค์ อาตมาจะบอกตัวเองเอาไว้เลยว่า ถ้าทำงานชิ้นนี้แล้วมีคนด่า มีคนวิจารณ์ในเชิงลบ แสดงว่างานของเราใกล้ความสำเร็จมากแล้ว เพราะถ้าทำอะไรออกมาแล้ว เงียบหมด อย่างนี้อันตรายมาก เพราะมันสะท้อนว่า งานของเราไม่มีค่าพอที่จะให้คนพูดถึง แต่เมื่อเราลงมือทำงานอะไรไป พอมีคนด่า มีคนตำหนิอาตมายิ้มแล้ว แสดงว่า เรามาถูกทาง
คนที่อยู่ท่ามกลางสปอตไลต์ทั้งหลายควรจะคิดอย่างนี้ไว้บ้าง เวลามีคนด่าก็ถือว่า งานได้รับความสนใจ หรือไม่ก็มองว่า ยิ่งด่า ยิ่งตำหนิยิ่งชี้ให้เราเห็นข้อบกพร่อง ถ้าทำใจไว้อย่างนี้แต่แรกเมื่อตอนเริ่มทำงานอะไรก็ตาม คำตำหนิ คำวิจารณ์ หรือความคาดหวังจากสังคมจะทำให้เราป่วยหรือเครียดไม่ได้หรอก บางทีคุณเข็มอาจจะหายป่วยเพราะปล่อยวางอย่างนี้ก็เป็นได้ ใช่ไหมล่ะ?

กฤตธีรา : ค่ะ เข็มหายป่วยเพราะคำๆ เดียว ขอโทษนะคะ คือ ‘ช่างแม่ง’ ‘ ฉันไม่แคร์’ ‘ช่างมัน’ จากนั้นทุกอย่างก็เลยดีขึ้น

ว. วชิรเมธี : ใครที่บอกว่า ‘ช่างมัน’ แสดงว่าจะต้องผ่านอะไรมาหนักหนามาก แล้วคนที่จะหลุดคำว่า ‘ช่างมัน’ ออกมาได้ อาตมาเชื่อว่ามันไม่ได้หลุดเฉยๆ นะ แต่จะต้องมีอะไรมาปะทะแรงๆ ทั้งข้างนอกข้างใน สุดท้ายพอบอกว่า ‘ช่างมัน’ ตรงนี้เป็นช่วงที่เราเป็นตัวของตัวเอง พอเราเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น ความคาดหวังที่มันอยู่บนไหล่ของเรามันก็พังลงไปหมด
วิธีคิดแบบช่างมันนี้ เป็นวิธีคิดที่ดีมากวิธีหนึ่ง หากเอาธรรมะเข้าจับคำว่า ‘ช่างมัน’ ก็คือการปล่อยวางนั่นเอง ปล่อยวางอะไร ก็คือปล่อยวางทุกสิ่งที่เราแบกแล้วมันทำให้ทุกข์นั่นแหละ
การแบกทุกรูปแบบไม่ว่าแบกคน แบกของ แบกสถานภาพ แบกความคาดหวัง และแบกภาพลักษณ์ ล้วนทำให้เกิดความทุกข์ แล้วแต่ว่าใครจะแบกอะไร แต่แบกแล้วหนักใจที่สุดคือแบกความคาดหวัง
นักกีฬาโอลิมปิค นักฟุตบอลทีมชาติ นายกรัฐมันตรี นักเรียนที่กำลังเอนทรานซ์ สาวงมาที่เข้าประกวดชิงมิสเวิลด์ ดาราที่แบกเรตติ้งของละครที่ตัวเองเล่น เซลส์แมนที่ต้องทำยอดขายให้ทะลุเป้า อัจฉริยบุคคลที่ต้องแบกชื่อเสียงตลอดเวลา คนเหล่านี้คือตัวอย่างของผู้ที่ทุกข์เพราะแบกความคาดหวัง
พอเราไม่แบกความคาดหวังเสียได้ ชีวิตก็เบา ก็เรียบง่าย ใดปลอดโปร่ง สุขภาพกายสุขภาพจิก็ดีโดยอัตโนมัติ
ในทางพระท่านสอนว่า จงอย่าแบกความคาดหวัง เรามีหน้าที่เพียงแต่ทำเหตุให้มันดี ส่วนผลเป็นอย่างไรอย่ากังวล
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า แม่ไก่ที่ดี ทำหน้าที่เพียงฟักไข่ ไม่ต้องอธิษฐานหรอก ถ้าอุณหภูมิพอดี ไม่นานลูกน้อยก็จะกะเทาะกระเปาะฟองออกมาเอง นี่คือการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางอย่างเป็นธรรมชาติ วิธีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งให้จำง่ายว่า ‘ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล’

กฤตธีรา : แล้วเด็กๆ ที่โดนพ่อแม่คาดหวังสูงๆ จนฆ่าตัวตายล่ะคะ

ว. วชิรเมธี : นั่นก็เป็นเพราะว่าพ่อ แม่ และตัวเด็กเอง ไม่เคยเรียนธรรมะ เรื่องการปล่อยวางไงล่ะ แล้วคำว่า ‘ปล่อยวาง’ นี้ไม่ได้หมายความว่า ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมน่ะ แต่หมายความว่า ทำอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุดสร้างเงื่อนไขปัจจัยที่ดีที่สุดก็พอแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรให้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยตามที่เราสร้างเอาไว้มันจะจัดสรร ให้เป็นไปของมันเอง
เหมือน เราอยากให้กุหลาบผลิดอกสะพรั่ง หน้าที่ของเราคือรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ไม่ต้องอ้อนวอนให้กุกลาบออกดอกหรอก ถ้าเราทำเหตุดีแล้ว เมื่อเหตุปัจจัยแวดล้อมพรั่งพร้อม เดี๋ยวผลมันจะแสดงตัวออกมาให้เห็นเอง การปล่อยวางที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นหลังจากการพยายามสร้างเหตุมาเป็นอย่างดี แล้ว จากนั้นจึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติ โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง

กฤตธีรา : ไม่ใช่ว่า ‘ช่างมัน อย่างไรก็ได้’ ใช่ไหมคะ

ว. วชิรเมธี : ท่าทีแบบ ‘ช่างมัน อย่างไรก็ได้’ อย่างนี้ไม่ใช่ ‘ปล่อยวาง’ เขาเรียกว่า ‘ปล่อยปละละเลย’ ไม่ใช่ปล่อยวาง อย่างนั้นคือปัดความรับผิดชอบ
‘ช่าง มัน’ ที่แท้และถูกต้องจะต้องมาพร้อมๆ กับการตระหนักความจริงบางสิ่งบางอย่างของชีวิต คือเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต แล้วถึงอุทานคำนี้ออกมาได้ อันนี้เป็นการปล่อยวาง แต่ถ้าทำงานไม่เสร็จแล้วใครมาทวงก็ช่างมัน เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อันนี้ไม่ใช่แล้ว อันนี้คือปล่อยปละละเลย เป็นอธรรมนะ ไม่ใช่ธรรมะ
ใครลองบอกตัวเองว่า ‘ช่างมัน อย่างไรก็ได้’ บ่อยๆ สิ แล้วจะเห็นเองแหละว่า ชีวิตเริ่มตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย เรื่องช่างมันนี้ต้องใช้วิจารณญาณให้ดี บางทีคิดว่ากำลังปล่อยวาง แต่อาจเป็นปล่อยปละละเลยอยู่ก็ได้

http://larndham.net/index.php?showtopic=24619

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.07.09 at 12:44:34

ว. วชิรเมธี : ท่าทีแบบ ‘ช่างมัน อย่างไรก็ได้’ อย่างนี้ไม่ใช่ ‘ปล่อยวาง’ เขาเรียกว่า ‘ปล่อยปละละเลย’ ไม่ใช่ปล่อยวาง อย่างนั้นคือปัดความรับผิดชอบ
‘ช่าง มัน’ ที่แท้และถูกต้องจะต้องมาพร้อมๆ กับการตระหนักความจริงบางสิ่งบางอย่างของชีวิต คือเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต แล้วถึงอุทานคำนี้ออกมาได้ อันนี้เป็นการปล่อยวาง แต่ถ้าทำงานไม่เสร็จแล้วใครมาทวงก็ช่างมัน เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อันนี้ไม่ใช่แล้ว อันนี้คือปล่อยปละละเลย เป็นอธรรมนะ ไม่ใช่ธรรมะ
ใครลองบอกตัวเองว่า ‘ช่างมัน อย่างไรก็ได้’ บ่อยๆ สิ แล้วจะเห็นเองแหละว่า ชีวิตเริ่มตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย เรื่องช่างมันนี้ต้องใช้วิจารณญาณให้ดี บางทีคิดว่ากำลังปล่อยวาง แต่อาจเป็นปล่อยปละละเลยอยู่ก็ได้


ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ข้อคิดของ ท่าน ว. วชิรเมธี ที่ คุณลู นำมาฝากข้างต้นนี้ ช่วยเสริมกับภาพการ์ตูนก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียวครับ

8)  ??? ???  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.07.09 at 11:18:34

นิทานโทสะ ตอน ศรัทธาหัวเต่า

ชาวพุทธเราไม่ถอยเรื่องการทำบุญกันอยู่แล้ว...

ทุกคนเชื่อว่าการทำบุญ ทำทานเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

แล้วมีใครเคยสังเกตไหมว่า...ระหว่างการทำบุญสร้างกุศลของพวกเรา ก็อาจมีเหตุให้พลาดพลั้งทำบาป เกิดจิตอกุศล
ขึ้น...ด้วย “โทสะ”

คุณอาผมเป็นนักทำบุญระดับมืออาชีพ จัดทัวร์กฐิน ผ้าป่าเป็นประจำทุกปีมาตลอดชีวิต และหากบางวัดที่แกศรัทธา มี
การจัดงานประจำปี อาผมก็จะพาลูกเมีย ญาติพี่น้องไปตั้งโรงทานแจกอาหาร กาแฟ น้ำปานะ ไอศกรีมกัน ตามแต่
กำลังทุนทรัพย์ที่มีกันตอนนั้น

ชาวพุทธเราเชื่อว่า การทำโรงทานนับเป็นการสร้างบุญใหญ่อย่างหนึ่ง แต่จะมีใครรู้...ระหว่างการบำเพ็ญบุญ
อยู่นี้ อาจมีเหตุให้เกิดบาปอกุศลได้

เช้าวันนี้อากาศสดใส เป็นงานบุญประจำปีของวัด...ที่โรงทานนอกจากมีกาแฟ น้ำดื่มเลี้ยงแล้ว ก็ยังมีการแจกไอศกรีม
แท่ง ไว้บริการคณะญาติโยมที่มาทำบุญอีกด้วย

คุณอากำลังคอยแจกไอศกรีมแท่งอย่างมีความสุข ผู้ที่มารับส่วนใหญ่จะมีสีหน้าแช่มชื่น อิ่มบุญมีความสุข แต่ละคนก็จะ
มารับไอศกรีมกันคนละแท่ง สองแท่งไปรับประทานกัน

ผู้ให้มีจิตเป็นกุศล มีความสุข ผู้รับก็มีจิตยินดี อนุโมทนา แต่บนเส้นทางบุญนี้ ย่อมมีความเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เช่นเดียว
กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลก

ระหว่างการแจกทานไอศกรีม ก็มีป้าแก่ ๆ คนหนึ่ง ถือถาดมากอบไอศกรีมแท่งใส่เป็นจำนวนมาก อาผมเห็นอย่างนั้นก็
นึกฉุน ไม่พอใจ เพราะมีเจตนาอยากแจกเฉลี่ยให้ทุกคนได้รับประทานกันทั่ว ๆ ไม่พอใจที่มีคนมา “เหมา” ไปมากขนาด
นี้ จึงพูดเตือนแกไปดี ๆ...

“นี่...ยาย เอาไปแค่แท่งสองแท่งก็พอจ้ะ เอาใส่ถาดไปเยอะแยะอย่างนี้ เดี๋ยวคนมาทีหลังเขาจะไม่ได้กินกัน”

ถ้าเป็นคนทั่วไปโดนทักอย่างนั้น คงเกิดความละอายใจ รีบขอโทษแล้วแบ่งคืนมาให้ แต่บังเอิญอาผมคงได้เจอกับ
คุณป้ามหาภัยเข้า แทนที่จะเข้าใจกลับย้อนคืนเสียแสบ

“อ้าว...ก็ของแจกทานไม่ใช่เรอะ ใครจะเอาไปกินเท่าไหร่ก็ได้นี่ ทำไมต้องมากำหนดให้แค่แท่ง สองแท่งด้วย
ล่ะ อย่างนี้มันก็เป็น “ศรัทธาหัวเต่า” ผลุบเข้าผลุบออก ได้เรื่องที่ไหน”

ถูกด่าเป็น “ศรัทธาหัวเต่า” เข้าแบบนี้ นักทำบุญก็เลือดขึ้นหน้าได้เหมือนกัน ใจคงนึกอยากเอาถังไอศกรีมทุ่มใส่
คุณป้าปากดี แต่โมโหยังไงอาแกก็คงแบกไม่ไหว (ตัวแกก็แก่พอกัน) ทำได้แค่ยืนกัดฟันกรอด ๆ มองคุณป้าหอบ
ไอศกรีมเดินเฉิบ ๆ ไปด้วยความโมโห

บุญกุศลกระเจิงหมด ใจที่แช่มชื่นเปลี่ยนเป็นเดือดปุด ๆ ไฟโทสะเต้นเร่า โกรธจนแน่นอก ต้องหลบไปนั่งทำใจอยู่ใน
ห้องน้ำ ไม่ออกอาละวาดให้ใครเขาเดือดร้อน

พักใหญ่ กว่าไฟโทสะจะซา มีสติเห็นจริงตามคำพูดคุณป้ามหาภัย...

ตัวแกคงเป็นพวกศรัทธาหัวเต่าจริง ๆ นั่นแหละ ในเมื่อตั้งใจทำโรงทานแล้ว จิตใจควรเปิดกว้าง อย่างไม่มีเงื่อนไข...
ใครจะเอาไปเท่าไหร่ก็แล้วแต่ความต้องการของผู้รับสิ...ผู้ให้มีหน้าที่แค่ให้ จะมาสร้างเงื่อนไขให้ใจมีกำแพงไป
ทำไม

หมดก็หมดสิ...จะไปกลัวอะไร...ในเมื่อเราได้ให้อย่างเต็มกำลังศรัทธาแล้ว

ประโยชน์ของการทำโรงทาน ไม่ใช่มีแค่ “บุญ” กุศลเท่านั้นหรอก หากเราฉลาดพอก็สามารถใช้เป็นสนามเรียนรู้จิตใจ
ตนเองได้

สิ่งที่ได้รับนั้นมีคุณค่ามากกว่าที่คิด...แค่การมีใจที่เปิดกว้าง พร้อมให้อย่างไม่เลือกหน้า ไม่มีเงื่อนไขนั้น มันก็เป็นบุญที่
ไม่ธรรมดาแล้ว

นอกจากนี้...เรายังได้เรียนรู้ และฝึกฝนในเรื่องที่ยากเย็นอีกหนึ่งเรื่อง...

นั่นคือ...เรื่องของการให้ “อภัย”


Credit With Thanks.
www.ranthong.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.07.09 at 11:25:43

ลูกบอลกับชีวิต

ลูกบอลกับชีวิต โยนให้ดี....ให้สวยงามกับชีวิตคุณเอง

หากชีวิตเราเปรียบเสมือนเกมโยนบอล 5 ลูกสลับกันไปในอากาศคล้ายนักเล่นกล

บอลทั้ง 5 เปรียบได้กับ งาน,   ครอบครัว, สุขภาพ, เพื่อน และจิตใจ

เราคงต้องบอกว่า งาน นั้นคงต้องเป็นลูกบอลยาง ซึ่งแม้ว่าเราจะพลาดพลั้งทำตกกี่ครั้งมันก็สามารถที่จะกระเด้งกระดอนกลับมาให้เรานำกลับมาเล่นต่อได้

แต่บอลอีก 4 ลูกที่เหลือ คือ ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตใจ นั้นเป็นเช่นลูกแก้ว การพลาดพลั้งทำลูกใดลูกหนึ่งตกไปนั้น   แม้เป็นเพียงแค่รอยถลอก รอยตำหนิเล็ก ๆ รอยหัก แหว่ง หรือแตกละเอียด ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันกลับมาเป็นลูกแก้วที่แววใสดังเดิมได้  

ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า.....ชีวิตเราคือ.....การต่อสู้ประคับประคองบอลทั้ง 5 ลูกที่แตกต่างกัน โดยสิ้นเชิงให้สมดุลย์มากที่สุด..... ทำอย่างไรน่ะหรือ ??

อย่างแรก.....** จงอย่าประเมินค่าของตัวเองให้ต่ำต้อย โดยการเปรียบเทียบกับคนอื่น พึงระลึกเสมอว่าเราทุกคนล้วนแตกต่างกันและทุกคนก็มีความพิเศษเป็นของตนเองโดยเฉพาะอย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ค่าการปล่อยเวลาให้ผ่านไป  

** จงคิดว่าทุก ๆ วันที่ผ่านพ้นไปคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา อย่าเพิ่งละความพยายามเมื่อเจอปัญหา

** จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นเมื่อคุณทิ้งความพยายามของคุณเอง อย่ากลัวที่จะยอมรับว่า เราไม่ใช่คนที่สมบูรณ์พร้อมในทุกอย่าง เพราะการหลงตัวเองจะเปรียบผมเส้นบาง ๆ ที่บังตา ไม่ให้คุณมองเห็นผู้คนรอบข้าง

** จงอย่ากลัวการเสี่ยง เพราะมันคือโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ถึงความกล้าหาญ

** อย่าทิ้งความรักไปจากชีวิต โดยการบอกว่ามันไม่มีทางที่จะหาพบ หนทางที่ง่ายที่สุดที่จะได้รับความรักคือการรู้จักให้   และการรักษาความรักที่ดีที่สุดคือการให้อิสระกับมัน จำไว้ว่า ยิ่งคุณพยายามไขว่คว้ามันไว้กับตัวคุณมากเท่าไร มันก็ยิ่งจะจากไปจากคุณได้เร็วเท่านั้น

** อย่าพิจารณาชีวิตของคุณเร็วเกินไป จนคุณลืมที่จะนึกว่าคุณมาจากที่ไหนและคุณกำลังจะไปที่ใด พึงตระหนักว่าความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราต้องการคือ ความประทับใจ

** จงอย่ากลัวการรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ความรู้นั้นไร้น้ำหนัก แต่เป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่มันจะติดตัวคุณไป และจะไม่มีใครที่สามารถขโมยมันไปจากคุณได้

** จงใช้เวลาและคารมอย่างระมัดระวัง เพราะทุกสิ่งที่ผ่านไปจะไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้เหมือน สายน้ำที่ไม่มีวัน จะไหลย้อนกลับ

** จงรู้ว่า ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน แต่ชีวิตคือการเดินทางคือการสัมผัสรับรู้ในแต่ละก้าวที่เดินไป

** และสุดท้าย ทุกอย่างของชีวิตขึ้นอยู่ตัวของคุณเอง

++ รักษาลูกบอลทุกลูกของชีวิตไว้ให้ดีดีนะคะ ++

Credit With Thanks.
http://www.geocities.com/pangamp/forward_mail.htm

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 27.07.09 at 19:29:46


Quote:
แต่บอลอีก 4 ลูกที่เหลือ คือ ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตใจ นั้นเป็นเช่นลูกแก้ว การพลาดพลั้งทำลูกใดลูกหนึ่งตกไปนั้น   แม้เป็นเพียงแค่รอยถลอก รอยตำหนิเล็ก ๆ รอยหัก แหว่ง หรือแตกละเอียด ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันกลับมาเป็นลูกแก้วที่แววใสดังเดิมได้  


อันนี้เรื่องจริงครับ เห็นด้วยเต็มๆ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.07.09 at 07:48:13

ลักษณะของคนที่มักไม่ก้าวหน้าในการทำงานหรือมักมีปัญหาในการทำงาน ได้แก่

>  1. มีปัญหาในการสื่อความหมาย นับเป็นปัญหาสำคัญมาก เป็นพวกที่พูดกันเข้าใจยาก เข้าใจผิดบ่อย ๆ ขาดสมาธิในการฟัง มีความผิดปกติในการพูดและสื่อความหมาย บางรายทำให้เกิดความ เสียหายแก่องค์กรมาก

>  2. ก้าวร้าว ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ มักแสดงออกเต็มที่ (เป็นพวก Impulsive Personality) เมื่อแสดงความก้าวร้าวไปแล้วมักเสียใจ อยากแก้ตัว แต่ก็ทำซ้ำ ๆอีก แต่บางคนก้าวร้าวจนเป็นนิสัย (Aggressive Personality) มักทำเป็นประจำและไม่รู้สึกผิดด้วย

>  3. ใจแคบ ไม่ยืดหยุ่น ทำให้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานได้ยาก ไม่เห็นใจคนอื่น ไม่มีการอะลุ้มอล่วย มักทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ง่าย

>  4. ย้ำคิดย้ำทำ ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ คิดซ้ำ ๆ เปลี่ยนแปลงยาก มักเป็นคนที่หวังผลการทำงานเต็มร้อย แต่ก็ทำไม่ได้ ชอบตำหนิคนอื่น ทำให้ขาดพลังในการทำงานเป็นทีม

>  5. ใจน้อย ทำให้โกรธง่าย มักประชดหรือแกล้งประท้วง และทำผิดได้ง่าย ต้องการให้คนชื่นชมและสนใจเขา บางรายถูกนายตำหนิเกิดความใจน้อยขนาดแกล้งทำให้เครื่องจักรในโรงงานเสียหายก็มี

>  6. ระแวง มักมองคนอื่นเป็นคู่แข่งและศัตรู มักอิจฉา แข่งขันสูง ขาดวินัยในตัวเอง

>  7. ขี้เกียจ เป็นบุคลิกภาพที่ไม่ดี

>  8. ต่อต้านสังคม ชอบขัดนโยบาย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชอบประท้วง โกหกและทำผิดได้ง่ายแม้การทำผิดกฎหมาย

>  9. ไม่รับผิดชอบ ขาดคุณธรรม มักเอาแต่ได้

>  10. พวกดีแต่พูด ขาดวุฒิภาวะ มักขาดสติ และไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน

>  11. ขาดกำลังใจ มักลาป่วยบ่อย ๆ เวลาขาดกำลังใจ เป็นคนอ่อนแอ

>  12. ดีแต่คิด แต่ไม่ลงมือทำ กลัวการทำผิดพลาด ขาดความมั่นใจตัวเองทำให้ขาดผลงาน

>  13. มีความเป็นเด็กสูง ขาดวุฒิภาวะ ไม่รับผิดชอบแต่ชอบสนุกสนานเฮฮาไปวันหนึ่ง

>  14. หลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่ง ถูกต้อง หรือดีอยู่คนเดียว มักดูถูกคนอื่นและแยกตัว เป็นที่เกลียดชังของคนในองค์กร

>  15. พวกดูถูกตัวเอง มักมองตัวเองต่ำต้อย ชอบบ่นถึงความไร้วาสนาและด้อยคุณภาพของตน น่ารำคาญ

>  16. พูดไม่เป็น บางคนปากกับใจตรงกันมากไป มักพูดดูถูกคนอื่นหรือพูดไม่เพราะ พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดและคนอื่นไม่อยากฟัง มีศัตรูในองค์กรมาก

>  17. โรคจิต-ประสาท บางรายเข้าข่ายเป็นโรคประสาท มีความกังวลมาก มักทำให้บรรยากาศรอบตัววุ่นวายและไม่มีความสุข บางคนเข้าข่ายโรคจิต สร้างโลกของตัวเอง กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคจิตก็เสียหายไปมาก

>  18. อารมณ์ไม่ดี ไม่มีความสุข (EQ ต่ำ) ทำให้คนรอบข้างไม่เบิกบาน

>  19. กังวลเกี่ยวกับผลตอบแทนมากไป เช่น งกเงิน อยากได้ค่าตอบแทนมาก ๆ มักท้อถอยในการทำงานหรือออมแรงในการทำงาน

>  20. ขาดความรู้เฉพาะตัวเฉพาะงานของตน ขาดความสามารถทางเทคโนโลยี เช่น เป็นพนักงานขาย แต่ไม่รู้วิธีขาย เป็นพนักงานบัญชี แต่ไม่รู้เรื่องบัญชี

ในการพัฒนาบุคลากรเหล่านี้ต้องอาศัยความรู้ทางจิตวิทยาและวิธีการที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาให้เขาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารร่วมกับแผนกพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยการพัฒนากันเองหรืออาจเชิญวิทยากรภายนอกเข้าช่วยพัฒนาด้วย

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.07.09 at 07:50:01

คุณเคยปวดหัวไหม  ‘โจ’ มีโรคประจำตัวคือ…ปวดหัวเป็นประจำ แต่ว่าไม่เคยไป
หาหมอเลย เนื่องจากเขาคิดว่า เป็นเพียงแค่การปวดหัวจากการเรียนหนังสืออย่างหนักเท่านั้น
ปล่อยไว้ เดี๋ยวก็หาย

10 ปีผ่านไป.. อาการปวดหัวก็ไม่เคยหายไป  แม้ว่าบัดนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่
วัยกลางคนแล้วก็ตาม  เขาก็ไม่คิดจะไปหาหมอ เนื่องจาก ‘โจ’ คิดว่าเป็นเพียงเพราะ
เครียดจากการทำงาน

อีก 10 ปีต่อมา..   อาการปวดหัวก็ไม่เคยหาย  มีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
เขาจึงตัดสินใจว่าจะต้องไปหาหมอเสียที  และหลังจากที่หมอทำการตรวจเรียบร้อย
หมอจึงได้พูดขึ้นว่า…

‘ ผมมีข่าวดี และ ข่าวร้ายครับ ‘
ข่าวดีก็คือ ผมสามารถรักษาอาการของคุณ ได้อย่างหายขาด

‘ และข่าวร้ายหล่ะครับหมอ’ โจ…ถามขึ้นอย่างร้อนรน

‘ ข่าวร้ายก็คือว่า ผมต้องทำการตัดไข่คุณทิ้งครับ ‘  หมอตอบ

โจ…เหมือนตกอยู่ในภวังค์

‘ คืองี้ครับ…’  หมอรีบอธิบายก่อน

‘ อาการของคุณ ถือว่าเป็นเคสที่หาได้ยากมากๆ เรียกว่า 1 ใน 100 ล้าน ก็ว่าได้
ไข่ทั้ง 2 ข้างของคุณนั้น  ไปดันลำไส้ให้ไปกดทับเส้นปลายประสาทล่างสุดของ
กระดูกสันหลัง   การกดทับนี้เองทำให้คุณต้องทรมารกับการปวดหัวอย่างรุนแรง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา…’

‘ ทางเดียวที่หมอจะรักษาได้ ก็คือ  ‘การตัดไข่ครับ’ หมอสรุปสั้นๆ

แต่นั่น…ได้ทำร้ายจิตใจของโจยิ่งนัก หมอได้ให้โอกาศเขาตัดสินใจ  อย่างไรก็ตาม
เขารู้สึกหดหู่ยิ่งนัก  เขาสู้อุตส่าห์มานะเรียน เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ ไม่เคยไปเที่ยวเหลวไหล
เธค - ผับ …ไม่รู้จัก     สาวๆ ไม่เคยสน  และเมื่อได้งานแล้ว  เขาก็ได้ทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อให้้
้ก้าวหน้า และมีเงินเยอะๆ

จนมาวันนี้… เขาได้ทุกอย่างที่ต้องการ  และเขาคิดว่าถ้าได้สิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้หญิง
มากมายก็จะเข้ามาหาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทุกสิ่งที่วาดฝัน…ก็พังทลายจากอาการปวดหัว
ของโจเอง เขาได้นอนคิดอยู่หลายคืน ถึงแม้จะเศร้าเพียงใด  แต่เขาก็ไม่อยากทรมารเหมือนดั่ง
ตกนรกอีกต่อไป  เขาไม่กล้าปรึกษาใคร เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย  ดังนั้น..วันรุ่งขึ้นเขาจึง
ไปโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดทันที

หลังจากออกจาก ร.พ ด้วยอาการสมองปลอดโปร่งครั้งแรกในรอบ 20 ปี แต่เขาก็
รู้สึกเหมือน…ขาดบางอย่างที่สำคัญไปในชีวิต เหมือนกลายเป็นอีกคนหนึ่ง แต่เขาก็
เข้มแข็งพอ และตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่  เขาจึงเดินเข้าร้านตัดสูทที่แพงที่สุดในนิวยอร์ค
เพื่อเป็นการปลอบใจ และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ  โจ…ได้กล่าวกับชายแก่เจ้าของร้าน หลังจาก
ที่เดินเข้ามาต้อนรับ…

‘ เอ่อ ผมจะตัดสูทครับ !!’ โจกล่าว..

‘ ได้ครับ อืมม ขนาด 44 ‘ เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด

โจหัวเราะ ‘ ถูกแล้ว.. รู้ได้งัยเนี่ย ? ‘

‘ เปิดร้านมา 60 ปี น่ะครับ’ โจลองสูท ซึ่งใส่ได้  สวย  และขนาดพอดี

‘ ไม่สนใจ…จะลองเสื้อเชิ๊ทมั้งเหรอครับ’ เจ้าของร้านถาม

‘ ก็ดีครับ’ โจตอบ

‘ อืมม แขน 34 คอ 16 นิ้วครึ่ง’ เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด

โจ เริ่มชักสงสัย ‘ ถูกแล้ว… รู้ได้งัยเนี่ย ‘

‘ เปิดร้านมา 60 ปี น่ะครับ’ เจ้าของร้านตอบ

โจลองเสื้อ ซึ่งใส่ได้สวยและขนาดพอดี

‘ รองเท้า…สักคู่ดีไหมครับ ?’ เจ้าของร้านถาม

‘ ก็ดีครับ’  โจตอบ

‘ อืมม 9 นิ้วครึ่ง’ เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด

เช่นนั้น โจรู้สึกแปลกใจมาก  ‘ ถูกแล้ว.. รู้ได้งัยเนี่ย ? ‘
‘ เปิดร้านมา60 ปี น่ะครับ’ เจ้าของร้านตอบทันควัน

โจใส่รองเท้า ซึ่งใส่ได้สวย และขนาดพอดี  ขณะที่เขาลองเดินไปทั่วร้าน
เจ้าของร้านจึงถามว่า…..

‘ ลองกางเกงในตัวใหม่…สักหน่อยมั้ยครับ’ เจ้าของร้านถามต่อ

โจ ชะงัก และหยุดคิดสักครู่ ‘ก็ดีครับ‘

‘ อืมม ขนาด 36 พอดี’  คราวนี้โจหัวเราะก้าก ‘ฮ่า  เสร็จผมหล่ะ คราวนี้

‘ คุณผิดครับ !! ผมใส่เบอร์ 34 ตั้งแต่อายุ 18 แล้ว..’

ชายแก่ส่ายหน้า พร้อมกับพูดขึ้นว่า…

‘ โอ้ย !! อย่างคุณ 34 ไม่ได้หรอก.. ทรมานตายห่า…’
‘ เพราะมันจะไปรั้งไข่คุณ  ไปกดลำไส้  และทำให้ไปกดทับเส้นประสาทล่างสุดของ
กระดูกสันหลังอีกที  คุณไม่เคยปวดหัวมั่งเลยเหรอ ..?’


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

1. บางปัญหาวิธีแก้ง่ายๆก็มี

2. อย่าเสือกตัดสินใจอะไร โดยไม่เคยหาข้อมูล  มิฉะนั้นไซร้… ท่านอาจเสียไข่ได้

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.07.09 at 07:52:27

ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร

มันเป็นตอนเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. ที่วุ่นวายเอาการเมื่อสุภาพบุรุษสูงอายุท่านหนึ่งในวัย 80 กว่า
มารับบริการแพทย์ตัดไหมจากแผลที่หัวแม่มือ และบอกว่าขอให้รีบหน่อยเพราะมีนัดตอน 09.00 น. เมื่อผมตรวจร่างกายตามปกติเสร็จผมก็ขอให้นั่งรอโดยผมรู้ว่าอย่างไรเสียก็ไม่หนีหนึ่งชั่วโมง กว่าที่จะถึงคิว

ผมเห็นสุภาพบุรุษท่านนี้ดูนาฬิกาหลายครั้งอย่างกระสับกระส่าย ผมว่างอยู่พอดีจึงเข้าไปดูแผลให้ เมื่อตรวจดูก็เห็นเป็นปกติ ผมจึงเดินไปหารือกับหมอคนหนึ่งที่ให้บริการอยู่ เอายาและวัสดุมาทำแผลให้ ขณะที่ตัดไห**ยู่ผมก็ถามว่า มีนัดกับหมออีกคนหรือจึงดูรีบร้อน

สุภาพบุรุษท่านนี้ตอบว่าไม่หรอก แต่จำเป็นต้องรีบไปเนิร์ซซิ่งโฮมเพื่อกินอาหารเช้ากับภรรยา ผมก็ถามถึงสุขภาพของภรรยา ก็ตอบว่าภรรยาอยู่ที่นั่นมานานพอควรแล้ว และเธอเป็นโรค Alzheimer’s

ขณะที่คุยกันผมก็ลองถามดูว่าเธอจะรู้สึกกังวลเป็นทุกข์ไหมถ้าไปสายสักหน่อย สุภาพบุรุษท่านนี้ก็ตอบว่า เธอไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร เธอจำผมไม่ได้มา 5 ปีแล้ว ผมรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า ‘แล้วคุณก็ยังไปทุกเช้าถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าคุณเป็นใครก็ตาม’

สุภาพบุรุษสูงอายุยิ้มและตบเบาๆ บนมือผมและพูดว่า ‘ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร’ ผมต้องกลั้นน้ำตา ขณะที่เดินจากไป ขนบนแขนผมลุกชันและคิดว่า ‘นั่นคือความรักอย่างที่ผมต้องการที่สุดในชีวิต’

ความรักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของกายภาพหรือโรแมนติก ความรักที่แท้จริงคือการยอมรับทุกสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้เป็นมาตลอด รวมทั้งที่จะเป็น และที่จะไม่เป็นด้วย

คนที่มีความสุขที่สุดไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสิ่งดีที่สุดของทุกสิ่ง เขาเพียงทำสิ่งที่เขามีอยู่ให้ดีที่สุด

ผมขอบอกว่า ….  ‘ชีวิตไม่ใช่เรื่องของการทำอย่างไรให้รอดจากพายุฝน แต่เป็นเรื่องของการจะเล่นน้ำฝนอย่างไร’

(Life is not about how to survive the storm, but how to dance in the rain)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.07.09 at 08:05:17

คนที่มีความสุขที่สุดไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสิ่งดีที่สุดของทุกสิ่ง เขาเพียงทำสิ่งที่เขามีอยู่ให้ดีที่สุด

ผมขอบอกว่า ….  ‘ชีวิตไม่ใช่เรื่องของการทำอย่างไรให้รอดจากพายุฝน แต่เป็นเรื่องของการจะเล่นน้ำฝนอย่างไร’

(Life is not about how to survive the storm, but how to dance in the rain)

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ

ถ้าเรามองโลกในแง่ร้าย เราก็จะพบแต่ พายุฝน ในชีวิตของเรา

แต่ถ้าหากเราปรับมุมมองใหม่ ก็จะทำให้เราสามารถสนุกสนานไปกับชีวิตได้

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 31.07.09 at 10:23:17

ถ้าโกรธกับเพื่อน. . . มองคนไม่มีใครรัก

ถ้าเรียนหนัก ๆ . . . มองคนอดเรียนหนังสือ

ถ้างานลำบาก . . . มองคนอดแสดงฝีมือ

ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ . . . มองคนที่ตายหมดลม

ถ้าขี้เกียจนัก . . . มองคนไม่มีโอกาส

ถ้างานผิดพลาด . . . มองคนไม่เคยฝึกฝน

ถ้ากายพิการ . . . มองคนไม่เคยอดทน

ถ้างานรีบรน . . . มองคนไม่มีเวลา

ถ้าตังค์ไม่มี . . . มองคนขอทานข้างถนน

ถ้าหนี้สินล้น . . . มองคนแย่งกินกับ…

ถ้าข้าวไม่ดี . . . มองคนไม่มีที่นา

ถ้าชีวิตแย่ . . .มองคนที่แย่ยิ่งกว่า

อย่ามองแต่ฟ้า . . .ที่สูงเกินตาประจักษ์
ความสุขข้างล่าง . . . มีได้ไม่ยากเย็นนัก
เมื่อรู้แล้ว . . . จัก . . . ภาคภูมิชีวิตแห่งตน

:)http://kamkun.blogspot.com/

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 31.07.09 at 12:34:19

ถ้าชีวิตแย่ . . .มองคนที่แย่ยิ่งกว่า

อย่ามองแต่ฟ้า . . .ที่สูงเกินตาประจักษ์

ความสุขข้างล่าง . . . มีได้ไม่ยากเย็นนัก

เมื่อรู้แล้ว . . . จัก . . . ภาคภูมิชีวิตแห่งตน



เป็นข้อคิดสอนใจที่ดีจริง ๆ ครับ

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ


:)  :)  :)



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 31.07.09 at 12:51:17

เรื่อง "โจ" ของคุณลู คล้ายกับเรื่องกางเกงในสีตก ของคุณ tigerroad197 ในกระทู้เรื่องขำขันเลยครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.08.09 at 10:59:20

สูตรสู่ความสำเร็จ

ถ้า A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W
X Y Z

มีค่าเท่ากับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

แล้วจะพบว่า......

1) H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11 = 98%

HARD WORK หรือ ทำงานหนัก มีค่าเท่ากับ 98 %

2) K+N+O+W+L+E+D+G+E = 11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96%

KNOWLEDGE หรือ ความรู้ มีค่าเท่ากับ 96 %

3) L+O+V+E=12+15+22+5 = 54%

LOVE หรือ ความรัก มีค่าเท่ากับ 54 %

4) L+U+C+K = 12+21+3+11 = 47%

LUCK หรือ โชค มีค่าเท่ากับ 47 %


Q ; ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า 100 % เลยหรือ !!!

แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ 100 %

- ใช่เงินหรือเปล่า ?……… .... .....ไม่ใช่ !!!!!

- ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ?………ไม่ใช่ !!!!!


Q ; แล้วอะไรล่ะ ?

Ans. ; A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%

ATTITUDE หรือ ทัศนคติ นั่นเอง ที่มีค่าเท่ากับ 100 %

ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่ ทุกปัญหามีทางออก

. . บางทีแค่เพียงแต่เราเปลี่ยน " ทัศนคติ " ของเราเสียใหม่เท่านั้นเอง

มีเพียงแต่ " ทัศนคติ " ของเราเท่านั้น ที่จะเป็นตัวนำทางไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และงานที่ทำ

ความคิด  ทัศนคติ และสุดท้าย .... ลงมือทำ

:)  :)  :)

Credit With Thanks.
www.ranthong.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.08.09 at 12:02:07

attitude เป็นสิ่งสำคัญจริงครับ เวลาฝรั่งด่าคนหรือ อาจารย์อบรมเด็กไม่ดีมัักกล่าวว่า "bad attitude" ครับ


ทัศนคติ (Attitude)
ทัศนคติ เป็นแนวความคิดที่มีความสำคัญมากแนวหนึ่งทาง จิตวิทยาสังคม และ การสื่อสาร และมีการใช้ คำนี้กันอย่างแพร่หลาย สำหรับการนิยามคำว่า ทัศนคติ นั้น ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้ดังนี้

โรเจอร์ (Roger , 1978 : 208 – 209 อ้างถึงใน สุรพงษ์ โสธนะเสถียร , 2533 : 122) ได้กล่าวถึง ทัศนคติ ว่า เป็นดัชนีชี้ว่า บุคคลนั้น คิดและรู้สึกอย่างไร กับคนรอบข้าง วัตถุหรือสิ่งแวดล้อมตลอดจนสถานการณ์ต่าง ๆ โดย ทัศนคติ นั้นมีรากฐานมาจาก ความเชื่อที่อาจส่งผลถึง พฤติกรรม ในอนาคตได้ ทัศนคติ จึงเป็นเพียง ความพร้อม ที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้า และเป็น มิติของ การประเมิน เพื่อแสดงว่า ชอบหรือไม่ชอบ ต่อประเด็นหนึ่ง ๆ ซึ่งถือเป็น การสื่อสารภายในบุคคล (Interpersonal Communication) ที่เป็นผลกระทบมาจาก การรับสาร อันจะมีผลต่อ พฤติกรรม ต่อไป

โรเสนเบิร์ก และฮอฟแลนด์ (Rosenberg and Hovland , 1960 : 1) ได้ให้ความหมายของ ทัศนคติ ไว้ว่า ทัศนคติ โดยปกติสามารถ นิยาม ว่า เป็นการจูงใจต่อแนวโน้มใน การตอบสนองอย่างเฉพาะเจาะจงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เคลเลอร์ (Howard H. Kendler , 1963 : 572) กล่าวว่า ทัศนคติ หมายถึง สภาวะความพร้อม ของบุคคล ที่จะ แสดงพฤติกรรม ออกมา ในทางสนับสนุน หรือ ต่อต้านบุคคล สถาบัน สถานการณ์ หรือ แนวความคิด

คาร์เตอร์ วี. กูด (Carter V. Good , 1959 : 48) ให้คำจำกัดไว้ว่า ทัศนคติ คือ ความพร้อม ที่จะ แสดงออก ในลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง ที่เป็น การสนับสนุน หรือ ต่อต้านสถานการณ์ บางอย่าง บุคคล หรือสิ่งใด ๆ

นิวคอมบ์ (Newcomb , 1854 : 128) ให้คำจำกัดความไว้ว่า ทัศนคติ ซึ่งมีอยู่ในเฉพาะคนนั้น ขึ้นกับ สิ่งแวดล้อม อาจ แสดงออก ในพฤติกรรม ซึ่งเป็นไปได้ใน 2 ลักษณะ คือ ลักษณะชอบหรือพึงพอใจ ซึ่งทำให้ผู้อื่นเกิด ความรักใคร่ อยากใกล้ชิดสิ่งนั้น ๆ หรืออีก ลักษณะหนึ่ง แสดงออก ในรูปความไม่พอใจ เกลียดชัง ไม่อยากใกล้สิ่งนั้น

นอร์แมน แอล มุน (Norman L. Munn , 1971 : 71) กล่าวว่า ทัศนคติ คือ ความรู้สึก และ ความคิดเห็น ที่บุคคล มีต่อสิ่งของ บุคคล สถานการณ์ สถาบัน และข้อเสนอใด ๆ ในทางที่จะยอมรับ หรือปฏิเสธ ซึ่งมีผลทำให้ บุคคลพร้อม ที่จะ แสดงปฏิกิริยา ตอบสนอง ด้วย พฤติกรรม อย่างเดียวกันตลอด

จี เมอร์ฟี , แอล เมอร์ฟี และ ที นิวคอมบ์ (G. Murphy , L. Murphy and T. Newcomb , 1973 : 887) ให้ความหมายของคำว่า ทัศนคติ หมายถึง ความชอบ หรือไม่ชอบ พึงใจ หรือไม่พึงใจที่บุคคลแสดงออกมาต่อสิ่งต่าง ๆ

เดโช สวนานนท์ (2512 : 28) กล่าวถึง ทัศนคติ ว่าเป็นบุคลิกภาพที่สร้างขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้และเป็น แรงจูงใจ ที่กำหนด พฤติกรรม ของบุคคล ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

ศักดิ์ สุนทรเสณี (2531 : 2) กล่าวถึง ทัศนคติ ที่เชื่อมโยงไปถึง พฤติกรรมของบุคคล ว่า ทัศนคติ หมายถึง
1. ความสลับซับซ้อนของความรู้สึก หรือการมีอคติของบุคคล ในการที่จะ สร้างความพร้อม ที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามประสบการณ์ของบุคคลนั้น ที่ได้รับมา
2. ความโน้มเอียง ที่จะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางที่ดีหรือ ต่อต้าน สิ่งแวดล้อม ที่จะมาถึงทางหนึ่งทางใด
3. ในด้าน พฤติกรรม หมายถึง การเตรียมตัว หรือความพร้อมที่จะตอบสนอง

จากคำจำกัดความต่าง ๆเหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามีประเด็นร่วมที่สำคัญดังนี้คือ
1. ความรู้สึกภายใน
2. ความพร้อม หรือ แนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมในทางใดทางหนึ่ง

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ทัศนคติ เป็นความสัมพันธ์ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างความรู้สึก และความเชื่อ หรือการรู้ของบุคคล กับแนวโน้มที่จะมี พฤติกรรมโต้ตอบ ในทางใดทางหนึ่งต่อเป้าหมายของ ทัศนคติ นั้น
โดยสรุป ทัศนคติ ในงานที่นี้เป็นเรื่องขอ งจิตใจ ท่าที ความรู้สึกนึกคิด และความโน้มเอียงของบุคคล ที่มีต่อข้อมูลข่าวสาร และการเปิดรับ รายการกรองสถานการณ์ ที่ได้รับมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเชิงบวก และเชิงลบ ทัศนคติ มีผลให้มีการแสดง พฤติกรรม ออกมา จะเห็นได้ว่า ทัศนคติ ประกอบด้วย ความคิดที่มีผลต่ออารมณ์ และความรู้สึกนั้น ออกมาโดยทางพฤติกรรม
องค์ประกอบของ ทัศนคติ

จากความหมายของ ทัศนคติ ดังกล่าว ซิมบาโด และ เอบบีเซน (Zimbardo and Ebbesen , 1970 อ้างถึงใน พรทิพย์ บุญนิพัทธ์ ,2531 : 49) สามารถแยกองค์ประกอบของ ทัศนคติ ได้ 3 ประการคือ

  1. องค์ประกอบด้านความรู้ ( The Cognitive Component) คือ ส่วนที่เป็นความเชื่อของบุคคล ที่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ทั่วไปทั้งที่ชอบ และไม่ชอบ หากบุคคลมีความรู้ หรือคิดว่าสิ่งใดดี มักจะมี ทัศนคติ ที่ดีต่อสิ่งนั้น แต่หากมีความรู้มาก่อนว่า สิ่งใดไม่ดี ก็จะมี ทัศนคติ ที่ไม่ดีต่อสิ่งนั้น
  2. องค์ประกอบด้านความรู้สึก ( The Affective Component) คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีผลแตกต่างกันไปตาม บุคลิกภาพ ของคนนั้น เป็นลักษณะที่เป็นค่านิยมของแต่ละบุคคล
  3. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม ( The Behavioral Component) คือ การแสดงออกของบุคคลต่อสิ่งหนึ่ง หรือบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจาก องค์ประกอบด้านความรู้ ความคิด และความรู้สึก

จะเห็นได้ว่า การที่บุคคลมี ทัศนคติ ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่างกัน ก็เนื่องมาจาก บุคคลมีความเข้าใจ มีความรู้สึก หรือมี แนวความคิด แตกต่างกันนั้นเอง
ดังนั้น ส่วนประกอบทาง ด้านความคิด หรือ ความรู้ ความเข้าใจ จึงนับได้ว่าเป็นส่วนประกอบ ขั้นพื้นฐาน ของ ทัศนคติ และส่วนประกอบนี้ จะเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ กับ ความรู้สึกของบุคคล อาจออกมาในรูปแบบแตกต่างกัน ทั้งในทางบวก และทางลบ ซึ่งขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ และ การเรียนรู้

การเกิด ทัศนคติ (Attitude Formation)
กอร์ดอน อัลพอร์ท (Gordon Allport , 1975 ) ได้ให้ความเห็นเรื่อง ทัศนคติ ว่าอาจเกิดขึ้นจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

  1. เกิดจากการเรียนรู้ เด็กเกิดใหม่จะได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับ วัฒนธรรม และประเพณีจากบิดามารดา ทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม ตลอดจนได้เห็นแนวการปฏิบัติของพ่อแม่แล้ว รับมาปฏิบัติตามต่อไป
  2. เกิดจากความสามารถในการแยกแยะความแตกต่าง คือ แยกสิ่งใดดี ไม่ดี เช่น ผู้ใหญ่กับเด็กจะมีการกระทำที่แตกต่างกัน
  3. เกิดจากประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างกันออกไป เช่น บางคนมี ทัศนคติ ไม่ดีต่อครู เพราะเคยตำหนิตน แต่บางคน มี ทัศนคติ ที่ดีต่อครูคนเดียวกันนั้น เพราะเคยเชยชมตนเสมอ
  4. เกิดจากการเลียนแบบ หรือ รับเอา ทัศนคติ ของผู้อื่นมาเป็นของตน เช่น เด็กอาจรับ ทัศนคติ ของบิดามารดา หรือ ครูที่ตนนิยมชมชอบ มาเป็น ทัศนคติ ของตนได้

เครช และ ครัทช์ฟิลด์ (Krech and Crutchfield , 1948) ได้ให้ความเห็นว่า ทัศนคติ อาจเกิดขึ้นจาก

  1. การตอบสนองความต้องของบุคคล นั่นคือ สิ่งใดตอบสนองความต้องการของตนได้ บุคคลนั้นก็มี ทัศนคติ ที่ดีต่อสิ่งนั้น หากสิ่งใดตอบสนองความต้องการของตนไม่ได้บุคคลนั้นก็จะมี ทัศนคติ ไม่ดีต่อสิ่งนั้น
  2. การได้เรียนรู้ความจริงต่าง ๆ อาจโดยการอ่าน หรือ จากคำบอกเล่าของผู้อื่นก็ได้ ฉะนั้น บางคนจึงอาจเกิด ทัศนคติ ไม่ดีต่อผู้อื่น จากการฟังคำติฉินที่ใคร ๆ มาบอกไว้ก่อนก็ได้
  3. การเข้าไปเป็นสมาชิก หรือสังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนส่วนมากมักยอมรับเอา ทัศนคติ ของกลุ่มมาเป็นของตน หาก ทัศนคติ นั้นไม่ขัดแย้งกับ ทัศนคติ ของตนเกินไป
  4. . ทัศนคติ ส่วนสำคัญกับบุคลิกภาพของบุคคลนั้นด้วย คือ ผู้ที่มีบุคลิกภาพสมบูรณ์มักมองผู้อื่นในแง่ดี ส่วนผู้ปรับตัวยากจะมี ทัศนคติ ในทางตรงข้าม คือ มักมองว่า มีคนคอยอิจฉาริษยา หรือคิดร้ายต่าง ๆ ต่อตน



ประภาเพ็ญ สุวรรณ ( 2520 : 64 – 65) กล่าวถึงการเกิด ทัศนคติ ว่า ทัศนคติ เป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learning) จากแหล่ง ทัศนคติ (Source of Attitude) ต่าง ๆที่อยู่มากมาย และแหล่งที่ทำให้คนเกิด ทัศนคติ ที่สำคัญคือ

1. ประสบการณ์เฉพาะอย่าง (Specific Experience) เมื่อบุคคลมีประสบการณ์เฉพาะอย่างต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในทางที่ดีหรือไม่ดี จะทำให้เขาเกิด ทัศนคติ ต่อสิ่งนั้นไปในทางที่ดีหรือไม่ดี จะทำให้เกิด ทัศนคติ ต่อสิ่งนั้นไปในทิศทางที่เขาเคยมีประสบการณ์มาก่อน
2. การติดต่อสื่อสารจากบุคคลอื่น (Communication from others) จะทำให้เกิด ทัศนคติ จากการรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ จากผู้อื่น ได้ เช่น เด็กที่ได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่จะเกิด ทัศนคติ ต่อการกระทำต่าง ๆ ตามที่เคยรับรู้มา
3. สิ่งที่เป็นแบบอย่าง (Models) การเลียนแบบผู้อื่นทำให้เกิด ทัศนคติ ขึ้นได้ เช่น เด็กที่เคารพเชื่อฟังพ่อแม่ จะเลียนแบบการแสดงท่าชอบ หรือไม่ชอบต่อสิ่งหนึ่งตามไปด้วย
4. ความเกี่ยวข้องกับสถาบัน (Institutional Factors) ทัศนคติ หลายอย่างของบุคคลเกิดขึ้นเนื่องจากความเกี่ยวข้องกับสถาบัน เช่น ครอบครัว โรงเรียน หรือหน่วยงาน เป็นต้น

ธงชัย สันติวงษ์ , 2539 : 166 – 167) กล่าวว่า ทัศนคติ ก่อตัวเกิดขึ้นมา และเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปัจจัย หลายประการ ด้วยกัน คือ

1. 1. การจูงใจทางร่างกาย (Biological Motivation) ทัศนคติ จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กำลังดำเนินการตอบสนองตามความต้องการ หรือแรงผลักดันทางร่างกาย ตัวบุคคลจะสร้าง ทัศนคติ ที่ดีต่อบุคคลหรือสิ่งของ ที่สามารถช่วยให้เขามีโอกาสตอบสนองความต้องการของตนได้
2. ข่าวสารข้อมูล (Information) ทัศนคติ จะมีพื้นฐานมาจากชนิดและขนาดของข่าวสารที่ได้รับรวมทั้งลักษณะของแหล่งที่มา ของข่าวสาร ด้วย กลไกของการเลือกเฟ้นในการมองเห็นและเข้าใจปัญหาต่าง ๆ (Selective Perception) ข่าวสารข้อมูลบางส่วนที่เข้ามาสู่บุคคลนั้น จะทำให้บุคคลนั้นเก็บไปคิด และสร้างเป็น ทัศนคติ ขึ้นมาได้
3. การเข้าเกี่ยวข้องกับกลุ่ม (Group Affiliation) ทัศนคติ บางอย่างอาจมาจากกลุ่มต่าง ๆที่บุคคลเกี่ยวข้องอยู่ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น ครอบครัว วัด กลุ่มเพื่อนร่วมงาน กลุ่มกีฬา กลุ่มสังคมต่าง ๆ โดยกลุ่มเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรวมของค่านิยมต่าง ๆ แต่ยังมีการ ถ่ายทอดข้อมูลให้แก่บุคคลในกลุ่ม ซึ่งทำให้สามารถสร้าง ทัศนคติ ขึ้นได้ โดยเฉพาะครอบครัวและกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด (Primary Group) ที่จะเป็นแหล่งสร้าง ทัศนคติ ให้แก่บุคคลได้
4. ประสบการณ์ (Experience) ประสบการณ์ของคนที่มีต่อวัตถุสิ่งของ ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้บุคคลต่าง ๆ ตีค่าสิ่งที่เขาได้มี ประสบการณ์มาจนกลายเป็น ทัศนคติ ได้
5. ลักษณะท่าทาง (Personality) ลักษณะท่าทางหลายประการต่างก็มีส่วนทางอ้อมที่สำคัญในการสร้าง ทัศนคติ ให้กับตัวบุคคล

ปัจจัยต่าง ๆ ของการก่อตัวของ ทัศนคติ เท่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในความเป็นจริง จะมิได้มีการเรียงลำดับตาม ความสำคัญ แต่อย่างใดเลย ทั้งนี้เพราะปัจจัยแต่ละทาง เหล่านี้ ตัวไหนจะมีความสำคัญต่อการก่อตัวของ ทัศนคติ มากหรือน้อย ย่อมสุดแล้ว แต่ว่า การพิจารณาสร้าง ทัศนคติ ต่อสิ่งดังกล่าว จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยใดมากที่สุด

ประเภทของ ทัศนคติ

บุคคลสามารถแสดง ทัศนคติ ออกได้ 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1. ทัศนคติ ทางเชิงบวก เป็น ทัศนคติ ที่ชักนำให้บุคคลแสดงออก มีความรู้สึก หรือ อารมณ์ จากสภาพจิตใจโต้ตอบ ในด้านดีต่อบุคคลอื่น หรือ เรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่ง รวมทั้งหน่วยงาน องค์กร สถาบัน และการดำเนิน กิจการของ องค์การ อื่น ๆ เช่น กลุ่มชาวเกษตรกร ย่อมมี ทัศนคติ ทางบวก หรือ มีความรู้สึกที่ดีต่อสหกรณ์การเกษตร และให้ความสนับสนุนร่วมมือด้วย การเข้าเป็นสมาชิก และร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ เป็นต้น
2. ทัศนคติทางลบ หรือ ไม่ดี คือ ทัศนคติ ที่สร้างความรู้สึกเป็นไปในทางเสื่อมเสีย ไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือ ไว้วางใจ อาจมีความเคลือบแคลงระแวงสงสัย รวมทั้งเกลียดชังต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรื่องราว หรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หรือหน่วยงานองค์การ สถาบัน และการดำเนินกิจการขององค์การ และอื่น ๆ เช่น พนักงาน เจ้าหน้าที่บางคน อาจมี ทัศนคติ เชิงลบต่อบริษัท ก่อให้เกิดอคติขึ้น ในจิตใจของเขา จนพยายาม ประพฤติ และปฏิบัติต่อต้าน กฎระเบียบของบริษัท อยู่เสมอ
3. ประเภทที่สาม ซึ่งเป็นประเภทสุดท้าย คือ ทัศนคติ ที่บุคคลไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องราวหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หรือต่อบุคคล หน่วยงาน สถาบัน องค์การ และอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง เช่น นักศึกษาบางคนอาจมี ทัศนคติ นิ่งเฉยอย่าง ไม่มีความคิดเห็น ต่อปัญหาโต้เถียง เรื่องกฎระเบียบว่า ด้วยเครื่องแบบของนักศึกษา

ทัศนคติ ทั้ง 3 ประเภทนี้ บุคคลอาจจะมีเพียงประการเดียวหรือหลายประการก็ได้ ขึ้นอยู่กับความมั่นคงในความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ หรือค่านิยมอื่น ๆ ที่มีต่อบุคคล สิ่งของ การกระทำ หรือสถานการณ์

แดลเนียล แคทซ์ (Daniel Katz , 1960 : 163 – 191) ได้อธิบายถึง หน้าที่หรือกลไกของ ทัศนคติ ที่สำคัญไว้ 4 ประการ ดังนี้คือ

1. เพื่อใช้สำหรับการปรับตัว (Adjustment) หมายความว่า ตัวบุคคลทุกคนจะอาศัย ทัศนคติ เป็นเครื่องยึดถือ สำหรับการปรับ พฤติกรรม ของ ตนให้เป็นไปใน ทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนสูงที่สุด และให้มีผลเสียน้อยที่สุด ดังนี้ ทัศนคติ จึงสามารถเป็นกลไก ที่จะสะท้อน ให้เห็น ถึงเป้าหมายที่พึงประสงค์และที่ไม่พึงประสงค์ของเขา และด้วยสิ่งเหล่านี้เอง ที่จะทำให้แนวโน้มของพฤติกรรมเป็นไป ในทางที่ ต้องการ มากที่สุด

2. เพื่อป้องกันตัว (Ego – Defensive) โดยปกติในทุกขณะ คนทั่วไปมักจะมีแนวโน้มที่จะไม่ยอมรับความจริง ในสิ่งซึ่งเป็นที่ขัดแย้ง กับ ความนึกคิดของตน (Self – Image) ดังนี้ ทัศนคติ จึงสามารถ สะท้อนออกมาเป็น กลไกที่ป้องกันตัว โดย การแสดงออก เป็นความรู้สึก ดูถูกเหยียดหยาม หรือติฉินนินทาคนอื่น และขณะเดียวกัน ก็จะยกตนเองให้สูงกว่า ด้วยการมี ทัศนคติ ที่ถือว่า ตนนั้นเหนือกว่าผู้อื่น
การก่อตัว ที่เกิดขึ้นมาของ ทัศนคติ ในลักษณะนี้ จะมีลักษณะแตกต่างจากการมี ทัศนคติ เป็นเครื่องมือ ในการปรับตัว ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กล่าวคือ ทัศนคติ จะมิใช่พัฒนาขึ้นมาจาก การมี ประสบการณ์กับสิ่งนั้น ๆ โดยตรง หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในตัวผู้นั้นเอง และสิ่งที่เป็น เป้าหมายของการแสดงออก มาซึ่ง ทัศนคติ นั้น ก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาผู้นั้น หวังใช้เพียงเพื่อการ ระบายความรู้สึก เท่านั้น

3. เพื่อการแสดงความหมายของค่านิยม (Value Expressive) ทัศนคติ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมต่าง ๆ และด้วย ทัศนคติ นี้เอง ที่จะใช้สำหรับสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมต่าง ๆ ในลักษณะที่จำเพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ดังนั้น ทัศนคติ จึงสามารถใช้สำหรับ อรรถาธิบาย และบรรยายความเกี่ยวกับ ค่านิยม ต่าง ๆ ได้

4. เพื่อเป็นตัวจัดระเบียบเป็นความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ จะเป็นมาตรฐานที่ตัวบุคคลจะสามารถใช้ประเมิน และทำความเข้าใจ กับ สภาพแวดล้อม ที่มีอยู่รอบตัวเขา ด้วยกลไกดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้ตัวบุคคลสามารถรู้ และเข้าใจถึงระบบ และระเบียบของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในรอบตัวเขาได้

การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ (Attitude Change)

เฮอร์เบริท ซี. เคลแมน (Herbert C. Kelman , Compliance , 1967 : 469) ได้อธิบายถึง การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ โดยมีความเชื่อว่า ทัศนคติ อย่างเดียวกัน อาจเกิดในตัวบุคคลด้วยวิธีที่ต่างกัน จากความคิดนี้ เฮอร์เบริท ได้แบ่งกระบวนการ เปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ออกเป็น 3 ประการ คือ

1. การยินยอม (Compliance)
การยินยอม จะเกิดได้เมื่อ บุคคลยอมรับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อตัวเขา และมุ่งหวังจะได้รับ ความพอใจ จากบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลนั้น การที่บุคคลยอมกระทำตามสิ่งที่อยากให้เขากระทำนั้น ไม่ใช่เพราะบุคคลเห็นด้วยกับสิ่งนั้น แต่เป็นเพราะเขาคาดหวังว่า จะได้รับ รางวัล หรือการยอมรับจากผู้อื่นในการเห็นด้วย และกระทำตาม ดังนั้น ความพอใจ ที่ได้รับจาก การยอมกระทำตาม นั้น เป็นผลมาจาก อิทธิพลทางสังคม หรือ อิทธิพลของสิ่งที่ก่อให้เกิด การยอมรับนั้น กล่าวได้ว่า การยอมกระทำตามนี้ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ซึ่งจะมีพลังผลักดัน ให้บุคคลยอม กระทำตามมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนหรือ ความรุนแรงของรางวัลและ การลงโทษ

2. การเลียนแบบ (Identification)
การเลียนแบบ เกิดขึ้นเมื่อบุคคลยอมรับสิ่งเร้า หรือสิ่งกระตุ้น ซึ่งการยอมรับนี้เป็นผลมาจาก การที่บุคคล ต้องการจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือที่พอใจระหว่างตนเองกับผู้อื่น หรือกลุ่มบุคคลอื่น จากการเลียนแบบนี้ ทัศนคติ ของบุคคลจะเปลี่ยน ไป มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าให้เกิดการเลียนแบบ กล่าวได้ว่า การเลียนแบบ เป็นกระบวน การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ซึ่งพลังผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความน่า โน้มน้าวใจ ของสิ่งเร้าที่มีต่อบุคคลนั้น การเลียนแบบจึงขึ้นอยู่กับพลัง (Power) ของผู้ส่งสาร บุคคลจะรับเอาบทบาท ทั้งหมด ของคนอื่น มาเป็นของตนเอง หรือแลกเปลี่ยนบทบาทซึ่งกันและกัน บุคคลจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเอง เลียนแบบ แต่ไม่รวมถึงเนื้อหาและรายละเอียดในการเลียนแบบ ทัศนคติ ของบุคคล จะเปลี่ยนไปมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับ สิ่งเร้าที่ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลง

3. ความต้องการที่อยากจะเปลี่ยน (Internalization)
เป็นกระบวนการ ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลยอมรับสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกว่า ซึ่งตรงกับ ความต้องการภายใน ค่านิยม ของเขา พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับ ค่านิยม ที่บุคคลมีอยู่เดิม ความพึงพอใจ ที่ได้จะขึ้นอยู่กับ เนื้อหารายละเอียด ของพฤติกรรมนั้น ๆ การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ถ้าความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมถูกกระทบไม่ว่า จะในระดับใดก็ตาม จะมีผลต่อการเปลี่ยน ทัศนคติ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ องค์ประกอบ ต่าง ๆใน กระบวนการสื่อสาร เช่น คุณสมบัติของผู้ส่งสารและผู้รับสาร ลักษณะของข่าวสาร ตลอดจน ช่องทางในการสื่อสาร ล้วนแล้วแต่ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ทัศนคติ ของบุคคล เมื่อเกิดขึ้นแล้ว แม้จะคงทน แต่ก็จะสามารถ เปลี่ยนได้โดยตัวบุคคล สถานการณ์ ข่าวสาร การชวนเชื่อ และสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการยอมรับในสิ่งใหม่ แต่จะต้องมี ความสัมพันธ์ กับค่านิยม ของบุคคลนั้น นอกจากนี้อาจเกิดจาก การยอมรับโดยการบังคับ เช่น กฎหมาย ข้อบังคับ

การเปลี่ยน ทัศนคติ มี 2 ชนิด คือ

  1. การเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกัน หมายถึง ทัศนคติ ของบุคคลที่เป็นไป ในทางบวก ก็จะเพิ่มมากขึ้น ในทางบวก ด้วย และ ทัศนคติ ที่เป็นไป ในทางลบ ก็จะเพิ่มมากขึ้นในทางลบด้วย
  2. การเปลี่ยนแปลงไปคนละทาง หมายถึง การเปลี่ยน ทัศนคติ เดิมของบุคคลที่เป็นไปในทางบวก ก็จะลดลงไป ในทางลบ และถ้าเป็นไป ในทางลบ ก็จะกลับเป็นไปในทางบวก

เมื่อพิจารณาแหล่งที่มาของ ทัศนคติ แล้ว จะเห็นว่า องค์ประกอบสำคัญ ที่เชื่อมโยงให้บุคคลเกิด ทัศนคติ ต่อสิ่งต่าง ๆ ก็คือ การสื่อสาร ทั้งนี้เพราะไม่ว่า ทัศนคติ จะเกิดจากประสบการณ์เฉพาะอย่าง การสื่อสารกับผู้อื่น สิ่งที่เป็นแบบอย่าง หรือความเกี่ยวข้องกับสถาบัน ก็มักจะมี การสื่อสาร แทรกอยู่เสมอ กล่าวได้ว่า การสื่อสาร เป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างมาก ที่มีผลทำให้บุคคลเกิด ทัศนคติ ต่อสิ่งต่าง ๆ

ทัศนคติ เกี่ยวข้องกับ การสื่อสาร ทั้งนี้เพราะ โรเจอร์ส ( Rogers ,1973) กล่าวว่า การสื่อสารก่อให้เกิดผล 3 ประการคือ

  1. การสื่อสาร ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้ของผู้รับสาร
  2. การสื่อสาร ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ของผู้รับสาร
  3. การสื่อสาร ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้รับสาร

การแสดงพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ประการนี้ จะเกิดในลักษณะต่อเนื่องกัน กล่าวคือ เมื่อผู้รับสาร ได้รับข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะก่อให้เกิด ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องนั้น และการเกิดความรู้ความเข้าใจนี้ มีผลทำให้เกิด ทัศนคติ ต่อเรื่องนั้น และสุดท้าย ก็จะก่อให้เกิด พฤติกรรม ที่กระทำต่อเรื่องนั้น ๆ ตามมา

ความสัมพันธ์ระหว่าง ทัศนคติ กับ พฤติกรรม (Attitude and Behavior)

ทัศนคติ กับพฤติกรรมมีความสัมพันธ์ มีผลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ทัศนคติ มีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคล ในขณะเดียวกัน การแสดงพฤติกรรมของบุคคลก็มีผลต่อ ทัศนคติ ของบุคคลด้วย
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติ เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดพฤติกรรม ทั้งนี้เพราะ เทรียนดิส ( Triandis,1971 ) กล่าวว่า พฤติกรรมของบุคคล เป็นผลมาจาก ทัศนคติ บรรทัดฐานของสังคม นิสัย และผลที่คาด
การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ โดย การสื่อสาร (Attitude Change: Communication)

ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2526 หน้า 5) กล่าวว่า ทัศนคติ ของบุคคลสามารถถูกทำให้เปลี่ยนแปลงได้หลายวิธี อาจโดยการได้รับข้อมูล ข่าวสารจากผู้อื่น หรือจากสื่อต่าง ๆ ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบของ ทัศนคติ ในส่วนของ การรับรู้ เชิงแนวคิด (Cognitive Component) และเมื่อองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบ ส่วนอื่น จะมีแนวโน้ม ที่จะ เปลี่ยนแปลงด้วย กล่าวคือ เมื่อองค์ประกอบของ ทัศนคติ ในส่วนของการรับรู้ เชิงแนวคิดเปลี่ยนแปลง จะทำให้องค์ประกอบ ในส่วนของอารมณ์ (Affective Component) และองค์ประกอบในส่วนของพฤติกรรม (Behavioral Component) เปลี่ยนแปลงด้วย

การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ โดย การสื่อสาร พิจารณาจากแบบจำลอง การสื่อสาร ของ ลาสเวล (Lasswell,1948) ซึ่งได้วิเคราะห์ กระบวนการสื่อสาร ในรูปของ ใคร พูดอะไร กับใคร อย่างไร และได้ผลอย่างไร ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นตัวแปรต้น และตัวแปรตาม กล่าวคือ ใคร (ผู้ส่งสาร) พูดอะไร (สาร) กับใคร (ผู้รับสาร) อย่างไร (สื่อ) ก็คือตัวแปรต้น ส่วนได้ผลอย่างไร (ผลของการสื่อสาร) ก็คือ ตัวแปรตาม
ตัวแปรต้นทั้ง 4 ประการ ซึ่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ มีลักษณะดังนี้

ผู้ส่งสาร (Source) ผลของสารที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ของบุคคลขึ้นอยู่กับ ผู้ส่งสาร ลักษณะของผู้ส่งสารบางอย่าง จะสามารถ มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นมากกว่าลักษณะอื่น ๆ เช่น ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการคือ ความเชี่ยวชาญ (Expertness) และความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) ผู้ส่งสารที่มาความน่าเชื่อถือสูง จะสามารถชักจูงใจได้ดีกว่า ผู้ส่งสารที่มี ความน่าเชื่อถือต่ำ นอกจากนี้บุคลิกภาพ (Personality) ของผู้ส่งสารก็มีความสำคัญต่อการยอมรับ
สาร (Message) ลักษณะของสารจะมีผลต่อการยอมรับหรือไม่ยอมรับของบุคคล ถ้าเตรียมเนื้อหาสารมาเป็นอย่างดีผู้รับสารก็อยากฟัง ดังนั้นการเรียงลำดับของเนื้อหาความชัดเจนของเนื้อหาสาร ความกระชับ เป็นต้น จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ต่อการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ
สื่อ (Channel) หรือช่องทางการสื่อสาร เป็นเรื่องของประเภทและชนิดของสื่อที่ใช้
ผู้รับสาร (Receiver) องค์ประกอบของผู้รับสารที่จะทำให้เกิดการจูงใจที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ สติปัญญา ทัศนคติ ความเชื่อ ความเชื่อมั่นในตนเอง การมีส่วนร่วม การผูกมัด เป็นต้น

แมคไกวร์( McGuire อ้างใน อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท, 2537) กล่าวว่า ตัวแปรทั้ง 4 ประการข้างต้นนี้ ก่อให้เกิดตัวแปรตาม คือผลของการสื่อสารเป็นไปตามลำดับขั้น 5 ขั้นหลัก คือ

  1. ความตั้งใจ/ความสนใจ (Attention)
  2. ความเข้าใจ (Comprehension)
  3. การยอมรับต่อสาร (Yielding)
  4. การเก็บจำสารไว้ (Retention)
  5. การกระทำ (Action)

โดยผู้รับสารต้องผ่านไปที่ละขั้น เพื่อที่ การสื่อสาร จะสามารถเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ได้ครบถ้วนตาม กระบวนการ ซึ่งในสภาพการณ์ปกติ ขั้นตอนแรก ๆ จะต้องเกิดขึ้นก่อน เพื่อที่ขั้นตอนต่อ ๆ ไปจะเกิดขึ้นได้
การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ โดยใช้อิทธิพลทางสังคม (Attitude Change: Social Influence) อิทธิพลทางสังคม มีผลอย่างมาก ต่อ การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ และการตัดสินใจ เพราะในขณะตัดสินใจ ย่อมมี กลุ่มบุคคล ที่มีความสำคัญ ต่อผู้ป่วยเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่บุคคลในครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง เป็นต้น

แนวความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ

แมคไกวร์ และมิลแมน ( McGuire and Millman,1965) กล่าวว่า แนวความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ โดยใช้อิทธิพล ทางสังคม เกิดจากความเชื่อที่ว่า บุคคลจะพัฒนา ทัศนคติ ของตนเองในลักษณะใดนั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับจากผู้อื่นในสังคม สิ่งที่มี อิทธิพลทางสังคม แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

1. กลุ่มอ้างอิง (Reference Group) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่เราใช้เป็นมาตรฐานสำหรับประเมิน ทัศนคติ ความสามารถของเรา หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปบุคคลจะใช้กลุ่มอ้างอิงเพื่อประเมิน ทัศนคติ ของตน และตัดสินใจว่า ทัศนคติ ของตนถูกต้อง เพราะคิดว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มมี ทัศนคติ เช่นเดียวกับตน

วัตสันและ จอห์นสัน ( Watson and Johnson ,1972) ได้กล่าวถึงอิทธิพลของกลุ่มอ้างอิงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ไว้ดังนี้

  1. ทัศนคติ ของบุคคลจะมีผลอย่างมากจากกลุ่มที่เขามีส่วนร่วม และกลุ่มที่เขาต้องการจะร่วมด้วย
  2. ถ้า ทัศนคติ ของบุคคลสอดคล้องกับมาตรฐานหรือบรรทัดฐานของกลุ่มจะเป็นการเสริมแรง (Reinforcement) ให้กับ ทัศนคติ นั้น มากขึ้น ในทางตรงข้าม จะเป็นการลงโทษ (Penalty) ถ้าบุคคลนั้นมี ทัศนคติ ไม่ตรงกับมาตรฐานหรือบรรทัดฐานของกลุ่ม
  3. บุคคลที่ขึ้นอยู่กับกลุ่ม หรือติดอยู่กับกลุ่มมาก จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ได้ยากที่สุด ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นความพยายาม ของบุคคลภายนอก
  4. การสนับสนุน หรือเห็นด้วยกับ ทัศนคติ บางอย่างของสมาชิกในกลุ่มแม้เพียง1 คนเท่านั้น ก็สามารถลดอิทธิพลของกลุ่มใหญ่ ที่มีต่อ ทัศนคติ ของสมาชิกในกลุ่มได้
  5. แม้เป็นเพียงสมาชิก 2 คนในกลุ่มเท่านั้น ที่ยึดมั่นในความคิดหรือ ทัศนคติ บางอย่าง ก็จะมีอิทธิพลต่อสมาชิกในกลุ่มได้
  6. การมีส่วนร่วมในการอภิปรายกลุ่มและ การตัดสินใจกลุ่ม จะช่วยลดการต่อต้าน การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ถ้ากลุ่มตัดสินใจยอมรับ ทัศนคติ ใหม่ สมาชิกในกลุ่มก็จะยอมรับ ทัศนคติ ด้วย
  7. ถ้าบุคคลเปลี่ยนแปลงกลุ่มอ้างอิงของตน ทัศนคติ ของบุคคลก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงด้วย

2. บุคคลอ้างอิง (Reference Individuals) หมายถึง บุคคลที่เราใช้เป็นมาตรฐานเพื่อประเมิน ทัศนคติ ความสามารถของเรา หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อิทธิพลของผู้อื่นที่มีต่อ ทัศนคติ ของบุคคล ตรงกับ กระบวนการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เรียกว่า การเลียนแบบ (Identification) ซึ่งเป็นกระบวนการ ที่บุคคลรับเอา คุณสมบัติ ของผู้อื่น เช่น ความคิด ทัศนคติ พฤติกรรม เป็นต้นมาเป็นของตน

ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของ ทัศนคติ ในส่วนของการรับรู้เชิงแนวคิด (Cognitive Component) และเมื่อองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบส่วนอื่นจะมีแนวโน้มที่จะ เปลี่ยนแปลงด้วย
บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร ต้องมี ความเชี่ยวชาญ (Expertness) และ ความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) จะทำให้มีความน่าเชื่อถือสูง สามารถชักจูงใจได้ดีอีกทั้งมี บุคลิกภาพ (Personality) ดีก็จะมี ความสำคัญต่อ การยอมรับ นอกจากนี้หากข้อมูลข่าวสาร มีการเตรียมมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา , การเรียงลำดับ , ความชัดเจนตลอดจนมีความกระชับและมีช่องทางในการส่งที่เหมาะสม ผู้ใช้บริการซึ่งเป็น ผู้รับสารก็อยากฟัง และมีแนวโน้มที่จะ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตามคำแนะนำหรือชักจูง

แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP)

ทฤษฎีนี้ เป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับตัวแปร 3 ตัว คือ ความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Attitude) และ การยอมรับปฏิบัติ (Practice) ของผู้รับสารอันอาจมีผลกระทบต่อสังคมต่อไป จากการรับสารนั้น ๆ การเปลี่ยนแปลงทั้งสามประเภทนี้ จะเกิดขึ้น ในลักษณะต่อเนื่อง กล่าวคือ เมื่อผู้รับสารได้รับสารก็จะทำให้เกิดความรู้ เมื่อเกิดความรู้ขึ้น ก็จะไปมีผลทำให้เกิด ทัศนคติ และขั้นสุดท้าย คือ การก่อให้เกิดการกระทำ ทฤษฎีนี้อธิบาย การสื่อสาร หรือ สื่อมวลชน ว่า เป็นตัวแปรต้นที่สามารถ เป็นตัวนำ การพัฒนาเข้าไปสู่ชุมชนได้ ด้วยการอาศัย KAP เป็นตัวแปรตามใน การวัดความสำเร็จ ของ การสื่อสาร เพื่อการพัฒนา (สุรพงษ์ โสธนะเสถียร, 2533: 118)
จะเห็นได้ว่า สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญใน การนำข่าวสารต่าง ๆ ไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในสังคมได้รับทราบว่า ขณะนี้ในสังคมมีปัญหาอะไร เมื่อประชาชนได้รับทราบ ข่าวสารนั้น ๆ ย่อมก่อให้เกิด ทัศนคติ และเกิดพฤติกรรมต่อไป ซึ่งมีลักษณะ สัมพันธ์ กันเป็นลูกโซ่เป็นที่ยอมรับกันว่า การสื่อสารมีบทบาทสำคัญ ในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ การที่คนเดินเท้ามีพฤติกรรมการปฏิบัติตาม กฎจราจรได้ ก็ต้องอาศัย การสื่อสาร เป็นเครื่องมืออันสำคัญใน การเพิ่มพูนความรู้ สร้าง ทัศนคติ ที่ดีและเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไปในทางที่เหมาะสม โดยผ่านสื่อชนิดต่าง ๆไปยังประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้องประกอบด้วย (สุรพงษ์ โสธนะเสถียร, 2533 : 120-121)

ความรู้ (Knowledge)เป็นการรับรู้เบื้องต้น ซึ่งบุคคลส่วนมาก จะได้รับผ่าน ประสบการณ์ โดย การเรียนรู้ จาก การตอบสนองต่อสิ่งเร้า (S-R) แล้วจัด ระบบเป็นโครงสร้าง ของ ความรู้ ที่ผสมผสานระหว่าง ความจำ (ข้อมูล) กับ สภาพจิตวิทยา ด้วยเหตุนี้ ความรู้จึงเป็นความจำ ที่เลือกสรร ซึ่งสอดคล้อง กับ สภาพจิตใจ ของตนเอง ความรู้ จึงเป็น กระบวนการภายใน อย่างไรก็ตามความรู้ก็อาจ ส่งผลต่อ พฤติกรรม ที่ แสดงออกของมนุษย์ได้ และผลกระทบที่ผู้รับสารเชิง ความรู้ใน ทฤษฎีการสื่อสาร นั้นอาจปรากฏได้จากสาเหตุ 5 ประการคือ

1. การตอบข้อสงสัย (Ambiguity Resolution)
การสื่อสารมักจะสร้างความ สับสนให้สมาชิกในสังคม ผู้รับสาร จึงมักแสวงหา สารสนเทศ โดยการอาศัยสื่อ ทั้งหลาย เพื่อตอบ ข้อสงสัย และความสับสนของตน

2. การสร้างทัศนะ (Attitude Formation)
ผลกระทบเชิงความรู้ ต่อ การปลูกฝังทัศนะ นั้น ส่วนมากนิยมใช้กับสารสนเทศที่เป็นนวัตกรรม เพื่อสร้าง ทัศนคติ ให้คนยอมรับ การแพร่ นวัตกรรมนั้น ๆ (ในฐานะความรู้)

3. การกำหนดวาระ (Agenda Setting) เป็นผลกระทบเชิงความรู้ที่สื่อกระจายออกไปเพื่อให้ประชาชนตระหนักและผูกพัน กับประเด็นวาระที่สื่อกำหนดขึ้น หากตรงกับภูมิหลัง ของปัจเจกชน และค่านิยมของสังคมแล้ว ผู้รับสารก็จะเลือกสารสนเทศนั้น

4. การพอกพูนระบบความเชื่อ (Expansion of Belief System)
การสื่อสารสังคมมักกระจายความเชื่อ ค่านิยม และอุดมการณ์ด้านต่าง ๆ ไปสู่ประชาชน จึงทำให้ ผู้รับสาร รับทราบระบบความเชื่อถือ หลากหลาย และลึกซึ้งไว้ใน ความเชื่อของตนมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

5. การรู้แจ้งต่อค่านิยม (Value Clarification)
ความขัดแย้งในเรื่องค่านิยมและอุดมการณ์เป็นภาวะปกติของสังคม สื่อมวลชนที่นำเสนอข้อเท็จจริงในประเด็นเหล่านี้ ย่อมทำให้ ประชาชน ผู้รับสารเข้าใจถึงค่านิยมเหล่านั้นแจ้งชัดขึ้น

คาร์เตอร์ วี กู๊ด (Carter V.Good, 1973: 325 อ้างใน โสภิตสุดา มงคลเกษม, 2539 : 42 ) กล่าวว่า ความรู้เป็นข้อเท็จจริง (facts) ความจริง (truth) เป็นข้อมูลที่มนุษย์ได้รับและเก็บรวบรวมจากประสบการณ์ต่างๆ การที่บุคคลยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างมีเหตุผล บุคคลควรจะต้องรู้เรื่อง เกี่ยวกับสิ่งนั้น เพื่อประกอบ การตัดสินใจ นั่นก็คือ บุคคลจะต้องมีข้อเท็จจริง หรือข้อมูล ต่างๆ ที่สนับสนุนและให้คำตอบข้อสงสัยที่บุคคลมีอยู่ ชี้แจงให้บุคคลเกิดความเข้าใจและ ทัศนคติ ที่ดีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รวมทั้งเกิดความตระหนัก ความเชื่อ และค่านิยมต่างๆ ด้วย

ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2520: 16) กล่าวว่า ความรู้ เป็นพฤติกรรมขั้นต้น ซึ่งผู้เรียนเพียงแต่จำได้ อาจจะโดยการนึกได้หรือโดยการมองเห็นหรือได้ยิน จำได้ ความรู้ขั้นนี้ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคำจำกัดความ ความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ โครงสร้าง และวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้
เบนจามิน เอส บลูม (Benjamin S.Bloom, 1967: 271) ได้ให้ความหมายของความรู้ว่า ความรู้ เป็นสิ่งที่ เกี่ยวข้องกับ การระลึกถึง เฉพาะเรื่อง หรือเรื่องทั่วๆไป ระลึกถึงวิธี กระบวนการหรือสถานการณ์ต่างๆโดยเน้นความจำ

1. ความรู้ ทำให้ทราบถึงความสามารถในการจำและการระลึกถึงเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เคยพบมาแล้ว แบ่งออกเป็น
1.1. ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาโดยเฉพาะ
1.2. ความรู้เกี่ยวกับวิธีและการดำเนินการที่เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
1.3. ความรู้เกี่ยวกับการรวบรวมแนวความคิดและโครงสร้าง
2. ความเข้าใจ ทำให้ทราบถึงความสามารถในการใช้สติปัญญาและทักษะเบื้องต้นแบ่งออกเป็น
2.1. การแปลความ คือการแปลจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง โดยรักษาความหมายได้ถูกต้อง
3. การนำไปใช้
4. การวิเคราะห์
5. การสังเคราะห์
6. การประเมินค่า

แพทริก เมเรดิธ (Patrick Meredith, 1961: 10) ได้พูดถึงความรู้ว่า จำเป็นต้องมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ ความเข้าใจ (Understanding) และการคงอยู่ (Retaining) เพราะความรู้ หมายถึง ความสามารถจดจำได้ ในบางสิ่งบางอย่าง ที่เราเข้าใจมาแล้ว

เบอร์กูน (Burgoon, 1974: 64) และ ริเวอร์, ปีเตอร์สัน และ เจนเซ็น (River, Peterson and Jensen 1971: 283 อ้างถึงใน ปรมะ สตะเวทิน, 2540: 116-117) ได้กล่าวถึง การศึกษาหรือความรู้ (Knowledge) ว่าเป็นลักษณะ อีกประการหนึ่ง ที่มีอิทธิพลต่อผู้รับสาร ดังนั้น คนที่ได้รับการศึกษาในระดับที่ต่างกัน ในยุคสมัยที่ต่างกัน ในระบบการศึกษาที่ต่างกัน ในสาขาวิชาที่ต่างกัน จึงย่อมมีความรู้สึกนึกคิด อุดมการณ์ และความต้องการ ที่แตกต่าง กันไป คนที่มี การศึกษาสูงหรือมีความรู้ดี จะได้เปรียบอย่างมากในการที่จะเป็นผู้รับสารที่ดี เพราะคนเหล่านี้ มีความรู้กว้างขวาง ในหลายเรื่อง มีความเข้าใจ ศัพท์มาก และมีความเข้าใจสารได้ดี แต่คนเหล่านี้ มักจะเป็น คนที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ

การเกิดความรู้ไม่ว่า ระดับใดก็ตาม ย่อมมีความสัมพันธ์ กับ ความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเชื่อมโยงกับ การเปิดรับข่าวสาร ของบุคคล นั้นเอง รวมไปถึงประสบการณ์และลักษณะทาง ประชากร (การศึกษา เพศ อายุ ฯลฯ) ของแต่ละคน ที่เป็นผู้รับข่าวสาร ถ้าประกอบกับการที่บุคคลมีความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น มีการศึกษา มีการเปิดรับข่าวสาร เกี่ยวกับกฎจราจร ก็มีโอกาส ที่จะมี ความรู้ในเรื่องนี้ และสามารถเชื่อมโยงความรู้นั้นเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ สามารถระลึกได้ รวบรวมสาระสำคัญ เกี่ยวกับ กฎจราจร รวมทั้งสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ รวมทั้งประเมินผลได้ต่อไป และเมื่อประชาชน เกิดความรู้เกี่ยวกับ กฎจราจร ไม่ว่าจะในระดับใดก็ตาม สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ ทัศนคติ ความคิดเห็นในลักษณะต่างๆ (ดาราวรรณ ศรีสุกใส, 2542 : 41)

http://www.novabizz.com/NovaAce/Attitude.htm

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.08.09 at 12:03:30


สังคมอาจย่ำแย่ย่อยยับ แต่เราอย่าเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นที่ทำร้ายสังคม
จงอยู่อีกด้านเสมอ"

ดินป่า จีวัน


"ถ้าเครื่องมือชนิดเดียวที่คุณมีคือค้อน
คุณก็มักจะเห็นทุกๆ ปัญหาเป็นเหมือนตะปู"

Abraham Maslow


To acquire knowledge, one must study; but to acquire wisdom, one must observe.

จะได้ความรู้ ต้องเรียน แต่จะได้สติปัญญา ต้องสังเกต

Marilyn vos Savant

"You cannot escape the responsibility of tomorrow by evading it today."

"ท่านไม่อาจหนีความรับผิดชอบของวันพรุ่งนี้โดยการหลีกเลี่ยงมันในวันนี้"

Abraham Lincoln (1809 - 1865)

"น้ำใจ ที่ไม่มีเงื่อนไข มนุษยธรรมที่ไม่มีประมาณ คือเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ที่แท้ ทำให้เราไปพ้นขีดจำกัดด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เห็นมนุษย์เป็นเพื่อนและพี่น้องเสมอกัน"

พระไพศาล วิสาโล

เมื่อชาวโลกทั้งหมดรู้จักความงามอย่างที่เป็นความงาม ก็ปรากฏความน่าเกลียด
เมื่อชาวโลกทั้งหมดรู้จักความดีอย่างที่เป็นความดี ก็ปรากฏความชั่ว...
จงอยู่อีกด้านเสมอ"
เล่าจื๊อ
คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง

http://www.vetmu.com/ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.08.09 at 12:12:11

"น้ำใจ ที่ไม่มีเงื่อนไข มนุษยธรรมที่ไม่มีประมาณ คือเครื่องวัดความเป็นมนุษย์ที่แท้ ทำให้เราไปพ้นขีดจำกัดด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เห็นมนุษย์เป็นเพื่อนและพี่น้องเสมอกัน"

เป็นวาทะที่ลึกซึ้งและให้แง่คิดดี ๆ เหมาะกับเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคปัจจุบันดีครับ

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

8)  ??? ???  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.08.09 at 10:22:13

สักวัน....ฉันต้องแก่ ( เหมือนกัน )

อ่านแล้วรักแม่กันเยอะ ๆ นะครับ

ที่มา : Forward Mail

เช้าวันเสาร์ ยังไม่ทันตื่นนอนเลย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น โทรศัพท์จากคุณแม่นั่นเอง
   
" วันนี้เที่ยง พาเด็ก ๆ มากิน สะเต็ค บ้านแม่ดีไหมจ๊ะ ? "

" แต่แม่ค่ะ หนูรับปากพาเด็ก ๆ ไปกิน ร้านแม็คโดนัล แล้วล่ะแม่ "
       
แต่คุณแม่ไม่ยอมแพ้ " ประหยัดเงินเถอะ ขับรถมาบ้านแม่เพียง 10 กว่านาทีเอง "
       
ฉันรู้สึกอึกอัก เพราะรู้ดีว่าเด็ก ๆ ต้องอยากกิน แฮมเบอเกอร์  มากกว่า สะเต็ค แน่

และก็เป็นจริงตามนั้น พอเจ้าลูกชายคนโตและคนรองทราบว่าใครโทรมา และกำลังคุยเรื่องอะไร คนหนึ่งโบกมือไม่เอา อีกคนถึงขนาดพนมมือขอร้องว่าอย่าไปเลย ทุกคนต่างรอคอยที่จะไปกินอาหารมื้อเที่ยงนี้ ซึ่งกำหนดเพียงอาทิตย์ละครั้ง

ฉันจึงตอบแม่ไปว่า " รอพวกเราปรึกษากันก่อน แล้วค่อยโทรบอกแม่ดีไหมค่ะ "

คุณแม่ตอบเศร้า ๆ ว่า " อือ...แล้วแต่พวกเธอจ๊ะ "

พอวางหูโทรศัพท์ พวกเด็ก ๆ ชิงกันพูดว่า

" แม่อย่าเบี้ยวนะ ก็ไหนตกลงกันว่าจะไปกินร้าน แม็คโดนัล ไง "

ฉันจึงบอกกับลูก ๆ ว่า " คุณยายไม่ได้อยากให้เราไปกิน สะเต๊คหรอก ท่านอยากพบหน้าพวกหนูต่างหาก "

" ก็พวกเราเพิ่งไปเยี่ยมคุณยายมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง "

ฉันทราบดีว่า เหตุผลเพียงแค่นี้ คงยากที่จะทำให้เด็ก ๆ เปลี่ยนแปลงแผนการเดิมได้ จึงบอกกับพวกเขาว่า
             
" สักวัน แม่ก็คงแก่ คงจะโทรศัพท์มาหาพวกหนู บอกว่าวันนี้แม่ทำขนมเค้กไว้นะ พาลูก ๆ ของหนูมากินได้ไหม ถ้าพวกหนูตอบว่า ขนมเค็กกินที่ไหนก็ได้ หรือวันนี้พวกหนูไม่ว่าง แม่คงเสียใจเหมือนกัน "

ลูกสาววัย 4 ขวบของฉันรีบตอบว่า " แม่ค่ะ หนูจะไม่ตอบอย่างนั้น หนูจะตอบตกลงว่ามาหาแม่ค่ะ "

ในที่สุดพวกเราก็ตกลงกันว่า เที่ยงนี้ไปกินแฮมเบอเกอร์ตามแผนเดิม แต่ตอนเย็นไปบ้านคุณยาย

พอคุณแม่ทราบ ท่านรู้สึกดีใจมาก " แล้วแม่จะย่าง สะเต๊ค ตอนบ่ายนะจ๊ะ "

ตอนเย็น  พอไปถึงบ้านคุณยาย คนแก่ทั้งสองคนเห็นพวกเรา ดีใจออกหน้าออกตา

พวกเราพากันกรูเข้าไปในครัวไปเอา สะเต๊ค คนแก่กับพวกเด็ก ๆ คุยกันเสียงขรม

คุณแม่เริ่มบ่นเรื่องปวดไหล่ ที่ยังไม่ยอมหายสักที พอถามว่า " อ้าว แม่ไม่ได้ไปทำกายภาพ หรือไปอบสมุนไพรหรือค่ะ "

" ไปมาแล้ว แต่ก็งั้น ๆ แหละจ๊ะ "

ถึงตอนนี้ฉันรู้ได้ทันทีว่า คุณแม่ไม่ได้ห่วงเรื่องสุขภาพหรอก แต่ต้องการความสนใจจากฉัน ซึ่งเป็นลูกสาวต่างหาก

พอเข้าไปในครัว เห็นก้นกะทะมีน้ำมันจับอยู่หนา ทั้ง ๆ ที่คุณแม่เป็นคนรักษาความสะอาด พลางเริ่มตระหนักว่า คุณแม่คงเริ่มไม่มีแรงขัดก้นกะทะแล้ว
                   
คุณแม่เคยมือหนึ่งอุ้มฉัน อีกมือผัดกับข้าว สองมือของคุณแม่เคยขัดบ้านได้ทุกซอกทุกมุม

คุณแม่เป็น โชเฟอร์ขับแท็กซี่หญิง เพียงไม่กี่คนของเมืองนี้

มือทั้งสองข้างเคยถือพวงมาลัยเลี้ยงพวกเรามา มาถึงวันนี้ มือของท่านคงอ่อนล้ามากแล้ว ยังอุตสาห์เสียบ เนื้อสะเต๊ค ผัดเส้นหมี่ แล้วโทรศัพท์เรียกพวกเรามากิน

หลังจากวันนั้น ต่อให้ยุ่งแสนยุ่ง เหนื่อยแสนเหนื่อยฉันก็ยังกลับมาเยี่ยมคุณแม่ ช่วยขัดก้นกะทะให้ท่าน

และหวังว่า.....

.......สักวันหนึ่ง เมื่อฉันแก่ตัวลง มือไม้ไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิมแล้ว พวกลูก ๆ ฉันยังจำได้ว่า จะกลับมาช่วยฉันขัดก้นกะทะบ้าง

อย่าเอาแต่สนใจลูกอย่างเดียว เพราะสักวันหนึ่งเราก็ต้องแก่
จำได้ว่า ฉันเคยเห็นจุลสารที่โรงพยายบาลแห่งหนึ่งเขียนไว้ว่า

" ทีลูก ฟันน้ำนมซี่แรกงอกเมื่อตอนเขาอายุหนึ่งขวบกับสี่เดือน
ยังจำกันได้ แต่ฟันซี่สุดท้ายของคุณพ่อและคุณแม่หักหมดปาก กลับจำไม่ได้ "


และต้องขอขอบคุณ คุณลู มา ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อเช้านี้มานั่งอ่านบทความเรื่อง ทัศนคติ ( Attitude ) ที่ คุณลู นำมาฝากเอาไว้อย่างละเอียด ได้ประโยชน์มากจริง ๆ ครับ

8)  ??? ???  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 08.08.09 at 03:34:44

ไม่เป็นไรครับผม ช่วงนี้ผมงานยุ่งเลยแทบไม่ได้เข้ามานะครับ โรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว วันนี้มีประชุมนอกสถานที่อีก :)

อ่านเรื่องแม่แล้วซึ้ง เมื่อกี้ผมก็เพิ่งโทรคุยกับท่าน :)

เอามาฝากครับ

กตัญญู...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


มีหนุ่มเจ้าสำราญผู้หนึ่ง วันๆไม่ยอมทำประโยชน์อะไร

ดีแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ

ทั้งๆที่อายุอานามก็สมควรแก่การสร้างเนื้อสร้างตัว

สร้างฐานะ และมีครอบครัวแล้ว

แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะมีความรับผิดชอบ

ไม่คิดอยากจะรับภาระอะไรใดๆทั้งสิ้น

ด้วยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อยู่แล้วที่ต้องหาเงินหาทองไว้ให้ลูก

และกิจการที่บ้านนั้น

ทั้งพ่อและแม่ต่างช่วยกันทำมาหากินอย่างขยันแข็ง

จนเงินทองที่มีอยู่ชาตินี้เขาคงใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ

วันหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้และเพื่อนๆอีก 2-3 คน

พากันเข้าป่า หมายจะไปล่าสัตว์

แต่เมื่อเดินเข้าป่าไปได้สักพักใหญ่

เขาก็เกิดพลัดหลงกับเพื่อน

ชายหนุ่มจึงเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จุดหมาย

เขาเริ่มหลงทาง เขาเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ก็ต้องหาทางเดินต่อไป

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า

บรรยากาศรอบข้างมืดลง ไม่เห็นหนทาง

เขาจึงทิ้งตัวลงนอน ด้วยความหิวโหยและหมดแรง

รุ่งขึ้น..เขายังคงเดินต่อไป เพื่อหาทางออก

จนกระทั่งพระอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยม เขาอีกครั้ง

แต่ขณะที่เขากำลังจะทิ้งตัวลงอย่างหมดหวัง

เขาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟจากกระท่อมกลางป่าหลังหนึ่ง

เขาจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่รีบวิ่งไปยังกระท่อมนั้น

และได้พบสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง

ซึ่งเมื่อไต่ถามความเป็นมาของชายหนุ่มแล้ว

ทั้งคู่ก็บอกให้ชายหนุ่มไปอาบน้ำอาบท่า

แล้วจัดแจงหาข้าวปลาอาหารมาให้กิน

คืนนั้นชายหนุ่มจึงหลับไปด้วยความสุข

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาด้วยความแจ่มใส

และรู้สึกตื้นตันใจในความเมตตากรุณา

ของสองสามีภรรยาเป็นอย่างมาก

เขาจึงกล่าวขึ้นว่า

“ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสองที่ได้ช่วยชีวิตข้าในครั้งนี้

แม้เราไม่เคยรู้จักกัน แต่พวกท่านก็ให้การดูแลข้าอย่างดี

ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร จึงจะทดแทนน้ำใจของพวกท่าน ได้”

ฝ่ายภรรยาจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วตอบว่า

“หนุ่มน้อย ถ้าเจ้าอยากตอบแทนละก็

กลับไปทดแทนบุญคุณพ่อแม่ของเจ้าเถิด พวกเขาเลี้ยงดูอุ้มชูเจ้ามา

ให้ทั้งข้าวปลาอาหารน้ำท่าที่พักพิง จนเติบใหญ่เพียงนี้

บุญคุณนั้นใหญ่หลวงนัก เราสองคนแค่ให้ที่พักพิงเจ้าชั่วข้ามคืนหนึ่ง

เทียบกับพ่อแม่เจ้าไม่ได้หรอก”

ได้ฟังดังนั้น ชายหนุ่มจึงคิดได้ว่า

เขาเป็นผู้ที่หลงทางจริงๆ

.........

คนไทยเราได้รับการปลูกฝังและสั่งสอนกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วว่า

“ความกตัญญูกตเวที” นั้น

เป็นคุณธรรมสำคัญที่เราควรปฏิบัติต่อพ่อแม่และผู้มีบุญคุณแก่เรา

แต่ เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามพระคุณของพ่อแม่

ผู้ซึ่งอยู่ใกล้ตัวที่สุด

โดยคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำนั้นเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ

แต่ในขณะที่ผู้อื่นหยิบยื่นน้ำใจให้เพียงเล็กน้อย

เราก็ตื้นตัน ชื่นชม และประทับใจไม่ลืม

อย่างนี้มันยุติธรรมสำหรับผู้ให้กำเนิดเราแล้วหรือ

จงอย่าปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆ

ที่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ผ่านเลยไป

โปรดตอบแทนความรักอันยิ่งใหญ่นั้น

ในทุกๆวันของชีวิตเรา

...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป  :)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 08.08.09 at 08:23:46

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ผมเชื่อว่ายังมี คนส่วนใหญ่ ที่หลงลืมนึกถึง พระคุณของ บิดามารดา เนื่องเพราะความ เคยชิน ครับ

:)  :)  :)

ช่วงนี้ผมงานยุ่งเลยแทบไม่ได้เข้ามานะครับ โรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว วันนี้มีประชุมนอกสถานที่อีก

ทำงานหนักต้องระมัดระวังเรื่อง สุขภาพและอาหารการกิน ด้วยครับ


;)  ;)  ;)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 15.08.09 at 09:21:37

เคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่ท่านสอนว่า วิธีหนึ่งในการสร้างกำลังใจในการทำงาน ก็คือ การอ่านเรื่องราวของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อจะได้ทราบถึงแนวคิด วิธีการเอาชนะปัญหาหรืออุปสรรค รวมไปถึงปรัชญาชีวิตที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้

ก็เลยอยากให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้อ่านเรื่องราวดังต่อไปนี้ครับ

อาจจะยาวไปซักนิด แต่รับรองว่า น่าสนใจ มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

จากเด็กสลัมสู่นักธุรกิจพันล้าน “ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์      13 สิงหาคม 2552 09:35 น.

ที่มา : http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000091757

ในยุคสมัยที่ผู้คนในสังคม เริ่มหันมาใส่ใจกับสุขภาพกันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะท่านสุภาพสตรีทั้งหลายที่หันมาใส่ใจเรื่อง “ น้ำหนักตัว ” จนทำให้ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ “ ลดความอ้วน ” นั้นได้รับความนิยมอย่างสูงไม่ว่าจะเป็น คลินิกลดความอ้วน เครื่องออกกำลังลดหน้าท้อง เสื้อผ้าช่วยลดความอ้วน รวมไปถึงอาหารประเภทเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง ชา-กาแฟ ด้วย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชื่อแน่ได้ว่าท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยคงเคยได้ยินชื่อ “ กาแฟเพื่อสุขภาพ เนเจอร์กิฟ ” มาบ้างจากสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์ และสื่อโฆษณาหลากหลายแขนง ทว่า คงมีไม่กี่คนที่ทราบว่า ผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจกาแฟลดความอ้วนนี้แท้จริงแล้วในอดีตเป็นเพียง เด็กสลัมจน ๆ คนหนึ่ง ซึ่งต้องวิ่งขายไอศกรีม ขายเรียงเบอร์ ต้องทนนอนเบียดกัน 8 คนในห้องเช่าขนาดแค่ 3 คูณ 4 เมตร ......      
     
ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ ผู้จัดการใหญ่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนเจอร์กิฟ 711 เปิดใจเล่าถึงช่วงชีวิตในวัยเด็กกับ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า

“ ผมอยู่สลัมตั้งแต่จำความได้ เราเช่าบ้านของแม่ค้าขายผักอยู่ที่ตลาดปีระกา ใกล้กับวัดตึก พื้นที่ที่เราเช่าอยู่เนี่ยเป็นพื้นที่หน้าห้องน้ำของบ้านแม่ค้า เนื้อที่กว้างประมาณสองเมตรครึ่ง ลึกสองเมตร เวลานอนเลยเบียดกันมาก อยู่ที่นี่ประมาณ 2 ปีก็ย้ายไปอยู่ที่สลัมซอยสามยอด ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน พื้นที่ก็กว้างขึ้นมาหน่อยเป็น 3 คูณ 4 เมตร ตอนนั้นเราก็มีน้องเพิ่มขึ้น และมีหลานมาอยู่ด้วย ก็รวมเป็น 8 คน เวลานอนจะมีเตียง 1 เตียง นอนกัน 3 คน ส่วนคนที่นอนบนพื้นก็ต้องเอาขาสอดไปไว้ใต้เตียง บ้านเราคับแคบนะแต่ก็อบอุ่นดี ( ยิ้ม ) ”
     
     
แม้โชคชะตาจะทำให้ชายผู้นี้เกิดมาในสลัมซอยสามยอด แต่ด้วยความอดทน หัวใจที่รักดี และความเป็นพี่ชายคนโตของครอบครัวเขาจึงต้องดิ้นรนช่วยเหลือพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูก ๆ ถึง 5 คน กับหลานอีก 1 คนตั้งแต่ยังเล็ก
     
     
“ วันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ผมจะตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง ไปรับขนมจากปากคลองตลาดมาขายในตลาดแถวๆบ้านจนถึงช่วงสาย ๆ พอขายหมดก็ไปรับไอศกรีมแท่งมาขาย หิ้วถังไอศกรีมเดินขายไปเรื่อยๆ หนักหลายกิโลฯ เหมือนกัน บ่าย ๆ ก็หมดแล้ว เสร็จแล้วก็กลับมาทำการบ้าน ส่วนวันที่ล็อตเตอรี่ออกผมก็ไปรับเรียงเบอร์จากโรงพิมพ์แถวเฉลิมกรุงมาขาย ก็วิ่งจากเฉลิมกรุงถึงหัวลำโพง คือสมัยนั้นถ้าเลยหัวลำโพงไปมันจะมืดมากเราก็ไม่กล้าไป ก็กลับมาที่วังบูรพาซึ่งสมัยนั้นมีโรงหนังอยู่ 3 โรง คือ โรงหนังแกรนด์ คิงและควีน เพื่อรอหนังรอบดึกเลิก ผมจะขายคนที่มาดูหนังจนเรียงเบอร์หมดถึงกลับบ้าน ทำอยู่อย่างนี้จนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย "
     
     
ข้อดีอย่างหนึ่งของความยากจนก็คือสิ่งนี้เป็นเหมือนแรงขับที่ทำให้กฤษฎามีความอดทนและมานะพยายามมากกว่าเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน เด็กโรงเรียนวัดสระเกศอย่างเขาจึงสามารถสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนกวดวิชาเหมือนเพื่อน ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานหารายได้ช่วยครอบครัว
     
     
“ ตอนเอ็นทรานซ์ติดคณะวิศวะ ฯ จุฬาฯ นี่พ่อกับแม่ดีใจมาก เพราะผมไม่ได้เรียนกวดวิชาเหมือนเพื่อน ๆ เขาหรอกเพราะเราไม่มีเงิน บางทีเพื่อนเขาบอกว่าวิชานี้มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดลมาสอนนะ อาจารย์คนนี้สอนเก่ง ผมก็จะแอบไปเรียนโดยที่ไม่ได้จ่ายเงิน ก็จะไปนั่งหลัง ๆ ห้อง อาจารย์ก็ไม่ได้สังเกต ( หัวเราะ ) แต่เราไม่ได้ไปเรียนทุกชั่วโมงนะ เพราะเราไม่ได้จ่ายตังค์ สมัยที่เรียนจุฬาฯ ก็จะกินข้าวแกงที่ขายริมรั้ว ส่วนน้ำก็ขึ้นไปกดน้ำก๊อกบนตึกกิน ” ดร.กฤษฎา เล่าถึงชีวิตต้องสู้ในวัยเด็ก
     
     
เจ้าของบริษัทที่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้นั่งทำงาน

หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี กฤษฎาได้เข้าทำงานที่การไฟฟ้า ฯ อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะลาออกไปทำงานบริษัทเอกชน ด้วยความต้องการเก็บเงินสร้างฐานะ จนกระทั่งมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งเขาจึงตัดสินใจออกมาเปิดบริษัทนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ด้านวิศวกรรมของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม บริษัทของกฤษฎานั้นออกจะแปลกว่าบริษัทอื่น ๆ  ตรงที่ทั้งบริษัทมีเขาเป็นพนักงานเพียงคนเดียว และพื้นที่ซึ่งเขาใช้เป็นที่ทำงานนั้นก็อยู่ภายในบริษัทของเพื่อนชาวไต้หวัน อีกทั้งโต๊ะเก้าอี้ที่เขานั่งทำงานก็ล้วนแต่หยิบยืมมาจากเพื่อนคนดังกล่าวอีกเช่นกัน

“ ต้องบอกว่าผมโชคดีนะ มีแต่คนช่วยเหลือ บริษัทของผมเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าด้านวิศวกรรม เช่น วาล์วต่าง ๆ วาล์วลม วาล์วน้ำมัน ตู้ไฟฟ้า แต่ว่าตอนนั้นผมมีเงินแค่ 50,000 บาท ไม่มีปัญญาจ้างพนักงาน ก็ทำอยู่คนเดียว จะเช่าตึกทำออฟฟิศเราก็ไม่มีเงิน ผมก็ไปขอใช้พื้นที่ในบริษัทของเพื่อนชาวไต้หวันเป็นที่ทำงาน แล้วก็ขอยืมโต๊ะเขามาตัวหนึ่ง ( หัวเราะ ) มานั่งทำงาน ก็ต้องขอบคุณเขาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเพื่อนคนนี้ช่วยเหลือผมเยอะมาก ผมไม่มีเงินเขาก็เปิดแอลซีให้ พอของมาถึงท่าเรือเราก็ไม่มีเงินไปเสียภาษีนำเข้าอีก ศุลกากรเขาก็กำหนดว่าสินค้าต้องอยู่ที่ท่าเรือไม่เกิน 90 วัน ถ้าเกิน 90 วันเขาจะริบเป็นของหลวง ก็เลยคุยกับเพื่อนชาวไต้วันอีกว่าจะขอยืมเงินมาเป็นค่าภาษี ( หัวเราะ ) ถ้าขายได้จะเอาเงินมาคืน เขาก็ให้ พอขายของได้ผมก็คืนเงินให้เขาแล้วก็แบ่งกำไรให้เขา 10%

ตอนหลังผมก็ขอคู่ค้าในต่างประเทศว่าไม่ต้องเปิดแอลซีได้ไหม ส่งสินค้าให้ผมก่อน ภายใน 90 วันขายของได้แล้วผมจะโอนเงินไปให้ เขาก็ให้นะ ทั้งอเมริกา ทั้งอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยนะ แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งผมหาเงินไม่ทันผมก็เขียนจดหมายไปบอกเขาว่าผมหาเงินไม่ทันตามกำหนด ขอยืดเวลาออกไปอีก 60 วันนะ แต่จะให้ดอกเบี้ยเขาด้วย ช่วงนั้นก็ยังขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่มีเงินจ้างพนักงาน ต้องทำเองทุกอย่าง ตอนหลังพอยอดขายเพิ่มขึ้น ก็เลยย้ายบริษัทมาอยู่ที่บ้านที่บางยี่เรือ แล้วก็จ้างพนักงาน 2 คน ทั้งๆ ที่พนักงานแค่ 2 คน บางเดือนยังไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนเลย คุณแม่ต้องไปยืมเงินแม่ค้าขายปาท่องโก๋ในตลาด หรือบางทีก็ยืมเงินร้านขายยามาให้ ต่อมาผมก็หันมาผลิตเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อแอร์โรคลีน ปรากฏว่าขายดีมาก มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในตลาด

พอปี 2538-2539 เงินเหลือเยอะเลยไปซื้อที่ดินที่ลพบุรีประมาณ 500 กว่าไร่ มาพัฒนาเพื่อจัดสรรขาย

แต่พอปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ ลูกค้าที่มาจองซื้อที่ของโครงการไว้ก็ไม่มีเงินมาจ่าย ตอนนั้นโครงการเรายังไม่เสร็จ ผมก็มานั่งคิดว่าขุดทะเลสาบไว้ถ้าฝนตกลงมาก็จะเสียหาย เราก็เลยต้องทำต่อ โดยการโละสต็อกเครื่องฟอกอากาศทั้งหมด ได้เงินมาหลายล้านก็เอามาถมกับที่แปลงนี้ ทำให้เราเป็นหนี้ธนาคารถึง 50 ล้านบาท ขณะที่ไม่มีใครจ่ายเงินค่าที่เลย และก็ไม่มีธุรกิจอื่น ๆ แล้ว ” ดร.กฤษฎา เล่าถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

ปลดหนี้ 50 ล้านใน 2 ปี

ถึงแม้จะหมดเนื้อหมดตัวจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังต้องเป็นหนี้เป็นสินหลายสิบล้านบาท

แต่ ดร.กฤษฎาก็หาได้ท้อถอย เนื่องเพราะมีภรรยาและลูก ๆ ทั้ง 3 คนคอยเคียงข้างเป็นกำลังใจ เขาจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการทำธุรกิจขายตรง ผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมจากสาหร่าย สไปรูลิน่า ภายใต้แบรนด์เนเจอร์กิฟ ในปี 2545 ซึ่งนับว่าโชคชะตาก็ยังไม่ใจร้ายกับเขาเกินไปนัก เพราะแม้ธุรกิจขายตรงในครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาหันมาผลิตกาแฟลดน้ำหนัก ซึ่งใช้ชื่อผลิตภัณฑ์เหมือนกันคือ เนเจอร์กิฟ ที่กำลังขายดิบขายดีอยู่ในขณะนี้ และจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ ดร.กฤษฎาสามารถใช้หนี้จำนวน 50 ล้านบาทได้หมดภายใน 2 ปี หลังจากที่เริ่มผลิตกาแฟเนเจอร์กิฟออกจำหน่ายในปี 2547 อีกทั้งยังสามารถสร้างโรงงานใหม่ เป็นแห่งที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีกว่าเท่านั้น

“ ในช่วงที่ทำธุรกิจขายตรง สมาชิกหลายคนก็บอกว่าอาหารเสริมมันขายยาก น่าจะขายพวกสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างพวก กาแฟ สบู่ ยาสีฟัน ผมก็อยากทำแต่ไม่มีเงินทุน เลยลองหาข้อมูลดู ปรากฏว่าผลิตกาแฟใช้เงินน้อยที่สุด ประกอบกับก่อนหน้านั้นผมมีความคิดว่าอยากผลิตอาหารที่ช่วยในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคที่มีปัญหาในเรื่องโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ก็เลยมาลงตัวที่กาแฟสูตรลดน้ำหนัก โดยเริ่มขายครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2547 พอดีตอนนั้นมีงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เราก็ไปออกร้าน แล้วมีนักข่าวไปทำข่าวลงหนังสือพิมพ์เนื่องจากเขาเห็นว่ามันแปลกเพราะเนเจอร์กิฟเป็นกาแฟสูตรควบคุมน้ำหนักเจ้าแรกของไทย คนก็เลยเริ่มรู้จักสินค้าของเรา จากนั้นก็ขายดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยตั้งโรงงานขึ้นมา

คือตอนที่เริ่มผลิตครั้งแรกเรายังไม่มีเงิน ก็ใช้พื้นที่ในบ้านส่วนที่เคยใช้เป็นโรงรถเป็นที่ผลิต เพราะเรากะจะผลิตแค่เดือนละ 3 หมื่นซองเท่านั้น แต่ปรากฏว่ายอดขายเพิ่มขึ้นมากจนเราต้องหาสถานที่ผลิตใหม่ ก็ไปเช่าบ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ กับบ้านที่เราอยู่เพื่อใช้เป็นที่ผลิตกาแฟ ทำอยู่ 7 - 8 เดือน ยอดขายเพิ่มขึ้นไม่หยุด ประมาณเดือน มิถุนายน 2548 เราเลยตั้งโรงงานขึ้นมา ลงทุนไป 18 ล้านบาท เนเจอร์กิฟก็โตขึ้นเรื่อย ๆ จนปี 2550 จำเป็นต้องสร้างโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งก็คือโรงงานปัจจุบัน ใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท และในปีนี้ ( 2552 ) เราก็จะเปิดโรงงานใหม่อีกแห่งหนึ่ง ใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตอนนี้ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ส่วนตัวแทนจำหน่ายที่รับสินค้าเราไปขายนั้นปัจจุบันก็มีอยู่ประมาณ 5,000-6,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งจากการที่ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้ผมสามารถใช้หนี้ซึ่งมีอยู่ 50 กว่าล้านได้หมดภายใน 2 ปี คือเริ่มผลิตกาแฟเนเจอร์กิฟในปี 2457 พอปี 2548 เราก็ใช้หนี้หมด ขณะที่การก่อสร้างโรงงานใหม่นั้นก็ใช้เงินสดทั้งหมด ปัจจุบันเราจึงไม่มีหนี้ ” เจ้าของบริษัทเนเจอร์กิฟ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
     
     
ทั้งนี้ในปัจจุบันเนเจอร์กิฟได้ขยายไลน์การผลิตสินค้าออกไปมากขึ้น โดยมีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มสูตรควบคุมน้ำหนักรสชาติต่างๆ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งนอกจากตลาดภายในประเทศแล้ว ผลิตภัณฑ์เนเจอร์กิฟก็ยังมีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย ดูไบ ตุรกี นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และสหรัฐอเมริกา
     
     
“ อุปสรรค ” คือส่วนหนึ่งของ “ ความสำเร็จ ”

ดร.กฤษฎา บอกว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ก็คือความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค อีกทั้งยังเชื่อว่าการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง และช่วยให้เขาสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการในชีวิตไปได้
     
     
“ ผมคิดว่าการทำงานทุกอย่างต้องมีอุปสรรค แต่ถ้าเจออุปสรรคแล้วเราคิดว่าอุปสรรคเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จเราก็มีกำลังใจที่จะเดินต่อไปได้ อย่างมีอยู่ครั้งหนึ่งธนาคารโทรมาทวงเงิน คือตอนนั้นผมไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยเขาหลายเดือนแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังเริ่มผลิตกาแฟ ผมก็บอกว่ารอนิดหนึ่งนะ กำลังทำกาแฟอยู่ เจ้าหน้าที่ธนาคารก็บอกว่าเห็นด็อกเตอร์ทำมาตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นสำเร็จสักอย่าง ... ผมก็เลยบอกเขาไปว่า คุณรู้จักมิสเตอร์ฮอนด้าไหม มิสเตอร์ฮอนด้าเขาบอกว่ารถยนต์ฮอนด้าที่คุณเห็นเขาผลิตออกมาขายน่ะมันแค่ 5% ที่เขาทำมาทั้งหมด คือคุณเห็นแค่สิ่งที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จซึ่งมันมีเพียง 5% เท่านั้น ส่วนอีก 95% ซึ่งคุณไม่เห็นน่ะมันคือส่วนที่เขาทำแล้วล้มเหลว เจ้าหน้าที่ธนาคารเขาก็เลยเงียบไป เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำอะไรแล้วมันล้มตลอดก็อย่าเพิ่งท้อ เราต้องรู้ว่าเราล้มได้ถึง 95 ครั้งนะ ขอแค่ชนะ 5 ครั้งก็พอแล้ว ( ยิ้ม )

ตอนผมขายเครื่องฟอกอากาศ ผมอยู่ตึกแถวจนสามารถเก็บเงินซื้อบ้านทาวน์เฮาส์ได้ แล้วก็มาซื้อบ้านเดี่ยวซึ่งมีสนามหญ้าด้วย 2 หลัง ซื้อที่ได้หลายร้อยไร่ มีรถวอลโว่ รถบีเอ็มซีรีย์ 7 พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไอเอ็มเอฟผมก็ล้มละลาย โรงงานถูกยึด บริษัทก็ถูกยึด รถบีเอ็มก็ต้องขาย หมดทุกอย่ง ผมต้องนั่งรถเมล์ไปทำงาน แต่ผมก็มองว่ามีได้ก็หมดได้เป็นเรื่องธรรมดาของโลก อีกอย่างที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในชีวิตเนี่ยก็เพราะผมปฏิบัติตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า คือทำทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนาคือสวดมนต์และนั่งสมาธิ ผมทำธุรกิจไปด้วย ทำบุญไปด้วย เราทำครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เวลามีปัญหา จากหนักมันก็เบาลง ”
     

ด้วยความที่เป็นคนใฝ่รู้ผู้ชายคนนี้จึงไม่เคยหยุดนิ่งในเรื่องของการศึกษา และไม่มีคำว่าแก่เกินเรียน

“ ผมเรียนไปเรื่อย ๆ เป็นคนชอบเรียน ทำธุรกิจไปด้วยเรียนไปด้วย ปริญญาบางใบได้มาตอนแต่งงานและมีลูกแล้วก็มี ผมเรียนปริญญาโท เอ็มบีเอ ที่ธรรมศาสตร์ เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา แต่เรียนทางไปรษณีย์นะ แล้วก็ได้อบรมหลักสูตรธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ( สหรัฐอเมริกา ) คือเขาเชิญไปเรียนโดยคัดจากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผมเป็นนักธุรกิจไทยรุ่นแรกที่ได้รับคัดเลือก ตอนนั้นไปอบรมพร้อมกับคุณประชา มาลีนนท์ ( อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ) รวม ๆ แล้วทั้งปริญญาและประกาศนียบัตร ประมาณ 10 กว่าใบได้ คืออุปนิสัยผมเป็นคนใฝ่รู้ อย่างเราเรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรม พอไปทำธุรกิจต้องติดต่อค้าขายกับต่างประเทศผมก็จะไปเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับการเขียนจดหมายทางธุรกิจ เรียนการพูดภาษาอังกฤษ เรียนการเงิน การตลาด ก็หาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอด คือผมเป็นคนไม่ชอบเที่ยว พอเลิกงานก็ไม่รู้จะทำอะไรเลยไปเรียนหนังสือ ” ดร.กฤษฎา กล่าว
     
     
มีเงินพันล้าน แต่ใช้เดือนละ 6 พัน      
     
แม้ปัจจุบัน ดร.กฤษฎาจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจและกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน แต่เขาก็หาได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยหรูหรา ... ตรงกันข้ามเขากลับยังคงใช้ชีวิตสมถะ กินง่ายอยู่ง่ายไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ยังล้มลุกคลุกคลานในช่วงที่เริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ๆ

ดร.กฤษฎาบอกว่า เขาเลือกใช้จ่ายเฉพาะในสิ่งที่จำเป็น ซึ่งรวม ๆ แล้วในแต่ละเดือนนั้นเขาจะใช้เงินไม่เกิน 6,000 บาท เพราะเขามองว่าคงเป็นการดีกว่าหากเงินที่เขาหามาด้วยความยากลำบากนั้นจะถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนา หรือใช้ในการส่งเสริมคุณธรรมและการศึกษาให้แก่เด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาส

“ ทุกวันนี้ผมใช้เงินแค่เดือนละ 6,000 บาท อาหารเช้าของผมคือ ถั่วต้ม น่าจะประมาณ 3-5 บาท คือผมเอาถั่วแดง ถั่วเขียว ลูกเดือย ถุงละแค่ 10 กว่าบาท มาต้มใส่น้ำตาล ต้มเสร็จแล้วก็แช่ช่องแข็งไว้ เช้าก็เอาออกมากิน ถั่วนี่คุณค่าทางอาหารสูงด้วย ประหยัดด้วย มื้อกลางวันก็เป็นอาหารตามสั่งจากร้านแถว ๆ  ออฟฟิศ บางทีขับรถไปเจอเพิงก๋วยเตี๋ยวข้างทางผมก็แวะกินได้ ผมกินอะไรง่าย ๆ ตกเย็นก็กินข้าวที่บ้านกับครอบครัว แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว คือผมมองว่าเงินทองของเราถ้าได้นำไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์มันน่าจะคุ้มค่ากว่าเอามาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไร้สาระ อย่างที่บริษัทก็จะมีการแจกทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดี มีความประพฤติดี แต่ฐานะยากจน แจกมาต่อเนื่องทุกปี ซึ่งปีนี้เราก็แจกให้ 100 ทุน ทุนละ 12,500 บาท

หรืออย่างรีสอร์ทที่ลพบุรีเก็บเอาไว้ก็ไม่ได้ทำอะไร ผมก็เลยถวายวัดไปเพื่อใช้สร้างสถานปฏิบัติธรรม นอกจากนั้นเราก็สร้างธรรมสภาขึ้นมา ซึ่งตรงนี้จุคนได้หลายพันคน ทางวัดเขาก็ใช้เป็นที่อบรมธรรมะสำหรับเยาวชนและประชาชน ใช้เป็นที่ประชุมสงฆ์ เป็นที่จัดบวชเณร แล้วผมก็ส่งเงินไปช่วยเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าคนงาน ทุกเดือน เมื่อปีที่แล้วก็มีการจัดตักบาตรที่ศูนย์ลพบุรี 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ นิมนต์พระมา 1,700 รูป ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนธันวาคม 2551 มีพระมารับบาตร 10,000 รูป ปลายปีนี้ก็จะจัดอีก คือเราอยากให้คนหันกลับมาทำบุญใส่บาตรกันเยอะ ๆ  เหมือนเมื่อก่อนนี้ ผมจำได้ว่าสมัยเด็ก ๆ ผมอยู่ในสลัม เราเดินไปแถวถนนเจริญกรุงจะเห็นพระเดินรับบาตรมาเป็นแถว ชาวบ้านเขาก็ใส่บ้านกัน ส่วนเรายังเป็นเด็กจน ๆ เราก็ได้แต่ยกมือไหว้ แต่วันนี้เรามีโอกาสทำได้มากกว่าแค่ยกมือไหว้พระ ( ยิ้ม ) ผมคิดว่าถ้าคนมีศีลมีธรรมเหมือนเมื่อก่อนบ้านเมืองเราก็สงบสุข”
     
     
ดร.กฤษฎายังบอกด้วยว่า ความยากลำบากที่เขาพบเจอมาตั้งแต่วัยเยาว์นั้นเป็นเหมือนเบ้าหลอมให้เขารู้จักมานะ อดทน จนประสบความสำเร็จได้ถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเขาจึงปลูกฝังให้ลูก ๆ ทั้ง 3 คนซึ่งจะต้องเข้ามาสืบสานธุรกิจของเขาต่อไปในอนาคตได้เรียนรู้ที่จะทำงานโดยไม่หวั่นต่อความยากลำบาก
     
     
“ ผมกับภรรยาจะไม่เลี้ยงลูกแบบคุณหนู ไม่สอนให้เขาฟุ้งเฟ้อ ลูกทุกคนจะช่วยกันทำงานหมด เราสอนเขาว่าอย่าอายถ้างานที่เราทำเป็นอาชีพสุจริต ลูกชายคนโตผมเขาเรียนจบปริญญาตรี ที่เอแบค ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จบออกมาก็หางานทำไม่ได้ เขาก็ไปสมัครเป็นเซลส์เดินขายไส้กรอก ได้วันละ 100 บาท วันไหนขายไม่ได้ตามเป้าก็ไม่ได้เงิน ตอนเราเริ่มทำกาแฟเนเจอร์กิฟใหม่ๆ เรายังไม่มีเงินจ้างคนงาน ทุกคนในบ้านก็ต้องช่วยกันทำทุกอย่าง ตั้งแต่ผลิตกาแฟอยู่ในโรงรถ กลางคืนก็ให้ลูกชาย 2 คนไปซื้อน้ำตาลจากห้างแมคโคร ช่วยกันเข็นมา กลางวันเขาก็ต้องไปส่งกาแฟ ขับรถกระบะไปเอง แบกเองทุกอย่าง ตอนนี้ลูกทั้ง 3 คนเรียนจบหมดแล้ว ก็เข้ามาช่วยงานในบริษัท คือผมมองว่าเราไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอด ไม่ได้อุ้มชูเขาทั้งชีวิต ดังนั้นถ้าให้เขาได้เจอกับความลำบากตั้งแต่วันนี้ ต่อไปวันข้างหน้าเจอปัญหาอะไรเขาก็รับได้หมด ” ดร.กฤษฎา พูดถึงสิ่งที่เขาคาดหวังจากทายาททั้ง 3 ที่จะมาสืบสานกิจการเนเจอร์กิฟต่อไปในอนาคต
     
     เรื่อง – จินดาวรรณ สิ่งคงสิน

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 15.08.09 at 10:01:17

ขอบคุณคุณTIGER ทีเป็นห่วงและนำเรื่องดีๆมาฝากครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 16.08.09 at 08:42:40

นายพลเอกท่านหนึ่งหลังจากที่ทำการยึดอำนาจแล้ว

ท่านก็พยายามทำให้ประเทศมี"คุณธรรม"

จึงจัดงานคุณธรรมนำชาติขึ้น

ในงานท่านพลเอกเรียกเด็กคนหนึ่งขึ้นมาบนเวทีแล้วถามว่า

"หนูจ๊ะ เงินกับคุณธรรมหนูเลือกอะไรจ๊ะ"

เด็ก"ผมอยากได้เงินฮับ"

ท่านพลเอก(ยืนทำหน้าดำ)

"ทำไมล่ะลูก เงินมันไม่สำคัญหรอกนะลูก

ถ้าเป็นอา อาจะเลือกคุณธรรมนะลูก"

เด็ก"ไม่แปลกครับท่าน ท่านมีเงินมียศ

ผมไม่มีอะไรเลยที่บ้านจนครับ

คนเราต้องการสิ่งที่ตัวไม่มีเสมอแหละครับ"

:)



ในห้องเรียนวันหนึ่ง ไอสไตน์ถามนักเรียนว่า

" มีคนซ่อมปล่องไฟสองคน กําลังซ่อมปล่องไฟเก่า

พอพวกเขาออกมาจากปล่องไฟ

ปรากฏว่า คนหนึ่งตัวสะอาด

อีกคนคัวเลอะเทอะ เต็มไปด้วยเขม่า

ขอถามหน่อยว่า คนไหนจะไปอาบน้ำก่อน "

นักเรียนคนหนึ่งตอบว่า

" ก็ต้องคนที่ตัวสกปรกเลอะเขม่าควันสิครับ "


ไอสไตน์ พูดว่า

" งั้นเหรอ คุณลองคิดดูให้ดีนะ

คนที่ตัวสะอาด เห็นอีกคนที่ตัวสกปรกเต็มไปด้วยเขม่าควัน

เขาก็ต้องคิดว่าตัวเองออกมาจากปล่องไปเก่าเหมือนกัน

ตัวเขาเองก็ต้องสกปรกเหมือนกันแน่ๆเลย

ส่วนอีกคน เห็นฝ่ายตรงข้ามตัวสะอาด ก็ต้องคิดว่า

ตัวเองก็สะอาดเหมือนกัน

ตอนนี้ ผมขอถามพวกคุณอีกครั้งว่า

ใครที่จะไปอาบน้ำก่อนกันแน่ "


นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า

" อ้อ ! ผมรู้แล้ว พอคนตัวสะอาดเห็นอีกคนสกปรก

ก็นึกว่าตัวเองต้องสกปรกแน่ แต่คนที่ตัวสกปรก

เห็นอีกคนสะอาด ก็นึกว่าตัวเองไม่สกปรกเลย

ดังนั้นคนที่ตัวสะอาดต้องวิ่งไปอาบน้ำก่อนแน่เลย

..... ถูกไหมครับ...."


ไอสไตน์มองไปที่นักเรียนทุกคน นักเรียนทุกคน

ต่างเห็นด้วยกับคําตอบนี้

ไอสไตน์ ค่อยๆพูดขึ้นอย่างมีหลักการและเหตุผล

" คําตอบนี้ก็ผิด ทั้งสองคนออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน

จะเป็นไปได้ไงที่คนหนึ่งสะอาด อีกคนหนึ่งจะสกปรก

นี่แหละที่เขาเรียกว่า " ตรรก " "


เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสะดุด

ก็จะไม่สามารถแยกแยะและหาเหตุผล

แห่งเรื่องราวที่แท้จริงออกมาได้ นั่นคือ " ตรรก "


จะหาตรรกได้ก็ต้อง กระโดดออกมาจาก

" พันธนาการของความเคยชิน "

หลบเลี่ยงจาก

" กับดักทางความคิด "

หลีกหนีจาก

" สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง "

ขจัด

" ทิฐิแห่งกมลสันดาน "


จะหา ตรรก ได้ก็ต่อเมื่อ คุณสลัดหมากทั้งหมด

ที่คนเขาจัดฉาก วางล่อคุณไว้

:)http://kamkun.blogspot.co ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.08.09 at 08:36:59

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ชอบเรื่องของ ไอสไตน์ มาก ๆ ครับ เขาพยายามบอกกับคนอ่านว่า ถ้าหากไม่รู้จัก คิด อย่างมี ตรรกะ หรือ เหตุผล แล้ว ก็มีสิทธิ์จะถูก จูง หรือ ชักนำ ให้หลงไปในแนวทางที่คนพูดต้องการได้


8)  ??? ??? ???  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.08.09 at 10:20:15

นิทานสอนใจ : พ่อแม่รังแกฉัน ( ยุคใหม่ )  

ที่มา : Forward Mail

เมื่อ ชัย อายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป พ่อหันมาพูดกับชัยว่า

" ไม่เป็นไรลูก.....เงินแค่นี้ซื้อเวลา.....ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ "  


เมื่อ ชัย อายุ 8 ขวบ ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท

เมื่อ ป้า ไปชำระเงิน ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาท คือ 20 บาท ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด เมื่อออกจากร้าน ป้า ก็พูดกับ ชัย ว่า

" ไม่เป็นไรหลาน.....ความผิดของเขาเอง.....ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ "


เมื่อ ชัย อายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน

แม่ ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ ชัย

เมื่อครบกำหนดวันส่ง แม่ ให้ พ่อ ไปซื้อ ต้นหอมแดง ที่ตลาด และฝังลงในกระบะให้ ชัย นำไปส่งครู แล้วพูดว่า

" ไม่เป็นไรลูก.....ครู ไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ "


เมื่อ ชัย อายุ 12 ขวบ ชัย ทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของ ลุง แตก
     
ลุง จึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ ลุง ใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมย ได้รับเงินชดใช้มา 15,000 บาทเต็มราคาที่ซื้อมา

ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า

" ไม่เป็นไรหรอกหลาน.....สิทธิ์ของเรา.....ใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ "


เมื่อ ชัย อายุ 15 ปี ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน

ครูฝึก ได้สอนวิธีกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บ โดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม

ครูฝึกบอกว่า

" ไม่เป็นไรหรอก.....ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี.....ใครใครเขาทำกัน ทั้งนั้นแหละ "


เมื่อ ชัย อายุ 16 ปี ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง

หัวหน้าแผนกให้ ชัย จัดกระเช้าผลไม้ โดยแนะนำให้จัดวางผลไม้จวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด จัดวางอยู่ส่วนบน

หัวหน้าแผนกสอนว่า

" ไม่เป็นไรหรอก.....ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เองแต่นำไปฝากคนอื่น.....ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ "


เมื่อ ชัย อายุ 18 ปี ได้สมัครสอบ เพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย

ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2

เมื่อ พ่อ รู้เข้าจึงไปพูดกับ กรรมการ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในที่สุด ชัย ก็ได้รับทุน พ่อพูดกับชัยว่า

" ไม่เป็นไรลูก.....เป็นโอกาสของเรา.....ใครใครถ้ามีโอกาส เขาทำกันทั้งนั้นแหละ "


เมื่อ ชัย อายุ 19 ปี เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับ ชัย เป็นเงิน 1,500 บาท

ชัย ลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด เพราะเพื่อนพูดว่า

" ไม่เป็นไรหรอก ชัย.....เกรดมีผลกับอนาคตนะ.....ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ "


เมื่อ ชัย อายุ 24 ปี ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท และต้องติดคุก

พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า

" ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่ ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ "



แต่แท้ที่จริงแล้ว พ่อแม่และบรรดาคนรอบข้างชัยไม่เคยรู้เลยว่า เขานั่นแหละที่สอนให้ชัยเป็นคนโกงโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะพ่อแม่ที่กลายเป็น " พ่อแม่รังแกฉัน " เสียเอง

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 17.08.09 at 11:18:31

8) 8) 8)เห็นด้วยครับ บางคนซึมซับตั้งแต่เด็กจนโตครับ ตรงนี้น่าเห็นใจ ทุกอย่างมีที่มาที่ไปครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by wirote on 17.08.09 at 11:35:48

ขอบคุณคุณลูครับ 8)


เรื่องของไอสไตน์ ผมกลับเห็นต่างครับ


1.ถ้าไอสไตน์คืออัจฉริยะจริง เรื่องนี้ไม่น่าใช่ของไอสไตน์

(คนคิดเรื่องอาจจะเอาชื่อมาอ้างให้ดูน่าเชื่อ(ไอสไตน์นะเฟ้ยยย)


2.คนสองคนออกมาจากปล่องเก่าเหมือนกัน ก็ไม่จำเป็นต้อง

สกปรกเหมือนกัน (คนหนึ่งอาจจะระมัดระวังมากๆในการทำงาน

ก้เลยสะอาดหรือสกปรกน้อย)


3.คนหนึ่งเห็นอีกคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนเขา

ไม่น่าใช่นะครับ ผมว่าเขาคงก้มมองตัวเองล่ะ

ว่าตัวเองสะอาดหรือสกปรก
.
.
.
.
.
.
นี่ใช่ไหมครับ "ตรรก" :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.08.09 at 11:55:44


wirote wrote on 17.08.09 at 11:35:48:
ขอบคุณคุณลูครับ 8)


เรื่องของไอสไตน์ ผมกลับเห็นต่างครับ


1.ถ้าไอสไตน์คืออัจฉริยะจริง เรื่องนี้ไม่น่าใช่ของไอสไตน์

(คนคิดเรื่องอาจจะเอาชื่อมาอ้างให้ดูน่าเชื่อ(ไอสไตน์นะเฟ้ยยย)


2.คนสองคนออกมาจากปล่องเก่าเหมือนกัน ก็ไม่จำเป็นต้อง

สกปรกเหมือนกัน (คนหนึ่งอาจจะระมัดระวังมากๆในการทำงาน

ก้เลยสะอาดหรือสกปรกน้อย)


3.คนหนึ่งเห็นอีกคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนเขา

ไม่น่าใช่นะครับ ผมว่าเขาคงก้มมองตัวเองล่ะ

ว่าตัวเองสะอาดหรือสกปรก
.
.
.
.
.
.
นี่ใช่ไหมครับ "ตรรก" :-[


ขอบคุณ คุณพี่วิโรจน์ มากเช่นกันครับ ที่มาร่วมเปิดประเด็น

คุณพี่วิโรจน์ มาพูดคุยกันแบบนี้ดีครับ จะได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นกันครับ

1.ถ้าไอสไตน์คืออัจฉริยะจริง เรื่องนี้ไม่น่าใช่ของไอสไตน์

(คนคิดเรื่องอาจจะเอาชื่อมาอ้างให้ดูน่าเชื่อ(ไอสไตน์นะเฟ้ยยย)

ข้อนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงครับ แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันว่า เป็นคำพูดของ ไอสไตน์ จริงไม่ แต่ได้ผลในแง่ของ จิตวิทยา


2.คนสองคนออกมาจากปล่องเก่าเหมือนกัน ก็ไม่จำเป็นต้อง

สกปรกเหมือนกัน (คนหนึ่งอาจจะระมัดระวังมากๆในการทำงาน

ก้เลยสะอาดหรือสกปรกน้อย)

ถ้าออกมาจาก ปล่องเก่าเหมือนกัน ในเวลาเดียวกัน คิดว่าคงต้องสกปรกทั้งคู่แหละครับ

แต่เป็นไปได้ว่า จะมีฝ่ายหนึ่งที่สกปรกน้อยกว่าอีกฝ่าย เพราะอาจจะระมัดระวัง หรืออีกคนหนึ่งแบกรับความสกปรกไปมาก

ดังนั้นในแง่ของ ตรรก คนทั้งสองก็ต้องสกปรกทั้งคู่ แต่สกปรกไม่เท่ากันครับ


3.คนหนึ่งเห็นอีกคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนเขา

ไม่น่าใช่นะครับ ผมว่าเขาคงก้มมองตัวเองล่ะ

ว่าตัวเองสะอาดหรือสกปรก

ในความเห็นของผม แค่มองที่แขนและมือของตัวเองก็พอจะรู้แล้วล่ะครับว่า สกปรกหรือไม่

เหมือนเวลาที่เราไปมุดอะไรสักอย่าง พอออกมาอย่างแรกก็คือ ปัดฝุ่นที่มือตัวเองก่อน

ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หลังจากออกมาจากปล่องไฟทั้งคู่ ถึงทั้งสองฝ่ายจะเห็นสภาพของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ต้องเทียบกับสภาพของตัวเอง โดยอย่างแรก (ในกรณีที่ไม่ได้ส่องกระจก) ก็คือ ดูที่มือ และตามแขนขาของตัวเองก่อนครับ

:)  :)  :)

สิ่งที่สอนเราในเรื่องนี้ก็คือ ให้รู้จักคิดใช้เหตุและผลครับ

ผมมีความรู้สึกว่า สังคมในบ้านเราทุกวันนี้ ไม่ค่อยคำนึงถึงเหตุและผล แต่จะอาศัยเสียงข้างมากลากกันไป หรืออาศัยความเชื่อแต่ดั้งเดิมมาเป็นตัวตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น

พูดมากกว่านี้เดี๋ยวจะกลายเป็น ประเด็นทางการเมือง ไปซะเปล่า ๆ ครับ

:)  :)  :)





Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 21.08.09 at 13:24:02

ประเด็นคือ คิดอะไรคิดให้รอบคอบ เท่านั้นแหละครับ ถ้าต้องตอบคำถาม ถ้าเป็นนักเรียนก็ต้องตอบในกรอบของคำถามครับ แม้ว่าคำถามจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างเรื่องนี้ แต่นักเรียนมีสิทธิ์คิดนอกกรอบได้ครับ ถ้าเป็นการถามเพื่อให้แสดงความคิดเห็นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นข้อสอบก็จำเป็นต้องอยู่ในกรอบครับ

บอกได้เพราะผมเป็นครูครับ ตอนออกข้อสอบมันก็ยากถ้ามัวแต่คิดว่าเด็กอาจคิดนอกกรอบได้ครับ บางครั้งเราต้องกำหนดไปเลยครับว่าต้องอยู่ในกรอบ แต่เอาแบบไอสไตน์นี่ไม่ได้หรอกครับ ตอนแรกให้อยู่ในกรอบ ตอนหลังให้อยู่นอกกรอบ เด็กงงตายเลย

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 21.08.09 at 14:03:02

ขอเปิดประเด็นใหม่ครับ

คิดยังไงกับ กุภกรรณ และ พิเภก ครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.08.09 at 10:12:02


usarain wrote on 21.08.09 at 14:03:02:
ขอเปิดประเด็นใหม่ครับ

คิดยังไงกับ กุภกรรณ และ พิเภก ครับ

:)


ก่อนอื่นมาดูเรื่องราวความเป็นมาของ กุมภกรรณ กับ พิเภก กันก่อนครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://th.wikipedia.org/wiki


กุมภกรรณ เป็นโอรสของท้าวลัสเตียนและนางรัชฎา มีศักดิ์เป็นน้องแท้ ๆ ของทศกัณฐ์ มีหน้าและกายสีเขียว ชายาชื่อนางจันทวดี เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มากที่สุดตนหนึ่ง มีอาวุธร้ายประจำกาย คือ หอกโมกขศักดิ์ ที่จริงแล้วเป็นยักษ์ที่ตั้งมั่นในธรรม แต่ต้องออกรบช่วยทศกัณฐ์เพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง

เคยแสดงฤทธิ์ในสมรภูมิรบถึง 4 ครั้ง ครั้งแรกรบกับสุครีพ โดยวางอุบายลวงสุครีพถอนต้นรัง และแทงหอกโมกขศักดิ์ใส่พระลักษณ์จนเกือบสิ้นชีวิต ครั้งที่สอง ทำพิธีลับหอกโมกขศักดิ์ แต่ถูกหนุมานและองคตทำลายพิธี ครั้งที่สาม ทำพิธีทดน้ำ แต่ไม่สำเร็จเพราะถูกขัดขวางจากหนุมาน และครั้งที่สี่สู้รบกับพระราม แต่ก็เพลี่ยงพล้ำถูกศรพระรามฆ่าตาย เหตุที่ชื่อ กุมภกรรณ (หูหม้อ) นั้นเพราะมีร่างกายใหญ่โตมาก สามารถเอาหม้อใส่ใบหูได้

กุมกรรณในรามายณะมีลักษณะคล้ายกุมภกรรณในรามเกียรติ์ คือเป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงธรรม แต่ในรามายณะ กุมกรรณได้เคยขอพรพระพรหมให้ตนเองมีสภาพคล้ายพระวิษณุ คือนอนหลับอยู่เป็นเวลานานจึงตื่นเพียงวันเดียว และหยั่งรู้ความเป็นไปของโลกในการนอนหลับนั้น ดังนั้นเมื่อทศกัณฑ์ปลุกกุมภกรรณให้ไปรบกับพระนารายณ์นั้น กุมภกรรณย่อมรู้ว่าพระรามนั้นที่แท้คือพระวิษณุและตนไม่มีทางรบชนะเด็ดขาด แต่ด้วยหน้าที่ของการเป็นทหาร กุมภกรรณยังคงตัดสินใจไปรบโดยทูลทศกัณฑ์ว่า ถ้าตนตายในการรบก็ขอให้ทศกัณฑ์ยอมแพ้เสีย เพราะถ้าตนรบชนะไม่ได้ก็ย่อมไม่มีใครในลงการบชนะพระรามได้


พิเภก เป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ มีกายสีเขียว ทรงมงกุฎน้ำเต้า เป็นน้องของทศกัณฐ์ และกุมภกรรณ อดีตชาติ เป็นพระเวสสุญาณเทพบุตร พระอิศวรสั่งให้ไปจุติเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกันกับทศกัณฐ์เพื่อเป็นไส้ศึกคอยบอกความลับต่าง ๆ ให้แก่พระราม พร้อมประทานแว่นวิเศษติดที่ดวงตาขวา มองเห็นได้ทั้งสามโลก แม้กระทั่งอดีตและอนาคต พิเภกโดนทศกัณฐ์ขับออกจากกรุงลงกา เพราะไปแนะให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม จึงเข้าร่วมกับฝ่ายพระราม ทำหน้าที่เป็นโหราจารย์

พิเภกมีส่วนช่วยในกองทัพพระรามเป็นอันมาก เป็นผู้บอกกลศึกและทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ ของฝ่ายทศกัณฐ์ให้แก่พระราม เมื่อทศกัณฐ์ใกล้ตายเพราะถูกศรพรหมาศของพระราม ทศกัณฐ์สำนึกได้ จึงเรียกพิเภกเข้าไปสั่งสอน โดยมีใจความหลักว่า ให้ประพฤติตนเป็นธรรม อย่าเกเรเหมือนตน ซึ่งบทนี้ถูกเรียกว่า "ทศกัณฐ์สอนน้อง" จากนั้น พิเภกได้รับแต่งตั้งจากพระรามให้เป็น "ท้าวทศคิริวงศ์" ครองกรุงลงกาแทนทศกัณฐ์สืบไป

ในรามายณะ มีชื่อว่า "วิภีษณะ"

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.08.09 at 10:17:10

ทีนี้ก็มาเริ่มเปิดประเด็นกันครับ

ผมเข้าใจว่า คุณ usarain คงต้องการชี้ให้เห็นว่า ทั้ง กุมภกรรณ และ พิเภก ต่างก็เป็นน้องชายของ ทศกัณฐ์ ด้วยกันทั้งคู่

แต่ กุมภกรรณ เลือกที่จะช่วย ทศกัณฐ์ รบ แม้จะรู้ตัวดีว่าสู้ยังไงก็สู้ พระราม ไม่ได้

ส่วน พิเภก เลือกที่จะหักหลังพี่ชายคือ ทศกัณฐ์ ด้วยการไปเข้ากับฝ่ายของ พระราม

จะว่าไปแล้วเรื่องของ กุมภกรรณ และ พิเภก มีส่วนคล้าย ๆ กับ ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก้วย และ เซียวฟง ซึ่งเป็นตัวละครของ ท่านกิมย้ง นะครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.08.09 at 10:24:36

มีคำพูดหนึ่งที่ผมเคยได้ยินมา

" ผู้ก่อการร้ายในประเทศอื่น คือ วีรบุรุษในประเทศของตัวเอง "

แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับเรื่อง การก่อการร้าย ที่ทำให้ผู้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็เห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้นนี้ครับ

คำพูดดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นการบอกให้คนฟังคิดว่า การจะตัดสินใครว่าเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตัดสินเลือกที่จะอยู่ฝ่ายไหน

เช่นเดียวกับเรื่องราวของ กุมภกรรณ และ พิเภก

หากว่าเราเลือกฝ่าย พระราม ซึ่งเป็นฝ่ายพระเอกของเรื่อง รามเกียรติ์ เราก็คงจะบอกว่าสิ่งที่ พิเภก ทำไปนั้นถูกต้องแล้ว เพราะว่า ทศกัณฐ์ เป็นยักษ์เกเร ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังอาจจะไปชิง นางสีดา มาจาก พระราม ส่วน กุมภกรรณ ก็สมควรตายแล้ว เพราะไม่รู้จักเข้าข้างคนดี ไปช่วยเหลือพี่ชายทำชั่ว

ในขณะที่หากเราเลือกฝ่าย ทศกัณฐ์ ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ พิเภก ทำไปนั้นไม่ถูกต้อง เห็นแก่คนอื่นมากกว่าพี่น้องตัวเอง อีกทั้งยอมไปเข้ากับศัตรูขายความลับ เป็นคนที่ไม่น่าคบ ส่วน กุมภกรรณ ซะอีกที่เป็นผู้มีน้ำใจ แม้จะทราบว่าสู้ พระราม ไม่ได้ แต่ก็ยังยอมชอบเหลือ ทศกัณฐ์ จนตัวตาย เพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องกัน

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.08.09 at 10:53:44

ในกระทู้

http://www.thai-toku.com/cgi-bin/board/YaBB.pl?num=1225438129/820

ผมมีกล่าวถึงเรื่องราวของ สัจจะและน้ำใจระหว่างมิตรสหาย ในหมู่คนจีน ซึ่งน่าจะอะไรให้น่าพูดถึงเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกรณีของ กุมภกรรณ กับ พิเภก ครับ

ในข้อความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงการเลือกฝ่าย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจว่า สิ่งที่ กุมภกรรณ กับ พิเภก กระทำไปนั้น ผิดถูกประการใด

ทีนี้จะมากล่าวถึงอีกกรณีหนึ่งก็คือ ถ้าหากเราไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพระเอกคือ พระราม รวมไปถึงไม่เลือกเข้าข้างฝ่ายผู้ร้ายคือ ทศกัณฐ์

นั่นก็หมายความว่า หากเราตัด ความชอบส่วนตัว ( คือ ชอบเป็นฝ่ายพระเอก ) และ ตัด อคติ ( คือ คิดว่า ทศกัณฐ์ เป็นยักษ์ เป็นพวกผู้ร้าย ) ออกไปก่อน และมาพินิจพิเคราะห์ถึงการกระทำของ กุมภกรรณ และ พิเภก แล้ว จะเป็นอย่างไร

ซึ่งผมคิดว่าความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกแต่ละท่าน ก็อาจจะคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ซึ่งก็ไม่มีใครถูกหรือใครผิด เพราะเราตัดประเด็นเรื่อง พระเอกและผู้ร้าย ออกไปแล้ว เพียงแต่จะดูที่น้ำหนักของเหตุผลมากกว่า

ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมนั้น ถ้าหากว่า ผมแพ้เพราะสู้เขาไม่ได้ ก็ยังเสียใจน้อยกว่าแพ้เพราะ น้องชาย ทรยศผม ไปเข้าข้างคนอื่น

ความรู้สึกถูกหักหลัง เป็นสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่า สู้แพ้เขา ซะอีก

ถ้าหากว่าผมเป็น พิเภก ซะเอง ผมจะเลือกที่จะอยู่เคียงข้าง ทศกรรฐ์ แม้ว่าจะถูกขับไล่ก็ตาม แต่ก็จะบากหน้าอยู่ต่อเพื่อคอยตักเตือน ทศกรรฐ์ ให้กลับตัวเป็นคนดีให้ได้

สิ่งที่ พิเภก ทำลงไปในเรื่องของการตักเตือน ทศกรรฐ์ นั้น พิเภก ไม่ได้กระทำอย่างเต็มที่ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกห่วงใยอย่างแท้จริง ซึ่งก็น่าจะเป็นนั้น เพราะว่าถ้าหาก พิเภก ห่วงใย ทศกรรฐ์ จริง ๆ ไม่ว่าอย่างไร ก็คงไม่ไปเข้ากับฝ่ายพระรามมาทำร้ายพี่ชายตัวเองอย่างแน่นอน

วันนี้ พิเภก เตือนแล้ว ทศกรรฐ์ ไม่ฟัง ก็ต้องหาทางตักเตือนอีก จนกว่า ทศกรรฐ์ จะฟัง และหากแม้นสุดท้าย ทศกรรฐ์ ไม่ยอมเชื่อฟังจริง ๆ ก็จะขอยืนหยัดอยู่กับ ทศกรรฐ์ จนนาทีสุดท้าย ไม่ทิ้งกันเด็ดขาด

:)  :)  :)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 22.08.09 at 23:03:19

ขอบคุณ คุณ tigerroad197 มากครับสำหรับความคิดเห็น กุมภกรรณนั้นคงไม่มีคนแย้งหรอกครับว่าเป็นคนดี อีกทั้งทศกัณฑ์ก็ผิดไม่มากเท่าไหร่ด้วย (แค่แย่งผู้หญิงมา แถมจริงๆ ยังเป็นลูกสาวตัวเองอีกด้วย) แต่กรณีพิเภกคงมีความเห็นหลากหลายกว่าครับ เพราะทรยศต่อพี่ตัวเอง แต่ที่จริงเพราะทศกัณฑ์จะฆ่าพิเภกก่อนนะครับ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นเนรเทศ แต่ที่จริงจะเลือกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ได้ครับ แต่ถ้ามองในแง่พี่น้องทะเลาะกัน น้องก็เลยไปหาคนช่วย อันนี้ก็พอคิดได้นะครับ เหมือนกับสุครีพกับพาลีทะเลาะกัน สุครีพไปหาพระรามมาช่วยน่ะครับ คงมองได้หลายมุม แต่จุดสำคัญคือด้านอื่นๆ ทั้งกุมภกรรณและพิเภกเป็นคนดีทั้งคู่ เป็นยักษ์ที่ยึดมั่นในศีลธรรม ผมว่าจัดเป็นคนดีทั้งสองคนที่มีอุดมการณ์ต่างกันครับ

คนอย่างกุมภกรรณนี่ในนิยายชอบแต่งนะครับ โดยเฉพาะของโบราณ อย่างในมหากาพย์ยิ่งใหญ่ทั้งสี่ ก็มีถึง 3 เรื่องที่มีคนลักษณะนี้  อย่างในอิเลียดก็มีเฮกเตอร์ จอมทัพฝ่ายทรอย ซึ่งยืนหยัดต่อสู้เพื่อเมืองแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยที่ปารีสพานางเฮเลนมาก็ตาม สุดท้ายก็ถูกอาคิลิสฆ่าตายอย่างโหดร้าย ส่วนมหากาพย์ภารตะก็มีขุนพลนาม กรรณะ ซึ่งอยู่ฝ่ายเการพอย่างซื่อสัตย์ และเป็นคนดี แต่สุดท้ายก็ถูกอรชุนฆ่าตายโดยที่ไม่รู้ว่ากรรณะคือพี่ชายของตนเองครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 22.08.09 at 23:25:25

ในพันทิปมีคนแต่งนิยายเรื่อง กุมภกรรณ กับ พิเภก น่าอ่านน่าคิดดีครับ แต่ยาว ขอทำลิงค์แทนนะครับ

http://topicstock.pantip.com/writer/topicstock/W2790447/W2790447.html

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 22.08.09 at 23:51:10

หาไปหามามีกระทู้ที่กล่าวถึงพิเภก ก็น่าสนใจครับว่า ทำไมพิเภกถึงไม่บอกทศกัณฑ์ว่านางสีดาเป็นลูก หรือว่าไม่รู้ เห็นรู้ทุกเรื่อง กับว่าถ้าตอนนางสีดาเกิด ถ้าพิเภกไม่บอกว่าเป็นกาลกิณี ทศกัณฑ์คงไม่เอาไปทิ้ง เรื่องก็อาจไม่เกิดก็ได้ครับ

http://www.reurnthai.com/index.php?topic=870.0;wap2

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 22.08.09 at 23:54:38

เจออีกอันครับ อันนี้สมบูรณ์กว่าครับ

http://www.vcharkarn.com/vcafe/5371

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.08.09 at 10:51:37

ขอบคุณ คุณ usarain มาก ๆ ครับ ทั้งข้อคิดเห็น และข้อมูลต่าง ๆ ที่หามาฝากกัน

8)  8)  8)


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 26.08.09 at 15:17:53

ความหมายของลูกค้า ของมหาตมะ คานธี

ลูกค้า... คือบุคคลที่สำคัญที่สุดที่มาเยือนเราในสถานที่นี้

เขามิได้มาพึ่งเรา เราต่างหาก ที่จำเป็นต้องพึ่งเขา

เขามิได้มาขัดจังหวะการทำงานของเรา หากแต่การรับใช้เขา
คือวัตถุประสงค์ของงานของเรา

เขามิได้เป็นบุคคลภายนอก เขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้ทีเดียว ในการรับใช้เขา

เรามิได้ช่วยเหลืออะไรเขาเลย เขาต่างหากที่เป็นฝ่าย  
ช่วยเหลือเราโดยให้โอกาสแก่เราในการรับใช้เขา...

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.08.09 at 08:50:55

อย่าวัดคนแค่ภายนอก

.....สุภาพสตรีในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเรียบ ๆ กับสามีของเธอในชุดสูทเนื้อผ้าธรรมดา ๆ ก้าวลงจากรถไฟในชานชาลาสถานีเมืองบอสตัน

.....ทั้งคู่ยืนรออย่างสงบ อยู่หน้าสำนักงาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เลขานุการสาว ดูออกในแว่บเดียวว่า สามีภรรยาซอมซ่อคู่นี้มาจากบ้านนอก และไม่น่าจะมีธุระอะไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้

หล่อนขมวดคิ้ว
" เราต้องการพบท่านอธิการบดี " สามีกล่าวนุ่มนวล

" ท่านติดนัดตลอดทั้งวัน " เลขาฯ สะบัดเสียงเล็กน้อย

" งั้น...เราจะรอ " ภรรยาตอบ

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เลขานุการทำเป็นไม่สนใจ โดยประมาณว่าทั้งคู่คงทนไม่ได้ และกลับไปเอง

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่

.....เลขาฯ สาวเริ่มไม่แน่ใจ จึงเข้าไปเรียนท่านอธิการบดี

" พวกเขาคงแค่อยากพบท่านครู่เดียว...แล้วก็จะกลับ " หล่อนอธิบาย

ท่านอธิการบดีถอนใจด้วยความเบื่อหน่าย แล้วก็พยักหน้าแบบเสียไม่ได้

ความจริงแล้วคนสำคัญระดับท่านอธิการบดี จะมีเวลาพบคนระดับนี้ได้อย่างไร ?

.....แต่ก็เถอะนะ ท่านคิด ดีกว่าปล่อยให้คู่สามีภรรยาบ้านนอกป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ให้ใครต่อใครมาเห็น

ท่านเชิดหน้าอย่างทรงเกียรติใส่ทั้งคู่

ภรรยากล่าวขึ้น
" ลูกชายของเราเคยเรียนในฮาร์วาร์ด 1 ปี เขารักฮาร์วาร์ดมาก
และเขาก็มีความสุขที่นี่อย่างยิ่ง แต่เมื่อปีที่แล้ว  เขาได้ประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิต สามีกับดิฉันจึงอยากทำอะไรสักอย่างไว้เป็นที่ระลึกถึงเขาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ "

ท่านอธิการไม่รู้สึกร่วมกับคำพูดเหล่านั้นแต่อย่างใด  
" คุณผู้หญิง เราไม่สามารถสร้างรูปปั้นให้กับทุกคนที่เคยเรียนฮาร์วาร์ดแล้วตายไปหรอกนะ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ที่นี่คงดูไม่ต่างไปจากสุสานแน่ "

" โอ...ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ท่านอธิการบดี " ภรรยารีบอธิบาย

" เราไม่ได้ต้องการจะสร้างรูปปั้น แต่เราคิดว่าเราจะสร้างตึกให้ฮาร์วาร์ดต่างหาก "

ท่านอธิการกรอกตาไปมา เขามองไปที่ชุดผ้าฝ้าย กับสูทบ้านนอก
" สร้างตึก ! ! ! พวกคุณรู้ไหมว่าต้องใช้เงินเท่าไรในการสร้างตึกสักหลังหนึ่ง คุณรู้ไหม ? ... เราใช้เงินไปมากกว่า 7.5 ล้านดอลลาร์ในตอนเริ่มก่อตั้งฮาร์วาร์ดนี่ "

ภรรยาเงียบไปครู่ใหญ่  

ท่านอธิการบดีรู้สึกโล่งอก

ในที่สุดสามีภรรยาคู่นี้ก็จะต้องถูกกำจัดให้ไปเสียที

แล้วภรรยาก็หันมาพูดกับสามีเบา ๆ ว่า
" ในการสร้างมหาวิทยาลัย ใช้เงินแค่นี้เองน่ะหรือ ? แล้วทำไมเราไม่สร้างมหาวิทยาลัยของเราเองสักแห่งหนึ่งล่ะ ? "

สามีผงกศีรษะ

สีหน้าท่านอธิการเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด ! ? ! ? !

จากนั้น

.....นาย และ นาง ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด ก็เดินทางไปยัง พาโลอัลโต ในแคลิฟอร์เนีย

ที่ ๆ ต่อมา...พวกเขาได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยภายใต้นามสกุลของครอบครัว เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ลูกชาย ที่ฮาร์วาร์ดไม่เคยเห็นคุณค่า


และนี่ก็คือ

.....ประวัติความเป็นมาของ มหาวิทยาลัย Standford ในสหรัฐฯ
ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังคู่แข่งของมหาวิทยาลัย Harvard  

จะเห็นได้ว่า มันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของคนที่ชอบตัดสินคนอื่นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น

ที่มา : Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 01.09.09 at 07:14:55

ถ้าผมเป็นพิเภกคงเลือกไม่เข้าข้างใครครับ จริงๆตรงนี้คล้ายหนังเรื่อง the last house on the left ครับ พ่อเป็นอาชญากร ลูกเป็นคนดี สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้อง

ANIMATION SERIES AVATAR THE LAST AIRBENDER เจ้าชายZUKO ยอมรับใช้พ่อเพราะความกตัญญูแต่สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้องไม่ฆ่าพ่อ แต่เลือกที่จะกักขังไว้

ใน CASSHERN นี่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองเลย เพราะไม่ยอมให้พ่อชุบชีวิตแม่ พ่อก็ฆ่าแฟนพระเอกเพื่อบังคับให้ชุบชีวิตให้แฟนด้วย แต่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองอีกที

จะอยู่ข้างความกตัญญูแต่ไม่มีคุณธรรมหรือจะอยู่ข้างคุณธรรมแต่ไร้ความกตัญญู?

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 01.09.09 at 07:24:04

ชอบเรื่องเปลือกนอกครับ :) :)ขอบคุณ คุณTIGER, คุณusarain และพี่วิโรจน์ครับ :) :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 01.09.09 at 07:27:09

คิดนอกกรอบหรือบ้า      
เขียนโดย Administrator    
หลายคนมักคิดว่า ตนเองสามารถคิดนอกกรอบได้ มันเป็นเพียงกระแสนิยม เนื่องจากมนุษย์มักคิดว่าตัวเองแตกต่างหรือดีกว่าผู้อื่น หากจะคิดให้ตรงตามหลักการ การคิดนอกกรอบเป็นสิ่งที่ดี สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก สร้างความแปลกใหม่ให้กับสังคม ไม่ย่ำอยู่กับที่ตลอดชีวิต
ตามความคิดของผม โลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภทเท่านั้นที่สามารถคิดนอกกรอบได้จริงๆ นั่นคือ เด็กและคนบ้า การที่เด็กและคนบ้าสามารถคิดนอกกรอบได้เพราะพวกเขาไม่มีกรอบ ไม่มีเส้นทึบตีรอบอิสระทางความคิด ต่างกับพวกเราที่มีกรอบความคิด มีกำแพงหนากั้นไม่ให้พวกเราก้าวข้ามออกไป



การคิดนอกกรอบของพวกเราจะทำให้เกิดการคิดแบบหลงทาง เพราะกรอบความคิดที่ล้อมตัวพวกเราอยู่นั้น ผ่านกระบวนการทดสอบ ขนบธรรมเนียม และค่านิยมจากรุ่นสู่รุ่นมานานนม ได้รับความเคารพว่า เป็นความคิดที่ดี พอพวกเราคิดจะปีนข้ามความคิดเหล่านี้ก็จะถูกประณามว่า คิดหลงทาง คิดไร้สาระ คิดมั่วไป



ผมขอยกตัวอย่างการคิดนอกกรอบของเด็กและคนบ้า ที่ผมประสบมากับตนเองให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ


1. ลูกของผมยังเล็กสามารถเห่าได้เสียงเหมือนหมา ผมจึงได้ข้อคิดว่า เด็กในปัจจุบันเลียนเสียงแบบสิ่งใกล้ตัวเขามากกว่าพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ พี่เลี้ยง หมา



2. วันหนึ่งลูกสาวของผมถามว่า “คุณพ่อค่ะ…พระพุทธเจ้าท่านแคะขี้มูกหรือเปล่า” ผมตอบกลับไปว่า “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เอาไว้เราไปถามพระกันดีกว่านะลูก” ผมพาลูกสาวไปพบพระอาจารย์ลุ่ม เจ้าอาวาสของวักโคกขี้หมอน ผมจึงเลียนถามพระอาจารย์ลุ่มว่า “พระพุทธเจ้าแคะขี้มูกหรือเปล่าครับท่าน” พระอาจารย์ลุ่มไขข้อข้องใจว่า “ท่านพระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์และเป็นมนุษย์ ท่านอาจจะเคยแคะขี้มูก แต่คงแคะแบบสำรวม ไม่ทำให้คนอื่นๆ มองว่าน่าเกลียด เนื่องจากท่านดำรงอยู่ในกรอบลการปฏิบัติที่ดีงาม” ประเด็นไม่ใช่เรื่องการแคะขี้มูกของพระพุทธิเจ้า แต่จุดใหญ่ใจความอยู่ที่ “จะมีสักกี่คนที่สงสัยเรื่องพระพุทธเจ้าเคยแคะขี้มูกหรือเปล่า”



3. ผมบังเอิญได้รู้จักกับคนบ้าคนหนึ่งชื่อ “หนุ่ม” หนุ่มมีอาการทางจิต คิดว่าตนเองเป็นตำรวจจราจรชอบออกมาโบกรถเหมือนตำรวจจราจร ร้องเพลงไปโบกรถไป ทุกครั้งที่เจอผม เขาจะเข้ามาทักทันที ทำวันทยหัตถ์พร้อมพูดว่า “สวัสดีครับหมอ” เสียงดังฟังชัด ผมมักจะให้เงินเขา 10 บาททุกครั้งผมจะคอยบอกเขาว่า “ถ้าเห็นภรรยาหรือลูกของผมจะข้ามถนน หนุ่มต้องช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยนะ”



บางครั้งที่หนุ่มเป็นโรคผิวหนัง เพราะไม่ค่อยได้อาบน้ำสักเท่าไร ผมก็จะเรียกเข้าไปในคลินิก ฉีดยาแก้แพ้ให้ ถึงเขาจะเป็นบ้า แต่ก็เข้าใจคำว่า “บุญคุณ” ได้เป็นอย่างดี เวลาครอบครัวของผมจะข้ามถนน หนุ่มจะรีบเข้ามาโบกรถให้เสมอ



มีคนบ้าอีกคนที่ผมอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบ คนบ้าคนนี้มีพฤติกรรมชอบแลบลิ้นตลอดเวลาเขาบอกกับทุกคนว่าเขาสามารถมองเห็นผี มองเห็นวิญญาณได้ เขาเคยพูดกับผมว่า


“หมอครับ…คนอื่นๆ เขามองไม่เห็นผีหรอกครับ แต่ผมเห็น ผมรู้ว่าผีมีจริง โลกหลังความตายมีอยู่จริง ผมถึงพยายามทำบุญทำทานอยู่ตลอดเวลา ผมจะได้ไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องทรมานตอนตายไปแล้ว”



การที่เขามองเห็นผี อาจจะเกิดจากอาการทางประสาท แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาพยายามทำบุญทำสิ่งที่ดีให้กับสังคม ผิดกับพวกเราที่ทุกวันมุ่งหน้าหาเงินหาทอง จมอยู่กับสังคมวัตถุนิยม



หลายครั้งที่ผมกลับคิดว่า “พวกเราหรือพวกเขาที่บ้ากันแน่” บางครั้งสิ่งที่คนบ้าทำก็สามารถสอนเราได้ เขามีมุมมองที่แตกต่างจากเราถ้าเราเปิดใจรับฟังแบบ “ไม่โต้แย้งในใจ” แล้วลองคิดตาม เลือกสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาปฏิบัติตาม



คำถาม 4 ข้อ ก่อนคิดนอกกรอบ


1. ความคิดเดิมที่มีอยู่แล้ว ดีหรือไม่ดีอย่างไร


2. ผลเชิงบวกที่ได้จากความคิดนอกกรอบของคุณมีอะไรบ้าง


3. ผลเชิงลบที่ได้จากความคิดนอกกรอบของคุณมีอะไรบ้าง


4. คุณจะจัดการกับผลเชิงลบที่ได้มานั้นอย่างไร

หากคุณอยากจะมีความคิดแบบนอกกรอบ อยากบอกคนอื่นได้เต็มปากว่า “คุณเป็นคนมีความคิดนอกกรอบ” คุณต้องตอบคำถามทั้งหมดนี้ให้ได้เสียก่อน และต้องเข้าใจกับคำตอบนั้นด้วย



การคิดนอกกรอบนั้นอาศัยหลักง่ายๆ คือ การเปิดใจให้กว้าง รับฟังคำแนะนำของคนอื่น คิดโดยใช้ปัญญาเป็นตัวตั้ง ยืนอยู่บนหลักเหตุและผล ไม่มีความลำเอียงต่อพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง



หากพวกเราทำได้อย่างที่ผมเขียนมา สังคมของเราจะได้อะไรใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้คนที่พยายามคิดนอกกรอบอาจจะถูกหลายคนดูแคลานว่า “บ้า”



แต่…คนบ้ากับคนฉลาดห่างกันเพียงปลายก้อยเท่านั้น



ข้อมูลจาก  http://www.clinicrak.com  โดยนายแพทย์วิวัฒน์  วิริยกิจจา

([ ที่มา..นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 334 กุมภาพันธ์ 2550]

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 01.09.09 at 07:30:34

วิธีสงบใจต่อภัยทางการเมือง      
เขียนโดย Administrator    
ท่ามกลางความผันผวนและไร้ความสงบทางการเมือง ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจของคนไทยเป็นอย่างมาก หลายคนวิตกกังวลต่อสถานการณ์ทางด้านการงาน การเงิน และความแตกแยกที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสังคมไทยก็ยังคงจะต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อความวัฒนาถาวรของประเทศชาติ



ในฐานะที่เราเป็นคนไทยคนหนึ่งจะมีส่วนช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์และร่วมกันสร้างความปรองดองต่อสถานการณ์ให้สงบโดยรวมนั้นน่าจะมีวิธีการหลากหลายดังต่อไปนี้ท่ามกลางความผันผวนและไร้ความสงบทางการเมือง ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจของคนไทยเป็นอย่างมาก หลายคนวิตกกังวลต่อสถานการณ์ทางด้านการงาน การเงิน และความแตกแยกที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสังคมไทยก็ยังคงจะต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อความวัฒนาถาวรของประเทศชาติ ในฐานะที่เราเป็นคนไทยคนหนึ่งจะมีส่วนช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์และร่วมกันสร้างความปรองดองต่อสถานการณ์ให้สงบโดยรวมนั้นน่าจะมีวิธีการหลากหลายดังต่อไปนี้

1. มีสติตั้งมั่นในความสงบ ไม่เข้าไปร่วมกระทำการใดๆที่เป็นการใช้ความรุนแรงและเพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้น มองเห็นความแตกต่างทางความคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุผลและท่าทีที่สงบ เป็นมิตร ไม่ใช้อารมณ์และความรุนแรง

2. มองให้รอบด้าน การมองให้รอบด้านเป็นวิธีการที่จะช่วยให้มองเห็นและเข้าใจปัญหาอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง ในขณะที่มองให้รอบด้านนั้นควรค้นหาคุณงามความดีของความเห็นที่แตกต่าง แล้วศึกษาให้ดีจะช่วยทำให้ความรู้สึกเคลื่อนมาเป็นกลาง และมีความรู้สึกที่ดีและเข้าใจกันมากขึ้น

3. คำนึงถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เมื่อมองรอบด้านแล้ว ขอให้ศึกษาให้ดีว่า ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น ใครหรืออะไรส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมมากกว่ากัน เพราะถ้ามองที่ตัวตนมนุษย์ทุกคนล้วนรักตัวกลัวตาย อยากได้ อยากมีกันทั้งสิ้น แต่เมื่อเห็นแก่สังคมโดยรวมแล้วคงต้องตัดใจ กล้าหาญ ก้าวข้ามประโยชน์ส่วนตัวกันหน่อย แล้วไปมองที่ประโยชน์ส่วนรวม และยอมรับความเห็นและวิธีปฏิบัติที่น่าจะเกิดผลดีต่อประโยชน์ส่วนรวมแล้วอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง

4. ขอให้มีคุณธรรมต่อกัน ในภาวะความขัดแย้งอย่างนี้ คงต้องหันมาใช้หลักการของคุณธรรมกำกับใจกันมากหน่อย คือมีความเมตตาต่อกัน ให้อภัยกัน มองว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ ทุกคนล้วนเป็นญาติธรรมต่อกัน เพราะการมองกันด้วยความเมตตาและให้อภัย จะช่วยให้จิตใจสงบเย็น ส่งผลให้เหตุการณ์ที่อาจก่อความก้าวร้าว รุนแรงลดลงได้

5. ทุกอย่างเกิดขึ้นและจะเปลี่ยนไป ขอให้เข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่ว่าโลกทางกายภาพและสังคมล้วนมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และเปลี่ยนไปเสมอ หากมาช่วยกันลดความขัดแย้งด้วยจิตใจที่เมตตาและให้อภัยต่อกัน สถานการณ์ทุกอย่างจะคลี่คลายและเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ด้วยการหันมาร่วมกันสร้างเหตุปัจจัยในด้านดีและไม่เบียดเบียนกัน

6. ควรอยู่อย่างประหยัด ในท่ามกลางสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจอย่างนี้ ควรดำรงชีวิตด้วยความประหยัด อดออม ใช้จ่ายอย่างสมเหตุผล อย่าไปยึดติดเรื่องวัตถุนิยม ควรให้ความสำคัญที่คุณค่าด้านจิตใจ ด้านความดี เชื่อมั่นและชื่นชมในคุณงามความดี และความดีจะส่งผลบุญต่อทุกคนและสังคมให้สงบสุข

7. ขอให้เชื่อในผลแห่งกรรม การเชื่อมั่นในกรรมว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่วนั้นเป็นจริงเสมอ การทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์และบ้านเมืองย่อมได้รับผลดี การทำชั่วย่อมได้รับผลตอบแทนชั่วเช่นกัน ทั้งนี้การส่งผลของกรรมมีเหตุปัจจัยทั้งบุญนำกรรมเก่าแต่ภพก่อน และสมบัติ 4 วิบัติ 4 ในภพปัจจุบันด้วย ขอให้สร้างกรรมดี และเชื่อมั่นในผลแห่งกรรม แล้วเราจะ ยึดมั่นในความดีและปฏิบัติดี

หากทุกคนปฏิบัติได้ตามหลักการ 7 ข้อ อย่างที่กล่าวมา เชื่อว่าจะช่วยทำให้จิตใจสงบ และส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ความขัดแย้งในชาติบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้ตามลำดับ แม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ขอให้มีสติอดกลั้น และข่มใจพร้อมมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่คุณค่าของคุณงามความดีต่อสังคมโดยรวม และก้าวข้ามตัวตนให้มากขึ้น ความสงบสุขจะเกิดได้อย่างแท้จริง
 
     
 
ผู้แต่ง วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ โรงพยาบาลสวนปรุง

:)http://www.rploei.go.th/

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 01.09.09 at 07:39:16


Loucipher wrote on 01.09.09 at 07:14:55:
ถ้าผมเป็นพิเภกคงเลือกไม่เข้าข้างใครครับ จริงๆตรงนี้คล้ายหนังเรื่อง the last house on the left ครับ พ่อเป็นอาชญากร ลูกเป็นคนดี สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้อง

ANIMATION SERIES AVATAR THE LAST AIRBENDER เจ้าชายZUKO ยอมรับใช้พ่อเพราะความกตัญญูแต่สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้องไม่ฆ่าพ่อ แต่เลือกที่จะกักขังไว้

ใน CASSHERN นี่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองเลย เพราะไม่ยอมให้พ่อชุบชีวิตแม่ พ่อก็ฆ่าแฟนพระเอกเพื่อบังคับให้ชุบชีวิตให้แฟนด้วย แต่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองอีกที

จะอยู่ข้างความกตัญญูแต่ไม่มีคุณธรรมหรือจะอยู่ข้างคุณธรรมแต่ไร้ความกตัญญู?


กตัญญูคือคุณธรรมพื้นฐานครับ ถ้าไม่กตัญญูคือไม่มีคุณธรรม

แต่การแสดงการกตัญญูต้องทำให้ถูกต้องครับ ถ้าผิดศีลก็ถือว่าไม่ถูกต้อง

หลักสำคัญอย่างน้อยที่จะไม่ทำผิด ก็คือไม่ผิดศีล 5 ครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.09.09 at 08:01:00


Loucipher wrote on 01.09.09 at 07:14:55:
ถ้าผมเป็นพิเภกคงเลือกไม่เข้าข้างใครครับ จริงๆตรงนี้คล้ายหนังเรื่อง the last house on the left ครับ พ่อเป็นอาชญากร ลูกเป็นคนดี สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้อง

ANIMATION SERIES AVATAR THE LAST AIRBENDER เจ้าชายZUKO ยอมรับใช้พ่อเพราะความกตัญญูแต่สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้องไม่ฆ่าพ่อ แต่เลือกที่จะกักขังไว้

ใน CASSHERN นี่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองเลย เพราะไม่ยอมให้พ่อชุบชีวิตแม่ พ่อก็ฆ่าแฟนพระเอกเพื่อบังคับให้ชุบชีวิตให้แฟนด้วย แต่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองอีกที

จะอยู่ข้างความกตัญญูแต่ไม่มีคุณธรรมหรือจะอยู่ข้างคุณธรรมแต่ไร้ความกตัญญู?


ประเด็นที่ คุณลู ทิ้งท้ายเอาไว้นี่น่าคิดมาก ๆ ครับ

[smiley=znightfalconm.gif]  [smiley=znightfalconm.gif]  [smiley=znightfalconm.gif]

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ผมชอบเรื่อง คิดนอกกรอบหรือบ้า มาก ๆ ครับ  

???  ???  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.09.09 at 08:08:17


usarain wrote on 01.09.09 at 07:39:16:

Loucipher wrote on 01.09.09 at 07:14:55:
ถ้าผมเป็นพิเภกคงเลือกไม่เข้าข้างใครครับ จริงๆตรงนี้คล้ายหนังเรื่อง the last house on the left ครับ พ่อเป็นอาชญากร ลูกเป็นคนดี สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้อง

ANIMATION SERIES AVATAR THE LAST AIRBENDER เจ้าชายZUKO ยอมรับใช้พ่อเพราะความกตัญญูแต่สุดท้ายเลือกฝ่ายที่ถูกต้องไม่ฆ่าพ่อ แต่เลือกที่จะกักขังไว้

ใน CASSHERN นี่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองเลย เพราะไม่ยอมให้พ่อชุบชีวิตแม่ พ่อก็ฆ่าแฟนพระเอกเพื่อบังคับให้ชุบชีวิตให้แฟนด้วย แต่พระเอกฆ่าพ่อตัวเองอีกที

จะอยู่ข้างความกตัญญูแต่ไม่มีคุณธรรมหรือจะอยู่ข้างคุณธรรมแต่ไร้ความกตัญญู?


กตัญญูคือคุณธรรมพื้นฐานครับ ถ้าไม่กตัญญูคือไม่มีคุณธรรม

แต่การแสดงการกตัญญูต้องทำให้ถูกต้องครับ ถ้าผิดศีลก็ถือว่าไม่ถูกต้อง

หลักสำคัญอย่างน้อยที่จะไม่ทำผิด ก็คือไม่ผิดศีล 5 ครับ

:)


ขอบคุณ คุณ usarain มาก ๆ ครับ

???  ???  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.09.09 at 10:01:45

ภูเขาแห่งความโกรธ

ว.วชิรเมธี
   
ครั้งหนึ่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสหรัฐอเมริกาโกรธทหารญี่ปุ่นที่เอาเครื่องบินมาทำกามิกาเซ่ เครื่องบินเรือรบของอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ความโกรธของอเมริกาครั้งนั้นทำให้อเมริกาเอาระเบิดนิวเคลียร์ไปถล่มเมืองนางาซากิ เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น คนตายทันทีทั้งสองแห่งกว่า ๔ แสนคน

ฮิตเลอร์โกรธชาวยิว ฆ่าชาวยิวไปในสงครามโลกครั้งที่ ๒ กว่า ๖ ล้านคน

พระเจ้าวิฑูทภะในประเทศอินเดีย โกรธที่ชาวศากยะซึ่งเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้ามาดูถูกพระองค์ ทรงกรีธาทัพไปฆ่าชาวศากยะล้างโคตร จนตระกูลศากยะของพระพุทธเจ้าสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์

นี่คืออานุภาพการทำลายล้างของความโกรธ

เมื่อความโกรธเกิดขึ้นในใจของคนคนหนึ่ง ทุกสิ่งสามารถถูกนำไปเป็นอาวุธทำลายล้างกันได้ทั้งหมดเลย

.....ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด หัวของเรานั้น ปกติก็เป็นที่อยู่ของมันสมอง สติปัญญา แต่เวลาเราโกรธกันขึ้นมา เราใช้หัวโขกหัวคนที่เราโกรธจนหัวแตกก็ได้

.....ตาของเราซึ่งเวลาเรารักกันนั้น เราสบตากันแล้วรู้สึกดีมาก เพราะว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ แต่เวลาโกรธ คนสองคนโกรธกันอาจจะใช้ดวงตาเผาไหม้อีกฝ่ายได้อย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงเป็นที่สุด  

.....ฟันของเราปกติใช้บดเคี้ยวอาหาร ทำให้เราได้กินของอร่อยๆ พอเราโกรธกันขึ้นมา เราอาจจะกัดคนที่เราโกรธหูขาด คอขาด แขนขาด เลือดไหลทะลักออกมาก็ได้ทั้งนั้น

สำหรับสามีภรรยาที่เคยรักกัน เวลารักกันเราก็จะตระกองกอดกันอย่างมีความสุข สองมือนี้อาจจะคอยประคองสองแก้มของคนที่เรารัก แต่เชื่อไหมว่า สองมือที่เคยตระกองกอดเราก็ดี เคยประคองสองแก้มของเราด้วยความชื่นชมก็ดี มือเดียวกันนี่แหละ ที่ถ้าโกรธแล้วสามารถตบเราให้หน้าคว่ำหน้าหงายได้

สำหรับพ่อแม่ลูกที่อยู่ด้วยกันในบ้าน ตอนที่ยังดี ๆ กันอยู่ เคยไปเลือกซื้อข้าวของเครื่องประดับมาไว้ในบ้าน จัดมุมโน้น จัดมุมนี้อย่างสวยงาม ด้วยความสมัครสมานสามัคคี แต่เชื่อไหมว่าเวลาทะเลาะกัน ข้าวของที่เราเคยช่วยกันซื้อระหว่างพ่อแม่ลูก สามีภรรยานั่นแหละ เวลาโกรธกันขึ้นมา ต่างฝ่ายต่างก็หยิบขึ้นมาขว้างปากันจนหัวร้างข้างแตก เครื่องประดับกลายเป็นอาวุธทำร้ายคนที่เรารักไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับคู่สามีภรรยาที่นอนเตียงเดียวกัน เวลาโกรธกันขึ้นมา โคมไฟบนหัวเตียงอาจจะกลายเป็นกระบองชั้นดีทุบอีกฝ่ายหนึ่งจนเลือดอาบก็ได้

สำหรับ ช้อน ส้อม ซึ่งเราใช้กินอาหารอยู่ทุกวัน เวลาทะเลาะกันในวงข้าว อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะหยิบมันมาเสียบคอของคู่ต่อสู้ หรือปักไปในดวงตาของคนที่ทำให้เราโกรธทันทีทันใดก็ได้

สำหรับพระที่ขาดสติ หากทะเลาะกันขึ้นมา บาตรที่เคยใช้ใส่ข้าวอยู่ทุกเช้า อาจจะกลายเป็นอาวุธที่ทุบหัวของอีกฝ่ายหนึ่งให้กะโหลกแตกกระจายก็ได้

ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้บ้านแตกก็ได้ ทำให้ครอบครัวแตกก็ได้ ทำให้สำนักงานแตกก็ได้ ทำให้เพื่อนแตกจากเพื่อนก็ได้ ทำให้ข้าวของแตกกระจายก็ได้ ทำให้พรรคแตกก็ได้ ทำให้ประเทศแตกก็ได้ และทำให้โลกนี้แตกก็ได้ เหนืออื่นใดก็คือ ทำให้ชีวิตของเราแตกดับก็ได้

ที่กล่าวมานี้ก็เป็นอันตรายของความโกรธแค่ย่อ ๆ เท่านั้นเอง อาตมาเชื่อว่าทุกคนต้องเคยโกรธมาแล้ว และรู้ดีว่าความโกรธทำให้เราเจ็บปวดแค่ไหน

ถ้าความโกรธเกิดขึ้นจงอย่าวิ่งตามความโกรธ แล้วก็อย่าเก็บความโกรธใส่ไว้ในขวดโหลเหมือนเราดองผลไม้ไว้ในขวดโหล

ดังนั้นเมื่อความโกรธเกิดขึ้นเราต้องจัดการมันก่อน เพราะถ้าทิ้งไว้เราจะถูกมันจัดการ

ที่มา : Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.09.09 at 10:09:58

การควบคุมตัวเอง..

ในอาคารที่ตั้งสำนักงานของข้าพเจ้าในระยะนั้น ข้าพเจ้าเกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงกับภารโรง  มันเกิดขึ้นเพราะไม่ถูกชะตากันนั่นเอง เพื่อแสดงถึงความรังเกียจ เขาจะปิดไฟเมื่อรู้ว่าข้าพเจ้าทำงานอยู่คนเดียว มันเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งจนข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะ " ตอบโต้ " เขา

โอกาสนั้นมาถึง...วันอาทิตย์ ขณะข้าพเจ้าอยู่ในห้องทำงานเตรียมที่จะจ่าหน้าซองจดหมายที่จะต้องส่งในวันพรุ่งนี้ พอข้าพเจ้านั่งลง ไฟก็ดับวูบทันที

ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืน แล้วถลันออกจากห้องวิ่งลงไปที่ชั้นล่างของตึกซึ่งข้าพเจ้ารู้ดีว่าเขาอยู่ที่นั่น พอไปถึงข้าพเจ้าก็พบว่าเขากำลังง่วนอยู่กับการใช้พลั่วตักถ่านหินโยนเข้าไปในเตา พร้อมกับผิวปากเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

โดยไม่ต้องมีอารัมภบท ข้าพเจ้าต่อว่าเขาอยู่เป็นเวลาถึงห้านาที ด้วยถ้วยคำที่ร้อนแรงเสียยิ่งกว่าไฟในเตา ในที่สุดข้าพเจ้าหมดคำพูดและต้องเงียบเสียงลง แต่เขากลับยืดตัวขึ้น เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบอันแสดงถึงการควบคุมตนเองเป็นอย่างดี พร้อมกับยิ้มบนใบหน้า

" เมื่อเช้าผมเห็นคุณอารมณ์ดีอยู่นี่ คุณอารมณ์เสียมาจากไหนหรือครับ ? "

มันเป็นคำพูดที่ตัดบทได้อย่างเฉียบขาดทีเดียว !

ท่านลองคิดถึงความรู้สึกของข้าพเจ้า ขณะกำลังเผชิญหน้ากับคนที่มีการศึกษาน้อยจนแทบจะอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ หากแต่เขาเอาชนะข้าพเจ้าได้โดยสิ้นเชิง และด้วยอาวุธของข้าพเจ้าแท้ ๆ

ความสำนึกผิดชี้ที่หน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เพียงแต่รู้สึกแพ้อย่างยับเยินเท่านั้น แต่ที่ร้ายกว่านั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นผู้รุกรานและเป็นฝ่ายผิด มันทำให้ข้าพเจ้าเกิดความอับอาย

ไม่เพียงแต่จิตสำนึกจะตำหนิข้าพเจ้าเท่านั้น แต่มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกต่ำต้อย มันเยาะเย้ยและเฆี่ยนตีข้าพเจ้า ณ ที่แห่งนั้น นักศึกษาผู้แอบอ้างจิตวิทยายุคใหม่ ผู้เผยแพร่ปรัชญาแห่ง " กฏทองคำ " ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับผลงานของ เช็คสเปียร์ โซเครตีส พลาโต อีเมอร์สัน และคัมภีร์ไบเบิล ที่ต้องมาสยบอยู่กับคำพูดของคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับวรรณกรรมหรือปรัชญา แทบจะไร้การศึกษาเสียด้วยซ้ำ

ข้าพเจ้าหันหลังกลับ แล้วเดินตรงไปที่ห้องของข้าพเจ้าอย่างรวดเร็วที่สุด ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ต้องทำ เมื่อข้าพเจ้าเริ่มคิดถึงเรื่องที่ข้าพเจ้าเห็นตนเองผิด แต่ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่เกิดความไม่เต็มใจที่จะกระทำในสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าควรกระทำเพื่อเป็นการแก้ไข ข้าพเจ้ารู้ว่าควรจะกลับไปขอโทษเขา เพื่อจิตใจของตนเองจะกลับสงบลงได้อีก มันจะเป็นการทำให้แก่ข้าพเจ้ายิ่งกว่าแก่เขา

ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตัดสินใจลงไปหาเขาอีก แล้วทนต่อความอับอายขายหน้าและความรู้สึกต่ำต้อยที่จะต้องเกิดขึ้น มันเป็นการตัดสินใจที่ยากเย็น

ข้าพเจ้ากลับลงไปชั้นล่างช้ากว่าที่ลงไปในครั้งแรกมาก และพยายามคิดหาวิธีที่จะพูดกับเขา เพื่อที่จะรู้สึกอับอายขายหน้าน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

พอไปถึง ข้าพเจ้าก็เรียกภารโรงคนนั้นให้มาที่ประตู เขาถามข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงที่สงบ และมีความเห็นใจ

" ตอนนี้ คุณอยากได้อะไรหรือ "

ข้าพเจ้าบอกเขาไปว่า ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะขอโทษเขาต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป หากว่าเขาจะยอมรับ อีกครั้งหนึ่งเขาตอบด้วยยิ้มอันอบอุ่น

" ด้วยความรักของพระเป็นเจ้า คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกครับ ไม่มีใครได้ยินคุณ นอกจากผนังห้องทั้งสี่ด้าน คุณและผม ผมจะไม่พูดถึงมัน และผมก็รู้ว่าคุณก็ไม่อยากจะพูดถึงมันเช่นกัน ดังนั้นจงลืมมันเสียเถิดครับ "

และคำพูดดังกล่าวก็สร้างความรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าในตอนแรกเสียอีก เพราะเขาไม่เพียงแต่แสดงความเต็มใจที่จะรับเอาคำขอโทษเท่านั้น แต่เขาได้ชี้เจตนาที่แท้จริงของเขาที่จะช่วยปกปิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อมันจะได้ไม่เป็นที่ล่วงรู้อันจะทำให้ข้าพเจ้าอับอาย

ข้าพเจ้าเดินไปหาเขาและจับมือเขาไว้แน่น มันเป็นการจับยิ่งเสียกว่าด้วยมือ หากด้วยหัวใจข้าพเจ้า และเมื่อเดินกลับไปที่ห้องของข้าพเจ้านั้นข้าพเจ้ารู้สึกดีใจที่ได้รวบรวมความกล้าหาญเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ผิด

...เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าตกลงใจว่า ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในฐานะอันเป็นที่ดูหมิ่นของคนใดอีกเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ หรือภารโรงอันเนื่องมาจากการสูญเสีย " การควบคุมตนเอง "

...การขาด" การควบคุมตนเอง " เป็นความอ่อนแอที่เสียหายมากที่สุดแก่คนเดินตลาด เมื่อผู้มุ่งหวังพูดอะไรบางอย่างออกมาขัดต่อความหวังของคนเดินตลาด การขาด " การควบคุมตนเอง " จะทำให้เขา " ตอบโต้ " ออกไปด้วยคำพูดที่จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย นอกจากเป็นจุดจบของการขายครั้งนั้น

จากหนังสือ...ศาสตร์แห่งความสำเร็จ หัวข้อ การควบคุมตนเอง ของ ดร.นโปเลียนฮิลล์ แปลโดย ปสงค์อาสา

ที่มา : Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 03.09.09 at 07:11:56

พูดถึงเรื่องความโกรธนีน่ากลัวครับ ถึงขั้นทำลายชีวิตกันได้อย่างที่คุณTIGER ว่าไว้จริงๆ

วิธีเอาชนะความโกรธ 9 วิธีคือ

1.ให้นึกถึงผลเสียของคนมักโกรธ

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า คนที่โกรธคนอื่นนับว่าเป็นคนเลวอยู่แล้ว แต่ใครโกรธตอบเขากลับเป็นคนเลวกว่า พระองค์ทรงสรรเสริญเมตตา ความรักและความปรารถนาดีต่อกัน ถ้าเรามัวเป็นคนมักโกรธ ไม่รู้จักเมตตารักใคร่คนอื่นบ้างเลย จะนับว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

เวลาเขาโกรธเรามา เราไม่โกรธตอบ นับว่าเป็นผู้เอาชนะใจคนได้ เอาชนะสงครามที่ชนะได้แสนยากและยิ่งรู้ว่าเขาโกรธและ ขุ่นเคืองเรา เราไม่แสดงอาการโกรธและขุ่นเคืองออกมา นับว่าได้ทำประโยชน์ทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งแก่ตนเองและแก่คนที่โกรธเรา(การทะเลาะเบาะแว้ง หรือลงไม้ลงมือประหัตประหารกันก็จะไม่เกิดเพราะเราตั ดไฟแต่ต้นลม)

2.ให้พิจารณาโทษของความโกรธ

คนเราเวลาไม่โกรธก็ดูดี ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอโกรธขึ้นมาก็กลายเป็นคนละคน หน้าตาจะบูดเบี้ยวแดงก่ำ บางคนมือไม้สั่นยังกับเจ้าเข้า เต้นแรงเต้นกา ปากก็กล่าวคำหยาบ ไม่รู้ไปสรรค์หาคำด่ามาจากไหน ไม่มีความสง่า สวยงามเหลือแม้แต่นิดเดียว เรียกว่าเป็นนางฟ้าอยู่หยกๆ กลายเป็นนังยักษ์ขมูขีทันที

หรือถ้าจะให้ชัดเวลาที่เราโกรธ ลองส่องกระจกดูก็แล้วกัน หน้าที่ที่สวยงามยิ้มแย้มแจ่มใส มีเสน่ห์น่ารักนั้น ไม่รู้มันหายไปไหนกลายเป็นหน้ายักษ์หน้ามาร น่าเกลียดน่าชัง เมื่อพิจารณาเห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของตนเองอย่างน ี้แล้ว ความโกรธที่มีมาก็อาจหายไปได้

3.นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ

เวลาเราโกรธใครส่วนมากก็ขุดเอาแต่เรื้องที่ไม่ดีมาด่ าว่า ทีนี้ลองพยายามคิดถึงความดีของเขาดูสิ ว่าเขามีดีอะไรบ้าง เพราะตามธรรมดานั้น คนเราย่อมมีดีและไม่ดีเหมือนๆ กันต่างแต่ว่าใครจะดีมากดีน้อยเท่านั้น ไม่มีใครดอกที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรือชั่วร้อยเปอร์เซ ็นต์ เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาทำให้เราโกรธไม่พอใจ นั่นเป็นจุดที่ไม่ดีของเขา เราก็ไม่ควรมองแต่จุดนั้น ลองหันไปดูจุดดีของเขาบ้าง เมื่อมองหาจุดดีก็อาจประหลาดใจว่า แท้ที่จริงแล้วเขามีความดีมากมาย "เขามีความไม่ดีบ้างก็ช่างเขา..." อะไรประมาณนั้น

นึกได้อย่างนี้แล้วความโกรธที่มีอยู่อาจหายไปได้

4.ความโกรธทำให้ศัตรูสมใจ

นอกจากทำให้ตัวเองทุกข์แล้วยังสาสมใจศัตรูด้วย เวลาถูกความโกรธครอบงำ จิตใจเรามักร้อนรุ่มยังกับหอบกองไฟลุกโชนไว้ในอก หาความสุขไม่ได้ ที่สำคัญคือเรากำลังทำตนให้เป็นที่สะใจแก่ศัตรูผู้มุ ่งร้ายแก่เรา โดยที่เขามิได้ลงทุนเลย เราทำให้เขาแท้ๆ

คนที่ไม่ชอบเรา เขามักคิดภาวนาในใจ(พูดให้ชัดคือสาปแช่ง) ว่า "เจ้าประคุณ ขอให้ไอ้/อี...มันพินาศฉิบหายในเร็ววันเถิด" ถ้าเราเป็นคนมักโกรธ ก็เท่ากับเรากระทำการต่างๆ เข้าทางศัตรู โดยที่เขาไม่ต้องเสียแรงเสียเวลามาทำให้เราเลย

ให้สอนตนเสมอว่า "คนอื่นอยากให้เจ้าโกรธ จึงแกล้งทำสิ่งไม่ถูกใจให้เจ้า แล้วไฉนเจ้าจึงช่วยให้เขาสมปรารถนา ด้วยการปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นเล่า"

" เวลาเจ้าโกรธขึ้นมาแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถทำทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่เขา มิหนำซ้ำ เจ้าได้ทำร้ายตัวเองเข้าแล้ว ด้วยความทุกข์เพราะความโกรธนั้น"

5.พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน

ให้คิดว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน ต่างก็จะได้รับผลแห่งกรรมที่ตนทำ เราโกรธเขา แสดงว่าเราได้ทำอกุศลคือกรรมชั่ว กรรมชั่วที่เราทำลงไปมันก็จะมีผลร้าย ก่อความเสียหายขึ้น เราก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น ดุจเอามือทั้งสองกอบถ่านที่ลุกโชน มือทั้งสองของเราก็ไหม้เอง หรือดุจเอามือกอบอุจจาระไปโปะคนอื่น ตัวนั้นแหละย่อมเปรอะอุจาระก่อน

เมื่อพิจารณาเห็นว่าทุกคนต่างก็มีกรรมเป็นของตนเช่นน ี้ ก็จะเห็นในฝ่ายเขาเช่นเดียวกันว่า ถ้าเขาโกรธเขาก็ได้ทำกรรมไม่ดี และจะได้รับผลแห่งกรรมไม่ดีเช่นเดียวกัน เมื่อต่างคนต่างมีกรรมเป็นของตน เก็บเกี่ยวผลแห่งกรรมของตนอยู่แล้ว เรื่องอะไรมามัววุ่นวายโกรธกันอยู่ทำไม ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่กรรมดีมิดีกว่าหรือ

6.พิจารณาพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้า

พระจริยวัตรของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพิจารณาจากช่วงไหน ก็จะเห็นชัดเหมือนกันว่า พระองค์ทรงมีเมตตา ไม่โกรธใคร ขณะทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ก็ทรงเอาความด ีชนะความชั่วตลอดมา แม้จะถูกกลั่นแกล้งโดยผู้ไม่ปรารถนาดี ก็ไม่ถือโทษ ดังเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นภูริทัต จะถูกศัตรูทรมานอย่างไรก็ไม่โกรธไม่ทำร้ายตอบ ทั้งๆ ที่อยู่ในฐานะจะทำได้

เมื่อพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ถูกเทวทัตจองล้างจองผลาญต่างๆ นานา ขนาดกลิ้งก้อนหินหมายประหารชีวิตพระองค์ แต่ก้อนหินปะทะง่อนผา สะเก็ดหินกระเด็นไปต้องพระบาท ได้รับทุกขเวทนาอย่างกล้า อีกครั้งหนึ่งสั่งให้ปล่อยช้างตกมันเพื่อทำร้ายพระพุ ทธองค์ถึงแก่ชีวิต ขณะเสด็จออกโปรดสัตว์ในเมือง พระองค์ก็ไม่ทรงถือสา กลับมีเมตตาต่อเทวทัตผู้มุ่งร้ายพระองค์สารพัด

บางครั้งถูกอันธพาลที่ได้รับจ้างจากผู้มุ่งร้ายพระอง ค์ตามด่า ตลอดเจ็ดวัน พระองค์ก็ทรงสงบนิ่ง แผ่เมตตาจิตให้พวกเขา ไม่ทรงโกรธตอบ จนพระอานนท์ทูลให้เสด็จไปที่อื่นที่ไม่มีคนด่า พระองค์ตรัสสอนพระอานนท์ว่า ถ้าจะแก้ปัญหาโดยการหนี ก็คงหนีไปไม่มีที่สุด เพราะคนส่วนมากทุศีล ที่ถูกคือให้อดทนต่อคำล่วงเกิน ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา

เมื่อพิจารณาถึงพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้าอย่างนี้แล ้ว ได้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเผชิญเรื่องที่เลวร้ายกว่าเ รา พระองค์ยังทนได้ เมื่อเราปฏิญาณว่าเป็นสาวกของพระองค์ ไฉนไยไม่ดำเนินตามรอยยุคลบาทเล่า เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ความโกรธอาจหายไปได้

7.พิจารณาความเกี่ยวพันกันในสังสารวัฏ

นี่ก็เป็นวิธีที่หนึ่งที่จะดับความโกรธได้ คือให้คิดว่าในโลกนี้ ไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันมาก่อน หากใครมาทำให้ท่านเกิดความโกรธ ก็ให้พิจารณาว่า คนๆ นี้อาจเคยเป็นบิดามารดาเรามาก่อน ในชาติใดชาติหนึ่งที่ล่วงมาแล้วก็ได้ หรืออาจเป็นแฟนเป็นกิ๊กที่เรารักสุดชีวิตมาก่อนก็เป็ นได้ แล้วเรื่องอะไรเราจะมาโกรธพ่อเรา แม่เรา หรือคนรักของเรา ถ้าพิจารณาอย่างนี้แล้วความโกรธที่มีก็อาจสงบได้

8.พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา

ความโกรธเป็นปฏิปักษ์ของเมตตา ขณะใดความโกรธเกิดขึ้น ลองหันมาพิจารณาถึงคุณประโยชน์ของเมตตาดูสิว่า เมตตาความรักความปรารถนาดีต่อกันนั้น เป็นสิ่งที่ดีงามอย่างไร เมื่อพิจารณาถึงความดีงามของเมตตา ก็อาจระงับความโกรธได้

ความดีงามหรืออานิสงส์ของเมตตา พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่ามี 11 ประการคือ

1.คนที่มีเมตตานอนหลับก็เป็นสุข

2.ตื่นขึ้นมาก็เป็นสุข คือหน้าตาสดใสเบิกบาน

3.ไม่ฝันร้าย

4.เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ใครเห็นใครก็รัก มีเสน่ห์

5.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย อย่าว่าแต่มนุษย์ด้วยกัน ภูตผีเทวดาก็รัก คนมีเมตตาผีไม่หลอกหลอน แทนที่จะหลอกหลอนกลับให้อารักขา อยู่อย่างปลอดภัยเสียอีก

6.เทวดาอารักขา

7.ปลอดภัยจากอัคคีภัย ยาพิษ และศาสตราอาวุธ

8.จิตเป็นสมาธิได้เร็ว

9.สีหน้าผ่องใสเบิกบาน

10.ถึงคราวตายก็ตายอย่างมีสติ

11.ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมสูงกว่า ตายไปก็เข้าถึงพรหมโลกแน่นอน

ถ้าอยากมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ก็พึงพยายามเป็นคนไม่โกรธ หัดเป็นคนมีเมตตาเป็นธรรมประจำใจให้ได้

9.ให้แยกธาตุ

วิธีแยกธาตุนี้เป็นวิธีที่ได้ผลชงัดนัก เพราะตราบใดเรายังมองเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นตัวเป็นคนเป็นนายนั่นนางนี่อยู่ ความโกรธก็เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราแยกธาตุเสีย ทั้งธาตุเขาและธาตุเรานั้นแหละ ความโกรธก็อาจหายไป เพราะไม่รู้ว่าจะไปโกรธส่วนไหน เพราะแต่ละส่วนก็ไม่ใช่ตัวตน หากเป็นเพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แค่นั้นเอง ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แค่นั้นเอง

เช่น เพราะคิดว่านายแมวมันด่ากูจึงโกรธ แต่ถ้าคิดแยกธาตุเสียว่า ส่วนไหนเป็นนายแมว รูปหรือเวทนาหรือ สัญญาหรือ วิญญาณหรือ ดินหรือ น้ำหรือ ไฟหรือ ลมหรือ ก็เปล่าทั้งเพ มันเพียงแค่ธาตุสี่ ขันธ์ห้าเท่านั้นเอง นายแมวนายหมูอะไรหามีไม่ เมื่อไม่มีนายแมวนายหมู คำด่ามันจะมีได้อย่างไร เมื่อไม่มีคำด่าแล้วจะโกรธทำไม

ในทำนองเดียวกัน ที่เรียกว่า "กู" ก็เพียงประชุมแห่งธาตุสี่ขันธ์ห้าเท่านั้นเอง เมื่อแยกส่วนจนหมดแล้ว ก็ไม่มี "กู" ที่ไหน แล้วเราจะโกรธอยู่ทำไม

พูดถึงตอนนี้ นึกถึงหลวงพ่อคูณสมัยท่านยังไม่ดังเปรี้ยงปร้างอย่าง สมัยนี้ หลวงพ่อท่านเดินทางไปกับศิษย์สองสามรูป ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ญาติโยมก็ยกมือไหว้ นั่งยองๆ แล้วถามว่า "หลวงพ่อไปไหนมาคร้าบ" หลวงพ่อคูณก็เดินเฉย ไปได้อีกหน่อย โยมคนหนึ่งก็ถามอีกว่า "หลวงพ่อไปไหนมาค่ะ" หลวงพ่อก็เฉยเช่นเดียวกันจนลูกศิษย์ถามว่า "หลวงพ่อ โยมถาม ทำไมไม่ตอบ"

หลวงพ่อพูดว่า "กูไม่มา แม่มันจะถามใครหว่า" (ถ้ากูไม่มาเสียแล้ว จะถามใครเล่า) เออจริงสินะ ถ้าไม่มีกู แล้วคำถามมันจะมีได้อย่างไร ก็ให้คิดเสียว่า กูไม่มาก็แล้วกัน คำถามจะได้ไม่มี

เวลาโกรธใครสักคน ก็ให้พิจารณาแยกธาตุดังว่ามาข้างต้นนั้น ความโกรธอาจหายไปได้
http://www.watklaikangwon.org/???
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 03.09.09 at 07:14:14

คนเลือดกรุ๊ป A
คุณอาจจะต้องใช้เวลามากหน่อยกว่าเค้าจะหายโกรธ เพราะเค้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ปกติจะเป็นคนโกรธคนยาก จริงใจกับทุกคน แต่ถ้าลองใครทำให้โกรธล่ะเป็นเรื่องยิ่งเป็นคนที่เค้าไว้ใจแล้วมาหักหลังกัน อาจถึงขั้นไม่ร่วมทางกันเลยเชียว เวลาที่คนกรุ๊ป A โกรธ อย่าพยายามยับยั้งเค้า หรืออย่าไปแก้ตัวแทนคนที่ทำให้เค้าโกรธ เพราะเค้าอาจพาลมาโกรธคุณด้วย พยายามเอาอกเอาใจเรื่องอื่น เวลาจะช่วยให้เค้าหายโกรธได้ แต่ถ้าจะให้ดีอย่าทำให้เค้าโกรธเลยเป็นดี


คนเลือดกรุ๊ป B
คนเลือดกรุ๊ป B จริง ๆ แล้วคนเลือดกรุ๊ปนี้จะอารมณ์ดี ออกจะเป็นคนโกรธง่าย แต่ก็ลืมง่ายด้วย เค้าจะโกรธใครได้ไม่นานนักหรอก สักพักเค้าก็ลืมแล้ว ยิ่งมีเรื่องหนุก ๆ มาเล่าให้ฟัง หรือมีอะไรมันส์...มันส์ให้เค้าทำก็ยิ่งดี ถ้าคนเลือดกรุ๊ป B โกรธขึ้นมา ต้องพยายามอย่าไปใส่ใจมากนักในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเป็นไม่สนใจเค้านะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเค้าอาจจะพาลโกรธมากขึ้น แค่อย่าไปพูดรื้อฟื้นทำให้เค้าลืม ๆ ไป ยิ่งลืมเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี


คนเลือดกรุ๊ป AB
คนเลือดกรุ๊ป AB เค้าจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองสูง ถือดีเป็นที่สุด และไม่ชอบง้อใคร เวลาจะทำอะไรเค้าก็เป็นคนมีเหตุผลพอสมควรแต่เหตุผลก็จะเข้าข้างตัวเองซะมาก เค้าอาจจะทำให้คุณปวดหัวได้หากทำให้เค้าโกรธ เพราะเค้าจะไม่ยอมฟังคำแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ก็บอกแล้วว่าเค้ามีเหตุผลที่ค่อนข้างเข้าข้างตัวเอง ถ้าเค้าโกรธก็ยอมๆ เค้าหน่อย ยอมที่จะเอ่ยคำว่าขอโทษ คงไม่เสียศักดิ์ศรีของคุณเท่าไหร่หรอกมั้ง แค่เนี้ย.....เค้าก็จะหายโกรธแร้วววว..


คนที่มีเลือดกรุ๊ป O
สุดท้าย คนที่มีเลือดกรุ๊ป O ความโกรธของคนเลือดกรุ๊ป O รุนแรงราวกับพายุเฮอริเคนก็ไม่ปาน เค้าจะน่ากลัวมากเมื่ออยู่ในอารมณ์โกรธ อย่าไปขวางเชียวอาจโดนลูกหลง เข้าได้ แต่เค้าเป็นคนมีเหตุผลมากจึงเป็นเรื่อง ที่ยากหากจะทำให้เค้าอารมณ์ดี อย่างที่บอกแล้วว่า ถ้าโกรธจะแรง มากแต่ถ้าเค้ารู้สาเหตุข้อเท็จจริงที่ทำให้เค้าโกรธ อธิบายให้เค้าฟังอย่างมีเหตุผลเค้าก็จะหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ประมาณว่าเหมือนไม่เคยโกรธกัน มาก่อน

ผม GROUP O ค่อนข้างตรงครับ

http://toffee.exteen.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 03.09.09 at 08:07:57

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ สำหรับเรื่องของ การเอาชนะความโกรธ และ กรุ๊ปเลือด

ผมเองก็เลือดกรุ๊ป O เหมือนกับ คุณลู ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 03.09.09 at 08:22:11

เวลาไปทำใครโกรธ ต้องขอเจาะเลือดตรวจกรุ๊ปก่อนนะครับ

ล้อเล่นนะครับ

เวลาโกรธคนเราไม่มีเหตุผลหรอกครับ ต้องรอให้เย็นลงถึงคุยกันได้ ถ้ายังโกรธอยู่คุยไม่รู้เรื่องหรอกครับ

ถ้าตัดความโกรธได้ก็ดีที่สุด แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเหตุผลอย่างเดียวครับ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วแต่มันทำได้ยาก จริงๆ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคนครับ ถ้าเห็นความสำคัญที่จะไม่โกรธ บวกกับมีสติ มันก็ไม่โกรธได้ครับ วิธีพิจารณา 9 ข้อที่ว่า ขอแค่คิดว่าจะพิจารณามันก็ไม่โกรธแล้วล่ะครับ เหลือแค่ทิฐิกับความแค้นเท่านั้นแหละครับ

โกรธมันเป็นอารมณ์ชั่วครู่ ที่ฮิตเลอร์ทำน่าจะเป็นความแค้นมากกว่าความโกรธนะครับ เพราะน่าจะทำไปในขณะที่มีสติอย่างมาก

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 03.09.09 at 08:40:17


usarain wrote on 03.09.09 at 08:22:11:
เวลาไปทำใครโกรธ ต้องขอเจาะเลือดตรวจกรุ๊ปก่อนนะครับ

ล้อเล่นนะครับ

เวลาโกรธคนเราไม่มีเหตุผลหรอกครับ ต้องรอให้เย็นลงถึงคุยกันได้ ถ้ายังโกรธอยู่คุยไม่รู้เรื่องหรอกครับ

ถ้าตัดความโกรธได้ก็ดีที่สุด แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเหตุผลอย่างเดียวครับ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วแต่มันทำได้ยาก จริงๆ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคนครับ ถ้าเห็นความสำคัญที่จะไม่โกรธ บวกกับมีสติ มันก็ไม่โกรธได้ครับ วิธีพิจารณา 9 ข้อที่ว่า ขอแค่คิดว่าจะพิจารณามันก็ไม่โกรธแล้วล่ะครับ เหลือแค่ทิฐิกับความแค้นเท่านั้นแหละครับ

โกรธมันเป็นอารมณ์ชั่วครู่ ที่ฮิตเลอร์ทำน่าจะเป็นความแค้นมากกว่าความโกรธนะครับ เพราะน่าจะทำไปในขณะที่มีสติอย่างมาก

:)


ขอบคุณ คุณ usarain มาก ๆ ครับ สำหรับข้อคิดเห็น

;)  ;)  ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 09.09.09 at 06:48:28

10 ข้อแตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้

1. ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาดจะพูดว่า...ฉันทำผิดเอง
ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาดจะพูดว่า...ไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อย

2. ผู้ชนะ : จะทำงานหนักกว่าปกติ และมีเวลามากกว่าผู้แพ้
ผู้แพ้ : จะทำงานแบบยุ่งทั้งวัน โดยไม่คิดว่างานไหนควรทำก่อนทำหลัง

3. ผู้ชนะ : จะเผชิญหน้ากับปัญหา และลงมือแก้ไขปัญหานั้น
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้ามคือหลีกเลี่ยงปัญหา

4. ผู้ชนะ : จะลงมือทำงานให้ปรากฏผลงานขึ้น
ผู้แพ้ : จะให้แต่คำสัญญาปากเปล่า แต่ไม่ยอมลงมือทำ

5. ผู้ชนะ : จะพูดว่า “ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีเท่ากับที่ฉันต้องการ”
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ยังมีคนอีกตั้งเยอะที่มีผลงานแย่กว่าฉัน”

6. ผู้ชนะ : จะตั้งใจฟัง พยายามทำความเข้าใจ แล้วค่อยตอบสนอง
ผู้แพ้ : จะไม่ฟัง แต่รอจังหวะที่ตัวเองจะได้พูด

7. ผู้ชนะ : จะยอมรับนับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่าและเรียนรู้จากคนเหล่านั้น
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงกันข้ามและพยายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าตัวเอง

8. ผู้ชนะ : จะมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
ผู้แพ้ : จะไม่ยื่นมือช่วยเหลือคนอื่น ชอบพูดแต่ว่าฉันไม่ว่างน่ะ กำลังยุ่งอยู่

9. ผู้ชนะ : จะพูดว่า “มันต้องมีวิธีที่ทำให้ดีกว่านี้สิ”
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “มีแต่วิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นแหละ”

10. ผู้ชนะ : จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนคนอื่นๆ
ผู้แพ้ : จะเก็บบทความนี้ไว้ เพราะไม่มีเวลาแบ่งปันให้ใคร
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 09.09.09 at 06:51:27

กับเพื่อนร่วมงาน
ไม่ใช่แค่ว่าทำงานร่วมกัน…
อยู่ร่วมกันไม่น้อยกว่าวันละ ๘ ชั่วโมง…ทุกวัน…
ไม่เพียงแต่พูดคุยกันเรื่องงาน…
หากแต่จะต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อกันด้วย…
แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด…
สู้ปล่อยตัวให้สบาย สบาย ไม่ได้…
พบกันถือว่ามีวาสนาต่อกัน…
อยู่ร่วมกันก็ยิ่งควรจะ…เข้าใจ…ให้อภัย…และใส่ใจซึ่งกันและกัน


กับหัวหน้า
บางครั้ง
ก็เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง
เขามักจะมาต่อว่ามากกว่าจะมายอมรับ
สิ่งที่เขาให้ทำก็มักจะเหมือนกับว่าไม่รู้จักจบจักสิ้น
หากลองกลับกันให้เราไปอยู่ในตำแหน่งที่เขายืนอยู่
เราคงจะเข้าใจเขาได้ง่ายหน่อย...และให้อภัยเขาได้
กับหัวหน้า...ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคู่ปรับกัน
แต่ต้องรู้จักที่จะแบ่งปัน...เรียนรู้...และเติบโตไปด้วยกัน
กับลูกน้อง
เป็นเพราะรู้จักให้ ผลตอบแทนก็กลับมามาก
กับลูกน้อง ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์เฉพาะเบื้องบนกับเบื้องล่างเท่านั้น
ยังมีความสัมพันธ์ทางด้านหุ้นส่วนอยู่ด้วย
รู้จักเข้าใจและให้อภัยซึ่งกันและกัน
หากรู้จักยอมรับมากกว่าที่จะจับผิด
ให้รอยยิ้มมากกว่าสายตาอันตำหนิติเตียน
ผลตอบแทนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับก็จะยิ่งมากตามไปด้วย...


forward mailครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 09.09.09 at 08:30:07

ขอบคุณ คุณลู มากครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ ที่นำมาฝากกัน

1. ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาดจะพูดว่า...ฉันทำผิดเอง
ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาดจะพูดว่า...ไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อย


ผมว่าคนในสังคมทุกวันนี้เท่าที่ผมเจอะเจอมา จะเจอข้อนี้มากครับ ที่เจอบ่อย ๆ ก็คือ ลูกน้องที่ชอบมาทำงานสาย แล้วอ้างว่า รถติด โดยไม่คิดจะปรับปรุงตัวเองให้ออกเช้ากว่าเดิม เป็นต้นครับ

???  ???  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.09.09 at 11:28:45

ผมชอบภาพต่อไปนี้มากครับ เป็นแค่ภาพที่วาดง่าย ๆ แต่ให้ข้อคิดได้มากมาย โดยเฉพาะสำหรับคนที่เป็นแฟนกัน หรือคนที่ใช้ชีวิตคู่

ที่มา : Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 10.09.09 at 12:24:05

เรื่องวงกลมนี่ผมว่ามันเป็นเรื่องการแทนสัญลักษณ์น่ะครับ ถ้าแทนถึงความเข้าใจกัน ยิ่งซ้อนกันมากก็ยิ่งดี ถ้าแสดงถึงอัตตา ยิ่งซ้อนกันมากก็ไม่ดีตามที่เขาบรรยายมา (หรืออาจจะดีก็ได้ ยังไม่แน่ใจครับ)

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.09.09 at 12:27:40


usarain wrote on 10.09.09 at 12:24:05:
เรื่องวงกลมนี่ผมว่ามันเป็นเรื่องการแทนสัญลักษณ์น่ะครับ ถ้าแทนถึงความเข้าใจกัน ยิ่งซ้อนกันมากก็ยิ่งดี ถ้าแสดงถึงอัตตา ยิ่งซ้อนกันมากก็ไม่ดีตามที่เขาบรรยายมา (หรืออาจจะดีก็ได้ ยังไม่แน่ใจครับ)

:)


ขอบคุณ คุณ usarain มากครับ สำหรับข้อคิดเห็น

ตามความเข้าใจของผมเองนะครับ วงกลม น่าจะเป็นสัญญลักษณ์แทน ความเป็นส่วนตัว ครับ ถ้าจะเปรียบก็น่าจะเข้ากับสุภาษิตที่ว่า " รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ " นะครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 10.09.09 at 12:58:11

ตอนจบก็บอกอย่างนั้นแหละครับ วงกลมหมายถึงอัตตา แต่เริ่มต้นที่ว่าพื้นที่ของเรา นั่นมันสื่อถึงความเข้าใจกันน่ะครับ ซึ่งยิ่งมากยิ่งดี ถ้าคนเราต้องการก้าวไปสู่ความเป็นส่วนตัวของคู่ชีวิตมากขึ้น ผมคงไม่สื่อว่าจะลดความเป็นส่วนตัวของตัวเองลงด้วยหรอกครับ มีแต่จะเพิ่มพื้นที่ของตัวเองเข้าไปในวงกลมข้างๆ ผมว่าคนเขียนเองก็คงยังงงอยู่ถึงความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ หรือตั้งใจสื่อให้คนอ่านสับสน แล้วก็สรุปแบบที่ตัวเองอยากสื่อออกมาก็ไม่แน่ใจครับ

เพราะผมอยู่ในวงการวิชาการ มีการนำเสนอผลงาน ซึ่งต้องใช้สัญลักษณ์เป็นพวกรูปภาพ แบบวงกลมนี่แหละ ผมจะสอนนักเรียนเสมอให้แสดงความหมายให้ชัดเจน ดูรูปภาพแล้วต้องเข้าใจ ไม่ต้องให้มาตีความกันอีกน่ะครับ ไม่รู้เรื่องมากไปหรือเปล่าครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.09.09 at 13:21:29


usarain wrote on 10.09.09 at 12:58:11:
ตอนจบก็บอกอย่างนั้นแหละครับ วงกลมหมายถึงอัตตา แต่เริ่มต้นที่ว่าพื้นที่ของเรา นั่นมันสื่อถึงความเข้าใจกันน่ะครับ ซึ่งยิ่งมากยิ่งดี ถ้าคนเราต้องการก้าวไปสู่ความเป็นส่วนตัวของคู่ชีวิตมากขึ้น ผมคงไม่สื่อว่าจะลดความเป็นส่วนตัวของตัวเองลงด้วยหรอกครับ มีแต่จะเพิ่มพื้นที่ของตัวเองเข้าไปในวงกลมข้างๆ ผมว่าคนเขียนเองก็คงยังงงอยู่ถึงความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ หรือตั้งใจสื่อให้คนอ่านสับสน แล้วก็สรุปแบบที่ตัวเองอยากสื่อออกมาก็ไม่แน่ใจครับ

เพราะผมอยู่ในวงการวิชาการ มีการนำเสนอผลงาน ซึ่งต้องใช้สัญลักษณ์เป็นพวกรูปภาพ แบบวงกลมนี่แหละ ผมจะสอนนักเรียนเสมอให้แสดงความหมายให้ชัดเจน ดูรูปภาพแล้วต้องเข้าใจ ไม่ต้องให้มาตีความกันอีกน่ะครับ ไม่รู้เรื่องมากไปหรือเปล่าครับ

:)


ไม่ถือว่า เรื่องมาก หรอกครับ ผมว่าดีซะอีกครับที่มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ ต้องขอขอบคุณมาก ๆ ครับ

มีรูปภาพที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ความรัก จาก Forward Mail มาฝากครับ

ถ้าในชีวิตคนเราสามารถทำอย่างเรื่องที่นำมาฝากข้างใต้นี้ได้ ก็คงจะดีไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่จะถูก โทสะ มาบดบังความนึกคิดซะมากกว่าครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.09.09 at 13:24:07

บทลงโทษด้วยความรัก ( ต่อ )

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.09.09 at 13:35:24

ส่วนเรื่องต่อไปนี้จะตรงกันข้ามกับเรื่องราวข้างต้นครับ

ลองอ่านแล้วเปรียบเทียบกัน จะได้ข้อคิดอะไรดี ๆ ครับ

ที่มา : Forward Mail

ณ ฟาร์มแห่งหนึ่งในรัฐแคริฟอร์เนีย มีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุสี่ขวบ

คุณพ่อของเธอมีรถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งคุณพ่อรักมาก เนื่องจากแต่งซิ่งซะดูสดใสใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ

อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงเอาของแข็งไปขีดรถเล่น จนรถเป็นรอยขูดขีดไปทั่ว

ด้วยความโมโหสุดขีด

ผู้เป็นพ่อใช้เส้นลวดมัดข้อมือของเด็กหญิง แล้วจับเธอมัดไว้ในโรงรถเพื่อเป็นการทำโทษ

และกว่าเขาจะนึกขึ้นได้ ก็เป็นเวลาที่ร่วงเลยไปเกือบ 4 ชั่วโมงแล้ว

ตอนที่เขากลับเข้าไปในโรงรถอีกครั้ง มือของเด็กถูกรัดจนเลือดไม่ไหลเวียน

จนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลแพทย์วินิจฉัยว่า ต้องตัดมือทั้งสองข้างทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตไว้

เนื่องจากเซลล์ส่วนที่เป็นมือได้ตายไปหมดแล้ว

เด็กหญิงจึงต้องสูญเสียมือทั้งสองข้างไป โดยที่เธอก็ยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการถูกทำโทษในครั้งนี้เลย

มันยิ่งทำให้ผู้เป็นพ่อต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความรู้สึกผิดอยู่ในใจตลอดเวลา

ครึ่งปีผ่านไป พ่อของเด็กนำรถไปเคาะพ่นทาสีใหม่ ก็ได้รถที่มีสีแสบจ๊าบ ประดุจรถใหม่กลับมาอีกครั้ง

พอถึงบ้าน เด็กหญิงเห็นรถทาสีใหม่ พูดขึ้นด้วยความไร้เดียงสาว่า

" คุณพ่อคะ รถคุณพ่อสวยจังเลย เหมือนรถคันใหม่เลย "

ในขณะเดียวกัน ก็ได้ยื่นแขนไร้มือคู่นั้นออกมา แล้วถามพ่อว่า

" แล้วเมื่อไหร่.....คุณพ่อถึงจะคืนมือให้หนูละค๊ะ "

คุณทราบไหมว่า เมื่อคุณพ่อคนนั้นได้ยินดังนั้น เขาทำอย่างไร !

เขาดึงปืนออกมา แล้วยิงตัวตายต่อหน้าลูกสาวของเขา.....

ผู้คนมากมายในโลกนี้ ยังแยกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญกว่าในชีวิต

มัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะนึกว่า นั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่า.....


.....คุณจะเห็นคนบางคน อุตส่าห์ไปช่วยมูลนิธิต่าง ๆ กวาดถนน
แต่ไม่ยอมแม้แต่จะกวาดบ้านของตัวเอง


.....คนบางคนบริจาคเงินมากมายไปสร้างวัด แต่กับญาติพี่น้องตัวเองกลับเหนียวหนืดยิ่งกว่าอะไร


.....คนบางคนพูดจาไพเราะอ่อนหวานกับคนรอบข้าง แต่กับคนในบ้านกลับตะคอกฉุนเฉียว


นี่แสดงว่า คุณพ่อคนนั้น ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญกว่า ระหว่างรถกับลูกของตัวเอง

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ ในโลกนี้ล้วนเต็มด้วยเรื่องแบบนี้
และมีให้เห็นเป็นประจำ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 10.09.09 at 14:39:37

เขาเรียกว่าวุฒิภาวะครับ หรือ Maturity ซึ่งผมเคยบอกเสมอว่าคนเรามีไม่เท่ากัน ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดที่คิดไม่เหมือนกัน รับรู้ไม่เหมือนกัน แต่ผิดที่การกระทำตอบสนองต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ยึดถือคุณธรรม ในกรณีนี้ไม่สาเหตุมาจากอะไร แต่การลงโทษโดยการมัดเด็กและขังในรถนี่ก็ผิดคุณธรรมพื้นฐานอยู่แล้ว คือทำร้ายร่างกาย ดังนั้นประเด็นไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบว่าเขารักรถหรือลูกมากกว่ากัน แต่ว่าเขาทำร้ายลูกได้อย่างไรน่ะครับ แม้ว่าจะเป็นการบันดาลโทสะก็ตาม

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 11.09.09 at 07:51:27


usarain wrote on 10.09.09 at 14:39:37:
เขาเรียกว่าวุฒิภาวะครับ หรือ Maturity ซึ่งผมเคยบอกเสมอว่าคนเรามีไม่เท่ากัน ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดที่คิดไม่เหมือนกัน รับรู้ไม่เหมือนกัน แต่ผิดที่การกระทำตอบสนองต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ยึดถือคุณธรรม ในกรณีนี้ไม่สาเหตุมาจากอะไร แต่การลงโทษโดยการมัดเด็กและขังในรถนี่ก็ผิดคุณธรรมพื้นฐานอยู่แล้ว คือทำร้ายร่างกาย ดังนั้นประเด็นไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบว่าเขารักรถหรือลูกมากกว่ากัน แต่ว่าเขาทำร้ายลูกได้อย่างไรน่ะครับ แม้ว่าจะเป็นการบันดาลโทสะก็ตาม

:)


ขอบคุณ คุณ usarain มากครับ สำหรับข้อคิดเห็น

เรื่องของการทำร้ายร่างกายลูกก็มีให้เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ครับ ไม่ว่าจะเป็น การเอาเตารีดนาบหลังเด็ก หรือ ทุบต่อยตบตี น่าสงสารเด็กเหล่านี้ที่ต้องถูกกระทำจากผู้ปกครองที่ขาดทั้งวุฒิภาวะ และขาดคุณธรรมครับ

[smiley=zasuraw.gif]  [smiley=zasuraw.gif]  [smiley=zasuraw.gif]

ข้อคิดเรื่อง

" ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว "
จากหนังสือ ชุมนุมข้อคิดอิสระ พุทธทาสภิกขุ

ที่มา Forward Mail

" ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว " นี้เป็นความจริงอันไม่ตาย คือ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง

แม้จะมีคนในสมัยหนึ่ง เกิดระแวงว่า ทำไม คนทำชั่ว กลับร่ำรวยเร็ว คนทำดี กลับยากจนลง หรือเป็นอยู่ด้วยความยากลำบากก็ตาม

ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงว่า " ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว " อยู่ตามเดิม ไม่โยกคลอน

ทำดีได้ดีแน่ เพราะมันดีอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง และมันดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ แต่ที่มันจะได้เงินหรืออื่น ๆ ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นอีกส่วนหนึ่ง

แม้ทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน มันชั่วอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง ไปทำเข้า มันก็ชั่ว มาเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำ จะได้เงินด้วยหรือไม่ นั่นอีกส่วนหนึ่ง

ฉะนั้น " ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว " โดยไม่มีทางหลีกไปทางไหนพ้น

ทำดีได้ดี และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น " เงินดี "

ทำชั่วได้ชั่ว และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น " เงินชั่ว "

งินดี ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของที่ดี เย็นอกเย็นใจ

เงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็น " ปีศาจ ผู้สูบเลือดมนุษย์ "

ฉะนั้น แม้จะได้เงินมามาก ด้วยการทำชั่ว ก็มีแต่จะยิ่งทำเจ้าของให้เป็น " ปีศาจ " มากยิ่งขึ้น ตามส่วนนั่นเอง

ฉะนั้น ความจริง คงหนีความจริงไปไม่พ้น ว่า " ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว " อยู่จนตลอดกัลปาวสานเป็นอย่างน้อย

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 12.09.09 at 08:35:58

หากแม้วันใดที่เพื่อน ๆ สมาชิกเกิดท้อแท้ในชีวิตขึ้นมา และคิดว่าตัวเองช่างโชคร้าย โชคชะตาไม่เข้าข้าง สวรรค์ไม่เห็นใจ ก็ขอให้นึกถึงลูกผู้ชายคนจริงที่ชื่อ Nick Vujicic ครับ

ที่มา : Forward Mail

" No arms, No legs, No worries "

ไม่มีแขน ไม่มีขา แล้วไง


If Nick's story doesn't convince us about God's love & His power & what faith can do, then nothing else will.

ถ้าเรื่องของนิคไม่สามารถทำให้เราเชื่อในเรื่องความรักของพระเจ้าและพลังของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่ความเชื่อนั้นทำให้เกิดขึ้นได้ ก็คงไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้เราเชื่อได้อีกแล้ว


My name is Nick Vujicic and I give God the Glory for how He has used my testimony to touch thousands of hearts around the world !

ผม " นิค วูจิซิค " และผมขอยกความดีต่าง ๆ ให้เป็นของพระเจ้าสำหรับการให้โอกาสผมเข้าไปอยู่ในหัวใจของคนนับแสนทั่วโลก

I was born without limbs and doctors have no medical explanation for this birth " defect ". As you can imagine, I was faced with many challenges and obstacles.

ผมเกิดมาโดยที่ไม่มีแขนขา ที่แม้แต่หมอก็ไม่สามารถหาคำอธิบายทางการแพทย์ สำหรับ "ข้อบกพร่อง" นี้ คุณน่าจะจินตนาการได้นะว่าผมต้องเจอกับความท้าทายและอุปสรรคมากมายเพียงไร

" Consider it pure joy, my Brothers, whenever you face trials of many kinds. "

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเจอกับหลากหลายบททดสอบ จงคิดซะว่ามันเป็นความสุขอันบริสุทธิ์เถอะครับ

....To count our hurt, pain and struggle as nothing but pure joy ? As my parents were Christians, and my Dad even a Pastor of our church, they knew that verse very well.

ให้ถือซะว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการต่อสู้ดิ้นรนของเราเป็นความสุขอันบริสุทธิ์อย่างนั้นหรือ ? ด้วยความที่พ่อแม่ของผมเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของผมที่เป็นคุณพ่อในโบสถ์ พวกเค้ารู้ซื้งในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี

The whole church mourned over my birth and my parents were absolutely devastated. Everyone asked, " if God is a God of Love, then why would God let something this bad happen to not just anyone, but dedicated Christians ? " My Dad thought I wouldn't survive for very long, but tests proved that I was a healthy baby boy just with a few limbs missing.

คนทั้งโบสถ์โศกเศร้ากับเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเกิดมาของผม และพ่อแม่ผมก็รู้สึกไปกับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนถามว่า  " ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก แล้วทำไมพระองค์ถึงยอมให้สิ่งเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่กับใครอื่น หากแต่มันเกิดขึ้นกับครอบครัวคริสเตียนที่ทุ่มเทแบบนี้ "  พ่อผมไม่คิดว่าผมจะมีชิวิตอยู่ได้นานนัก แต่ผลการทดสอบกลับบอกว่าผมเป็นเด็กผู้ชายแข็งแรง สมบูรณ์ทุกอย่าง เพียงแค่ว่า แขนขาหายไปก็เท่านั้นเอง

I knew that I was different but on the inside I was just like everyone else. There were many times when I felt so low that I wouldn't go to school just so I didn't have to face all the negative attention. I was encouraged by my parents to ignore them and to try start making friends by just talking with some kids. Soon the students realized that I was just like them, and starting there God kept on blessing me with new friends.

ผมรู้ว่าภายนอกผมต่างจากคนอื่นแต่ข้างในนั้นผมก็เหมือนกับทุกคนนั่นล่ะ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกแย่สุด ๆ จนไม่อยากไปโรงเรียน แต่กำลังใจจากพ่อแม่ที่มีให้ผมตลอดมา ในการที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น และให้เริ่มมองหาเพื่อนโดยการพูดคุยกับเด็กบางคน ไม่นานนักเด็กนักเรียนเหล่านั้นก็รู้ว่าผมก็เหมือนพวกเขานั้นแหละ และจากตรงนั้น พระเจ้าก็อวยพรผมในการพบเพื่อนใหม่

There were times when I felt depressed and angry because I couldn't change the way I was, or blame anyone for that matter. I went to Sunday School and learnt that God loves us all and that He cares for you. I understood that love to a point as a child, but I didn't understand that if God loved me why did He make me like this? Is it because I did something wrong? I thought I must have because out of all the kids at school, I'm the only weird one. I felt like I was a burden to those around me and the sooner I go, the better it'd be for everyone. I wanted to end my pain and end my life at a young age, but I am thankful once again, for my parents and family who were always there to comfort me and give me strength.

หลายครั้งหลายคราที่ผมรู้สึกสิ้นหวังและโกรธแค้น เพราะผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายผมได้ หรือไม่สามารถโทษใครได้เลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไปโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์และได้เรียนรู้ว่าพระเจ้ารักเราทุกคนและพระองค์ทรงห่วงใยเรา ผมก็เข้าใจความรักในแบบเด็ก ๆ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ถ้าพระเจ้ารักผม ทำไมพระองค์ถึงทำให้ผมเป็นแบบนี้ ? เป็นเพราะว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า ? ผมคิดว่าผมต้องทำอะไรผิดแน่ ๆ เพราะจากเด็กทุกคนในโรงเรียน มีผมคนเดียวที่ประหลาด  ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นภาระของคนรอบ ๆ ตัวผม และถ้าผมยิ่งตายเร็วเท่าไหร่ ทุกคนก็คงสบายขึ้นเท่านั้น ผมต้องการที่จะจบความเจ็บปวดและจบชีวิตนี้ด้วยอายุเพียงน้อยนิด แต่ผมก็ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับพ่อแม่และครอบครัวที่อยู่ตรงนั้นเพื่อผมตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ผมรู้สึกดีและเข้มแข็ง

" And we know that in all things God works for the best for those who love Him. "
That verse spoke to my heart and convicted me to the point where that I know that there is no such thing as luck, chance or coincidence that these " bad " things happen in our life.

" และเรารู้ว่าพระเจ้ากระทำดีที่สุดในทุกสิ่งเพื่อคนที่รักพระองค์ " คำพูดนั้นโดนใจผมมากและพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โชค หรือความบังเอิญที่ทำให้สิ่ง " เลวร้าย " นี้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา

I am now twenty-four years old and have completed a Bachelor of Commerce majoring in Financial Planning and Accounting. I am also a motivational speaker and love to go out and share my story and testimony wherever opportunities become available. I have developed talks to relate to and encourage students through topics that challenge today's teenagers. I am also a speaker in the corporate sector.

ตอนนี้ผมอายุ 24 ปีและจบปริญญาตรีด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชี ผมยังเป็นนักพูดสำหรับการให้กำลังใจและรักที่จะออกไปข้างนอกและแบ่งปันเรื่องราวของผมและเป็นพยาน ณ ที่ใดก็ตามที่โอกาสเป็นใจ ผมได้พัฒนาการพูดเพื่อให้เกี่ยวโยงกับการให้กำลังใจนักเรียนผ่านทางหัวข้อที่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กวัยรุ่นในสมัยนี้ และนอกจากนั้นผมก็ยังเป็นนักพูดในภาคธุรกิจอีกด้วย

;)  ;)  ;)

และเพื่อน ๆ สมาชิก สามารถลิงก์ไปตามเวปข้างล่างนี้ เพื่อพบกับเขาครับ

http://www.youtube.com/watch?v=H2m68D-hXvw

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 12.09.09 at 11:04:26

รักลูกให้ถูกทาง

ที่มา : Forward Mail

ในระหว่างทานข้าวกลางวัน วนิดาซึ่งเป็นซีอีโอถาม กิตติ ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อเธอว่า    

" กิตติ พี่สังเกตว่าคุณไม่เคยปิดมือถือเลย แม้กระทั่งเวลาประชุม แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัวออกไปจากที่ประชุมกลางคันเพื่อรับโทรศัพท์ พี่อยากรู้ว่าเป็นโทรศัพท์ของใครหรือ ทำไมมันสำคัญขนาดรอจนจบประชุมไม่ได้  พี่เห็นเป็นประจำเลยนะ "

กิตติมีท่าทีอึดอัด เขาตอบว่า

" ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องส่วนตัวนะครับ ผมขอโทษ "

วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี เธอเงียบไปสักครู่จึงพูดต่อ

" กิตติ เราสองคนทำงานด้วยกันมาพอสมควร คิดว่าพี่เป็นพี่สาวของคุณก็ละกัน เพราะพี่อายุมากกว่าคุณสองสามปี มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังซิคะ เผื่อว่าพี่อาจจะแนะนำอะไรให้ได้บ้าง "  

วนิดาเลือกใช้แนวทางพี่น้อง แทนที่เธอจะตำหนิเขาโดยตรงในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมแบบเจ้านายกับลูกน้อง

วิธีนี้ได้ผล !   กิตติสารภาพออกมาแบบกระอักกระอ่วน  

" ก็.....คือว่า.....พี่อย่าโกรธผมนะครับ มันเป็นโทรศัพท์มาจากลูกสาวผมเอง เธอเพิ่งไปเรียนไฮสคูลที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือน โรงเรียนที่ลูกสาวผมเรียนนี้ค่อนข้างจะเข้มงวด แถมมีการบ้านจมเลย ตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ ผมช่วยติวและทำการบ้านร่วมกับเธอบ่อย ๆ ผมมีลูกคนเดียว เธอคือดวงใจของผมเลยครับ ผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่นติดขัดเรื่องการบ้านละก็โทรมาหาผมได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ผมจะคอยช่วยเหลือเธอผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว ตอนค่ำเมื่อกลับบ้านผมก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้านแล้วก็แฟ็กซ์ส่งไปเรื่องคณิตศาสตร์บ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ผมอยากให้เธอประสบความสำเร็จ ผมต้องขอโทษที่บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง "

กิตติจบเรื่องลงด้วยท่าทีละอายใจ วนิดาแสดงความเห็นใจ

" เรื่องของคุณมันฟังแล้วคุ้น ๆ มากเลย พี่พอจะจินตนาการออก
ถึงความลำบากใจของเธอ พี่เองก็มีลูกสาวเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา พี่เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรี แล้วไปต่อโทเลย จึงไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นพอทำกรณีศึกษาก็มักจะไม่ทันเพื่อนเขา หรือไม่เข้าใจ แถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีก พี่เลยต้องช่วยทำเคส แล้วก็อีเมล์ไปให้เธอ แต่ว่าตอนนี้พี่หยุดช่วยเธอแบบนั้นแล้วล่ะค่ะ "

กิตติถามด้วยความประหลาดใจ

" ทำไมล่ะครับ พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ หรือว่าพี่เห็นว่างานมีความสำคัญกว่าครอบครัวครับ "

วนิดาตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า

" พี่ยังรักลูก และเห็นคุณค่าของครอบครัวและงานเหมือนเดิม
พี่โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นวิธีที่พี่ช่วยลูกสาว แล้ววันหนึ่งเขาก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  The Power of Failure   โดย  Charles C. Manz และมีการแปลเป็นไทยในชื่อ วิกฤติคือโอกาส โดยพสุมดี กุลมา  เรียบเรียงโดย นราทิป นัยนา เพื่อนอเมริกันเขาคั่นเรื่อง ๆ หนึ่งให้พี่อ่านโดยเฉพาะเลย พี่จะเล่าให้เธอฟัง "

....................

.....มีชายคนหนึ่งนั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนจะออกจากรังไหม
เจ้าผีเสื้อดิ้นรนไปซักพัก จนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาดเป็นรูเล็ก ๆ  

ชายคนนั้นมองด้วยความสนใจ เจ้าผีเสื้อดูเหมือนจะหยุดไป ที่จริงผีเสื้อมันพักเพื่อที่จะดิ้นรนต่อไป

แต่ว่าชายคนนั้นคิดไปเองว่าผีเสื้อคงติดใยรังไหม ไม่สามารถจะออกมาได้ด้วยตนเอง  

ด้วยความหวังดี เขาจึงนำกรรไกรขนาดเล็กมาตัดใยรังไหมนั้น
ทำให้รูมันขยายใหญ่ขึ้น เจ้าผีเสื้อเห็นรูขยายใหญ่ขึ้นมันก็คลานต้วมเตี้ยมออกมา

แต่เขาสังเกตว่า ตัวมันมีขนาดเล็กกว่าปกติ ปีกเห*่ยวย่น แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อก็มีลักษณะบวมผิดปกติ

กลายเป็นว่า ในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกาย
เพื่อพยายามจะดันตัวมันออกจากรังไหมนั้น เป็นกระบวนการธรรมชาติที่จะกระตุ้นให้ของเหลวชนิดหนึ่งที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อเคลื่อนที่มาสู่ปีก เพื่อทำให้ปีกแข็งแรงเพียงพอจะบินได้

ด้วยความปรารถนาดีของชายคนนั้น ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงมีเห*่ยวย่นไม่แข็งแรงเพียงพอจะบินได้ แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ เพราะของเหลวที่ควรจะอยู่ที่ปีก ดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว เจ้าผีเสื้อตัวนี้ออกจากใยมาได้ด้วยความสบาย แต่ต้องพิกลพิการ และบินไม่ได้ไปชั่วชีวิตของมัน
....................

อุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตของคน ก็คล้าย ๆ กันกับสิ่งที่เจ้าผีเสื้อเผชิญ  

ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ความก้าวหน้าในชีวิต การพัฒนาทักษะ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น ล้วนแล้วแต่น่าสงสารและน่าเห็นใจ แต่จะได้คุณค่ามาก็ด้วยการล้มเหลวอย่างถูกวิธี

เราจะคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต โดยไม่มีความล้มเหลวนั้นเป็นไปไม่ได้

เมื่อเราเผชิญอุปสรรค แล้วเราหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน เท่ากับว่าเรากำลังเสียโอกาสสำคัญในการเรียนรู้บทเรียนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิตของคน

กิตติฟังด้วยความสนใจ

" โอ้โฮ เรื่องนี้จุดประกายน่าดูครับ แต่ผมกลัวว่า ลูกผมจะเกลียดผมนะซีครับ "

วนิดาเสริมต่อ

" มีคำพูดที่ว่า ' No pain No gain ' ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้ ที่จริงพวกเรานะผิดเองที่ป้อนลูก ๆ เรามากไป สำหรับกรณีของพี่ พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจด้วยการเล่าเรื่องนี้แหละ หลังจากนั้น พี่ก็ขอโทษสำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกแบบผิด ๆ ในอดีต ลูก ๆ ของเราเขาฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้นะ.....กิตติ คุณลองมองไปรอบ ๆ ตัวเราสิ เรามีพนักงานที่มีความรู้ มาจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทนต่อปัญหาและอุปสรรค คนที่ควรถูกตำหนิคือ พ่อแม่ของเขา คุณอยากถูกคนอื่นเขาต่อว่าแบบนี้ในอนาคตไหมล่ะ แถมลูก ๆ ของเรายังอ่อนแอไม่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้.....คุณมีสิทธิ์เลือกนะ "

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 16.09.09 at 06:31:09

ขอบคุณคุณTiger คุณ usarain มากครับ

เขียน : ชื่นกมล อบอาย-จิตราริศมิ์

1. วันว่าง
ลองให้วันทั้งวันอยู่กับการว่าง ไม่มีนัด ไม่ไปธุระที่ไหน ไม่กำหนดตารางอะไรให้ชีวิต จะทำกิจวัตรอะไรก็ให้เป็นแบบช้าๆ สบายๆ ไม่รีบเร่ง อยู่กับแต่ละกิจกรรมอย่างเต็มร้อย ให้ใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริงกับการดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ วันว่างๆ จะช่วยเติมเต็มพลังกายและใจให้แก่เรา แถมยังช่วยลดใช้พลังงานโลกด้วย

วันนั้นอาจจะยอมให้ตัวเองนอนตื่นสายกว่าปกติสักนิด อาบน้ำแบบมอบความทะนุถนอมให้กับร่างกาย เบิกบานกับอาหารเช้าที่ดีกับสุขภาพ เปิดประตู เปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ เดินสำรวจละแวกบ้าน ถ้าจะหยิบหนังสือที่ซื้อไว้ตั้งนานแต่ยังไม่ได้อ่านสักทีมาอ่านก็ไม่ผิดกฎอะไร ตกค่ำจะลองทานมื้อเย็นใต้แสงเทียน ให้หลอดไฟกับมิเตอร์ได้พักผ่อนก็ให้ความรู้สึกพิเศษดีเช่นกัน

2 . หายใจเล่น
สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับการอยู่เงียบๆคนเดียว ติดทีวี ติดโทรศัพท์ อาจลองหาเวลาตีสนิทกับเพื่อนใกล้ตัวของเราทั้งสอง คือ คุณลมหายใจเข้า และคุณลมหายใจออก ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง เดิน นอน หรือ เคลื่อนไหว เราจะตระหนักรู้ถึงเพื่อนสองคนนี้อยู่เสมอ หมั่นเช็คอยู่เรื่อยๆว่า เพื่อนทั้งสองคนของเรามีสภาพอย่างไร ยังสบายดีอยู่หรือเปล่า เมื่อเราดูแลลมหายใจ ลมหายใจก็จะดูแลเรา การดุแลกันและกันเช่นนี้ จะส่งผลดีต่อทางร่างกายและจิตใจ ความสงบที่เกิดจากภายในจะส่งผลที่น่าประทับใจถึงภายนอก ในเวลาที่เราต้องเผชิญกับเรื่องยากๆ ต้องคิด ตัดสินใจ และทำอะไรอยู่ตอลดเวลา การได้พักสัก 15 นาที หรือสักชั่วโมงจะช่วยให้หัวที่เคยหมุนจนร้อน ใจที่เต้นรัวเร็ว ร่างกายที่เครียดตึงค่อยๆ ผ่อนคลายและเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ

3. ชื่นชมธรรมชาติ

ไม่ต้องรอให้ถึงวันพักร้อน แค่ตื่นเช้าขึ้นสักนิด ดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ให้แสงแรกของพระอาทิตย์ล้างตาให้สะอาด ช่วงสายๆ อาจจะมองท้องฟ้าสัก 5-10 นาที ดูเมฆที่ค่อยๆ เปลี่ยนรุปก็เติมความสดชื่อนได้ดี บ่ายคล้อยเดินเล่นให้สายลมเย็นปะทะหน้าเบาๆ สูดเอากลิ่นหอมของดอกไม้ใบหญ้า ได้เวลาพลบค่ำปิดไฟให้หมด จะได้ห็นดาวและเดือนที่ลอยเกลื่อนฟ้าได้ชัดขึ้น ให้เวลาธรรมชาติได้บำบัดเราทั้งกายและจิตใจ

4. สลายไขมัน
สำหรับคนบ้าพลัง คนกลัวอ้วน คนไม่ชอบออกกำลังกาย การออกกำลังกายให้ได้เหงื่อจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น หรืออาจว่ายน้ำในความเงียบ ซึ่งนั้นหมายถึงรวมไปถึงเสียงในหัวเราด้วย ลองว่ายไปเรื่อยๆ ตระหนักรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายเรา เสียงในหัวเราจะค่อยๆ เงียบลงเอง หรืออาจจะลองปั่นจักรยานรับลม สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ ในหมู่บ้าน หรืออะไรก็ได้ที่เราชอบ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข (เอ็นโรฟิน) แล้วยังช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีอีกด้วย


5. ศิลปินสมัครเล่น
หยิบดินสอหรือสี ขึ้นมาวาดรูปแบบไม่ห่วงสวย ปลอดปล่อยจินตนาการ ให้ความเป็นเด็กในตัวออกมามีชีวิตผ่านงานศิลปะ หรือประดิษฐ์งานฝีมืออะไรสักอย่าง ที่ทำให้เราได้มีพื้นที่และอิสนระจากความคิด ความยึดติด ทั้งนี้พบว่า การถักนิตติ้งช่วยสงบใจได้เป็นอย่างดี แถมยังเสริมสร้างสมาธื บำบัดความเบื่อหน่าย ความเครียด และแรงกดดันจากการทำงาน ทั้งยังได้ผลงานเป็นของขวัญให้คนรอบข้างอีกด้วย เรียกว่า บำบัดใจผู้ให้ สุขใจผู้รับ

6. สุขใจกับงานบ้าน

การได้ลงมือ ปัดกวาดเช็ดถู จัดข้าวของในบ้านให้เป็นระเบียบ ทำสวน ปลูกต้นไม้ ตัดแต่งใบเสีย ล้วนเป็นโอกาส ให้เราได้กลับมาปัดกวาดเช็ดถู จัดระเบียบ และรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขให้ใจเราได้เติบโต งอกงาม สะอาด และใหม่สดอยู่เสมอ "บ้านสะอาดสดใส ใจก็งดงาม"

7. สนทนาใจ
ใช้เวลากับเพื่อนแลกเปลี่ยนสุขทุกข์ของกันและกัน ช่วยฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง และทำให้ตระหนักรู้ว่า เรามีคนอยู่เคียงข้างเสมอ หาวันว่างยามบ่าย บรรยากาศสบายๆ ที่บ้านใครสักคน นั่งพุดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในวิถีแห่งสติ อาจเป็นความตื่นเต้นจากความรับผิดชอบใหม่ๆ หรือมองเห็นความสดใหม่ในงานเก่าหรือจะเป็นผู้คนที่เราพบเจอได้เรียนรู้ ความสุขที่เรามี หรือแม้แต่ความเหนื่อยล้า เรื่องอกหัก ความทุกข์ใจ ความยากลำบากในครอบครัวที่ต้องเผชิญ อื่นๆอีกมากมายที่เราพร้อมเปิดใจแบ่งปันต่อกัน การได้ใช้เวลาอยู่ตรงนี้ด้วยกันอย่างเต็มเปี่ยมถือเป็นการบำรุงหล่อเลี้ยงซึ่งกันและ
กันแบบไม่ต้องใช้สตางค์


8. กลับบ้านแล้ว
ใช้เวลาเพื่อพูดคุย ทำความรู้จัก เรียนรู้กันและกันให้มากขึ้น ลองเริ่มจากการบอกกล่าวความรู้สึกภายในกับคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวขอโทษสิ่งที่เราอาจจะพลาดพลั้งไปจนทำให้อีกฝ่ายเสียใจ หรือกล่าวขอบคุณในความน่ารัก ความดีที่อีกฝ่ายได้ทำให้แก่เรา หรือเลือกกิจกรรมที่ชอบด้วยกันที่บ้าน เช่น ดื่มน้ำชา กินขนม ทำอาหารด้วยกัน นอนดูหนังเรื่องโปรด อ่านหนังสือ ผลัดกันเล่านิทาน เล่นเกม ออกกำลังกาย ร้องเพลง เล่นดนตรี ปิดท้ายด้วยการกอดสมาธิก็อบอุ่นดีไม่น้อย

9 แบ่งปันด้วยใจ
แบ่งปันเวลาทำประโยชน์เพื่อคนอื่นและสังคม บางคนอาจเริ่มต้นง่ายๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น โปรยอาหารให้นกตัวน้อยๆ ในสวนที่บ้าน เดินเก็บขยะแถวบ้าน รื้อข้าวของที่ไม่ใช้แล้วหรือไม่ค่อยได้ใช้ (แถมได้ฝึกการตัดใจด้วย) มาทำความสะอาดแล้ว นำไปบริจาคหาเจ้าของที่คู่ควรคนใหม่ หรือจะเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ก็มีให้เลือกมากมาย ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ www.volunteerspirit.org

10 ยิ้ม ยิ้ม ให้กับตัวเอง

ยิ้มแบบใสๆ ยิ้มให้กว้างๆ จนเผื่อแผ่ไปยังคนรอบข้าง แล้วจะพบว่า ความสุขใจที่ไม่ต้องใช้สตางค์แบบนี้นั้นแสนวิเศษ ยิ่งให้ก็ยิ่งได้

ที่มา : วารสาร พลัม ฉบับที่6 กรกฎาคม-กันยายน 2552 :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 16.09.09 at 06:46:03

ในกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ปลาย่อมว่ายทวนน้ำเสมอ
ปลาที่ลอยตามน้ำ ก็มีแต่ปลาตาย
มนุษย์ต้องต่อสู้กับอุปสรรค เหมือปลาว่ายทวนน้ำ
ผู้ที่ปล่อยชะตาไปตามเหตุการณ์
ก็เหมือนคนที่ตายแล้ว
 
ว่าวจะลอยขึ้นสูงได้ เพราะเหตุที่ต้านลม
ถ้าหมดลมว่าวก็ตก มนุษย์เราจะขึ้นสูงอยู่ได้
ก็เพราะต้องต่อสู้อุปสรรค
ชีวิตที่ไม่เคยพบอุปสรรค จะหาทางก้าวหน้าไม่ได้เลย
 
ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง
อุปสรรค คือหนทางแห่งความสำเร็จ
ขอให้เราทั้งหลายพึงใจในการต่อสู้
ยินดีเผชิญหน้ากับศัตรู และกล้าฝ่าฟันอุปสรรค
 
ดอกไม้งามได้เพราะ รูปลักษณ์ และสีสัน
คนจะงามได้เพราะ พระธรรม
 
การยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง
รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง
การให้ทานธรรม ย่อมชนะการให้ทานทั้งปวง
 
ยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส เห็นใครทักก่อน
นี่คือ.. วิธีแสดงเสน่ห์แบบง่ายๆ แต่ให้ผลมาก
 
ทุกชีวิตย่อมมีปัญหา ปัญหามีมาให้แก้
ไม่ใช่มีมาให้กลัดกลุ้ม การแก้ปัญหา เป็นหน้าที่ของชีวิต
 
บางคน มีวัตถุอำนวยความสะดวกมาก
แต่ยังหาสุขไม่ได้
บางคนมีวัตถุอำนวยความสะดวกไม่มาก
แต่หาสุขได้
สุขหรือไม่สุข....
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุ แต่ขึ้นอยู่ที่ใจ
ที่มองเห็นความเป็นจริงของโลกและชีวิต
จนสามารถปล่อยวางคลายความยึดมั่นได้
 
การให้อภัยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
แต่การแก้แค้นลงทุนมาก
 
เวลาเป็นยารักษาความทุกข์ ถ้าเราปล่อยให้ผ่านไป
ยิ่งนานเท่าไร ความทุกข์ก็ยิ่งลดลง
และอาจจะหายไปในที่สุด
 
การสะกิดคุ้ยเขี่ย ความผิดพลาดของผู้อื่น
ปมด้วยของผู้อื่น มีแต่จะทำให้เขาเสียใจ และอาจทำให้เสียมิตร
ส่วนรา.... ไม่ได้อะไรเลย
 
เรายังเคยเข้าใจผิดผู้อื่น
ถ้าคนอื่นเข้าใจเราผิดบ้าง
ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร
ทำไมต้องเศร้าหมอง
ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอย่างที่ใครเข้าใจ
 
อย่าโกรธฟุ่มเฟือย อย่าโกรธจุกจิก
อย่าโกรธไม่เป็นเวลา อย่าโกรธมาก
จะเสียสุขภาพกาย และสุขภาพจิต
 
คนที่ถูกนินทาด่าว่ามีอยู่ทั่วไป ถ้าจะเพิ่มเราเป็นผู้ถูกนินทา
เข้าไปอีกสักคน จะเป็นไรไป
 
การนินทาว่าร้ายเป็นเรื่องของเขา
การให้อภัยเป็นเรื่องของเรา
 
การชอบพูดถึงความดีของเขา คือความดีของเรา
การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือความไม่ดีของเรา
 
เราเข้าใจเขาผิด เรายังรู้สึกเสียใจ
เขาเข้าใจเราผิด ถึงเขาไม่พูด เขาก็คงรู้สึกเสียใจบ้างเหมือนกัน


แท้ที่จริงแล้ว เรามีความทุกข์ คนอื่นเขาก็มีความทุกข์
เพียงแต่เขาไม่ได้บอก ว่าเขามีทุกข์ การมีทุกข์
จึงเป็นเรื่องธรรมดาของคน
 
โทษคนอื่นแก้ไขอะไรไม่ได้
โทษตนเองแก้ไขได้
 
แก้ตัวไม่ได้ช่วยอะไร แต่แก้ไขช่วยให้ดีขึ้น
 
คนรู้ธรรมะ ชอบเอาชนะคนอื่น
คนปฎิบัติธรรม ชอบเอาชนะตนเอง
 
แม้ไม่ยิ่งใหญ่ แม้ไม่ร่ำรวย แม้ไม่เด่นดัง
แต่ถ้าได้มีชีวิตอยู่ อย่างไม่เบียดเบียนตนเอง
ไม่เบียดเบียนคนอื่น และทำประโยชน์ให้สังคมบ้าง
ย่อมไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นคน
 
ตัวพยาบาทน่ากลัวนัก สามารถทำลายตัวเองได้
ทำลายผู้อื่นได้ ต้องทำลายตัวพยาบาทก่อน
ก่อนที่มันจะทำลายเรา และทำลายผู้อื่น
   
ในโลกนี้ที่เขาฉลาดกว่าเราก็มี โง่กว่าก็มี
รวยกว่าก็มี จนกว่าก็มี สวย หล่อกว่าก็มี
ฉะนั้น อย่าเย่อหยิ่งทะนงตน
หรือโศรกเศร้าไปเลย
 
ความโกรธไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป มันจะมาตอนเราเผลอเท่านั้น
ถ้าเรามีสติ ความโกรธจะเข้ามาไม่ได้เลย
 
การนอนหลับเป็นการพักกาย
การทำสมาธิเป็นการพักใจ
คนส่วนใหญ่พักแต่กาย ไม่ค่อยพักใจ
 
ทำให้ตนเองสดใสได้ ด้วยการยิ้มให้ตนเอง
ทำให้คนอื่นสดใสได้ ด้วยการยิ้มให้เขา
การยิ้มไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
แต่สร้างความสดใสได้มาก
 
เมื่อก่อนยังไม่มีเรา
เราเพิ่งมีมาเมื่อไม่นานมานี้เอง
และอีกไม่นานก็จะไม่มีเราอีก
จึงควรรีบทำดี ในขณะที่ยังมี...เรา
 
แม้อยู่ในสังคมที่เร่าร้อน เราก็ไม่จำเป็นต้องเร่าร้อนตาม
แม้จะอยู่ในสังคมที่เครียด เราก็ไม่จะเป็นต้องเครียด
 
แม้จะฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธไม่ได้ แต่ฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธบ่อยได้ ฝึกให้เป็นผู้รู้จักให้อภัยได้
 
แม้หัวกระโหลกยังยิ้มได้ มันบอกว่า...
ในโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่มีอะไรควรกลัว มีแต่ควรยิ้มสู้
 
การที่เรายังต้องแสวงหาความสุข แสดงว่าเรายังขาดความสุข
แต่ถ้าเรารู้จักทำใจให้เป็นสุขได้เอง ก็ไม่ต้องไปดิ้นรนแสวงหาที่ไหน
 
คนป่วยหวังสุขภาพที่ดี คนมั่งมีหวังชื่อเสียง
คนยากจนหวังทรัพย์สิน คนไม่มีกินหวังอาหาร
คนเกียจคร้านหวังอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร
 
พวกที่มีโอกาสถูกผีหลอกมีอยู่ 2 จำพวก
พวกแรก กลัวผี
พวกที่สอง เชื่อว่ามีผี
 
ถ้ายังหามิตรที่ดีไม่ได้ อยู่คนเดียวยังดีกว่า
อยู่คนเดียวยังปลอดภัยกว่าคบมิตรที่เลว
 
รวย แต่ยังเป็นทุกข์มาก
มีเกียรติ แต่ยังเป็นทุกข์มาก
มีชื่อเสียง แต่ยังเป็นทุกข์มาก
นั่นเพราะว่า...
ความทุกข์มากหรือทุกข์น้อย
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ แต่อยู่ที่...
ความยึดมั่นถือมั่น มากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น


http://www.baanjomyut.com :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 16.09.09 at 06:48:59

รู้จักทำใจให้รักผู้บังคับบัญชา รู้จักทำใจให้รักลูกน้อง
รู้จักทำใจให้รักเพื่อนร่วมงาน สวรรค์ก็อยู่ที่ทำงาน
    เกลียดผู้บังคับบัญชา
    เกลียดลูกน้อง
    เกลียดผู้ร่วมงาน
    นรกก็อยู่ที่ทำงาน
 
ความสำเร็จของคน ไม่ได้เกิดจากสวรรค์
ไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่เกิดจากการฝึกฝน
อย่างจริงจัง และสม่ำเสมอ
 
จะลงมือทำอะไรก็ตาม ถ้าคิดว่าทำได้ นั่นคือ....
ได้รับความสำเร็จไปครึ่งหนึ่งก่อน
แต่ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ นั่นคือ...
ล้มเหลวงทั้งหมด...
 
เงินไม่มีขา มันเดินมาหาเราเองไม่ได้
เรามีขา เราจึงต้องเดินไปหามัน
 
ในการคบคน ศิลปะใดๆ ก็สู้ความจริงใจไม่ได้
 
จงประหยัด คำติ แต่อย่าตระหนี่ คำชม
 
เขาด่าว่าเราไม่ถึงนาที เขาอาจลืมไปแล้วด้วย
แต่เรายังจดจำ ยังเจ็บใจอยู่...
นี่เราฉลาดหรือโง่กันแน่
   
มีทรัพย์มาก ย่อมมีความสะดวกมาก
มีธรรมะมาก ย่อมมีความสุขมาก
 
บ้านใหญ่โตจะมีความหมายอะไร ถ้าคนในบ้านไม่ยิ้มให้กัน
 
มิตรภาพอาจต้องใช้เวลาสร้างหลายปี
แต่การทำลาย อาจทำได้ในนาทีเดียว ถ้าไม่ระวังวาจา
 
อย่าคร่ำครวญถึงอดีต
อย่างหงุดหงิดกับปัจจุบัน
อย่าเพ้อฝันถึงอนาคต
 
อภัยให้แก่กันในวันนี้ ดีกว่าอโหสิให้กันตอนตาย
   
บางคนเข้าใจผิดว่า
การพูดมากแสดงถึงความเก่งกล้าสามรถ
เขาจึงพยายามพูดให้มาก ในทุกสถานที่
ความจริงแล้วการพูดมากนั้นไม่ดี
พูดน้อยเกินก็ไม่ดี การพูดพอดีเท่านั้นจึงจะดี
 
การคิดดี ทำดี พูดดี เป็นการให้พรตัวเอง
ซึ่งเป็นพรที่ประเสริฐ ยิ่งกว่าพรใดๆ ในโลก
 
ถ้าคิดทำความดี ให้ทำได้ทันที
ถ้าคิดทำความชั่ว ให้เลิกคิดทันที
ถ้าเลิกคิดไม่ได้ ก็อย่าทำวันนี้
ให้พลัดวันไปเรื่อยๆ
 
สิ่งที่เรียกกันว่า โชคร้าย ไม่ได้มีมาทุกวัน
ขอเพียงตั้งสติให้มั่น มีจิตใจที่เข้มแข็ง
โชคร้าย ก็จะจากไปอย่างรวดเร็ว
และสิ่งที่เรียกว่า โชคดี ก็จะมาแทนที่
 
ถ้าตั้งใจว่าทำได้ แม้หินหนักก็ยังยกไหว
ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ แม้เม็ดทรายหนึ่งกำมือ
ก็ยังยกขึ้นยาก

ลองสังเกต ชีวิตของคนที่ขัดสนลำบาก
มันมาจาก ชีวิตที่ขาดความอดทน
 
คนมีปัญญา รู้จักทำใจให้เป็นสุข
แม้แต่ในเรื่องที่ไม่น่าสุข
คนโง่...
สามารถทำใจให้เป็นทุกข์ได้
แม้ในเรื่องที่ไม่น่าทุกข์
 
เป็นสุขง่าย เป็นทุกข์ยาก
เห็นเขาสุข พลอยสุขด้วย
เห็นเขาทุกข์ คิดช่วยเหลือ
เมื่อได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ หรือได้สุข
จิตใจไม่ฟูจนเกินไป
เมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา หรือได้ทุกข์
จิตใจไม่ห่อเห*่ยวจนเกินไป
นี่คือจิตใจของคนที่พัฒนาแล้ว
 
การกินเมื่อหิว เป็นความต้องการของร่างกาย
การกินเมื่ออยาก เป็นความต้องการของกิเลส
เราต้องเลือกเอาเอง
จะกินเพื่อร่างกาย หรือกิเลส
   
คาถาที่ควรมีไว้ประจำใจ เมื่อจะซื้อของกินของใช้
ให้ท่องคาถาว่า จำเป็นไหม จำเป็นไหม
   
ถึงจะรู้ร้อยเรื่องพันเรื่อง ก็ไม่สู้รู้เรื่องดับทุกข์
ถึงจะทำได้ร้อยอย่างพันอย่าง
ก็ไม่สู้ทำใจ....
   
การที่ถูกเขาโกงบ้าง ถูกใส่ร้ายบ้าง
ถูกกลั่นแกล้งบ้าง ควรคิดว่าดีเหมือนกัน
ชีวิตจะได้ไม่เซ็ง
เป็นความตื่นเต้นอย่างหนึ่ง
ที่ไม่ต้องลงทุนไปดูการแสดง
หรือไปดูการแข่งขัน
 
ทำงานเพราะต้องทำงาน
กับทำงานเพราะรักงาน
ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
และให้ผลงานที่ต่างกันด้วย
   
ถ้าก้าวพลาดไปหนึ่งก้าวจะเป็นไร
เพราะยังมีก้าวใหม่ที่มั่นคง
 
ถ้าขาดความพยายามแล้ว
อย่าว่าแต่เข็ญครกขึ้นเขาเลย
แม้แต่เข็ญครกลงเขา ก็ไม่มีทางทำได้
 
เขาด่าว่าไม่กี่คำ ทนไม่ได้ แต่นำเรื่องที่เขาด่าว่า
ไปขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นปี ทนได้
บางทีไปทำร้ายเขา ฆ่าเขา
จนต้องติดคุกหลายปี ทนได้
นี่คือ...
เรื่องแปลกแต่จริงของมนุษย์
   
โลกสว่างด้วยไฟ ใจสว่างด้วยแสงธรรม
   
บ่นแล้วหมดปัญหาก็น่าบ่น บ่นแล้วมีปัญหา
ไม่รู้จะบ่นหาอะไร
 
การขอที่ไม่ต้องละอาย คือ ขอโทษ
การให้ที่ไม่ต้องออกอะไรเลย
คือ การให้อภัย
 
แสงธรรมส่องใจ แสงไฟส่องทาง
 
อย่าสัญญากับใครง่ายๆ
ถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำได้ตามสัญญา
สัญญาแล้วไม่ทำตามสัญญา
เหมือนวาจาทารก เพียงส่งเสียงออกมา
แต่หาสาระและความมหายไม่ได้
ทั้งยังทำลายเกียรติภูมิของตนเองด้วย
 
เมื่อเกิดเป็นคน ต้องอยู่ร่วมกับคน
จึงต้องกระทบกระทั่งกันบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา
 
คำชมนั้นแสนหวาน ใครๆก็ชอบ
คำตินั้นขม ไม่มีใครชอบ
แต่ผู้มีปัญญา สามารถนำคำติ
มาแก้ไขพัฒนาตนเองได้
 
กะทิยิ่งเคี่ยวยิ่งมัน กะท้อนยิ่งทุบยิ่งหวาน
ชีวิตยิ่งพบปัญหายิ่งฉลาด

สิ่งที่ฝึกนั้นมีมาก การฝึกในสิ่งที่คนอื่นฝึกยาก
ย่อมได้ผล ที่คนอื่นได้รับยากเช่นกัน
 
การให้ได้มาซึ่งความสะดวกทางกาย
ต้องอาศัยวัตถุ ต้องลงทุน ต้องยื้อแย่ง
แต่การให้ได้มาซึ่งความสุขทางใจ
ไม่ต้องอาศัยวัตถุ ไม่ต้องลงทุน
ไม่ต้องยื้อแย่ง เพียงทำใจให้สงบ
ก็ได้พบสุขแล้ว
 
แนะนำผู้ที่ไม่ต้องการคำแนะนำ
สั่งสอน ผู้ที่ไม่ต้องการคำสอน
ย่อมเสียเวลา เหนื่อยแรงเปล่า
ทั้งจะทำให้เขารำคราญด้วย
 
อยากรู้ว่าเขาเป็นคนเช่นไร
ให้ดูจากเพื่อนสนิทของเขาก็ได้
 
โอกาสที่จะเป็นเศรษฐี มีไม่เท่ากัน
แต่โอกาสที่จะเป็นคนดี มีเท่ากัน
 
ดวงจันทร์ยังมีข้างขึ้นข้างแรม
ดวงอาทิตย์ยังมืดมิดบางคราว
น้ำยังมีขึ้นมีลง นกยังบินสูงต่ำ
เช่นเดียวกับชีวิตคน ย่อมมีสูงต่ำบ้างธรรดา
 
พอเขาชั่วก็ติเตียน พอเขาดีก็ริษยา
พอเขาตกต่ำก็เหยียบย่ำ คนเช่นนี้หาสุขได้ยากยิ่ง
 
วิธีจัดการกับศัตรูได้ดีที่สุด คือการให้อภัย...
 
การทำบุญไม่ต้องรอตอนแก่
เพราะไม่แน่ว่าจะได้อยู่จนแก่หรือไม่
เพราะบางคนแก่แล้ว ยังไม่ได้ทำบุญก็มี
 
คนไม่ดี มักสนใจในความไม่ดีของคนอื่น
คนดี มักสนใจในความดีของผู้อื่น
 
การโต้เถียงแม้จะมีเหตุผล
แต่ถ้าใช้ท่วงท่าที่แข็งกร้าว
ก็ยากที่จะเอาชนะได้
แต่การโต้แย้งโดยใช้เหตุผล
ด้วยท่วงท่าที่อ่อนน้อม สามารถเอาชนะได้
   
โต้เถียงกับเขาบ่อยๆ ขัดแย้งกับเขาบ่อยๆ
ไม่ต้องไปวิเคราะห์เขา ว่าเขาเป็นคนแบบไหน
แต่ควรพิจารณาเรา ว่าเราเป็นคนแบบไหน
 
ความเย็น สามารถระงับความร้อนได้ ฉันใด
ความสงบของเรา
ก็สามารถระงับความพลุ่งพล่านของคนอื่นได้ ฉันนั้น
 
ดอกไม้สวยมีไว้ล่อแมลง
คำลวงมักไพเราะ
การตัดสินว่าใครดีใครชั่ว
เพียงอาศัยรูปกายภายนอก
คำอ่อนหวาน....
ย่อมผิดพลาดได้ง่าย
 
อ่อนน้อม
อ่อนโยน
อ่อนหวาน
นั้นดี....
อ่อนข้อให้เขาบ้างก็ยังดี
แต่...อ่อนแอนั้น ไม่ดี
 
ผู้สนใจธรรม สู้ผู้รู้ธรรมไม่ได้
ผู้รู้ธรรม สู้ผู้ปฎิบัติธรรมไม่ได้
ผู้ปฎิบัติธรรม สู้ผู้ที่เข้าถึงธรรมไม้ได้
   
ไม่ว่าเรื่องที่ทำยากเพียงใด ขอเพียง...
มีความเชื่อมั่นในตนเอง
มีเจตนาแรงกล้าที่จะทำ
นั่นเท่ากับว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
 
ไม่มีใครชอบคำติเตียน ไม่มีใครชอบคำนินทา
ไม่มีใครชอบคำด่า
แต่ทั้งหมดนั้นทำให้คนได้ดีมามากต่อมากแล้ว
   
http://www.baanjomyut.com
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 16.09.09 at 08:16:05

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่งานยุ่งมากแท้ ๆ ก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจนำเอาข้อคิดดี ๆ มาฝากกันครับ

8)  ??? ???  8)


1. วันว่าง
ลองให้วันทั้งวันอยู่กับการว่าง ไม่มีนัด ไม่ไปธุระที่ไหน ไม่กำหนดตารางอะไรให้ชีวิต จะทำกิจวัตรอะไรก็ให้เป็นแบบช้าๆ สบายๆ ไม่รีบเร่ง อยู่กับแต่ละกิจกรรมอย่างเต็มร้อย ให้ใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริงกับการดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ วันว่างๆ จะช่วยเติมเต็มพลังกายและใจให้แก่เรา แถมยังช่วยลดใช้พลังงานโลกด้วย


อ่านแล้วชอบมากครับ เพราะผมเองก็เคยนึกเหมือนกันว่า น่าจะมีสักวันหนึ่งที่อยู่เฉย ๆ ให้เวลากับตัวเองบ้าง

เพราะทุกวันนี้ ขนาดวันอาทิตย์บางอาทิตย์ก็ยังต้องทำงาน หรือถ้าไม่ได้ทำงานก็ต้องให้เวลากับครอบครัวเพื่อชดเชย ซึ่งก็ต้องเร่งรีบ เพราะว่าวันอาทิตย์เป็นวันหยุดของคนส่วนใหญ่ เวลาไปเข้าห้าง ฯ หรือไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ คนก็จะเยอะมาก ก็ไม่ได้มีเวลาสบาย ๆ กลับต้องมาเร่งรีบไม่ต่างไปจากวันทำงานทุก ๆ วันครับ

:(  :(  :(

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.09.09 at 12:48:48

ขอบคุณสำหรับทุกๆ ข้อความที่ดีในกระทู้นี้ครับ [smiley=sm02.gif]

วันนี้มีเวลาว่างนิดหน่อย ทั้งเหนื่อย ทั้งล้า เลยลองเข้ามาหากำลังใจในกระทู้นี้ คิดไม่ผิดเลยจริงๆ  :)

ก็เลยอยากนำเรื่องดีๆ มาคืนให้บ้างเป็นการตอบแทน (ได้มาจากฟอร์เวิร์ดเมลอีกละ) ;D

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.09.09 at 12:50:33

อันที่จริงจะเขียน(พิมพ์ข้อความ)เอาก็ได้ แต่มันมีรูปด้วยนี่สิ :(

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.09.09 at 12:51:41

ทั้งรูป...

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.09.09 at 12:52:28

และข้อความ......

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.09.09 at 12:53:59

เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้ว...

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.09.09 at 12:55:24

ช่างน่ารัก...

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 30.09.09 at 12:56:26

และให้ข้อคิดดีจริงๆ [smiley=sm02.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 30.09.09 at 15:26:14

ขอบคุณ คุณ tom241 มาก ๆ ครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ ที่นำมาฝากกัน

8)  ??? ???  8)

ผมชอบ ข้อที่ 10 มาก ๆ ครับ

ผมจำได้ว่าเคยดูหนังแนว คาเมนไรเดอร์ มีตัวละครคนหนึ่งเป็นตำรวจอายุมากแล้ว พูดได้น่าประทับใจครับ

เขาบอกว่าตัวเขาพอใจในความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นสามารถหาได้ง่าย ๆ ในชีวิตของเรา ผิดกับความสุขใหญ่โต และความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ หลาย ๆ ความสุขรวมกันเข้าก็กลายเป็นความสุขชิ้นใหญ่ได้

ก็เหมือนกับข้อคิด ข้อที่ 10 ที่ คุณ tom241 นำมาฝากกันนี่แหละครับ

ฝากกันอีกสักนิดครับว่า

.....หากวันนี้เรายังมี ข้าว ให้ทานครบสามมื้อ แสดงว่าเรายังโชคดีกว่าคนอีกหลายล้านคนที่กำลังประสบกับความอดอยาก ถึงขั้นต้องกินดินประทังความหิว

.....หากวันนี้เราเหน็ดเหนื่อยกับ การงาน แสดงว่าเรายังโชคดีที่มีงานให้ทำ เพราะยังมีคนอีกนับแสนที่ตกงานและรอหางานด้วยความหวัง

.....หากวันนี้เลิกงานประสบกับ รถติดการจราจรติดขัด แสดงว่าเรายังโชคดีที่บ้านเมืองอยู่ในความสงบ ยังมีอีกหลายประเทศที่ถนนหนทางต้องกลายเป็นสมรภูมิรบ

.....หากกลับบ้านแล้วถูก คุณพ่อ คุณแม่ บ่นว่า หรือ ถูกแฟนซักไซ้ แสดงว่าเรายังโชคดีที่ยังมีคนรอเราอยู่ที่บ้านด้วยความเป็นห่วง ยังมีคนอีกนับล้านที่ไม่มีแม้แต่บ้านจะให้กลับ ไม่มีแม้แต่คนจะคอยเป็นห่วง

.....และสุดท้าย ก่อนล้มตัวลงนอน ขอให้คิดซะว่า เราโชคดีที่ยังมีที่นอนให้หลับ มีบ้านให้พำนัก เพราะคนอีกนับล้านต้องนอนอยู่ข้างถนน

;)  ;)  ;)




Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 01.10.09 at 06:09:17

ขอบคุณคุณtomo และคุณ tiger ครับเป็นข้อคิดที่ดีมากๆครับ อ่านแล้วชื่นใจเลยครับ

วิธีเพิ่มความสุขให้กับชีวิต แบบเรียบง่าย
- โดย: นายนัดเดท - 30 มกราคม 2552
ชีวิตของคุณอาจจะหงอยเหงาไปบ้าง ขาดความสนุกสนานไปบ้าง หรือความสุขของคุณอาจจะกำลังลดลงเรื่อยๆ นี่คือคำแนะนำบางส่วน สำหรับเพิ่มความสุขให้กับชีวิต

1. คิดดี หรือ คิดบวก
ยิ่งคุณ เอาแต่บ่น กับชีวิตของตัวเอง คนรอบข้างของคุณก็จะเห็นบุคลิกนั้น และคิดเอาเองว่า คุณเป็นคนประเภท น่าเบื่อ ทีนี้ ก็จะไม่มีคนอยากใช้เวลากับคุณ เพราะเกรงว่าจะหมดสนุก คุณสามารถเพิ่มทัศนคติที่ดีให้กับชีวิตตนเองได้ ด้วยการลองคบคนดีๆ หาเพื่อนดีๆ หรือ อ่านหนังสือธรรมะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมุมมองดีๆ ให้กับชีวิตคุณได้บ้าง

2. ใจดี มีเมตตา
ความใจดีของคุณเพียงเล็กน้อย จะส่งผลดีตามมาให้คุณในระยะยาว คุณต้องเริ่มต้นเป็นผู้ให้ เพื่อที่จะได้กลายเป็นผู้รับ และคนรอบข้าง ก็จะมองว่า คุณเป็นคนจิตใจดี น่าคบหา

3. จดรายการสิ่งที่คุณต้องการทำ และลงมือทำ!
หากคุณต้องการหัดเล่นกีตาร์ ลุยเลย! ลงมือได้เลย! อย่ารอช้า เพราะคุณจะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หรือแม้แต่เรื่องยากๆ เช่น คุณต้องการสอบชิงทุน คุณก็น่าจะลองไปสอบดู.. แม้ว่า คุณอาจจะสอบไม่ผ่าน แต่ไม่มากก็น้อย คุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เพิ่มเติม

4. สู้ต่อไป ทาเคชิ!
กระบวนท่าสู่ความสำเร็จ คือ.. อย่าปล่อยให้ตัวเองหมดกำลังใจ หากยามใดที่คุณรู้สึกท้อแท้ ให้กำลังใจตัวเอง และใส่ความพยายามลงไป และสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา (อ่านบทความ การออกเดท ความรัก ความสัมพันธ์ ได้ที่ http://www.NadDate.com ผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปใช้ กรุณาให้เครดิตที่มา จาก NadDate.com ค่ะ)

5. หยุดทำ สิ่งที่คุณรู้สึกไม่สนุก
เขียนสิ่งที่คุณทำ แล้วไม่สนุก ออกมาเป็นข้อๆ และหาวิธีที่จะหยุดทำสิ่งเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น คุณรู้สึกเครียดมาก เช้า เที่ยง เย็น ก่อนนอน ก่อนตื่น(แม้ในฝัน) เกี่ยวกับเรื่องงาน คุณก็ควรจะมองหางานใหม่ ที่เหมาะกับคุณมากกว่า แต่หากว่า เป็นเรื่องยากที่จะหางานใหม่ ก็ต้องใส่ใจถึงแต่ด้านดี ของงานที่คุณทำ

6. สนุกกับงานอดิเรก
ลองหากิจกรรมง่ายๆ ทำ อย่างเช่น ต่อจิ๊กซอว์ ปลูกต้นไม้ หรือลองทำอะไรที่ยากขึ้นไปอีกสักนิด เช่น เรียนและฝึกถ่ายภาพ ฝึกวาดรูป เรียนภาษาอังกฤษ งานอดิเรกยามว่าง ช่วยให้ชีวิตประจำวันของคุณไม่น่าเบื่อ และยังได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า

7. รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
คุณอาจจะมีสิ่งที่สามารถทำได้ดี เช่น เล่นกีฬาเก่ง ทำอาหารเก่ง จัดบ้านเก่ง ให้คุณรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่คุณมี และแบบคุณเป็น.... สิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ของการใช้ชีวิตก็คือ การรู้สึกภูมิใจในชีวิตของตนเอง

8. ใส่ใจในสุขภาพ
ทานอาหารทีมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายของคุณมีความพร้อม ในการที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

9. เปิดใจพร้อมที่จะเปลี่ยน
เมื่อพร้อมแล้ว ก็ค่อยๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทีละนิด เช่นรู้จักแบ่งเวลา และจัดลำดับความสำคัญให้กับชีวิตของตัวเอง เลือกคบเพื่อนที่ดี ใช้เวลากับครอบครัว ค่อยๆ เริ่มปรับปรุง จนรู้สึกคุ้นเคย และสิ่งดีๆ สำหรับชีวิต ก็จะเกิดขึ้นตามมา

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.10.09 at 08:08:40

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ สำหรับข้อคิดดี ๆ ที่นำมาฝากกัน

ตัวผมเองบางครั้งเวลาท้อแท้หรือเหนื่อย หรือถูกลูกค้าตำหนิ หรือลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ ก็จะเข้ามาอ่านกระทู้นี้ อ่านข้อคิดดี ๆ ของ คุณลู และ เพื่อน ๆ สมาชิกที่นำมาฝาก หรืออ่านข้อคิดที่ตัวผมเองเคยโพสต์เอาไว้บ้าง ซึ่งผมยอมรับว่าช่วยได้เยอะทีเดียวครับ อย่างน้อยก็ให้มุมมองอะไร ๆ ดีกับชีวิตครับ

:-[  :-[  :-[


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 01.10.09 at 16:34:01

ขอบคุณคุณลูและพี่เสือเช่นกัน :)

กระทู้นี้มีความหมายมากๆ สำหรับผม (เวลาที่เครียดผมก็ทำแบบเดียวกับพี่เสือนั่นล่ะครับ)  [smiley=sm02.gif] [smiley=sm02.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.10.09 at 13:03:11

เผอิญได้รับ Forward Mail มาครับ พออ่านแล้วรู้สึกดีมาก ๆ ครับ ก็เลยอยากจะนำมาฝากเพื่อน ๆ สมาชิกครับ

เป็นเรื่องราวของ ฝรั่ง ที่มาตั้งรกรากทำมาหากินในประเทศไทยเรา มาลองอ่านทัศนคติในการดำรงชีวิตของเขาดูครับ ผมว่าน่าสนใจมากทีเดียว และยังให้มุมมองดี ๆ ในสิ่งที่พวกเรามองข้ามไปด้วยครับ

:)  :)  :)

วิธีคิดไม่ธรรมดาของมาร์ติน วีลเลอร์

" คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้ พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ "

นิยามความรวยกับความจน

มันเป็นเรื่องแปลกนะ ที่ประเทศไทยคนยากจนมีหนี้สินเยอะ ที่อังกฤษมีแต่คนรวยที่มีหนี้สิน

คนจนไม่มีหนี้เพราะเขาไม่ให้คนจนยืมเงิน เนื่องจากกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน จึงไม่มีสิทธิ์มีหนี้สิน แต่คนรวยยืมเงินได้ คำว่ารวยกับคำว่าจน มันคืออะไรกันแน่

ที่ขอนแก่นเขาว่าผมบ้าบ้าง ฝรั่งยากจนบ้าง ฝรั่งตกอับบ้าง ฝรั่งขี้นก ฝรั่งไม่มีเงิน แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ ผมรวยนะ เขาถามว่ารวยได้ยังไง ผมบอกว่า

๑ . ผมมีบ้าน ผมทำบ้านเล็ก ๆ เป็นกระท่อมน้อย ๆ เอาหญ้ามามุงหลังคา ชาวบ้านเรียกว่า เถียงนา ไม่ใช่บ้านหรอก ผมบอกว่าใช่ มันบ้านของผม ไม่ใช่บ้านเจ้านาย ราคาหนึ่งหมื่นสองพันบาท อยู่ได้ครับ มันกันแดด - กันฝนได้ แค่นั้นผมก็รวยแล้ว

๒ . มีที่ดินแค่ ๖ ไร่เท่านั้นเอง ที่นั่นเขาบอกว่ากระจอกมีนิดเดียว แต่สำหรับฝรั่งมันเยอะมาก จริง ๆ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานของชีวิต เราต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นของเรา ไม่ใช่ของเจ้านาย เพราะว่าถ้ามันเป็นของเจ้านาย เราต้องไปหาเงินให้เขา ถ้าเราไม่มีเงินเขาก็ไล่เราออก เราไม่มีที่อยู่นะ เพราะฉะนั้นต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไว้ก่อน ซึ่งผมก็มีบ้าน คิดว่าลูกของผมจะต้องมีบ้านแน่ ๆ ด้วย

เรื่องเกษตรผมทำไม่เก่ง แต่ที่ทำได้ง่าย คือปลูกต้นไม้ ไม้ประดู่ ไม้สะเดา ไม้ยาง ปลูกไว้ให้ลูกสร้างบ้าน ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้โตเร็วมาก แค่ ๒๕ - ๓๐ ปี ตัดได้แล้ว ไม่เหมือนอังกฤษ ๒๐๐ ปีได้เท่านี้เอง เพราะอากาศเย็น

เป็นเรื่องแปลกที่คนไทยจะบ่น โอ๊ย ... มันร้อน ๆ ผมว่ากลับเป็นเรื่องดี แสงแดดเยอะจะทำการเกษตรได้ตลอดเวลา ๑ ปี ทำได้ทุกวัน แต่คนไทยจะบ่นว่าร้อน ๆ ไม่เอา .. ไม่เอา .. อยากเป็นคนผิวขาวดีกว่า

แต่คนอังกฤษเขาถือคนผิวขาวเป็นคนจน เพราะว่าไม่มีปัญญาจะไปเมืองนอก ซึ่งกลับกันเลย แม้แต่พ่อของผมเขาก็ยังมีเครื่องอาบแดดเพื่อให้ผิวเป็นสีแทน ให้ดูเป็นแบบคนมีสตางค์ แต่คนไทยกลับอยากมีผิวขาว

วิธีคิดไม่ธรรมดาของมาร์ติน วีลเลอร์

ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเรา คือ

๑ . ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองให้ได้ จึงจะถือว่าชีวิตประสบความสำเร็จ

๒ . ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นงานอะไร แต่ขอให้มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า

วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่าลูกมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น

ผมคิดว่าคนชนบทจริง ๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแต่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะแต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอนให้ลูกรู้จักทำมาหากินเขาก็ไม่ตกงาน

ผมถือว่างานที่อิสระและมีประโยชน์มากที่สุด คืองานเกษตร ซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยากให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหารที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้แต่อิ่มทุกวัน เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผมก็จะรวยที่สุด ... ฯลฯ

จุดอ่อน - จุดแข็งของคนไทย

ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหนก็คิดว่ารวยหมด คิดว่าการพัฒนาในระบบทุนนิยมจะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาระบบทุนนิยมนานแล้ว เช่น อังกฤษ , สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก แต่คนไทยก็คิดว่าเมืองนอกดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ คือคนไทยสนใจเมืองนอก ไม่ได้สนใจประเทศไทย ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผม อันนี้เป็นจุดอ่อนนะ

แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทยอุดมสมบูรณ์มาก ๆ มีดินเยอะมาก น้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ เป็นพลังแผ่นดิน ใคร ๆ ก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่

คนไทยโชคดีมาก ๆ ที่ได้ ในหลวง เป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมากเพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ในประเทศอื่นไม่ค่อยมีแบบนี้

ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวง แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสอนของในหลวง

พระองค์ท่านบอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิตไม่ได้ทำตามในหลวง

ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน

ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริง ๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้ เพราะความคิดของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต้องอาศัยพลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะเศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอกเพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะเหมือนประเทศไทย

พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดี ๆ ได้ผู้นำ ( ในหลวง ) ที่ดีด้วย

และเรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนา ผมคิดว่า ศาสนาพุทธมีความสำคัญมาก ๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอแต่อยู่ที่การปฏิบัติด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง

ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่าย ๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของศาสนาพุทธทำได้นะแต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริง ๆ แล้วศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมขาติ

อยากบอกอะไรคนไทย

คุณโชคดีมาก ๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร ไม่ต้องไปเอาน้ำมันจากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิดเรื่องเงินอะไรมาก อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมากนิสัยดีจริง ๆ คนไทยมีน้ำใจ หายากนะ

คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้ พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้

ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิตที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จแต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่อยากได้อะไรมากเกินไปในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นอย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษาสิ่งแบบนี้ให้ดี และอย่าเชื่อฝรั่งมากเกินไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก chaiyo.com

:)  :)  :)

มีเงินแค่หลักร้อย แต่หากรู้จักพอเพียง ก็ถือว่า รวย แล้ว

แต่แม้จะมีเงินเป็นพันล้านหมื่นล้าน แต่ไม่รู้จักเพียงพอ ก็ยังคง จน อยู่ดี


;)  ;)  ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 09.10.09 at 00:02:45

ขอบคุณมากคร๊าบ [smiley=sm02.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Keenno on 10.10.09 at 07:44:02

คุณมาตินแกเจ๋งอ่ะ...

ถูกของเค้า ต้องให้คนอื่น ชาติอื่นมาว่า..(แต่ก็ยังไม่สำนึก)เพราะคนส่วนใหญ่รักสบาย ชอบทางลัด....แล้วก็มานั่งบ่นรู้งี้ไม่....รู้งี้ไม่....กันเป็นประจำ.....

ขอบคุณพี่เสือมากครับ ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 20.10.09 at 11:27:45

หนึ่งปีที่ไม่เท่ากัน

รายงานโดย : หนูดี – วนิษา เรซ: วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เวลาหนึ่งปีมีค่าไม่เท่ากันสำหรับคนสองคน ไม่เท่ากันสำหรับคนสามคน และไม่เท่ากันสำหรับคนสิบคน แม้เวลาในปฏิทินจะเท่ากันก็ตาม

ตอนอายุสิบแปด หนูดีเคยได้รับสิทธิพิเศษที่เด็กไทยน้อยคนจะได้รับในวันที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กอเมริกันหรืออังกฤษได้รับกันเป็นเรื่องธรรมดา

นั่นคือคำอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวหรือเรียนอะไรก็ได้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม โดยยังไม่ต้องตรงดิ่งเข้ามหาวิทยาลัยในทันทีเหมือนเพื่อน ๆ ที่จบพร้อมกัน

แนวคิดนี้เด็กฝรั่งเรียกกันว่า “ Gap Year ” หรือ “ หนึ่งปีระหว่าง ” ที่พวกเขามักออกเดินทางท่องโลก หรือไปลองทำงานในสาขาที่กำลังคิดจะเรียนต่อด้านนั้น หรือไปทำงานอาสาสมัครในประเทศโลกที่สาม

โดยเด็ก ๆ และพ่อแม่หวังว่า ภายในเวลาหนึ่งปีที่ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยระบบการศึกษา พวกเขาจะรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้นและกลับมาตัดสินใจเลือกเรียนได้ในสาขาที่เหมาะกับตัวเองที่สุด

หลายครั้งพวกเขาพบว่า วิชาที่เคยคิดว่าอยากเรียน เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้อยากเรียนขนาดนั้น ที่เคยคิดว่าชอบ เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น แถมพอเปิดหูเปิดตาเปิดโลกก็มองเห็นโอกาสใหม่ๆ อาชีพใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ได้เจอคนจากที่ต่าง ๆ ที่ให้คำแนะนำต่อชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อมาอีกในระยะยาว

หนูดีได้พบเพื่อนฝรั่งหลายคนที่ใช้ “ Gap Year ” เสียคุ้มเกินคุ้ม บางคนไปทำงานอาสาสมัครในเม็กซิโก แล้วกลับมาตัดสินใจสมัครเรียนหมอเพื่อกลับไปช่วยคนประเทศนั้น บางคนตัดสินใจเรียนกฎหมายเพื่อไปช่วยคนที่ถูกเอาเปรียบ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเป็นทนายมาก่อน บางคนเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะติดใจการเดินทางเข้าเสียแล้ว ชีวิตหลายคนเปลี่ยนไปในทางที่ดีหลังหนึ่งปีระหว่าง

นับว่าแม่ของหนูดีกล้ามากที่อนุญาตแบบนั้นในตอนนั้น เพราะแม่ไม่บังคับอะไรเลย บอกให้หนูดี “ เต็มที่ ” กับการเดินทางของชีวิตบทใหม่ในครั้งนี้

ส่วนเพื่อน ๆ แม่ก็ดูไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยกับ “ วิธีเลี้ยงลูก ” แบบนั้น เพราะแทบทุกคนลงความเห็นว่า มันเป็นการเสียเวลาอย่างยิ่งไปเปล่า ๆ หนึ่งปีโดยไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย

.....แต่จริงหรือ

ปีนั้นเป็นปีที่หนูดีลืมไม่ลงและมีผลกับการตัดสินใจของหนูดีตลอดมาอีกทั้งชีวิต ทำให้หนูดีเลือกเรียนในสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุดมาเรื่อยๆ ทำให้หนูดีเห็นโลกกว้างและเข้าใจ “ โลกแห่งความเป็นจริง ” ที่ชีวิตไม่ใช่แค่การทำการบ้านไปส่งครู หรือเห็นการทะเลาะกับเพื่อนรักเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในโลกอีกแล้ว

หนูดีใช้เวลานั้นไปเรียนละคร เรียนร้องเพลง ไปทำงานอาสาสมัคร และไปฝึกงานแบบจริงจัง

หนึ่งในงานที่หนูดีได้ลองทำคือ การฝึกงานในโรงแรมห้าดาวโรงแรมหนึ่ง ซึ่งหนูดีต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ขัดห้องน้ำไปจนถึงเช็ดรองเท้าให้แขก นี่เป็นคำแนะนำจากคุณแม่ค่ะ เพราะอยากให้ลูกสาวได้ลำบากเสียบ้าง และก็ได้ลำบากสมใจ แต่แถมความสนุกมาอีกเป็นกระบุง เพราะการได้ฝึกงานแผนกต่าง ๆ ตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงห้องทำดอกไม้ ทำให้หนูดีได้เห็นวิธีคิดของคนที่ต้องทำงานบริการให้ออกมาสมบูรณ์แบบทุกวินาที พลาดไม่ได้เพราะแขกจ่ายแพงมากก็หวังมาก เห็นกับตาถึงความเหนื่อยยากของคนที่อยู่ฟากของการให้บริการ จนกลายเป็นนิสัยติดตัวมาทุกวันนี้ว่า หนูดีมักจะให้ทิปเยอะไว้เสมอ

หนแรกที่ได้ทิปมาหนึ่งร้อยบาทนั้นน้ำตาแทบร่วง เพราะการรับใช้มันช่างเหนื่อยเหลือเกินค่ะ และพอมีคนเห็นค่าเราก็หวั่นไหวได้ง่าย ๆ ตอนแรกที่แม่ขอให้ฝึกงานนี้หนูดีก็ไม่เข้าใจ แต่พอได้ไปทำก็ซึ้งเลยว่า แม่อยากสอนอะไร จากเด็กที่มีแม่บ้านมาทั้งชีวิต พอต้องกลายเป็น “ แม่บ้าน ” เองก็ได้เหนื่อยสมใจแม่

ที่ขำก็คือ วันหนึ่งหนูดีขัดห้องน้ำใกล้กับล็อบบี้ ก็มีแขกผู้หญิงเดินเข้ามาหน้าคุ้น ๆ ที่แท้คือ เพื่อนของคุณแม่ คุณน้าดูท่าทางงงมากถามว่า “ หนูดี หนูมาทำอะไรลูก ”

พอรู้หน้าที่ก็ขำใหญ่และยังเป็นเรื่องที่ขำกันได้จนทุกวันนี้ แม้เวลาผ่านมาประมาณสิบปีแล้ว

ชีวิตช่วงนั้นทำให้หนูดีเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหัวใจของคนที่ทำงานให้หนูดีทุกคน ส่งผลให้หนูดีไม่เคยขึ้นเสียงใส่พนักงานแม้แต่คนเดียว ไหว้แม่บ้านและคนขับรถทุกคนก่อน และคิดด้วยหัวใจถึงเขาและครอบครัวในทุกครั้งที่ถึงช่วงขึ้นเงินเดือนประจำปี ไม่ได้ชั่งน้ำหนักแค่คำว่า “ ธุรกิจ ” เสมอไป

จริง ๆ แล้ว เทรนด์ที่พูดถึงคุณธรรมในการทำธุรกิจไม่ได้ใหม่ในความรู้สึกหนูดีเลย เพราะถ้าเจ้าของกิจการได้ลองพลิกบทบาทไปอยู่อีกฝั่งบ้าง คำว่า “ ความยุติธรรม ” จะผุดขึ้นมาในใจเองโดยไม่ต้องเข้าเรียนคลาส “ Business Ethics ” ที่ฮิตกันนักหนาตอนนี้เลย และถ้าไม่เคยต้องยืนอยู่ในจุดนั้นด้วยตัวเอง หนูดีคงเข้าใจชีวิตผิวเผินกว่านี้อีกมาก

หนึ่งปีตรงนั้น ไปกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ของหนูดีเข้าอย่างจังอีกด้วย เพราะจากที่มีคนบอกว่า ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ การบ้านต้องส่งเวลานี้ รายงานต้องทำหัวข้อนี้ กลายเป็นว่าโลกนี้เปิดกว้างและไม่มีใครกำหนดอะไรอีกแล้ว

จริง ๆ แล้ว เวลาไม่มีใครมาบอกว่าเราควรทำอะไรเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ท้าทายที่สุดเช่นกันนะคะ

หนูดีเริ่มคิดโปรเจกต์ใหม่ ๆ เริ่มวางแผนชีวิต เริ่มนั่งลงดูชีวิตตัวเองอย่างจริงจังก็ปีนั้น และที่ดีที่สุดก็คือ หนูดีเปลี่ยนสาขาที่คิดจะเรียนปริญญาตรีจริง ๆ เสียด้วย ทั้ง ๆ ที่ไม่คิดเลยว่าจะเปลี่ยน ดังนั้นแทนที่จะรีบ ๆ เรียนให้จบ ๆ ไปสี่ปีแล้วต้องเสียเวลาไปฟรี ๆ สี่ปีในชีวิตเพราะไปเรียนด้านที่ไม่ชอบอย่างแท้จริง กลายเป็นว่าหนูดีได้รู้ใจตัวเองในนาทีที่เดินเข้ามหาวิทยาลัยเลย หนึ่งปีที่ใช้ไปจึงแสนคุ้มค่า เวลาผ่านไปรวดเร็ว

และของแถมที่ได้มาก็คือ “ ความเป็นผู้ใหญ่ ” ที่ตัดสินใจเป็นตั้งแต่เป็นเด็กปีหนึ่ง เพราะหนึ่งปีนั้นคุณแม่ขอร้องให้ไปเรียนผสมเหล้าและชิมไวน์ วิชาที่ปกติลูกผู้หญิงคงไม่ได้เรียนกันเท่าไร แต่คำอธิบายของแม่ก็คือ ลูกสาวต้องรู้จักเหล้าจะได้ดูแลตัวเองเป็น เพราะบ้านเราไม่มีใครดื่มเหล้ากันเลย จากเด็กที่ไม่หยิบเหล้ากลายเป็นรู้จักและผสมเป็นทุกอย่าง รู้อีกด้วยว่าดื่มอย่างไรถึงไม่เมา เหล้าอะไรมีไว้มอมผู้หญิง ( แน่นอนค่ะ ครูของหนูดีซึ่งเป็นผู้ชายใจดีวัยกลางคนรีบสอนเรื่องนี้กับนักเรียนสาว ๆ เป็นอย่างแรกด้วยความเป็นห่วงพวกเรา ) หนูดีรู้ราคาต้นทุนของเหล้าทุกแก้ว ทำให้ยิ่งไม่อยากดื่มเข้าไปใหญ่ และพอไปเรียนต่อต่างประเทศเลยได้วิชาที่แม่ให้ไปเรียนเล่น ๆ เพื่อให้รู้ มาหารายได้พิเศษเสียเลยด้วยการเป็นบาร์เทนเดอร์และพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารไทย ทำให้ชีวิตมหาวิทยาลัยต่างแดนกลายเป็นเรื่องแสนสนุก ได้เพื่อนใหม่ ๆ ในร้านอาหารไทยที่ยังคบกันจนทุกวันนี้ แถมได้เงินพิเศษขนาดบางเดือนจ่ายค่าเช่าบ้านได้เลยค่ะ

น่าเสียดาย หลายครั้งที่หนูดีเห็นพ่อแม่ไทยรีบบังคับให้ลูก ๆ รีบเรียนให้จบ พอจบปริญญาตรีก็ให้รีบต่อปริญญาโท จบแล้วให้รีบทำงาน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เห็นโลกกว้างเท่าไรเลย ทำงานไม่เท่าไรก็รีบแต่งงานมีลูกกันเสียแล้ว แล้วคราวนี้พอมีลูก ก็ยาวแล้วค่ะ เพราะการมีลูกคือ งานที่มีอายุประมาณยี่สิบปีอย่างต่ำ ลาออกไม่ได้เสียด้วย หนูดีคิดว่า หนูดีอยากเห็นเด็กไทยมีโอกาสได้รับสิทธิพิเศษของการใช้ “ หนึ่งปีระหว่าง ” เพื่อปรับเข็มทิศ เช็กมุมมองชีวิต ทำความรู้จักโลกที่กว้างกว่าบ้านกับห้องเรียน โดยไม่ต้อง รู้สึกผิด ว่าเขาโยนเวลาทิ้งไปเปล่าๆ หนึ่งปีดูบ้าง ทั้ง ๆ ที่ความจริงการรีบร้อนวิ่งเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่รู้จักตัวเองอาจทำให้เขาโยนเวลาทิ้งไปเปล่า ๆ สี่ปีเหมือนกับเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

หนึ่งปีนั้นยังส่งผลให้หนูดีเป็นมิตรกับการเดินทางเรียนรู้รอบโลกมาจนทุกวันนี้ ทำให้หนูดีเห็นโลกนี้เป็นเหมือนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ห้องใหญ่ที่ค้นคว้าอย่างไรก็ไม่จบสิ้น ตื่นเต้นได้ทุก ๆ วัน หนึ่งปีของแต่ละคนไม่เท่ากันจริง ๆ ค่ะ แล้วหนึ่งปีของคุณผู้อ่านมีความยาวเท่าไหนคะ.


ที่มา : Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 21.10.09 at 08:02:16

เรื่องคุณ Martin ผ.บ.ผมส่งมาให้เหมือนกันครับ รวยจนอยู่ที่ใจนะครับ เรื่องหนูดีทำให้ต้องมานั่งคิดว่า ปีนึงผ่านมาเราทำอะไรไว้มากน้อยบ้างแค่ไหน :)



http://www.baanjomyut.com/???

ชาวนาจีนแก่ ๆ คนหนึ่งเดินไปตามถนน
บนบ่ามีมีไม้พาดอยู่

และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกงจืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไป

เขาเกิดสะดุดก้อนหิน

และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา

แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “นี่ ๆ พ่อเฒ่า ท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น”

ชายชราหันไปตอบว่า “ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่”

ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น “อ้าว

แล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ”

สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจ นว่า

“ก็หม้อดินมันแตกแล้ว แกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ”

พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่น คง

วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่

เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ.

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 21.10.09 at 08:16:17

วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่

เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ.


เป็นคำคมที่สอนใจดีมาก ๆ ครับ

ทำให้นึกถึงสุภาษิตฝรั่งที่ว่า อย่าร้องไห้ให้นมที่หกไปแล้ว

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 27.10.09 at 06:41:17

ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง ซึ่งทะเลแถบนั้นเป็นที่อาศัยของปลาดาวจำนวนมาก

ทุกๆ เช้า น้ำทะเลจะซัดสาดเจ้าปลาดาวน้อยใหญ่ขึ้นมาเกยตื้นบนพื้นหาด

เมื่อเข้าสู่เวลาสาย แสงตะวันอันร้อนแรงก็จะเริ่มแผดเผาเจ้าปลาดาวจนมันค่อยๆ แห้งตายไปทีละตัว สองตัว...

แต่ถึงกระนั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เขาจะออกมาที่ชายหาดในทุกๆ เช้า เพื่อจะโยนปลาดาวที่เกยตื้นลงทะเล

แม้ว่าจำนวนปลาดาวบนชายหาดจะมากขนาดไหนก็ตาม แต่เขาก็ยังคงทำสิ่งนี้อยู่ทุกวัน


จนถึงเช้าวันหนึ่ง ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังโยนปลาดาวลงทะเลเหมือนกับทุกๆ วัน ก็มีชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหา แล้วก็พูดว่า

“เจ้าหนุ่มเอ๋ย...มันจะมีประโยชน์อะไรที่เธอจะทำแบบนี้ทุกวัน เพราะในวันต่อไป ปลาดาวก็ต้องถูกน้ำซัดขึ้นฝั่งอีกอยู่ดี และปลาดาวที่อยู่บนฝั่งมันก็มากเกินกว่าที่เธอจะช่วยมันได้ทั้งหมด ถึงเธอจะช่วยมันได้บ้าง แต่ถ้าเทียบกับปลาดาวอีกมากที่เธอช่วยมันไม่ได้ มันก็ไม่ต่างกับการที่เธอจะเพิกเฉยต่อพวกมันหรอก”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ พร้อมทั้งหยิบปลาดาวตัวหนึ่งโยนอย่างสุดแรงเกิดลงไปที่พื้นน้ำทะเล พร้อมทั้งกล่าวว่า

“มันต่างกันที่ปลาดาวตัวนี้แหละครับ”


http://gotoknow.org/blog/fortune/22625

จริงๆ แปลมาจาก STARFISH ของฝรั่งอีกทีครับ

Once a man was walking along a beach. The sun was shining and it was a beautiful day. Off in the distance he could see a person going back and forth between the surf's edge and and the beach. Back and forth this person went. As the man approached he could see that there were hundreds of starfish stranded on the sand as the result of the natural action of the tide.
The man was stuck by the the apparent futility of the task. There were far too many starfish. Many of them were sure to perish. As he approached the person continued the task of picking up starfish one by one and throwing them into the surf.

As he came up to the person he said, "You must be crazy. There are thousands of miles of beach covered with starfish. You can't possibly make a difference." The person looked at the man. He then stooped down and pick up one more starfish and threw it back into the ocean. He turned back to the man and said, "It sure made a difference to that one!"


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.10.09 at 07:43:45

“เจ้าหนุ่มเอ๋ย...มันจะมีประโยชน์อะไรที่เธอจะทำแบบนี้ทุกวัน เพราะในวันต่อไป ปลาดาวก็ต้องถูกน้ำซัดขึ้นฝั่งอีกอยู่ดี และปลาดาวที่อยู่บนฝั่งมันก็มากเกินกว่าที่เธอจะช่วยมันได้ทั้งหมด ถึงเธอจะช่วยมันได้บ้าง แต่ถ้าเทียบกับปลาดาวอีกมากที่เธอช่วยมันไม่ได้ มันก็ไม่ต่างกับการที่เธอจะเพิกเฉยต่อพวกมันหรอก”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ พร้อมทั้งหยิบปลาดาวตัวหนึ่งโยนอย่างสุดแรงเกิดลงไปที่พื้นน้ำทะเล พร้อมทั้งกล่าวว่า

“มันต่างกันที่ปลาดาวตัวนี้แหละครับ”


ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ยอมรับว่าอ่านครั้งแรกก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกครับ ต้องอ่านทวนในใจแล้วคิดตามถึงพอจะเข้าใจความหมายได้บ้างว่า

ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่สามารถช่วยปลาดาวที่เกยตื้นบนชายหาดได้หมดทุก ๆ ตัว

แต่เขาก็ช่วยเท่าที่เขาช่วยได้ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

เพราะอย่างน้อย ปลาดาว ส่วนหนึ่งที่เขาได้ช่วยไว้ ก็สามารถรอดได้บ้าง ดีกว่าไม่ช่วยอะไรสักตัวหนึ่ง

ก็เหมือนกับพวกเราที่อยู่ในสังคมนี้แหละครับ บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าปัญหาสังคมที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่นี้ใหญ่หลวงเกินกว่ากำลังของเราเพียงลำพังที่จะแก้ไขหรือรับมือได้ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเพิกเฉย และทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกับชายชรา

แต่ถ้าหากเราลงมือกระทำในส่วนที่เราจะทำได้เหมือนชายหนุ่ม เช่น เรารู้ว่าต้องประหยัดพลังงาน แต่เราไม่สามารถไปบังคับควบคุมคนอื่นได้ ก็ให้เริ่มจากตัวของเราก่อน ที่จะรู้สึก ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น หรือเราเห็นขยะเต็มหมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่ เราไม่สามารถเก็บคนเดียวได้หมด แต่เราสามารถเริ่มได้จากขยะในบ้านของเราเอง ดังนี้เป็นต้นครับ
:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.10.09 at 06:23:31

วันนี้คือของขวัญ      

มีธนาคารแห่งหนึ่งเข้าบัญชีให้คุณทุกเช้า เป็นเงิน 86,400 บาท ไม่มีการยกยอดคงเหลือไปวันรุ่งขึ้น ทุกตอนเย็นจะลบยอดคงเหลือทั้งหมดที่คุณไม่ได้ใช้ระหว่างวัน คุณจะทำอย่างไร?
------------------------------------------

วันนี้คือของขวัญ...


ของขวัญจากเวลา ..


ลองจินตนาการว่ามีธนาคารแห่งหนึ่งเข้าบัญชีให้คุณทุกเช้า
เป็นเงิน 86,400 บาท
ไม่มีการยกยอดคงเหลือไปวันรุ่งขึ้น


ทุกตอนเย็นจะลบยอดคงเหลือทั้งหมดที่คุณไม่ได้ใช้ระหว่างวัน
คุณจะทำอย่างไร?


แน่นอนที่สุดคุณต้องถอนมาใช้ทุกบาททุกสตางค์ ใช่ไหม!!!


เราทุกคนมีธนาคารอย่างนั้นเหมือนกัน ธนาคารแห่งนี้ชื่อว่า "เวลา"
มันเข้าบัญชีให้คุณ 86,400 วินาที


ทุกคืนมันจะถูกล้างบัญชีถือว่าขาดทุนตามจำนวนที่คุณพลาดโอกาสที่จะลงทุนในสิ่งดี ๆ
มันไม่สะสมยอดคงเหลือ ไม่ให้เบิกเกินบัญชี


ในแต่ละวันจะเปิดบัญชีใหม่ให้คุณ
ทุกค่ำคืนจะลบยอดคงเหลือของทั้งวันออกหมด


ถ้าคุณเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ในระหว่างวัน ผลขาดทุนเป็นของคุณ
ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้ ไม่มีการถอนของ "วันพรุ่งนี้" มาใช้ได้
........................



คุณต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยยอดเงินฝากของวันนี้
ให้ลงทุนจากเงินฝากเหล่านี้เพื่อได้ผลตอบแทนมาสูงสุด


ไม่ว่าจะเป็น
เพื่อสุขภาพ
ความสุข และความสำเร็จ!


นาฬิกากำลังเดิน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด


........................


จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งปี
ให้ไปถามนักเรียนที่สอบตกต้องซ้ำชั้น


จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งเดือน
ให้ไปถามคุณแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด


จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งสัปดาห์
ให้ไปถามนักเขียนหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์


จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งชั่วโมง
ให้ไปถามคนรักที่กำลังรอคอยตามนัดหมาย


จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งนาที
ให้ไปถามคนที่เพิ่งพลาดขบวนรถไฟ


จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา หนึ่งวินาที
ให้ไปถามคนที่เพิ่งรอดหวุดหวิดจากอุบัติเหตุ


จะรู้ถึงคุณค่าของเวลา เสี้ยววินาที
ให้ไปถามคนที่เพิ่งชนะได้รางวัลเหรียญทองโอลิมปิค


ทำทุกขณะที่คุณมีให้มีคุณค่า!
และทำให้มีคุณค่ามากขึ้นไปอีก


เพราะคุณใช้มันร่วมกับคนพิเศษบางคน
ให้พิเศษเพียงพอที่จะใช้เวลาของคุณ


และจำไว้เสมอว่า...........
เวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว


เมื่อวานเป็นอดีต พรุ่งนี้ยังยากที่จะอธิบาย
วันนี้เป็นของขวัญ


นั่นไงทำไมมันถึงถูกเรียกว่า "Present"  

http://www.carefor.org/???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.10.09 at 06:30:33

นกแก้วช่างพูด - ใจเขาใจเรา      

ครั้งหนึ่ง นักผจญภัยจับนกแก้วที่สวยงามมากได้ตัวหนึ่งขณะที่ได้ท่องป่าที่อัฟริกา เขานำมันมาเลี้ยงดูมันอย่างดี... ด้วยอาหารที่วิเศษที่สุด เมล็ดพืช น้ำผึ้ง และยังเล่นดนตรีที่ไพเราะให้ฟังทุกวัน
........................

สองปีผ่านไป นักผจญภัยจะต้องเดินทางไปอัฟริกาอีกครั้งหนึ่ง
เขาได้พูดกับนกแก้วของเขาว่า
ต้องการจะส่งข่าวอะไรไปให้กับเพื่อนๆ ของเขาในป่าบ้างหรือไม่

นกแก้วบอกว่าไปให้บอกเพื่อนๆ ว่า

เขาอยู่อย่างสุขสบายในกรง ทุกวันมีความสุขมาก
ฝากความรักและความคิดถึงไปยังเพื่อนๆ ทุกตัวด้วย

..............

นักเดินทางกลับมายังป่าเดิมอีกครั้ง
และได้บอกกับนกแก้วทั้งหลายตามที่เจ้านกแก้วของเขาฝากบอกมา

เมื่อเขาเล่าเรื่องของนกแก้วที่อยู่กับเขาจบ

นกแก้วตัวหนึ่งร้องไห้ออกมาจนน้ำตาเปียกไปหมด
และก็ล้มลงเหมือนขาดใจตาย

ชายคนนี้ประเมินได้ว่าเจ้าตัวนี้
คงเป็นเพื่อนสนิทกับตัวที่ตนเลี้ยงดูไว้อย่างแน่นอน

...............

เมื่อกลับมายังบ้านของเขา
เขาก็ได้เล่าทุกสิ่งให้นกแก้วในกรงได้ฟัง

เมื่อเล่าจบ.....
นกในกรงก็ร้องไห้ฟูมฟายและล้มลงขาดใจตาย

...............

ชายคนนี้นึกในใจว่าเจ้านกคงจะเสียใจ
ที่ได้ทราบว่าเพื่อนรักของมันได้ตายไปแล้วจึงหมดหวัง เสียใจ
และตายตามกันไป

เขาจึงเปิดกรงออก
แล้วจับมันโยนลงไปที่กองขยะ .....

.........

ทันใดนั้น ...
เจ้านกแก้วเจ้าเล่ห์ก็บินหนีขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้

ชายเจ้าของจึงพูดว่า
"เจ้ายังไม่ตายนี่ ทำไมถึงทำเช่นนี้"

นกแก้วตอบว่า
"เพราะว่านกที่อัฟริกาส่งข่าวสำคัญมาบอกกับข้านะซิ......."

"ข่าวอะไรล่ะ"
นักผจญภัยถามนกน้อย

เขาบอกฉันว่า
"ถ้าฉันต้องการที่จะหนีออกจากกรงของท่าน
ฉันจะต้องตายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่"

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ข้อคิด :

การตายขณะที่มีชีวิตอยู่คือ

การรู้จักสำรวจตนเอง
และสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยความสำนึกว่า

อะไรเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตนเอง
และยังเป็นข้อคิดสำหรับการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วย

เพราะเราแต่ละคนมีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน
ความสุขของคนไม่เหมือนกัน อย่าบังคับสิ่งที่เราชอบให้ใคร

__________________________________________________
จาก เรื่องสั้น-ชวนคิด (Inspiring Stories for Successful Living)
Dr.Francis Xavier รวบรวม บาทหลวงวัชศิลป์ กฤษเจริญ แปล


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.10.09 at 08:23:50

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

ทั้งเรื่อง Present และ การตายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

เรื่อง Present ทำให้ผมนึกถึงบทเรียนแรกจากหนังสือ วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข ของ เดล คาร์เนกี้ คือ จงมีชีวิตอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้

???  ???  ???  

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 03.11.09 at 05:43:28

1 คารม วาทะ จากนิยายจีน


คำขวัญสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย :



เรื่องราวในยุทธจักร พึ่งเกียรติภูมิสองส่วน

พึ่งวิทยายุทธ์สองส่วน

ที่เหลืออีกหกส่วน ล้วนพึ่งหวังสหายร่วมแนวให้เกียรติ

ดังนั้นคำ " การคบหา " ยังสำคัญกว่าวิชาฝีมืออีก


- กิมย้ง

( เดชคัมภีร์เทวดา )


:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 03.11.09 at 07:21:23


Loucipher wrote on 03.11.09 at 05:43:28:
1 คารม วาทะ จากนิยายจีน


คำขวัญสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย :



เรื่องราวในยุทธจักร พึ่งเกียรติภูมิสองส่วน

พึ่งวิทยายุทธ์สองส่วน

ที่เหลืออีกหกส่วน ล้วนพึ่งหวังสหายร่วมแนวให้เกียรติ

ดังนั้นคำ " การคบหา " ยังสำคัญกว่าวิชาฝีมืออีก


- กิมย้ง

( เดชคัมภีร์เทวดา )


:)


ตายหมดสำนักเลยครับ คนที่คบด้วยไม่มีใครจริงใจเลย

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 03.11.09 at 07:44:30

ขอบคุณ คณลู มากครับ

:)  :)  :)

ตายหมดสำนักเลยครับ คนที่คบด้วยไม่มีใครจริงใจเลย

น่าจะเข้ากับสุภาษิตจีนที่ว่า

คนตายเพราะสมบัติ นกตายเพราะกิน นะครับ

:)  :)  :)



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 03.11.09 at 20:26:29


tigerroad197 wrote on 03.11.09 at 07:44:30:
ขอบคุณ คณลู มากครับ

:)  :)  :)

ตายหมดสำนักเลยครับ คนที่คบด้วยไม่มีใครจริงใจเลย

น่าจะเข้ากับสุภาษิตจีนที่ว่า

คนตายเพราะสมบัติ นกตายเพราะกิน นะครับ

:)  :)  :)





โชคร้ายหรือเลือกคบคนไม่ดีไปครับ

ชีวิตพอเพียงของ วอร์เรน บัพเฟตต์มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก


ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว
เหมือนกัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

....มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต

http://mvforeverfriend.igetweb.com ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.11.09 at 07:16:37

....มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 05.11.09 at 07:20:07

คำคม สอนใจ

บ่อยครั้งวิธีที่ดีที่สุด ที่จะชนะคือ
การลืมที่จะนับแต้ม

จงฟังความรู้สึก
ของผู้พูด..ไม่ใช่คำพูด

คุณภาพยังคงเป็นที่จดจำกันได้นาน
หลังจากที่ลืมราคากันไปแล้ว

ก่อนพายุจะมาทะเลมักจะสงบ

จุดที่ต่ำสุดของชีวิต
ที่ทุกคนมีโอกาสประสบ
เป็นได้ทั้งจุดจบ
และบทเรียนที่ดี


จงใส่คำชมไว้ทั้งก่อน
และหลังคำติเตียน


มี 2 สองวิธีในการแสดงพละกำลังของคนเรา
อย่างนึงคือ กดลง และอีกอย่างคือ ดึงขึ้น

ความรัก ไม่ใช่การประเคนของให้กัน
แต่ความรัก คือการมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน
และรักไม่ใช่การโอ้อวด
หากแต่รักคือการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน

คนไม่ดี
คอยแต่โฆษณาความชั่วของคนอื่น
เพราะเขาไม่รู้จักความดี

คนจะเชิญชวนให้ท่านติ
ทั้ง ๆ ที่โดยจริงแล้ว
เขาต้องการคำชม

ทุกหนึ่งนาทีที่คุณใช้ไปในการวางแผน
จะประหยัดเวลาได้อย่างน้อยสามนาทีในการปฎิบัติตามแผน

ไม่มีใครไปถึงดวงดาวได้โดย
ปราศจากมือที่เปื้อนโคลน


คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น
คนโง่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง

เราน่าจะเปลี่ยนปัญหากันได้
เพราะเรามักจะแก้ปัญหา
ของผู้อื่นได้

การให้อภัยง่ายกว่า
การขออนุญาตมากมาย

ความเหงาเป็นเพื่อนแท้
อ่อนแอเป็นเพื่อนเก่า
ความเงียบก็เพื่อนเรา
ใจบางเบาคือเพื่อนตาย

ผู้คนส่วนใหญ่มีความสุข
กับความต่ำต้อยของมิตรสหาย

ความโศรกเศร้า…
สามารถเยียวยาตัวเองได้โดยลำพัง
แต่การจะได้รับความเบิกบานอย่างเต็มเปี่ยม
จำเป็นต้องมีใครสักคนมาแบ่งปัน

การที่เรา"เคยพ่ายแพ้"
ซักวันหนึ่งมันจะกลายเป็น
สิ่งที่มีค่ามหาศาลต่อเรา..

ปลาใหญ่มักตายน้ำตื้น

มิตรภาพที่เกิดขึ้นบนเส้นทางธุรกิจ
ย่อมดีกว่าธุรกิจที่เกิดบนเส้นทางมิตรภาพ

คนที่ไม่ค่อยฉลาด
ถ้าปิดปากไว้
จะหลอกคนได้อีกมาก

คนโง่..เลือกคนที่ตนรัก
คนฉลาดเลือกคนที่รักตน


ก่อนเซ็นชื่อในเอกสารใด ๆ
พึงจำไว้ว่า ข้อความตัวโต ๆ นั้น
คือผลประโยชน์ที่เขาจะให้เรา
แต่ที่พิมพ์ไว้ตัวเล็ก ๆ นั่น
คือสิ่งที่เราจะต้องเสีย


เหลือทางถอยไว้ให้กับคนอื่น
เท่ากับเหลือทางถอยไว้ให้กับตัวเอง

เราไม่สามารถปรับทิศทางลมได้
แต่เราสามารถปรับใบเรือได้


คนที่คิดถึงความสำเร็จในวันข้างหน้า
ต้องเป็นคนที่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองในวันนี้

เป็นคนใช่ต้องได้ความสำเร็จเสมอไป
เป็นคนบางครั้งการก้าวไป
สำคัญกว่าการก้าวถึง

การแข่งขันเป็นกลไกของตลาด
แต่เป็นศัตรูตัวฉกาจของผลกำไร

คนเราเจ็บปวดครั้งแรก
พอที่จะโทษคนอื่นได้
แต่เจ็บปวดครั้งที่สอง
มีแต่ต้องโทษตัวเอง


อยู่คนเดียวจงระวังความคิด
อยู่กับมิตรจงระวังคำพูด

ถ้าอยากที่จะเป็นคนฉลาด
ต้องหัดเป็นผู้ฟังที่ดีเสียก่อน

ตึกยังรู้พัง
สตางค์ยังรู้หมด
แต่ไมตรีอันสวยสด
ไม่มีหมดเหมือนสตางค์

บางสิ่งของชีวิตไม่จำเป็นต้องจำ
ถ้ามันทำให้เจ็บ
แต่บางสิ่งก็ควรจะเก็บ
ถ้ามันเป็นความเจ็บที่น่าจำ




คนโง่มักแสดงตนให้ผู้อื่นเห็น
ว่าตนเป็นผู้ฉลาดเสมอ

คนโกหกเก่งมักเป็นคนพูดคล่อง


ในการเริ่มต้นทุกครั้ง
จงคิดถึงจุดจบด้วย

ความรักไม่ใช่งานเลี้ยง
ฉะนั้นอย่าได้มีวันเลิกลา

ความรู้ สอนให้ถ่อมตน
แต่ความโง่เขลา สอนให้เย่อหยิ่ง


ผู้ชนะไม่เคยท้อถอย
ผู้ท้อถอยไม่เคยชนะ

ถ้าคุณปล่อย ให้ความโลภพองตัว
ความซื่อสัตย์ จะสั่นคลอน

เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะ
คนโง่ ด้วยการโต้เถียง


คนโง่คิดถึงพรุ่งนี้
แต่คนฉลาดจะใช้คืนนี้
ให้เป็นประโยชน์

อย่าถือดีกับคนที่นอบน้อม
อย่านอบน้อมกับคนที่ถือดี

จงใช้แผนการณ์ ที่คู่ต่อสู้คิดว่า
เราหลงกลเขา แล้วเขาจะได้ใจ
และเสียรู้เรา ในที่สุด


ไม่มีคำว่าแพ้หากว่าเราได้เริ่ม
ไม่มีคำว่าอยู่ที่เดิมหากเราได้ค้นหา
ไม่มีคำว่าเป็นที่หนึ่งหากยังต้องพึ่งพา
ไม่มีคำว่าดีกว่าหากว่าเราไม่ตั้งใจ


ชีวิตในบางครั้ง
ความอยุติธรรมก็คล้ายเป็นเรื่องถูกต้อง
ความเจ็บปวดก็คล้ายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ความเสียเปรียบก็อาจถูกยัดเยียดให้
ความพ่ายแพ้ก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน
คนที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับเอาไว้ได้
เพื่อที่จะกอบกู้ทุกอย่างกลับคืนมา


เงินไม่ได้สร้างมิตรแท้มากเท่าศัตรูจริง

พบ...เพื่อ...ลา
มา...เพื่อ...จาก
รัก...เพื่อ...พราก
จาก...เพื่อ...จำ

นกที่ตื่นแต่เช้า
ย่อมจับหนอนได้ก่อน

ความรักที่แท้จริงก็เหมือนกับเกมจิ๊กซอร์
ชิ้นส่วนทั้งหมดจะสามารถค้นพบตัวเองได้
ก็ต่อเมื่อแต่ละชิ้นสามารถหาชิ้นที่"ใช่"สำหรับตัวมันเอง

ความรักเปรียบเสมือนเม็ดทราย
ยิ่งบีบแรงทรายก็ยิ่งไหลออกจากมือเร็วขึ้น

ไม่ว่าดอกไม้จะช่อใหญ่ซักแค่ไหน
ก็ไม่สำคัญมากไปกว่า
ข้อความในการ์ดใบเล็กๆ

คนบางคน
ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม
แต่เขากลับไม่เคยได้มันมา
เพราะไม่รู้จักการไขว่คว้า

เลื่อนตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง

รอยรั่วนิดเดียว
อาจจะทำให้เรือใหญ่จมได้

ความดีเป็นการลงทุนเพียงอย่างเดียว
ที่ไม่เคยทำให้ใครล้มละลาย

ดูคนที่การกระทำ
ดูผู้นำดูที่การเสียสละ

จะดูคนจงดูที่คำถามของเขา
ไม่ใช่ดูที่คำตอบ

คนที่รู้จักจุดหมายปลายทางของตนเอง
คือคนที่เดินทางไปได้ไกลที่สุด

ความรู้ความฉลาดเปรียบได้กับชุดชั้นใน
ทุกคนควรสวมใส่แต่ไม่ควรโอ้อวด


บ่อยครั้งที่เราไม่มีเวลาสำหรับมิตร
แต่กลับทุ่มเวลาทั้งชีวิตให้แก่ศัตรู

เมื่อมีข้อพิพาทกับคนที่คุณรัก
จงจัดการกับสถานการณ์ขณะนั้น
อย่าขุดคุ้ยอดีต

หนึ่งก้าวที่ยาวไกล
อาจหวั่นไหวและล้มลง
หนึ่งก้าวที่มั่นคง
แม้จะสั้นแต่มั่นใจ

ชนะด้วยอาวุธจะสิ้นสุดด้วยความแค้น


ถ้าจะแพ้อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น
ถ้าอยากเป็นคนเข้มแข็งต้องแกร่งไว้
ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องให้หนำใจ
แต่ขอให้ ได้อะไรจากน้ำตา

เมื่อคิดจะเดินไปข้างหน้า
โปรดอย่าหันมองกลับหลังอย่างเสียดาย

พึงชนะผู้น้อยด้วยการให้
พึงชนะผู้ใหญ่ด้วยความอ่อนโยน


อย่าทำ... ในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์
อย่าคิด... ในสิ่งที่ไม่มีค่า
อย่ารอ... ในสิ่งที่ไม่มีมา
อย่าไขว่คว้า...ในสิ่งที่ไม่มีจริง

ความฉลาดไม่ใช่ความรู้


ความมืดทั้งโลกก็ดับแสงเทียนเล่มหนึ่งไม่ได้

คุณไม่สามารถจะตั้งตัวเป็นอริ
และโน้มน้าวในเวลาเดียวกันได้

ไม่มีคำแนะนำของใครที่ไร้ค่าไปเสียหมด
แม้แต่นาฬิกาตายมันยังตรงเวลาถึงวันละ 2 ครั้ง

หากคุณให้ในสิ่งที่คุณไม่ต้องการ
มันก็ไม่ใช่การให้

คนจำนวนมากต้องจนอย่างแท้จริง
อันเนื่องมาจากความกระวนกระวายนักหนา
ที่จะไม่ให้ใคร ๆ มามองว่าพวกเขายากจน

มือที่ช่วยเหลือน่าเคารพบูชา
มากกว่าปากที่สวดมนต์

หากคุณพูดความจริง
คุณไม่จำเป็นต้องจดจำอะไรเลย

วิธีดูคนที่ได้ผลคือ
ดูวิธีปฎิบัติต่อคนที่
เขาไม่มีผลประโยชน์ด้วย

คนเราบางครั้งชอบแสวงหา
ที่แต่งงานแปลกๆทั้งในน้ำ บนท้องฟ้า
แต่สุดท้ายก็ต้องมาหย่ากันบนพื้นดิน

จงจำไว้ว่า ลักษณะนิสัยของคุณ
เป็นตัวกำหนดโชคชะตาของตัวคุณเอง


มักพูดกันว่า กาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่ง
แต่จริง ๆ แล้วคุณต้องเปลี่ยนทุกสิ่งด้วยตัวเอง

ผมไม่ได้ทำลายศัตรูของผมไปดอกหรือ
เมื่อผมทำให้พวกเขากลายเป็นมิตรของผม

ในการทำให้ได้รับความเชื่อถือ
คุณต้องรู้จักให้เกียรติ และให้ความเคารพ
อีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน
เขาจึงจะเกิดความเชื่อถือในตัวคุณ

อย่ากลัวเงา เพราะเงา
หมายความว่ามีแสงสว่าง
ส่องอยู่ใกล้ ๆ สักแห่ง




ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็น
เหมือนกับเพียงน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร
แต่มหาสมุทร คงจะมีน้ำน้อยลง
ถ้าขาดหยดนั้นไป…

จุดที่ต่ำสุดของชีวิต
ที่ทุกคนมีโอกาสประสบ
เป็นได้ทั้งจุดจบ
และบทเรียนที่ดี

"ขีดความสามารถ"
เริ่มต้นด้วยสิ่งที่เป็นไปได้
เพียงเริ่มต้นที่ก้าวแรก
ข้อจำกัดย่อมมีอยู่เสมอ
คุณไม่อาจทำเกินกว่าที่คุณสามารถทำได้
ถ้าคุณพยายามทำมากเกินไป
คุณก็จะทำอะไรไม่ได้เลย


ในวันที่คุณไม่มีความสุข
ขออย่ามัวคิดจะหาความสุข
มาให้ตัวเองได้อย่างไร
แต่จงแบ่งปันความสุขให้แก่คนอื่น
การแบ่งปันความสุขออกไปนั่นแหละ
จะทำให้คุณได้รับความสุขกลับมา
อย่างแน่นอน



....น้ำที่ใสที่สุด จะไม่มีปลา...คนที่ถี่ถ้วนสุดขีด จะขาดคนสนิท.....



“จงลืมบุญคุณที่เราทำ แต่จงจำบุญคุณที่เขาให้ไว้”



“คนไม่ดี มักสนใจความไม่ดีของคนอื่น
คนดี มักสนใจความดีของคนอื่น
พอเขาชั่ว ก็ติเตียน
พอเขาดี ก็ริษยา
พอเขาตกต่ำ ก็เหยียบย่ำ
คนเช่นนี้ หาความสุขได้ยาก”


“ชื่อเสียงเหมือนไอน้ำ ความดังคืออุบัติเหตุ และเงินมีปีก”



คุณธรรมของผู้ยิ่งใหญ่
ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้
ให้กำเนิด โดยมิอ้างเป็นเจ้าของ
บำรุงเลี้ยง โดยมิถือเป็นบุญคุณ
เกื้อกูล โดยมิก้าวก่าย
ไม่นำความยิ่งใหญ่ ไปแทรกแซงขู่เข็ญบังคับใคร

เมื่อได้รับการเทิดทูน ท่านไม่ทะนงตน
เมื่อได้รับการทักท้วง ท่านไม่ท้อแท้
เมื่อกิจการงานอันยิ่งใหญ่สำเร็จลง
ท่านถอนตัวจากไป…….!!!!!


http://www.baanmaha.com/community/คำคม-สอนใจ-27644/

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 05.11.09 at 08:41:01

ขอบคุณ คุณลู มาก  ๆ ครับ

:)  :)  :)


เมื่อได้รับการเทิดทูน ท่านไม่ทะนงตน
เมื่อได้รับการทักท้วง ท่านไม่ท้อแท้
เมื่อกิจการงานอันยิ่งใหญ่สำเร็จลง
ท่านถอนตัวจากไป…….!!!!!


นี่แหละครับ สปิริตของ ฮีโร่ ที่แท้จริงครับ

8)  8)  8)


:-[   ??? ???   :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by UNKNOWN on 06.11.09 at 07:25:28

ก็อปคำพูดของชาวบ้านมา


ไม่รู้สึกเสียใจหรือคิดว่ามันเป็นข่าวร้ายนะ  ถึงจะชอบเธอก็เถอะ
แต่ชีวิตมันเป็นของเธอ  เต็มที่กับมันแล้วกันนะ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 06.11.09 at 13:23:12

ข้อความดีๆ จากเพื่อน แด่ เพื่อนๆ  :)

หัวเราะ...เมื่ออยากหัวเราะ
ร้องไห้...เมื่ออยากร้องไห้
และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!

อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ...
จงทำอะไรที่ใจอยากทำ...!

ตัวหนังสือ...เขียนผิด...ลบได้
การกระทำ...ทำผิด...เอาอะไรลบ!

นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ...!
...จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย...
...ล้มเมื่อไหร่จะได้รีบลุก...

ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย
ทุกย่างก้าว ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ

ต่อให้ทุกข์ที่สุด....ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ก็ในเมื่อ..ชีวิต...มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์
หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์
แล้วทุกข์ที่สุด...ก็จะเป็น ทุกข์ แค่นี้เอง!

ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ
ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่....
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่
แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก...หัวใจเรียกร้อง...ต่างหาก

ดีไม่ดี...อยู่ที่ใจเรา...
ถ้าใจเรา...คิดดี เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี...ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี...สิ่งเลวร้าย...ก็จะคลี่คลายเป็น...ดี!

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.11.09 at 08:23:02

ขอบคุณ คุณ Unknown และ คุณ tom241 มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 10.11.09 at 08:46:19

ขอบคุณ ทั้ง2 ท่านจ้า :) :)

ีเคล็บลับสร้างความร่ำรวย ตามวิีึธีของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสถึงคุณสมบัติของพ่อค้าผู้ประสบความสำเร็จในการค้าขาย
พ่อค้าทางโลกกับพ่อค้าทางธรรม
มีพระสูตรในอังคุตตรนิกาย เปรียบกับผู้ปฏิบัติธรรม (ในกรณีนี้คือพระสาวกของพระองค์)
มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
1. พ่อค้าที่ล้มเหลวในอาชีพ
ไม่สามารถทำโภคทรัพย์ที่ยังไม่มีให้มีขึ้น ที่มีแล้วก็ไม่สามารถให้งอกเงยเป็นทวีคูณ พูดง่ายๆ ยิ่งค้าขายยิ่งขาดทุน จะมีลักษณะดังนี้
(1) เช้า ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
(2) เที่ยง ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ
(3) เย็น ไม่จัดแจงการงานโดยเอื้อเฟื้อ

สรุปแล้วคือ ขี้เกียจ ไม่เอาใจใส่ในอาชีพของตน ไม่อุทิศกายวาจาใจให้แก่งาน
ไม่มีวิญญาณ “ของเถ้าแก่” ผู้เป็นเจ้าของกิจการ
แต่กลับมีวิญญาณของลูกจ้าง ลูกจ้างเขาถือว่าสินค้าในร้าน ในบริษัทมิใช่ของเขา
จะขายได้มากได้น้อยเขาก็ไม่ค่อยเดือดร้อน สิ้นเดือนก็รับค่าจ้างตายตัวอยู่แล้ว
จึงไม่ค่อยตั้งใจทำงาน เจ้าของกิจการขืนทำตัวเหมือนลูกจ้างก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

2. พ่อค้าที่ประสบความสำเร็จในอาชีพของตน
สามารถค้าขายได้กำไรเป็นทวีตรีคูณ มีลักษณะดังนี้
(1) มีตาดี (จกฺขุมา)
คือสายตายาวไกล รู้จักสินค้า ดูของเป็น สามารถกะทุน เก็งกำไรได้แม่นยำวาณิชา
(สตรีนักการค้าบางคน)เก่งกว่า วาณิโช (บุรุษนักการค้า) เสียด้วยซ้ำ สายตายาวไกลมาก
หุ้นตัวไหนจะขึ้น ตัวไหนจะตกตัวไหนจะช้อนซื้อ เพื่อกำไรงาม บางคนก็สายตายาวไกล
รู้ว่าที่ตรงนี้สนามบินแห่งใหม่กำลังจะขึ้นภายในไม่กี่ปี (ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้)
ก็กว้านซื้อที่ดินชาวบ้านถูกๆ ผลักดันให้ทางการตัดถนนผ่าน เพื่อให้ที่ขึ้นราคา ขายได้กำไรงาม

(2) จัดเจนธุรกิจ (วิธุโร)
คือมีหัวการค้า รู้แหล่งขาย รู้ความเคลื่อนไหวของตลาด สามารถในการจัดซื้อจัดจำหน่าย ซื้อตรง
หรือซื้อผ่านตัวแทน ผ่านกี่บริษัท จึงจะได้ของถูกของแพง ถ้าซื้อตรงอาจได้ของถูกแต่เราได้กำไรคนเดียว
ถ้าซื้อผ่านนายหน้าหลายบริษัทอาจได้ของแพง แต่ญาติโกโหติกาผู้ค้าขายด้วยกันอาจมีส่วนได้จากกำไรส่วนต่าง
เรียกว่า “รู้จักสงเคราะห์ญาติ” ว่างั้นเถอะ อย่างไหนจะดีกว่ากัน นักธุรกิจผู้เจนจัดย่อมรู้และจัดการได้ดี

(3) มีแหล่งทุนพร้อมที่จะพึ่งได้ (นิสฺสยสมฺปนฺโน)
คือรู้จักคนมาก กว้างขวางในวงการ หาทางสนิทสนมกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ
ด้วยการออกรอบกับท่านเหล่านั้นๆเ พื่อจะได้โอกาสขยายกิจการค้าข้ามประเทศ เรียกว่า
เป็นการลงทุนแบบโลกาภิวัตน์ รายได้จะพอกพูนขึ้นมหาศาล
(แต่ระวังเหมือนกัน การคบพ่อค้านักลงทุนต่างชาติ ก็ต้องดูให้ดี เผื่อไปคบคนที่ตะกละกินคนเดียว
ไม่แบ่งคนอื่นบ้าง อาจถูกปฏิบัติได้ แล้วทุนที่เราลงทุนไปมหาศาล จะหายวับไปกับตาได้)

3. การค้าก็ต้องการกำไร
การปฏิบัติธรรมจะว่าไปแล้ว ไม่ต่างจากพ่อค้า คือต้องการผลจากการปฏิบัติ จะเรียกแบบโวหารชาวบ้านว่า “กำไร” ก็ได้
นั่นคือกำไรแห่งชีวิต พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนการปฏิบัติธรรมดุจการค้าขาย ตรัสว่า
“ภิกษุผู้มีธรรม (องค์ประกอบ) 3 ย่อมไม่สามารถบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุ ที่บรรลุแล้วก็ไม่สามารถให้เจริญมากขึ้นได้
ธรรม 3 คือ
(1) เช้า ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ
(2) เที่ยง ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ
(3) เย็น ไม่อธิษฐานสมาธิโดยเคารพ”

ลงว่าขี้เกียจฝึกสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง ทั้งเช้า เที่ยง และเย็น หรือทำก็สักว่าทำพอเป็นพิธี
หรือเพื่ออวดเพื่อโชว์ว่าฉันเป็นนักปฏิบัติ ร้อยทั้งร้อย ไม่มีทางเพิ่มพูนกุศลธรรมอะไรได้
สิ่งที่ควรละก็ละไม่ได้สิ่งที่ควรเพิ่มก็ไม่เพิ่ม เผลอๆ อาจพอกหนาขึ้นกว่าตอนก่อนมาเป็นนักปฏิบัติด้วยซ้ำ
อย่างนี้เรียกว่า ขาดทุนย่อยยับ ดุจพ่อค้าขาดทุนนั้นแล

พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 3 ย่อมไพบูลย์ด้วยกุศลธรรมไม่นานคือ

(1) มีตาดี ย่อมรู้ชัดนี้นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุปัจจัยทำให้ทุกข์เกิด นี้คือภาวะหมดทุกข์
และนี้คือวิธีปฏิบัติเพื่อหมดทุกข์รู้ชัดอย่างนี้เรียกว่า ผู้มีตาดี อันนี้เรียกว่ามีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง

(2) จัดการธุระดี คือเป็นผู้พากเพียร ขยัน บากบั่น ไม่ทอดทิ้งธุระ ในการละอกุศลธรรมเพิ่มพูนกุศลธรรม
นี้เป็นคุณสมบัติประการที่สอง เมื่อมีความรู้ความเข้าใจถูกต้องแล้ว
ก็ต้องพากเพียรพยายามฝึกฝนอบรมเพื่อละอกุศล
เพิ่มกุศล ความเพียรที่ถึงจุดสุดยอดท่านเรียกว่า “มหาปธาน” (เพียรอย่างยิ่งใหญ่)
คือเพียรเพื่อป้องกันความไม่ดีที่ยังไม่เกิด,
เพียรละความไม่ดีที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรสร้างความดีที่ยังไม่มี และเพียรรักษาความดีที่มีขึ้นแล้ว

(3) พร้อมด้วยผู้ที่จะพึ่งพาได้ คือต้องเข้าไปหาพระเถระผู้อาวุโส เป็นพหูสูตร
ที่จะให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติได้ ท่านเหล่านั้นเป็นกัลยาณมิตรที่จะคอยแนะนำ
พร่ำสอน ตักเตือนประคับประคองให้ก้าวเดินรุดหน้าไปยังจุดหมาย

เนื้อหาของสองสูตรนี้สั้นๆ ผมขยายยกตัวอย่างเพื่อให้ชัดเจนขึ้น
มิได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากต้องการทำธรรมะให้เข้าใจได้เท่านั้นจริงๆ

เทคนิควิธีสร้างความร่ำรวย
คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนมีความจำเป็นต้องอาศัยโภคทรัพย์เลี้ยงตนเองและครอบครัว
ต้องมีปัจจัยสี่เพียงพอแก่การดำรงชีวิตจึงจะดูงาม ยิ่งมีทรัพย์มากเท่าใด ย่อมเป็นสง่าราศีมากขึ้นเท่านั้น

ทรัพย์เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ครองเรือน เพราะเหตุนี้ท่านจึงเรียกว่า “หลักทรัพย์”
ใครไม่มีหลักทรัพย์ก็เท่ากับเป็นคน “หลักลอย” พระพุทธองค์ทรงบอกวิธีสร้างหลักทรัพย์
หรือวิธีสร้างความร่ำรวยไว้ 4 ประการ คือ

1. ขยันทำมาหากิน ประการแรกต้องหมั่นขยันไม่เกียจคร้าน ภาษาพระท่านเรียกว่า “ลุกขึ้น”
หมายถึงลุกขึ้นทำงานอาชีพของตน
ไม่เกียจคร้านเห็นแก่นอนอย่างที่เรียกว่า “คนขี้เกียจสันหลังยาว” ไม่ว่าจะทำมาหากินอะไร
ถ้ากล้าต่อสู้ความลำบากไม่เลิกล้มความเพียรง่ายๆ ไม่ว่างานจะหนักจะยากเพียงใด
ย่อมมีโอกาสตั้งตัวได้ในไม่ช้า

2. รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ที่หามาได้ หาได้มาด้วยความเหนื่อยยากแล้ว
รู้จักเก็บหอมรอมริบไม่ให้ทรัพย์สินเสียหาย
การป้องกันทรัพย์ให้ปลอดภัยจาก “โจรภายนอก” ทำได้ง่าย
เพียงใส่ตู้เซฟลั่นกุญแจอย่างดี หรือนำไปฝากธนาคารก็ปลอดภัยแล้ว แต่จะให้ปลอดภัยจาก
“โจรภายใน” จริงๆ นั้นยาก คนทำมาหากินควรระวังอย่าให้โจรภายใน คือความหรูหราฟุ่มเฟือย
การตกเป็นทาสสิ่งเสพติดและการพนันมันมาปล้นทรัพย์เป็นอันขาด เพราะโจรพวกนี้ปล้นไม่เหลือ
ปล้นซ้ำปล้นซากไม่รู้จบสิ้น

3. คบมิตรดี มิตรดีของคนทำมาหากิน หมายถึง คนที่เกื้อกูลแก่อาชีพของเราได้
สามารถให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุนหรือให้กำลังใจในการทำงาน
คนทำมาค้าขายถ้าไปหลงคบคนหลักลอย นักเลงเหล้า นักเลงพนัน
ไม่ช้าก็จะถูกชักนำให้วิบัติฉิบหาย มิตรชั่วถอนเสาเรือนใครต่อใครมานักแล้ว
ผู้ครองเรือนจะต้องระวังให้จงหนัก

4. เป็นอยู่เหมาะสม หมายถึง จะใช้จะจ่ายให้เหมาะสมกับฐานะของตน
มิใช่เอาฐานะคนอื่นเป็นหลักอย่างที่เรียกว่า “เห็นช้างขี้ขี้ข้างบ้างอย่างช้างสาร”
ทำงานได้เงินเดือนละห้าพันบาท ใช้จ่ายเดือนละห้าหมื่นบาท
ทำจนตายก็ไม่รวย รวยอย่างเดียวคือรวยหนี้ ขยันทำมาหากิน
ได้ทรัพย์สินมาแล้วรู้จักเก็บรักษา
คบหาคนดีเป็นมิตรสหายและใช้จ่ายพอเหมาะสมแก่ฐานะความเป็นอยู่
ปฏิบัติได้ตามนี้ความเป็นเศรษฐีอยู่ไม่ไกล

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายวัน หน้า 31
คอลัมน์ ธรรมะใต้ธรรมาสน์ โดย ไต้ ตามทาง

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.11.09 at 11:49:32

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 19.11.09 at 04:50:03

FW.mail ครับ
..อยากให้อ่าน ดีมาก (เรื่องจริงของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ)

อยากให้อ่าน ดีมาก (เรื่องจริงของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ)



เพื่อน ๆ ช่วยอ่านข้อความนี้ดีมาก

ชีวิตคนเรา คิดถึงความดีก็เมื่อใกล้ตาย อยากทำบุญ หากมีลมหายใจแข็งแรงดีอยู่ ควรละเว้นทำบาป แกล้งผู้คน เพื่อหวังในความสนุกในใจของตัวเอง อย่าหลงเริงกับอำนาจในตำแหน่ง



มีคนเล่าให้ฟังว่า... สมัยก่อน...คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ...ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต.. แกอยู่ในป่า...กับเพื่อน 5 – 6 คน...ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกัน...ล่าสัตว์ป่า...มาทำอาหาร... วันหนึ่ง...เป็นเวรของคุณพงษ์เทพ แกก็คว้าปืนยาว...สะพายบ่า...เดินเข้าป่าไป...อาหารโปรดของคุณพงษ์เทพ...คือแกงเนื้อลิง...พอเดินเข้าป่าไปได้สักพัก เห็นลิงตัวหนึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้...หันหลังให้..แกก็รีบยกปืนประทับบ่า...ยิงเปรี้ยง...ไปที่ตัวลิง..



เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้น...ปกติ...ลิงพอถูกยิง..จะหล่นตุ๊บจากต้นไม้ทันที...แต่ลิงตัวนี้...นั่งจับกิ่งไม้เฉย...ไม่หล่นลงมา...จะว่ายิงไม่ถูก...ก็ไม่น่าเป็นไปได้...เพราะคุณพงษ์เทพ...แกยิงปืนแม่น...ระยะแค่นี้ เป้าใหญ่่ขนาดนี้...ไม่พลาดแน่นอน...



ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น...ลิงตัวที่ถูกยิง...ร้องโหยหวน...เสียงดังมาก...ฝูงลิงที่แยกย้ายกันออกหากินอยู่บริเวณใกล้ๆ... วิ่งแห่กันเข้ามาหาลิงตัวที่ถูกยิง... แล้วร้องโหยหวน...เหมือนกันหมด... แกตกใจ...ยืนตกตะลึง...ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...


สักครู่...ลิงตัวที่ถูกยิง... โยนวัตถุเล็กๆ...สีดำๆ..ชิ้นหนึ่ง...ให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด...แล้วก็หล่นตุ๊บ...ลงมาจากต้นไม้...คุณพงษ์เทพ...รีบวิ่งไปดู...ลิงถูกยิงเข้าที่หลัง...ทะลุหน้าอก...เลือดแดงฉาน..เต็มตัว...คุณพงษ์เทพเห็นแล้ว...ต้องเบือนหน้าหนี...ลิงที่ตกลงมา...เป็นลิงแม่ลูกอ่อน...ขณะที่ถูกยิง...เธอกำลังให้นมลูก.. ลูกตัวน้อย...กำลังดูดนมอย่างมีความสุข...ทันทีที่ถูกยิง..ถ้าเป็นลิงตัวอื่น...จะหล่นตุ๊บ...ลงจากต้นไม้..แม่ลิงตัวนี้...ยังหล่นไม่ได้...ยังตายไม่ได้..เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ...คือ...รักษาชีวิตลูกน้อย...ให้พ้นอันตราย...เธอกัดฟัน...โหนกิ่งไม้ไว้...แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ...มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทางด้วยความตกใจ...พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมีเหลือทั้งหมด...ตะโกนสุดเสียง...ร้องเรียก...ฝูงลิงเข้ามาใกล้ๆ..แล้วก็ฝากฝัง...ให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว...มองดูลูก...ถูกพาไปจนลับสายตาแล้ว..แน่ใจว่า...ลูกปลอดภัยแล้ว...จึงหลับตา...แล้วหล่นลงมา...ตาย..



คุณพงษ์เทพ...ก้มมองหน้าลิง..แล้วร้องไห้...เพราะที่เบ้าตาลิง...มีหยดน้ำตาใสๆ กำลังไหลริน...คุณพงษ์เทพ..รีบเดินกลับที่พัก...เอาปืนไปเผาทิ้ง...ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลย...ตลอดชีวิต..และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่่..ของแม่ลิง...ที่มีต่อลูกน้อย...เป็นแรงบันดาลใจให้พงษ์เทพ...แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง...ชื่อว่า...'ลิงทะโมน...'เพื่อยกย่อง...เชิดชู...คุณค่าของความรัก...ที่แม่...มีต่อลูก













แม่นะหรือ...                                                                           คือผู้สร้าง ทุกสิ่ง อันยิ่งใหญ่                  

คือผู้รัก ลูกตนกว่าใครใคร                                                     คือผู้คอย ห่วงใย ทุกเวลา                              คือคนร้อน เมื่อลูกรุ่ม กลุ้มเรื่องทุกข์                        คือคนสุข เมื่อลูกนั้น มีหรรษา        

คือคนปลอบ เมื่อลูกเหงา เศร้าอุรา                                   คือคนคอย ให้เมตตา ลูกทุกคราว

เป็นสายฝน คอยช่วยให้ ลูกสดชื่น                        เป็นผ้าผืนคอยห่มให้ เพื่อคลายหนาว

เป็นกระโถน คอยรับทุกข์ ทุกเรื่องราว                                                   เป็นบันได ไต่ดาว ลูกก้าวไป

เป็นคุณครู ผู้สอนสั่งทุกอย่างหนอ                                         เป็นคุณหมอ คอยรักษา จะหาไหน

เป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง ได้ดั่งใจ                                                                  จะหาใครได้เท่าแม่ เหมือนไม่มี

สาธยาย อย่างไร คงไม่หมด                               พระคุณแม่ ยากแทนทด เหมือนปลดหนี้

สิ่งล้ำค่าใดใด ในปฐพี                                                                             จะเทียมเท่า คุณแม่นี้ ไม่มีเอย.
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 19.11.09 at 04:58:47

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การวางเฉยเป็นมารยาทที่ดี แต่มากนักมักเป็นคนลับลมคมใน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ผู้ที่สามารถควบคุมความโกรธไว้ได้ เป็นผู้มีปัญญายอดเยี่ยม

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การทำงานอย่าเอาแต่ทิฐิของตน ต้องเข้าใจเหตุผลของงาน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
อารมณ์โกรธเข้าประตูหน้า สติปัญญาก็โผออกประตูหลัง

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
เมื่ออยากจะรู้ความในใจเขา ต้องฟังเขาพูด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ถอยสักก้าว ทะเลดูกว้าง ท้องฟ้าสดใส

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คบหากันเพราะรูปโฉม ความงามร่วงโรย ความรักก็สลาย

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ผู้ให้ไม่หวังผล ผู้รับไม่ควรลืม

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ใคร่ครวญต้องช้า ๆ ลงมือทำต้องรวดเร็ว

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ยามรุ่งเรืองไม่ประมาท ยามตกยากต้องอดทน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คุณธรรมความดีไม่ได้อยู่ที่ลิ้น หากเก็บไว้ในใจ

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คนรักของเพื่อน อย่าได้รังแกล่วงเกิน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ปัจจุบันละเลยเรื่องเล็กน้อย ภายหน้าเสียใจอย่างใหญ่หลวง

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
หญิงขี้เกียจกับเตียงที่อบอุ่น ย่อมแยกจากกันยาก

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การกล่าววาจากระทบผู้อื่น เหมือนคมมีดกรีดหัวใจ

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ผู้มีความเพียรอย่างแรงกล้า เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
มารยาทดีงามต่อคน เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ภายใต้ฟ้าไม่มีสิ่งใดมาก สำหรับผู้มีใจพากเพียร

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คุณความดีคือเว้นจากการทำบาป และยังไม่คิดจะทำบาปอีกด้วย

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
กิจกรรมทั้งมวล ความซื่อสัตย์สำคัญที่สุด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ความมัธยัสถ์เป็นหนทางแห่งความร่ำรวยที่ยิ่งใหญ่

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ไม่มีสิ่งใดไม่ประสบความสำเร็จ หากมีความขยันอดทน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ขอให้ทุกคนจงสดับ อย่าได้ไม่รู้จักประมาณตน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
รายได้น้อย รายจ่ายมาก ยังให้ทุกข์ได้ทั้งชีวิต

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ความโกรธทำให้ตนเองรับทุกข์ทรมาน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คนโง่เท่านั้นมักอวดตนเป็นคนฉลาด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ความรู้ทำให้รู้จักถ่อมตน ไร้ความรู้ทำให้จองหองอวดดี
:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 19.11.09 at 05:36:35

FW MAIL

บทความสอนใจ “เหรียญ 5 บาท ของพ่อ

ในค่ำคืนนึง… หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ แล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้ ถึงคุณพ่อของแพง และพ่อที่มีลูกสาวทุกท่านข้างล่างนี้เอาไว้ใช้สอนลูกหลานได้

คุณพ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม… คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร

   เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ

คุณพ่อว่า เอ้า.. เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยสอนว่า

   “นี่นะลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็นแต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก“

อย่าลืมเก็บเอาไปใช้ สอนลูกสาว...นะขอรับ..

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 19.11.09 at 09:13:06


Loucipher wrote on 19.11.09 at 05:36:35:
FW MAIL

บทความสอนใจ “เหรียญ 5 บาท ของพ่อ

ในค่ำคืนนึง… หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ แล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้ ถึงคุณพ่อของแพง และพ่อที่มีลูกสาวทุกท่านข้างล่างนี้เอาไว้ใช้สอนลูกหลานได้

คุณพ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม… คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร

   เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ

คุณพ่อว่า เอ้า.. เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยสอนว่า

   “นี่นะลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็นแต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก“

อย่าลืมเก็บเอาไปใช้ สอนลูกสาว...นะขอรับ..


ขอบคุณ คุณลู มากครับ

ข้อคิดข้างต้นนี้ผมว่าดีนะครับ เอาไปใช้สอนให้ สาว ๆ รู้จักรักนวลสงวนตัวดีครับ

:)  :)  :)

คุณพงษ์เทพ...ก้มมองหน้าลิง..แล้วร้องไห้...เพราะที่เบ้าตาลิง...มีหยดน้ำตาใสๆ กำลังไหลริน

...คุณพงษ์เทพ..รีบเดินกลับที่พัก...เอาปืนไปเผาทิ้ง...ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลย...ตลอดชีวิต..และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่่..ของแม่ลิง...ที่มีต่อลูกน้อย...เป็นแรงบันดาลใจให้ พงษ์เทพ...แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง...ชื่อว่า...'ลิงทะโมน...'เพื่อ
ยกย่อง...เชิดชู...คุณค่าของความรัก...ที่แม่...มีต่อลูก


อ่านแล้วผมอดขนลุกซู่ไม่ได้ครับ

ความรักของแม่ที่มีต่อลูกยิ่งใหญ่สุดเปรียบ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักรักลูก แล้วข่าวที่เอา ทารก ไปทิ้งตามกองขยะ อ่านแล้วรู้สึกว่า คนที่กระทำเหล่านั้น ยังเรียกว่า สัตว์ประเสริฐ์ ได้อีกเหรอเนี่ย

[smiley=zasuraw.gif]  [smiley=zasuraw.gif]  [smiley=zasuraw.gif]




Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 28.11.09 at 14:43:09

เอา คำคม แปลจาก คารมจีน ที่ได้รับมาจาก Forward Mail มาฝากกันครับ

:)  :)  :)

.....มีดต้องหมั่นลับจึงจะแหลมคม  
ความรักก็ต้องถูกทดสอบด้วยอุปสรรคจึงจะมั่นคง


.....คนพาลก็เหมือนกับถ่านไฟ
จับไปก็ร้อนมือ  
ตอนดับจับไปมือก็ดำ


.....ความรัก มักพัฒนามาจาก มิตรภาพ
แต่ ความรัก ก็ไม่ใช่ มิตรภาพ
หากคิดว่า ความรัก คือ มิตรภาพ
เราจะเป็นไม่ได้ ทั้งเพื่อน และ คนรัก


.....รากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งหลาย
ล้วนมาจากความเกียจคร้าน


.....คุณธรรมความดี ไม่ได้อยู่ที่ลิ้น
หากแต่อยู่ที่ใจ


.....รูรั่วเล็ก ๆ จมเรือใหญ่ได้ฉันใด
การฟุ่มเฟือยก็ทำให้ยากจนได้ฉันนั้น


.....ทองหยกล้ำค่าใด ๆ ก็ไม่ประเสริฐเท่ากับ
ความรักใคร่สามัคคีระหว่างพี่น้อง


.....ความรักก็เหมือนผีเสื้อ
ยามเราไขว่คว้า ก็มักจะบินหนี
ยามเราอยู่เฉย กลับบินมาเกาะเรา


.....ผู้กระทำการใหญ่
ย่อมไม่ถือสาคำตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ


.....ผู้มีความเพียรอย่างแรงกล้า
เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งทาง


.....คนเราคบกัน มีค่าตรงที่รู้จักกัน
คนเรารู้จักกัน มีค่าตรงที่รู้ใจกัน


.....อย่ารังแกคนยากจน
อย่าหยิ่งยะโสในความมั่งมี


.....ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด
ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ


.....เสียเงินทองถือว่าเสียเพียงหนึ่ง
เสียชื่อเสียงถือว่าเสียมากกว่าหนึ่ง
แต่หากว่าสูญเสียกำลังใจ
ถือว่าเสียทุกอย่าง

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 01.12.09 at 08:00:43

เยี่ยมมากเลยครับ ชอบมากๆโดยเฉพาะประโยคนี้


.....เสียเงินทองถือว่าเสียเพียงหนึ่ง
เสียชื่อเสียงถือว่าเสียมากกว่าหนึ่ง
แต่หากว่าสูญเสียกำลังใจ
ถือว่าเสียทุกอย่าง


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 01.12.09 at 08:05:08

   
เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตครอบครัว
มีบางครั้งที่เราต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
มีบ้างบางครั้งที่เราต้องเลิกทำในสิ่งที่ชอบ
เพื่อความก้าวหน้าของชีวิตครอบครัว
มีบ่อยครั้งที่เราต้องรู้จักใช้สติ
ต้องรู้จัก อดทน และให้อภัย
ดูอย่างต้นไม้ซิ
มันไม่เคยที่จะผืนลิขิตของฤดูกาล
มันไม่คิดจะขัดธรรมชาติ
เมื่อถึงคราวต้องทิ้งใบก็ยินยอมแต่โดยดี
อดทนและอดทน
เพื่อผลิใบ และดอกผลเมื่อฝนมา
เพราะเมื่อเวลามาถึงทุกสิ่งจะดำเนินไป
ชีวิตที่เรียบง่ายคือชีวิตที่มีสุข

**********************************************




อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย
ชนะตนนั่นแหละ เป็นดี

ปญฺญา ธนํ โหติ
ความรอบรู้ เป็นทรัพย์อันประเสริฐ


************************************



อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
อย่าเสวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข
อย่าดีแต่ตัว อย่าชั่วแต่คนอื่น
อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ อย่าเอาเปรียบสังคม
อย่าหลงในโลกีย์ อย่าคิดเอาแต่ได้
อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา
อย่านินทาพระเจ้า อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์
อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก
อย่าสะสมทิฐิ อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี

*****************************************

พลังใจหนทางสู่ความสำเร็จ  ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว การเรียน การทำงานจะเป็นผู้ที่มีพลังใจในตนเอง ซึ่งเป็นแรงจับที่คอยกระตุ้นให้มีความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ต้องการจนสำเร็จบรรลุเป้าหมายอย่างไม่ท้อต่อ อุปสรรคใด ๆ พลังใจที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ความมุ่งมั่น ตั้งใจอันแน่วแน่เป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเรานั้น เอง  
การที่จะมีพลังใจในชีวิตได้ จะต้องเริ่มต้นที่การรู้จักตนเองก่อน ว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นที่ต้องการมาก ที่สุดในชีวิตของเรา แล้วนำสิ่งนั้นมาตั้งเป็นจุดหมาย เช่น ในเรื่องของการเรียนก็ต้องมีเป้าหมายของการที่จะนำ เอาความรู้ ความสำเร็จในการศึกษาไปใช้ในการดำรงชีวิตซึ่งจะทำให้เรามีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น นำความต้องการนั้นมาเป็นเป้าหมาย บวกกับความมั่นใจในตนเอง เห็นคุณค่าของตนเองว่าเราสามารถที่จะทำได้ สามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีทำให้ชีวิตมีประสิทธิภาพได้ด้วยตัวเราเอง เรามาเสริมสร้างพลังใจให้มีขึ้นในตัว เราได้ตามแนวทาง 5 ประการ ดังนี้

ประการแรก เป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่นและมีเหตุผล เป็นผู้นำด้านความคิดให้แก่ตัวเอง สามารถ ตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง

ประการที่สอง พึ่งตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า " ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน " ยังนำมาใช้ได้ไม่ล้าสมัย พยายามทำ สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ไม่ควรพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา

ประการที่สาม กล้าเผชิญปัญหา ต่อสู้กับอุปสรรค ยอมรับได้ทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง คิดว่า ปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสดังนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า " ปัญหามาปัญญาเกิด "

ประการที่สี่ ทำทุกอย่างเต็มความสามารถ ใช้ความสามารถของตนเองให้เต็มที่ มีความรับผิดชอบ ตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ ทำให้ดีที่สุดทั้งกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังใจเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย

ประการที่ห้า พัฒนาตนเอง พยายามแข่งขันกับตนเองอยู่เสมอ โดเฉพาะการพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์เปิดใจ มองโลกให้กว้าง รู้จักให้รวมถึงการให้อภัยด้วย

ดังนั้น เมื่อเรามีพลังใจแน่วแน่สามารถทำได้อย่างไม่ย่อท้อ ความภาคภูมิใจความมีคุณค่าในตนเอง ก็เป็นสิ่งที่ตามมา ความสำเร็จย่อมอยู่ในมือของเรา แม้ดวงใจดวงน้อยนิดพิชิตอุปสรรคได้ ถ้าใส่พลังใจเต็มเปี่ยม




By: ธาริณี มาลัยมาตร์ พยาบาลวิชาชีพ

http://www.love4home.com/ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.12.09 at 08:20:18

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)   :)   :)


อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
อย่าเสวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข
อย่าดีแต่ตัว อย่าชั่วแต่คนอื่น
อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ อย่าเอาเปรียบสังคม
อย่าหลงในโลกีย์ อย่าคิดเอาแต่ได้
อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา
อย่านินทาพระเจ้า อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์
อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก
อย่าสะสมทิฐิ อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี


เป็นข้อคิดที่ดีจริง ๆ ครับ

8)  8)  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 22.12.09 at 11:08:06

อารมณ์ เหตุผล กฎระเบียบ

ความผิดหวังบอกเราเรื่องความอดทน
เราสามารถเอาชนะความรุ่มร้อนและอ่อนแอได้
ถึงจะยากแต่ถ้าปฏิญาณอย่างจริงจังยังมีทางแก้ไขได้

ความผิดหวังบอกเราเรื่องการค้นคว้า
เราสามารถเอาชนะความเขลาและเกียจคร้านได้
ถึงจะยากแต่ถ้าจัดการกับตัวเองวันนี้ยังมีทางสมหวัง

ความผิดหวังบอกเราเรื่องความไม่ประมาท
เราสามารถเอาชนะความเผลอเรอและหลงลืมได้
ถึงจะยากแต่ถ้าฝึกฝนวันนี้ยังมีทางเป็นไปได้

ความผิดหวังบอกเราเรื่องการช่วยเหลือ
เราสามารถเอาชนะความใจแคบและมีอคติได้
ถึงจะยากแต่ถ้าเมตตาวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป

ความผิดหวังบอกเราเรื่องความตั้งใจจริง
เราสามารถเอาชนะความหวั่นไหวและหวาดกลัวได้
ถึงจะยากแต่ถ้าเริ่มต้นวันนี้ยังมีทางสำเร็จ...

fwd mail  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 23.12.09 at 14:42:42

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by UltrafanUltraman on 30.12.09 at 02:01:00

;) ;) ;) ;) ;)
สวัสดีครับ  คุณเสือ
;) ;) ;) ;) ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 30.12.09 at 08:08:56


UltrafanUltraman wrote on 30.12.09 at 02:01:00:
;) ;) ;) ;) ;)
สวัสดีครับ  คุณเสือ
;) ;) ;) ;) ;)


สวัสดีครับ คุณเปา

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 01.01.10 at 14:52:47

ข้อคิดในวันขึ้นปีใหม่

.....หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

ความจริงคำว่า " ปีเก่าและปีใหม่ " เป็นพียงการสมมุติ

เพื่อให้มีสติจะได้ไม่ประมาทในวัยและชีวิต

ครั้งหนึ่งเราเคยสมมุติว่าเป็นปีใหม่

เราเคยมีความดีใจและมีความหวัง

และหลายคนคงจะไม่สมหวังในสิ่งที่หวังในปีเก่าที่จะผ่านไป

เมื่อไม่สมหวังในปีเก่าก็เลยฝากความหวังไว้กับปีใหม่ที่จะมาถึง

คิดและทำอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า จัดว่าเป็นคนที่ประมาท

มีคำอยู่คำหนึ่งคือ คำว่า " เจริญวัย "

ซึ่งตามความเข้าใจของคนทั่วไปหมายถึง วัยเจริญขึ้น

โดยมุ่งถึงความเจริญงอกงาม หรือพัฒนาการทางด้านร่างกาย

แต่ความจริง คำว่า " วัย " เป็นภาษาบาลี

แปลว่า " เสื่อมไป "

เจริญวัยจึงหมายถึง ความเสื่อมเจริญ หรือความเสื่อมเพิ่มขึ้น เช่น เจริญวัยได้ ๓๙ ปี ก็หมายถึงสภาพร่างกายมีความเสื่อมไปเพิ่มขึ้น ๓๙ ปี

หรือมีวัย ๖๘ ปี ก็หมายถึงมีความเสื่อมไป ๖๘ ปี เป็นต้น

ซึ่งปีใหม่นั้นมันก็เกี่ยวข้องกับอายุหรือวัยของคนเรา

เพราะทำให้คนเรามีอายุหรือวัยเพิ่มขึ้นตามปีที่ผ่านไป

ชีวิตของคนแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ

คือ ระยะต้น ระยะกลาง และระยะสุดท้าย

ระยะต้นของชีวิต เรียกว่า " ปฐมวัย " กำหนดตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ ๒๕ ปี

ระยะกลางของชีวิต เรียกว่า " มัชฌิมวัย " นับตั้งแต่อายุ ๒๖ - ๕๐ ปี

ระยะสุดท้ายของชีวิต เรียกว่า " ปัจฉิมวัย " นับตั้งแต่อายุ ๕๑ ปีขึ้นไป

นักปราชญ์ท่านสอนคนเราให้พยายาม สร้างประโยชน์แก่ตัวเองตามวัยทั้ง ๓ ดังนี้

๑. ปฐมวัย ให้รีบเร่งศึกษาหาความรู้ใส่ตัว

๒. มัชฌิมวัย ให้เร่งก่อสร้างตัวและสร้างฐานะเป็นหลักฐาน

๓. ปัจฉิมวัย ให้เร่งสร้างคุณงามความดี คือทำบุญไว้ เพื่อเป็นเสบียงเครื่องเดินทางต่อไปของตน และเป็นตัวอย่างแก่อนุชนคนรุ่นหลัง

ผู้ที่ไม่สร้างประโยชน์ตามวัย ย่อมเสียใจ และเสียดายเมื่อผ่านพ้นจากวัยนั้น ๆ แล้ว

เช่น เป็นเด็กไม่สนใจในการศึกษา เมื่อเติบโตขึ้นไม่มีวิชาความรู้เป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต

ยามที่มีกำลังไม่รีบเร่งสร้างฐานะ เมื่อหมดกำลังแล้วย่อมกลายเป็นคนอนาถา คือ ไม่มีที่พึ่ง

ถึงวัยใกล้ตายควรรีบเร่งทำบุญ แต่กลับประมาทมัวเมาในเรื่องอื่น ๆ เสีย จะต้องโศกเศร้าสงสารตัวเองเมื่อจวนจะสิ้นใจ


เรียกว่า "ปีเก่า" ก็กำลังจะผ่านพ้นไป ก่อน ที่เราจะเรียกว่า " ปีใหม่ " นั้น ขอให้มาพิจารณาถึงปีที่ผ่านมาว่า ตนเองได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง มีอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขบ้าง

โดยเฉพาะให้พิจารณาตัวเองว่าเป็นมนุษย์จำพวกไหน ในมนุษย์ ๔ จำพวก คือ

๑. มนุสฺสเปโต ได้แก่ มนุษย์เปรต หมายถึง คนที่มีร่างกายพิกลพิการมีอาการไม่ครบ ๓๒ ต้องขอทานเลี้ยงชีวิต เป็นอยู่ลำบากและอด ๆ อยาก ๆ ซึ่งคล้ายกับลักษณะและความเป็นอยู่ของเปรต

๒. มนุสฺสติรจฺฉาโน ได้แก่ มนุษย์ดิรัจฉาน หมายถึง คนที่มีร่างกายสมประกอบ มีอาการครบ ๓๒ มีกำลังเรี่ยวแรง สติปัญญา แต่ไม่ทำการงานเลี้ยงชีพเอง คอยแต่อาศัยผู้อื่นกินไปวัน ๆ มีพฤติกรรมเหมือนสัตว์เลี้ยง

๓. มนุสฺสเนรยิโก ได้แก่ มนุษย์สัตว์นรก หมายถึง คนที่มีความประพฤติหยาบช้า กระทำการทารุณเบียดเบียนฆ่าฟันผู้อื่น หากินโดยโจรกรรม ฉ้อสงฆ์ บังศาสน์ ฉ้อราษฎร์ บังหลวง
ประกอบอาชีพไม่สุจริต จนในที่สุดต้องติดคุกติดตะรางเหมือนสัตว์นรก

๔. มนุสฺสภูโต ได้แก่ มนุษย์แท้ หมายถึง คนที่มีความประพฤติดีงาม รักษาศีล ๕ โดยเคร่งครัด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนและคนอื่น

๕. มนุสฺสเทโว ได้แก่ มนุษย์เทวดา หมายถึง คนที่มีความประพฤติดีเยี่ยม มีหิริ คือความละอายต่อบาป โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป ทั้งมีนิสัยบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ประพฤติตนดีเลิศคล้ายเทวดา


ข้อคิดที่อยากจะฝากไว้เนื่องในวันขึ้นปีใหม่นี้ เป็นข้อคิดอันดับสุดท้ายก็คือ ข้อที่บุคคลควรพิจารณาอยู่เสมอ พิจารณาอยู่บ่อย ๆ เพื่อทำใจให้ยอมรับความจริง ที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่ภาษาพระท่านเรียกว่า

อภิณหปัจจเวกขณะ มี ๕ คือ

๑.ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

๒. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้

๓. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

๔. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

๕. ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีกรรมเป็นของตัวเอง เราทำดีก็จะได้ดี ทำชั่วก็จะได้ชั่ว

คนเรานั้นโดยมากอายุไม่ถึง ๑๐๐ ปี
เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย เป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ก็ต้องมีกรรม คือ การกระทำ และมีวิบาก คือผลของการกระทำ

ตราบนั้นคนเราก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้

และเมื่อเกิดมาแล้วสิ่งที่เราต้องพิจารณาก็คือ

ความแก่ ความเจ็บ และความตาย โดยเฉพาะเรื่องของความแก่ เปลี่ยน พ.ศ.ใหม่ที เราก็แก่ไปอีกปี

นึก ๆ ดู ๑ ปี มี ๓๖๕ วัน นั้น ช่างรวดเร็วเหมือนกับกาลเวลามันติดปีกจรวดบิน

บางทียังไม่ได้ทันทำอะไรเลย ก็หมดไปแล้วอีก ๑ ปี เราก็แก่หรืออายุมากขึ้นอีก ๑ ปี

ผู้ที่อยู่ในปัจฉิมวัย คืออายุเลยเลข ๕ ไปแล้ว จะรู้ถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี

จึงมีคำถามที่ถามกันเล่น ๆ ว่า

" อะไรเอ่ย ? เรายิ่งหนี มันยิ่งตาม "

คำตอบ ก็คือ ความแก่

เพราะความแก่นั้นไม่มีใครต้องการหลายคนจึงพยายามวิ่งหนี
แต่จะหนีอย่างไร ก็ไม่มีทางหนีพ้นแต่อาจชะลอได้
คือ ชะลอไม่ให้แก่เร็วหรือแก่เกินวัย เช่น เมื่อมีรอยต*นกาเกิดขึ้นบนใบหน้า

เมื่อเวลายิ้มก็หาเครื่องสำอาง หรือเครื่องประเทืองผิวมาทา
ตรงบริเวณที่เกิดรอยต*นกาก็จะไม่ปรากฏชัด

คนสมัยก่อนท่านสอนไว้ดีมากในเรื่องของการชะลอความแก่
โดยการเป็นคนร่าเริง ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ถึงกับมีคำพูดว่า " ยิ้มวันละนิดจิตแจ่มใส " คนที่ร่าเริง ยิ้มแย้มอยู่เสมอนั้น จะดูเป็นคนที่อ่อนกว่าวัย หน้าไม่ทรยศเจ้าของ


ตรงกันข้ามกับคนที่เคร่งเครียด หน้าบึ้ง จะดูเป็นคนที่แก่เกินวัย หน้าทรยศเจ้าของ

และมีคำถามที่ถามกันว่า " อะไรเอ่ย ? เรายิ่งตามมันยิ่งหนี "

คำตอบก็คือ ความหนุ่ม ความสาว เพราะความเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ใคร ๆ ก็ปรารถนา แต่ความหนุ่ม ความสาวนั้น
เรายิ่งตาม มันก็ยิ่งหนี เราไปตามกาลเวลา

เพราะฉะนั้นจึงฝากไว้เป็นข้อคิดคือ ควรพิจารณาถึงความเป็นจริงว่า คนเรานั้นมีความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นธรรมดา ไม่มีใครสามารถพ้นไปได้

คนเราจะต้องพลัดพรากจากของที่เรารัก ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

และคนเรานั้นมีกรรมเป็นของตนเอง ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by UltrafanUltraman on 02.01.10 at 19:33:41

สวัสดีปีใหม่ครับคุณเสิอ

ปีใหม่นี้ขออวยพรให้คุณเสือร่ำรวยๆเฮงๆนะครับ

คิดเงินได้เงินเต็มเซฟคิดทองได้ทองแท่งเป็นลังๆ
คิดสาวๆก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ ;) ;) ;) ;)

และขออวยพรให้คุณเสือสุขภาพดีตลอดปีใหม่นี้นะครับ ;) ;) ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Robot on 04.01.10 at 01:15:12

มาสวัสดี พี่เสือ ปีเสือใจดีครับ  ขอให้สุขสมหวังตลอดปี เฮงๆๆ ครับ ร่ำรวยเงินทอง สุขภาพเเข็งเเรง
วันงานไม่ได้ไป เลยไม่มีโอกาศเจอพี่ ขอถือโอกาศอวยพรปีเสือ ที่นี่เลยครับ [smiley=sm21.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 04.01.10 at 08:35:41

ขอบคุณ คุณ tigerroad197 มากครับสำหรับข้อคิดดีๆ ที่นำมาฝาก เพิ่งรู้นะครับเนี่ยว่า วัย หมายถึง เสื่อมไป พจนานุกรมน่าจะบอกที่มาที่ไปด้วยนะครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.01.10 at 10:19:36


usarain wrote on 04.01.10 at 08:35:41:
ขอบคุณ คุณ tigerroad197 มากครับสำหรับข้อคิดดีๆ ที่นำมาฝาก เพิ่งรู้นะครับเนี่ยว่า วัย หมายถึง เสื่อมไป พจนานุกรมน่าจะบอกที่มาที่ไปด้วยนะครับ

:)


ด้วยความยินดีครับ

มีอีกคำหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดก็คือคำว่า จุติ ครับ

โดยคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า จุติ แปลว่า เกิด แต่จริง ๆ แล้วแปลว่า ตาย ส่วนมากใช้กับ เทวดา  

โดยความหมายก็คือ ตาย จากความเป็น เทวดา ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.01.10 at 18:00:22

น่าเสียดาย  

ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี

สุขคือทุกข์ให้น้อย

น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
.....แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ  

น่าเสียดาย ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
.....แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง

น่าเสียดาย ที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
.....แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป

น่าเสียดาย ที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475
.....แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว 14 ครั้ง  

น่าเสียดาย ที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
.....แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงเทพยดา

น่าเสียดาย ที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
.....แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา

น่าเสียดาย ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
.....แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ" เป็นที่สุด  

น่าเสียดาย ที่เรามีสื่อมวลชนมากมายไร้พรมแดน
.....แต่เจ็บปวดเหลือแสนเมื่อสื่อมวลชนมุ่งแต่การขายสินค้า

น่าเสียดาย ที่เรามีกฎหมาย
.....แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา  

น่าเสียดาย ที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
.....แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ 8 บรรทัด  

น่าเสียดาย ที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
.....แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊

น่าเสียดาย ที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
.....แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า

น่าเสียดาย ที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
.....แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา  

น่าเสียดาย ที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
.....แต่เรากลับชอบใจที่จะเป็นคนเลวตลอดกาล

น่าเสียดาย ที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
.....แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก

น่าเสียดาย ที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
.....แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การทำบุญให้ทาน

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 06.01.10 at 11:20:50

วันหยุดนี้ เขาได้นั่งเครื่องบินกลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน

วันรุ่งขึ้น แม่ชวนเขาไปเป็นเพื่อนซื้อไข่ไก่

พอได้ยิน เขาอดยิ้มไม่ได้

ที่สำนักงาน เขาคือกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีเลขาฯ และคนขับรถส่วนตัว

แต่เขาก็ยังพยักหน้ารับ “ ได้ครับ แม่ ”

พอออกจากบ้าน แม่ก็บอกว่าต้องไปซื้อที่ซุปเปอร์โน้นนะ

เขาถามว่า ทำไมไม่ซื้อที่ซุปเปอร์ใกล้บ้านเราเล่า

แม่กระพริบตา ทำท่าเหมือนผู้ชนะ บอกว่าที่ร้านโน้นไข่ไก่ถูกกว่า ชั่งละสามหยวนสองเอง แต่ที่ร้านนี้ต้องสามหยวนสี่

เขาทำท่าห่อปาก แบบว่าโอ๊ะโอ๋ เพิ่งรู้นะเนี่ย

พอเดินมาถึงข้างถนน เขาทำท่าจะโบกมือเรียกรถแท็กซี่

แต่แม่บอกว่า ไปรถเมล์สาย 12 กันเถอะนะ

เขาถาม ทำไมต้องสาย 12 ด้วย

แม่บอกว่า สาย 12 เป็นรถรับส่งของทางห้างนี้ ไม่ต้องเสียค่ารถ
ถ้านั่งรถสายอื่น ต้องเสีย 2 หยวน

เขาอดยิ้มไม่ได้ แต่ก็บอกกับแม่ไปว่า ดีครับ

พอขึ้นนั่งบนรถสาย 12 ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ ล้วนแต่สนิทสนมกับคุณแม่ทั้งนั้น

พอทราบว่าเขาเป็นเพื่อนแม่มาซื้อไข่ไก่ ต่างมองเขาด้วยสายตาที่อบอุ่น เหมือนกับว่า เขาก็เป็นลูกชายของพวกเขาเหล่านั้นเช่นกัน

ส่วนใจของเขาในตอนนั้น.. อบอุ่นไม่แพ้กัน

หลังจากซื้อไข่ไก่ได้ 10 ชั่ง แม่ดึงให้เขานั่งรอที่เก้าอี้หน้าห้าง
บอกว่าต้องรออีก 1 ชั่วโมง รถสาย 12 คันเดิมถึงจะกลับมารับอีก

ต้องรออีกตั้ง 1 ชั่วโมง เขารู้สึกหัวใจร้อนรุ่มคุกรุ่นขึ้นมาทันที แต่ก็ข่มใจไว้ ใช้ความอดทนข่มจิตให้เย็นลง  

แม่ก็ชวนเขาคุยไปเรื่อย พูดถึงเรื่องราวตอนที่เขายังไปโรงเรียน

เผลอแผล็บเดียว เวลา 1 ชั่วโมงก็ผ่านไปเร็วเหมือนกัน

ในที่สุด ก็ได้นั่งสาย 12 กลับมาบ้าน

พอถือไข่ไก่เหล่านั้นลงจากรถได้ เขาเป่าปากระบายอย่างโล่งอก

คุณแม่ดูเหมือนจะมีความสุขมาก นับนิ้วให้ฟังว่า ไข่ไก่ 10 ชั่ง ประหยัดไปได้ 2 หยวน

ประหยัดค่ารถไปกลับสองคนอีก 4 หยวน รวมแล้วประหยัดตั้ง 6 หยวน


แต่ในสมองเขากลับคิดคนละอย่าง ตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงตอนนี้ ปาเข้าไป 4 ชั่วโมง

หากให้เขาใช้เวลา 4 ชั่วโมงนี้ในที่ทำงาน เขาสามารถทำเงินได้อีกไม่ต่ำกว่าหมื่นหยวน..

เขาได้แต่แอบถอนใจเบา ๆ คิดว่าจะอยู่บ้านเฉย ๆ อยู่เป็นเพื่อนแม่ดูทีวี หรือคุยกันเรื่อยเปื่อย

ตอนใกล้จะถึงบ้าน เดินผ่านร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง แม่ใช้เงิน 6 หยวนซื้อแตงโมลูกโตลูกหนึ่ง

พอกลับถึงบ้าน จัดแจงผ่าแตงโมทันที

เนื้อแตงโมแดงสด น่ารับประทานมาก

ตัวเขาเองรู้สึกกระหายน้ำตั้งนานแล้ว ก็เลยไม่ฟังอีร้าค่าอีรม หยิบแตงโมได้หนึ่งชิ้น ก็งับเลย

แตงโมหวานมาก เขากินแบบตะกรุมตะกราม เหมือนหมูเลย นานแล้วที่ไม่ได้กินผลไม้อย่างฉ่ำใจเช่นนี้

พอเงยหน้า เห็นแม่กำลังมองเขาอยู่ ในตามีแววเปียกชื้น บนหน้ากลับระบายไปด้วยความสุขและเปี่ยมรัก

ทันไดนั้น ใจเขาเหมือนเส้นพิณที่ถูกดีดจนสั่นสะท้าน

ภาพแบบนี้ เคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ

ตอนยังเล็ก ฐานะทางบ้านยากจน และเขาเป็นเด็กที่ชอบกินมาก( ตะกละ ว่างั้นเถอะ )

ตอนเย็น ๆ เขามักแอบไปเก็บเอาแตงโมที่บ้านอื่นกินเหลือแต่เปลือก เอามาล้างในคลอง แล้วแทะกินอย่างตะกละ ( เห็นมั้ย )

พอแม่รู้เข้า แม่ใช้เวลา 3 วันเพื่อที่จะทอเส้นเชือก แล้วเอาไปขายเพื่อซื้อแตงโมมาให้เขา แล้วนั่งดูเขากินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนหมู

เขาจ้องดูแม่ด้วยความสะท้าน กลืนแตงโมที่เต็มปากลงไป

ทันใดนั้น เขารู้สึกว่าเขาเริ่มเข้าใจคุณแม่บ้างแล้ว

ยามยากลำบาก แม่ขยันและอดออม ส่งให้เขาเรียน เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่

พอเริ่มมีอันจะกิน ความขยันและอดออม ได้กลายเป็นรูปแบบดำรงชีวิตของแม่ ที่ยังคงทำให้แม่พอใจและมีความสุขอยู่เสมอ

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา รู้สึกดีใจที่วันนี้ยอมทนเป็นเพื่อนแม่ ทำให้แม่ประหยัดเงินได้ 6 หยวน

เงิน 6 หยวนนี้ เทียบกับการที่ตัวเองสามารถหาได้เป็นหมื่นหยวนจากการทำงาน คุณค่าไม่ต่างกันเลย

เพราะ บางที..เวลาและเงินทอง จะมีค่าก็ต่อเมื่อมีรักด้วยเท่านั้น

ใกล้ตรุษจีนแล้ว

ถ้ายังมีผู้ใหญ่ให้ชื่นชม ก็ไปเยี่ยมท่านบ้าง

ก็อย่างที่บอก อย่าไปตำหนิท่านที่ไม่ทันสมัย ( เหมือนเรา ) เลย

เพราะจริง ๆ แล้ว ความไม่ยอมทันสมัยของท่านนั่นแหละ ที่จุนเจือให้คุณได้ทันสมัยในวันนี้

ที่มา Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Robot on 06.01.10 at 23:15:39

เมื่อฉันแก่ตัวลง

อยากจะมอบเรื่องนี้ให้กับผู้ที่ไม่ค่อยได้อยู่ใกล้ชิดผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้าน



เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่ง
ที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ
แม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น
โลกใบนี้เริ่มเล็กลง แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง

ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ
ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย
โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง
ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง
ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ
เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง... ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ
เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามาก



จนกระทั่งปีนี้
แม่อายุ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่
โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ
แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ
แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก
แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม
แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...
สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย



พอกลับถึงบ้าน
ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง
หน้าตาเห*่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...

แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ
โดยที่หาทราบไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว
และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ
บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้
ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่า
เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว
แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ
จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก
สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น
10กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า
ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้ว แม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม



“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ
ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย
บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม
ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด
ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน
แม่ก็โวยวายว่า แม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
ผมเลยพูดไม่ออก พอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย
ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...”



“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย
แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า
แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง...
ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ
พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา
ในตามีแววเหม่อลอย – โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”



“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ
แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก
แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก
ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ
แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา
แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมือง
ต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน
มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร
ตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”



แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก
วางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง
มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจ เพราะผมไม่อยากนำกลับไป
มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก
แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ
2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้
ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา
แม่รีบเอื้อมไปหยิบ แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม
แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ
เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ”
แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้น
แล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที



ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู
มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง”
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม
2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที
บทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก
ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที
....




เมื่อฉันแก่ตัวลง
ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด

ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง
ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนแรกๆที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง



ตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ
ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ
ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย



ตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ฉันต้องทั้งออดทั้งปลอบเพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม



ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ
อย่าหัวเราะเยาะฉัน จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม
“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม



ตอนฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ



หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่
ให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว
กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน
ฉันก็พอใจแล้ว



ตอนเธอเห็นฉันแก่ตัวลง
ไม่ต้องเสียใจ ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ




ตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทาง
ให้ความรักและอดทนต่อฉัน



ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ
ในรอยยิ้มของฉันมีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉันที่มีให้กับเธอ





ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบ
เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้น แม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้ว
จึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป
ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป
1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้
รู้สึกแม่จะดีใจมาก เหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผม
และเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น
ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่ง
แม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว



หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น
ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ
“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ
เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

[smiley=zmangkapon.gif]
ที่มา : เม็ดทรายใต้ฟ้า
เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.01.10 at 08:53:56

ขอบคุณ คุณ Robot มาก ๆ ครับ

;)  ;)  ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 08.01.10 at 09:37:42

ขอบคุณคุณrobot, คุณtiger มากๆครับ

โลกแห่งความจริง
โลกแห่งความฝัน

โลกทั้งสองใบ

มีความคล้ายคลึงกันอย่งน่าอัศจรรย์

โลกทั้งสองใบนี้คาบเกี่ยวกันอยู่

ความคิดเป็นเขตกั้นบางๆระหว่างโลกทั้งสองใบ

ความจริง

สอนให้มนุษย์รุ้จักแก้ปัญหา

ยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึน

แม้ว่า

ความจริงทำให้มนุษย์เจ็บปวด

กฏไกทางธรรมชาตินี้

ทำให้มนุษย์เติบโตได้ด้วยตนเอง

มนุษย์ต้องเผชิญกับความเป็นจริงเสมอ

โลกแห่งความฝัน

โลกใบนี้เต็มไปด้วยความสวยงาม

ที่แห่งนี้ไม่สามารถทำให้คุณเจ็บปวดได้

เหมือนกับโลกของความจริง

เราจึงหลีกหนีความจริง

เข้ามาสสู่โลกของความฝัน

โลกแห่งความฝัน

สามารถทำให้เรามีความสุข

ทำให้เราลืมปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

เราเลือกที่จะอยู่ในโลกแห่งความฝัน

มากกว่าโลกของความจริง

ในทางกลับกัน

เราอยู่ในโลกของความฝันนานเกินไป

ทำให้เราไม่สามารถยอมรับความเป็นจริง

โลกแห่งความผันทำร้ายคุณโดยที่คุณไม่รู้สึกตัว

โลกแห่งควาเมป็นจริงทำร้ายคุณเช่นกัน

แต่โลกแห่งความจริง

สอนให้คุณยอมรับกับสิ่งเกิดขึ้น

ก้าวเดินต่อไปได้ในทางข้างหน้า

เราควรอยู่ในโลกขอองความจริงและความฝันให้เท่ากัน

หากเราเหนื่อยล้ากับปัญหา

หยุดพักที่โลกแหงความฝันสักพัก

พอเรามีกำลังมากพอที่จะต่อสุ้กับปัญหา

เราต้องกลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป้นจริง

http://mahoro22.exteen.com/20060204/vs

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 08.01.10 at 12:35:35

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ เช่นกันครับ


บันทึกช่วยจำของ " เหลียงจี้จาง "

เหลียงจี้จาง เป็นพิธีกรดังของ TVB ในฮ่องกงและเป็นนักเขียนด้วย

บันทึกช่วยจำที่เขาเขียนให้ลูก ได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้างเมื่อไม่นานมานี้

นอกจากแสดงถึงความห่วงหาอาทรที่พ่อมีต่อลูกเฉกเช่นคุณพ่อทั่ว ๆไป มุมมองของเขาบางเรื่อง ( แบบสังคมฮ่องกง ) แม้บางคนจะเคยประสบมาบ้างเหมือนกัน อ่านแล้วก็ยังอดอึ้งไม่ได้ เลยถ่ายทอดสู่กันฟัง...



ลูกรัก..ที่พ่อเขียนบันทึกช่วยจำฉบับนี้ให้ลูก มีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ

1. สรรพสิ่งล้วนอนิจัง จะมีชิวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดไม่มีใครบอกได้ พ่อจึงคิดว่า บางเรื่องพ่อน่าจะสั่งเสียไว้แต่เนิ่น ๆ ย่อมจะดีกว่า

2. เพราะพ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอกลูก ไม่มีใครหรอกที่เขาจะบอกลูกแบบที่พ่อบอก

3. สิ่งที่พ่อบันทึกไว้นี้ ล้วนเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่พ่อได้เรียนรู้มา มันจะทำให้ลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้มันอีก

ในชีวิตของลูก ขอให้จำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ให้ดี

1. คนที่ไม่ดีต่อเรา ไม่ต้องไปใส่ใจนัก ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครมีหน้าที่ที่จะต้องมาดีต่อเรา ยกเว้นพ่อกับแม่ของลูก

สำหรับคนที่ดีกับลูก นอกจากลูกต้องหวงแหนและขอบคุณเขาแล้ว ยังต้องคอยระวังตัวไว้ด้วยเพราะคนเราทุกคน ทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์ เขาทำดีกับลูก ใช่ว่าเขาจะทำเพราะชอบลูกเสมอไป

ลูกต้องตระหนักจุดนี้ให้ดี อย่าเพิ่งรับเขาเป็นเพื่อนเร็วเกินไป ( น่ากลัวไหม )


2.ไม่มีคนที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องมีให้ได้ ถ้าเข้าใจจุดนี้ หากวันใดคนข้างกายของลูกไม่ต้องการลูกอีกต่อไป หรือวันใดที่ลูกต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไป ลูกจะได้เข้าใจ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย

3. ชีวิตนี้แสนสั้น ( จะอยู่แค่ 160 ปีเอง ) หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่า พรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น

ดังนั้น ยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใด เวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หาความสุขเสียแต่วันนี้ ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน

4. ในโลกนี้ไม่มีเรื่องรักนิรันด์กาล ความรักเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ โดยความรู้สึกนี้ย่อมเปลี่ยนไปตาม กาลเวลาและอารมณ์ หากสิ่งที่ลูกรักมากที่สุดจากลูกไป ขอให้รอคอยอย่างอดทน ให้เวลาช่วยชะล้าง ให้จิตใจค่อยๆตกตะกอน แล้วความทุกข์ของลูกจะค่อยๆจางหายไป.. อย่าวาดหวังความรักให้สวยเกินไป และอย่าซ้ำเติมการอกหักให้ทุกข์เกินเหตุ


5. แม้ว่าคนหลายคนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ไม่ได้เรียนมาสูง

แต่ไม่ได้หมายความว่า หากไม่ขยันเรียน แล้วจะได้ดี

ความรู้คืออาวุธ คนเราอาจสู้แล้วรวย แต่ไม่มีทางรวยได้ หากปราศจากอาวุธสู้.. จำไว้


6. พ่อจะไม่ขอให้ลูกเลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของพ่อ เพราะพ่อก็จะไม่เลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของลูกเช่นกัน

เมื่อลูกโตพอจนเป็นอิสระได้แล้ว พ่อก็หมดหน้าที่แล้วเช่นกัน หลังจากนั้นไป ลูกจะนั่งรถเมล์หรือจะนั่งรถเบ๊นซ์จะกินหูฉลามหรือจะกินบะหมี่สำเร็จรูป ลูกต้องเลือกเอง


7. ต้องทำดีต่อผู้อื่น แต่อย่าหวังว่าผู้อื่นต้องทำดีต่อเรา

เราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร มิได้หมายความว่าผู้อื่น ก็จะปฏิบัติตอบต่อเราในแบบเดียวกัน..

ลูกต้องเข้าใจในข้อนี้ จะได้ไม่หาทุกข์ใส่ตัวโดยไม่จำเป็น


8. พ่อซื้อล๊อตเตอรี่มาตลอดชีวิต ยังยากจนเหมือนเดิม แม้แต่รางวัลเลขท้ายยังไม่เคยถูกเลย

นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า คนเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องขยันขันแข็งอย่างเดียวเท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่ไม่ต้องเสียตังค์ ( No free lunch )


9. ญาติ มิตร หรือสหาย ล้วนเป็นกันชาตินี้ชาติเดียว

ฉะนั้น จงหวงแหนโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะในชาติหน้า ไม่ว่าท่านจะรักใครหรือชังใคร ท่านก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก ( หมายเหตุ ถึงพบกันก็ไม่รู้จักกัน )


ที่มา : Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 13.01.10 at 05:36:56

ขอบคุณ คุณtiger ครับ


คู่แท้ ต้นหญ้า กับกาลเวลา (เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนมัก.ทำอย่างนั้น)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ........
มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่
ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า
เราจะหาคู่แท้ของเราเจอได้ไงคับอาจารย์
บอกผมหน่อยได้ไหมคับ ?

อาจารย์ : ( เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ )
อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ
แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถามที่ง่ายเหมือนกันนะ

ลูกศิษย์ : ( นั่งคิดอย่างหนัก )
อืม ?.... งงอะไม่เข้าใจ

อาจารย์ : โอเค งั้น
เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ
มีหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม
เธอลองเดินไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด
แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ
แต่ว่าเวลาเธอเดินเนี่ยเธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ
ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม

ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ
( ว่าแล้วก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า )
หลังจากนั้นไม่นาน ....

ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน

อาจารย์ : อืม ... แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ
ในมือเธอเลยหละ

ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน
ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวยๆเนี่ย
ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยวก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้
ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย
รู้ตัวอีกที
มันก็สุดสนามหญ้าแล้วครับจะเดินกลับก้อไม่ได้
เพราะจานสั่งห้ามไว้

อาจารย์ : นั่นแหละ
คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ
เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่ออะไรกับเรา

ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ

ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือคนที่คุณชอบ
หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ

ทุ่งหญ้าก็คือ เวลา เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ

อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ
แล้วคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่เปรียบเทียบ
คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

อย่าลืมว่า ' เวลาไม่เคยย้อนกลับ '

ไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น
เรื่องนี้ ยังสามารถใช้ได้กับการหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต
หรือแม้กระ ทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ

ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรมที่ว่า
จงรัก และไขว่คว้าโอกาสที่คุณมีในขณะนี้
อย่ามัวแต่เสียเวลา
บางครั้งคนเราก็มีโอกาสเลือกแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 13.01.10 at 07:45:21

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 23.01.10 at 11:12:03

" ทำไมแม่ต้องไปไหว้พระที่ไกล ๆ ด้วย วัดแถว ๆ นี้ ไหว้ไม่ได้รึไง " ฉันบอกกับแม่ เมื่อแม่บอกให้ฉันไปส่งแม่หน่อย

แม่ชอบไปไหว้พระที่ต่าง ๆ แต่ละแห่งไม่รู้สรรหามาจากไหน ทุกครั้งที่ไปไหว้พระ แม่จะถือกล่องสังกะสีเก่า ๆ ใบหนึ่ง ติดมือไปด้วยเสมอ ๆ  

ตั้งแต่พ่อจากไป แม่ก็จะใช้เวลาขลุกอยู่กับกล่องสังกะสีใบนี้วันละนาน ๆ ฉันมีงานวุ่นวายมากมาย ไหนจะงานที่บริษัท ไหนจะนัดเพื่อนฝูงหลังเลิกงาน

แต่แม่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลอะไรกับฉันมากไปกว่า " ก้อวัดนี้มีหลวงพ่อ.....นะลูก "

เฮ้อ สารพัดหลวงพ่อที่แม่บอกชื่อ ฉันไม่รู้จักสักองค์ แต่ก็มีแค่ฉันคนเดียวที่อยู่กับแม่ มันก็ต้องเป็นหน้าที่ฉันอย่างเลี่ยงไม่ได้

ฉันขอเล่าแบคกราวด์ฉันหล่อยละกัน ฉันมีพี่น้องสี่คน ฉันเป็นคนสุดท้อง พี่ ๆ ฉัน แต่งงานมีครอบครัว แยกออกไปหมดแล้ว
เหลือเพียงฉันคนเดียวที่ยังไม่มีครอบครัว ฉันจึงรับหน้าที่ดูแลแม่ โดยมีพี่ ๆ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

ลำพังตัวฉันเอง แค่เลี้ยงตัวเองให้รอดก็บุญโขแล้ว เรื่องจะอุปการะแม่อีกคน ฉันทำไม่ได้หรอก ก็ได้แต่อาศัยพี่ ๆ เค้าให้แม่ไว้ใช้จ่าย ลำพังเงินเดือนฉัน บางเดือน ฉันยังขอยืมแม่ด้วยซ้ำไป  แม่จะบอกว่า เอาไปเหอะ ไม่ต้องใช้แม่หรอก แม่ไม่ได้ใช้อะไร

ฉันกับแม่ก็อยู่กันได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่ฉันสุดจะเบื่อหน่าย ก็แม่ชอบมาบอกฉันว่า อย่าทำโน่น อย่าทำนี่ อย่าไปที่นั่น อย่างไร้เหตุผล

แถมเวลาจะไปไหว้พระอะไรของแม่นั่น มันช่างเป็นอะไร ที่คอขาดบาดตายเหลือเกิน เลื่อนก้อไม่ได้ ไม่ไปส่งก็จะนั่งรถเมล์ไปบ้างละ นั่งเหม่อบ้างละ

ท้ายสุดที่ฉันฟิวส์ขาด ก็งานด่วนหัวหน้าจะเอาพรุ่งนี้ ตอนสาย ๆ

แต่เช้ามา แม่บอกว่า ไปส่งแม่ไหว้พระที่ วัดหลวงพ่อโสธร ที่แปดริ้ว ฉันขอแป็นตอนบ่าย ก็ไม่ยอม

ฉันตะโกนใส่หน้าแม่ว่า ถ้าฉันไปส่งแม่ตอนนี้ ฉันคงต้องตกงานแน่ ๆ หัวหน้าจะเอางานที่ฉัน อีกสองชั่วโมงนี้แล้ว และมันก้อยังไม่เสร็จ

แม่นั่งเงียบ หลบไปนั่งกอดกล่องสังกะสีใบเก่า ๆ เหม่อมอง
อย่างไร้จุดหมาย ดวงตาแม่มีน้ำใส ๆ คลออยู่

แต่ฉันสิ ฉันโกธรสุด ๆ และตัดสินใจว่า แม่ต้องไปอยู่บ้านพักคนชรา

ฉันใช้เวลาหลายวันมาก ติดต่อบ้านพักคนชรา ปรึกษาพี่ ๆ ว่า ฉันไม่ไหวแล้ว หรือว่า พี่ ๆ คนไหนจะรับแม่ไปดูแลก็ตามใจ

ซึ่งก็ไม่มีพี่คนไหนเสนอตัวรับ ต่างก็อ้างภาระครอบครัว ในที่สุดพี่ ๆ ทุกคนก็ยอม

ฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกกันแม่ฉันพยายามให้เหตุผลกับแม่ว่า ที่นั่น แม่จะมีเพื่อน แม่ไม่ต้องเหงาในกลางวันที่ฉันไม่อยู่บ้าน แม่ไม่ต้องคอยฉันกลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ แม่จะมีคนดูแลแม่ตลอด  แม่พยักหน้าอย่างไร้ความรู้สึก

ฉันรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก แต่.. ฉันไม่ไหวแล้วจริง ๆ

ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง ฉันช่วยแม่เก็บข้าวของใส่กระเป๋า แม่กอดกล่องสังกะสีใบเก่า ๆ นั้น ตลอดเวลา

ฉันขนกระเป๋าแม่ใส่ท้ายรถฉัน ฉันบอกตัวเองตลอดว่า ฉันจำเป็นต้องทำ

แม่เหลียวมองบ้านที่แม่อยู่มาตลอดเกือบสี่สิบปี ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งในรถ กอดกล่องสังกะสีใบเดิมไว้

ฝนเจ้ากรรม ก้อดันตกอยู่ตลอดเวลา ฝนตกรถก้อต้องติด เอาเถอะ อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงจากนี้ ฉันก้อจะเป็นอิสระ จากพันธนาการทั้งหลาย

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฉันยังไปไม่ถึงไหน ไฟแดงข้างหน้า ฉันต้องกลับรถ ฉันเปิดไฟเลี้ยวขวา รอสัญญาณไฟเลี้ยวขวา ฉันจะได้กลับรถ

รถยังเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ที่ปัดน้ำฝนยังคงทำงานของมัน อีกสามคัน ฉันคิดอยู่ในใจ

แม่ยังคงนั่งเหม่อ มือยังถือกล่องสังกะสีใบเดิม รถขยับไปช้า ๆ จนถึงคิวฉัน

ฉันก้อหมุนพวงมาลัย ขวาเต็มที่ เพื่อ เลี้ยวกลับรถ แต่รถคันที่อยู่ทางซ้ายมือ กลับฉวยโอกาส เบียดหน้ารถฉัน แล้วชิงเลี้ยวก่อน

ฉันเบรคทันที แรงเบรค ทำให้กล่องสังกะสีแม่หลุดมือ ร่วงลงไปยังพื้นรถ ข้าวของข้างใน กระเด็นออกมา

ฉันเหลือบตามอง ข้างของในกล่อง มีรูปขาวดำเก่า ๆ สมัยพวกฉันเป็นเด็ก สี่รูป กับกระดาษปฎิทินเก่า ๆ คร่ำคร่า สามสี่แผ่น

แม่รีบก้มเก็บมันขึ้นมา ใส่ลงไปในกล่องสังกะสี

ฉันถามแม่ว่า มันคืออะไร เหรอ แม่ถึงได้หวงมันนักหนา

แววตาแม่เปลี่ยนจากว่างเปล่า เป็นแววตาที่สดใสขึ้นมาทันที

แม่เล่าว่า แม่ไม่เคยเรียนหนังสือ แม่อ่านหนังสือไม่ออก แม่เขียนหนังสือไม่ได้ วันที่แม่เกิดพวกแก อาอี๊ ก้อฉีกปฎิทินยัดใส่มือแม่ไว้ บอกแม่ว่า เก็บไว้ดี ๆ แม่ได้แต่กำไว้  

พูดจบ แม่ก็ค่อย ๆ หยิบใบหนึ่งขึ้นมา ให้ดูแล้วบอกว่า อันนี้ของพี่แก ทุกปี แม่ต้องไปไหว้พระ ที่วัดเล่งเน่ยยี่ เอาไปให้ซินแสดูว่า แต่ละปี พวกแกแต่ละคน ต้องระวังอะไร

อย่างปีก่อน พี่แก ปีชงแม่บอกให้พี่แกไปไหว้พระสะเดาะเคราะห์
พี่แกก็ไม่ยอมไป แม่ก้อต้องไปไหว้พระให้พี่แก

แม่ก้มหยิบอีกใบ นี่ใบนี้ ของแก ปีนี้ซินแสบอกว่า แกมีเรื่องกลุ้มใจกับงาน แม่ก็บอกแก แกก็อ้างไม่ว่าง งานยุ่ง แม่ก็ต้อไปไหว้พระขอพระที่วัดหลวงพ่อโสธรแทนแก แต่ไม่เป็นไรหรอก แกไม่ว่าง แม่ก็ไปของแม่เองได้ งานการพวกแกมันเยอะ แม่เข้าใจ

ถึงตอนนี้ ไม่รู้สายฝนหรือน้ำตา ทำให้ฉันมองถนนไม่เห็น ทั้ง ๆ ที่ปัดน้ำฝนยังคงทำงานตามปรกติ

ฉันกระพริบตาถี่ ๆ ในที่สุดฉันก็รู้ว่ามันคือน้ำตา ก้อนอะไรไม่รู้ไหลมาจุกที่คอ ฉันกลืนมันลงไปอย่างยากเย็น

ฉันขับรถตรงไปอีกแยก แล้วเปิดสัญญาณไปเลี้ยวขวาเพื่อเลี้ยวกลับรถอีกครั้ง

ฉันตัดสินใจ ขับรถกลับบ้าน ฉันต้องอยู่กับแม่ ไม่ว่าแม่จะทำอะไร

ฉันจะทำให้แม่ก่อนเสมอ จากนี้ไป

ที่มา : FW Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 28.01.10 at 05:45:57

ผมว่า พ่อแม่ เป็นคนที่ทำบุญปิดทองหลังพระให้กับลูกจนตลอดชีวิตของพวกท่านครับ ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆครับ


อันนี้เอามาฝาก ขำปนซึ้งนิดๆครับ ไม่แน่ใจว่า คุณ TIGER โพสหรือยัง

ชายชราคนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมือง ไอดาโออย่างเดียวดาย เขาต้องการที่จะพรวนดินเพื่อทำสวนมันฝรั่ง แต่มันเป็นงานที่หนักมาก ลูกชายคนเดียวที่เคยช่วยต้องโทษติดคุก...ชายชราเขียน จ.ม. ถึงลูกอธิบายถึงสถานการณ์

ลูกรัก...
พ่อรู้สึกแย่มากเพราะดูเหมือนว่าพ่อจะปลูกมันฝรั่งไม่ได้ในปีนี้ พ่อแก่เกินไปที่จะขุดไถแปลงสวน ถ้าลูกยังอยู่ คงจะไม่มีปัญหา พ่อรู้ว่าลูกคงจะขุดพรวนแปลงสวนให้...รัก/จาก พ่อ

หลังจากนั้น 2-3 วัน ชายชราได้รับ จ.ม.จากลูกชาย พ่อครับ...
เพื่อเห็นแก่พระเจ้า พ่ออย่าได้ขุดพรวนแปลงสวนนะครับ ผมฝังศพไว้ที่นั่นหลายศพ !!!!!!!!!!!...รัก/จากลูก

ตี 4 เช้าวันรุ่งขึ้น จนท. เอฟบีไอ และตำรวจท้องที่ แห่กันมาขุดค้นไปทั่วทั้งสวนแต่ไม่พบศพเลย จนท. ขอโทษ ชายชราและจากไป

วันเดียวกัน ชายชราได้รับ จ.ม. อีกฉบับจากลูกชาย

พ่อครับ...
ตอนนี้คุณพ่อลุยปลูกมันฝรั่งได้เลย ตอนนี้ผมคงช่วยพ่อได้แค่นี้ละครับ ในสถานการณ์เช่นนี้...รัก/จากลูก

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 28.01.10 at 05:49:34

ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าและพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู
ลูก . "พ่อครับ พ่อ,ผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง"
พ่อ . "ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ"
ลูก ."พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
พ่อ ."ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่, ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ"
พ่อตอบด้วยความโมโห
ลูก. "ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่?"
ลูกพูดร้องขอ
พ่อ . "ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 200 บาท
ลูก . "โอ.." ลูกอุทาน แล้วคอตก
พูดกับพ่ออีกครั้ง "พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 100 บาท"
พ่อกล่าวด้วยอารมณ์"นี่เป็นเหตุผลที่แกถามเพื่อจะขอเงินแล้วไปซื้อของเล่นโง่ๆ หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะแล้วลองคิดดูว่าแกน่ะเห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆชั่วโมงทุกวันและไม่มีเวลาสำหรับเรื่องเด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก" เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู


ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้นเพื่อจะขอเงินได้อย่างไร? หลังจากนั้นเกือบชั่วโมงอารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็นต้องใช้เงิน100 บาท นั้นจริงๆ และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเปิดประตู
พ่อ . "หลับหรือยังลูก?"
ลูก ."ยังครับ"
พ่อ. "พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป","นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก , เอ้า นี่เงิน 100 บาทที่ลูกขอ"
เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง "ขอบคุณครับพ่อ"
ว่าแล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้าๆ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง .
"ก็มีเงินแล้วนี่แล้วมาขออีกทำไม"
ลูก . "เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว"
"พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงิน ครบ 200 บาทแล้ว ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง"
....พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ ผมมีอะไรจะคุยกับคุณพ่อครับ.....

:)www.love4home.com/???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 28.01.10 at 05:52:44

เก็บมาฝากจากพระพยอม กัลยาโณ  
เศรษฐีคนหนึ่ง อยู่กรุงเทพฯ เป็นนักสะสมซากสัตว์ เขาสัตว์  งาช้าง หนังเสือ เต็มบ้านไปหมด ทุกเสาร์ อาทิตย์ ก็ออกไปล่าสัตว์ เมีย มีลูกอ่อน อายุประมาณ 3 เดือน วันหนึ่ง ขณะออกล่าสัตว์เห็นลูกลิงตัวหนึ่ง สวย น่ารัก ขนสีขาว แปลกมาก อยากได้มาเลี้ยงที่กรุงเทพ ฯ ก็ปรึกษากับพรานป่าคนนำทางว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ลูกลิงมาเลี้ยง …
พรานป่าบอกว่า … โดยสัญชาตญาณ ลิงจะรักลูกมาก รักสุดชีวิต ตราบใดที่แม่ลิงยังไม่ตาย ไม่มีใครสามารถเอาลูกมันออกจากอกได้ … มันสู้สุดชีวิต

สุดท้าย เศรษฐีตัดสินใจยิงแม่ลิงตายแล้วเอาลูกลิงสีขาวมาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ … เมื่อยิงแม่ลิงตาย ก็เอาเนื้อไปแกงให้ลูกน้องถลกหนังเก็บหนังไว้ประดับบ้าน

พอกลับถึงกรุงเทพฯ  ก็เอาลูกลิงเลี้ยงไว้ในบ้าน หยอกล้อ วิ่งเล่นกับลูกลิง เป็นที่สนุกสนาน ส่วนหนังลิงตัวแม่ มันยังสดอยู่ มีกลิ่นเหม็น ก็เอาไปตากแดดที่ลานจอดรถหน้าบ้าน …


เช้าวันหนึ่ง ขณะเมียเศรษฐี กำลังให้นมลูกกินในห้องรับแขกหน้าบ้าน เมียร้องไห้โฮ ดังลั่นบ้าน เศรษฐีตกใจ วิ่งลงมาจากชั้นบน โผเข้าไปกอดเมียและลูกไว้ใบหน้าตกใจสุดขีด พยายามถามเมียว่าเกิดอะไรขึ้น
เมียไม่ยอมตอบ เอาแต่ส่ายหน้า แล้วก็ร้องไห้ หันไปมองหน้าลูก กำลังหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข ….
นั่งปลอบเมียอยู่สักครู่ พอเริ่มตั้งสติได้ก็ถามเมียว่าเกิดอะไรขึ้น ตกใจเรื่องอะไร ร้องไห้เรื่องอะไร
เมียไม่ยอมพูด … แต่ชี้มือไปที่ลานจอดรถหน้าบ้าน … เศรษฐีมองตามไป เห็นภาพถึงกับผงะตกใจ น้ำตาไหล ไม่รู้ว่า ลูกลิงที่เอามาเลี้ยงไว้หลุดออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ มันออกไปดูดนมแม่ ที่เป็นหนังแห้ง ตากไว้ที่โรงรถ ดูดเสร็จ มันก็ก้มลงกอดแม่ ตาไหล …
เศรษฐีและเมีย ทนดูไม่ได้ ร้องไห้โฮ คุยกันว่า ถ้ามีคนทำกับครอบครัวเราอย่างนี้บ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร จะเศร้าโศก เสียใจ ทุกข์ทรมานใจขนาดไหน …?
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เศรษฐี สั่งให้เอาซากสัตว์ที่สะสมทั้งหมดไปเผา เอาลูกลิงไปปล่อยในป่า เลิกออกล่าสัตว์ เข้าวัด ทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้แม่ลิง และขออโหสิกรรม ทุกครั้งที่ทำบุญจะขอพรทุกครั้งว่า …
ขออย่าให้มีใครมาทำกับครอบครัวเรา …เหมือนกับที่เราได้ทำกับครอบครัวลิงตัวนั้นเลย
อาตมาจึงขอฝากไว้ว่า ถ้ารักลูกของเราจงอย่าทำร้ายลูกคนอื่นถ้าอยากให้ครอบครัวของเรามีความสุขจงอย่าทำร้ายครอบครัวคนอื่น





นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอเมริกา
ผู้ชายคนหนึ่งออกมาชื่นชมรถกระบะคันใหม่หน้าบ้าน แต่แล้วก็ต้องเป็นเง็งเมื่อเห็นลูกชายวัยขวบของเขา กำลังบันเทิงอยู่กับการเอาฆ้อนทุบให้รถบุบเล่น เขาถลันไปที่ลูกชาย ผลักลูกกระเด็น แล้วคว้าฆ้อนมาทุบมือลูกจนน่วมเป็นการลงโทษ พอหายสติแตก พ่อก็ตาลีตาเหลือกพาลูกไปโรงพยาบาล แต่แม้ว่าหมอจะพยายามแบบสุดๆแล้ว ก็ไม่สามารถกู้กระดูกที่แหลกเหลวกลับคืนมาได้ จนสุดท้ายก็ต้อง จำใจตัดนิ้วเด็กทิ้งจากทั้ง 2 มือ
พอเด็กชายฟื้นจากการผ่าตัดและ เห็นมือของเขาที่กลายเป็นตอกุดๆ พันผ้าพันแผล เขาก็พูดกับพ่อ อย่างใส ซื่อว่า " พ่อครับ ผมขอโทษเรื่องรถกระบะของพ่อนะครับ" แล้วเขาก็ถามต่อว่า ว่าแต่เมื่อไหร่นิ้วของผมจะงอกใหม่อ่ะ พ่อกลับบ้านแล้วก็ฆ่าตัวตาย



ครั้งต่อไปที่มีใครมาเหยียบเท้าเรา หรือเราคิดถึงการแก้แค้นเอาคืน ขอให้คิดถึงเรื่องนี้นะ คิดก่อนที่จะหมดความอดทนกับใครสักคนที่เรารัก รถกระบะซ่อมได้ .. แต่กระดูกหักและ ใจเจ็บที่ ชอกช้ำน่ะ เยียวยาไม่ได้แล้ว บ่อยครั้งที่เราลืมความแตกต่างระหว่างตัวบุคคลกับการกระทำ เราลืมไปว่า การให้อภัยนั้น ยิ่งใหญ่กว่า การแก้แค้น เป็นคนก็ต้องมีพลั้งพลาด คนเราทำผิดทำพลาดกันได้ แต่สิ่งที่ เราทำขณะตกอยู่ในโทสะจริตนั้นจะตามหลอกหลอนเราไปตลอดกาล หยุดคิดตรึกตรอง คิดก่อนทำเย็นๆ ไว้ รู้จักอภัยและหัดลืม รักให้ทั่วหน้า ทั่วหล้า ถ้าเรามัวแต่คิดตัดสินคนอื่น ว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้สมควรโดนอย่างนี้ อย่างนั้น ฯลฯ เราก็ไม่เหลือเวลาที่จะรักเขาได้เลย


:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 28.01.10 at 07:51:18

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

เรื่อง พ่อที่ทำร้ายลูก เป็นการสอนให้รู้จักมี สติยับยั้งชั่งใจ ดีมาก ๆ เลยครับ

แต่ดูเหมือนว่าสุดท้ายแล้ว พ่อเจ้าอารมณ์ ก็ยัง ขาดสติ จึง ฆ่าตัวตาย นะครับ โดยไม่ได้หยุดคิดว่า เมื่อเขาตายไปแล้ว ลูกของเขาจะเป็นอย่างไร และจิตใจของลูกที่เสียนิ้วไปแล้ว ยังต้องมาเสียพ่อไปอีกจะเป็นอย่างไรบ้าง การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ลูกของเขาเจ็บปวดมากขึ้นนะครับ


[smiley=zkavin.gif]  [smiley=zkavin.gif]  [smiley=zkavin.gif]

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 29.01.10 at 07:37:14


Loucipher wrote on 28.01.10 at 05:45:57:
ผมว่า พ่อแม่ เป็นคนที่ทำบุญปิดทองหลังพระให้กับลูกจนตลอดชีวิตของพวกท่านครับ ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆครับ


อันนี้เอามาฝาก ขำปนซึ้งนิดๆครับ ไม่แน่ใจว่า คุณ TIGER โพสหรือยัง

ชายชราคนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมือง ไอดาโออย่างเดียวดาย เขาต้องการที่จะพรวนดินเพื่อทำสวนมันฝรั่ง แต่มันเป็นงานที่หนักมาก ลูกชายคนเดียวที่เคยช่วยต้องโทษติดคุก...ชายชราเขียน จ.ม. ถึงลูกอธิบายถึงสถานการณ์

ลูกรัก...
พ่อรู้สึกแย่มากเพราะดูเหมือนว่าพ่อจะปลูกมันฝรั่งไม่ได้ในปีนี้ พ่อแก่เกินไปที่จะขุดไถแปลงสวน ถ้าลูกยังอยู่ คงจะไม่มีปัญหา พ่อรู้ว่าลูกคงจะขุดพรวนแปลงสวนให้...รัก/จาก พ่อ

หลังจากนั้น 2-3 วัน ชายชราได้รับ จ.ม.จากลูกชาย พ่อครับ...
เพื่อเห็นแก่พระเจ้า พ่ออย่าได้ขุดพรวนแปลงสวนนะครับ ผมฝังศพไว้ที่นั่นหลายศพ !!!!!!!!!!!...รัก/จากลูก

ตี 4 เช้าวันรุ่งขึ้น จนท. เอฟบีไอ และตำรวจท้องที่ แห่กันมาขุดค้นไปทั่วทั้งสวนแต่ไม่พบศพเลย จนท. ขอโทษ ชายชราและจากไป

วันเดียวกัน ชายชราได้รับ จ.ม. อีกฉบับจากลูกชาย

พ่อครับ...
ตอนนี้คุณพ่อลุยปลูกมันฝรั่งได้เลย ตอนนี้ผมคงช่วยพ่อได้แค่นี้ละครับ ในสถานการณ์เช่นนี้...รัก/จากลูก

:)


ตลกดีครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 25.02.10 at 10:38:02

อยากให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้อ่านเรื่องราวของ ชาย คนนี้ครับ

ชายผู้ที่ทำให้คำว่า ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ลองมาดูแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานและการสร้างฐานะของเขาแล้ว

สรุปว่า  ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่มีความรู้น้อย หากแต่ใฝ่ดี รู้จักขยันทำงานและเก็บออม รวมไปถึงการมองการณ์ไกล ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ครับ

Credit With Thanks.
www.ranthong.com

" ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว " หลังรถเข็น เส้นทางแฟรนไชส์ จบป.4 สู่เถ้าแก่ 100 ล้าน (ประชาชาติธุรกิจ)

จากวิถีสู้ชีวิตของเด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน แต่เติบใหญ่เป็นนายคนด้วยวัยเพียง 47 ปี และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายเส้น จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของแฟรนไชส์ระดับประเทศ ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้แบรนด์ " ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว " ชื่อที่เชื่อได้ว่าเมื่อเอ่ยปากร้อยทั้งร้อยเป็นต้องได้รู้จัก

นิตยสารเส้นทางเศรษฐี หนังสือในเครือมติชน ที่มี คุณทวี มีเงิน เป็นบรรณาธิการบริหาร ได้พาผู้อ่านทุกผู้ทุกวัยร่วมกันไขปริศนา " ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว " แฟรนไชส์ที่คนส่วนมากเคยลิ้มลอง และมีไม่น้อยที่ฝากท้องไว้เป็นประจำ

วันนี้ " ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว " มีสาขาทั่วประเทศและต่างประเทศมากกว่า 2,000 สาขา สร้างเอกลักษณ์บนความแตกต่าง ใฝ่เรียนสร้างโอกาสให้ตนเอง
         
ชายร่างเล็ก อัธยาศัยดี มีรอยยิ้มและน้ำเสียงที่พูดคุยเป็นกันเอง เป็นเอกลักษณ์แสดงถึงตัวตนที่แท้จริง ว่า เขาไม่ได้เป็นคนหยิบหย่ง แต่มีความตั้งใจจริงในการทำงานและค้นหาความแตกต่างบนทางที่หลายคนเลือกเดิน เพื่อให้ความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับเขา

" พันธ์รบ กำลา " เป็นชื่อของเจ้าของแบรนด์ที่เอ่ยถึง ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว จำกัด ต่อเมื่อสบโอกาสคลายข้อสงสัยถึงที่มาของแฟรนไชส์ " ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว " อันคุ้นชื่อ จึงไม่ยอมปล่อยโอกาสทิ้งไป

คุณพันธ์รบ เป็นชาวอำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด แดนดินถิ่นอีสาน มีโอกาสร่ำเรียนเพียงชั้นประถม 4 ตามประสาครอบครัวที่มีลูกมาก

.....ยิ่ง คุณพันธ์รบ เองเป็นพี่ชายคนโต มีน้องชาย 3 คนและน้องสาวอีก 1 คน ทำให้ความก้าวหน้าทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องใฝ่รู้ด้วยตนเอง ฐานะทางครอบครัวไม่สามารถยัดเยียดให้ได้ ประกอบกับความคิดในวัยเด็กที่เห็นหนุ่มสาวกลับบ้านยามว่างจากงานในกรุงเทพ ฯ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงาม ใบหน้าผุดผ่อง ยิ่งทำให้ คุณพันธ์รบ ฮึกเหิมตั้งใจมุ่งหน้าหางานทำในกรุงเทพ ฯ ให้ได้

" ออกจากเรียนอายุ 12 ปี เข้ากรุงเทพ ฯ ไปทำงาน เพราะเห็นคนไปกรุงเทพ ฯ กลับมาแล้วสวยหล่อ ผมไปครั้งแรกไปทำงานโรงงานผลิตน็อต เกลียว สกรู กินข้าวด้วยตะเกียบไม่เป็น ทำได้ไม่นานก็กลับบ้าน แต่ไม่นานก็กลับไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ อีก และครั้งนี้ก็เป็นบันไดขั้นหนึ่งที่ทำให้ผมเป็นชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว "

คุณพันธ์รบ เรียกแทนตัวเองว่า " ผม " ทุกคำ และแสดงความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ทั้งยังเล่าประสบการณ์ชีวิตก่อนเป็น ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว ด้วยมุมมองของนักคิดที่เขาเองพยายามสร้างเอกลักษณ์ให้ออกมาในรูปของการ ปฏิบัติที่ทำได้จริงและเกิดประโยชน์

เพราะความใฝ่รู้ที่ คุณพันธ์รบ มีอยู่ในตัว ระหว่างที่กลับมาทำงานในกรุงเทพ ฯ ครั้งที่ 2 คุณพันธ์รบ ถูก น้า พาไปทำงานบ้านกับเถ้าแก่รายหนึ่ง เพราะเห็นแววความมีระเบียบเรียบร้อยของ คุณพันธ์รบ ประจวบเหมาะที่ได้เถ้าแก่ใจดี เปิดโอกาสให้ใช้เวลาในช่วงค่ำเรียนต่อการศึกษานอกโรงเรียน ( กศน. ) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการทดลองเปิดให้การศึกษารูปแบบนี้ในปีแรก กระทั่งจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในเวลาไม่นาน

เอาสมองไปขาย จุดประกายนักธุรกิจ
         
ชีวิต คุณพันธ์รบ ผันผวนจากคนทำงานบ้าน ไปเป็นคนงานผลิตของใช้ในครัวเรือน แต่ได้เพียงระยะหนึ่ง ต้องกลับไปรับใช้ชาติตามหมายเกณฑ์ทหารของวัยหนุ่ม

" ใบแดง " เป็นสีที่คุณพันธ์รบจับได้และต้องเข้ารับการฝึกทหารเกณฑ์เป็นเวลา 2 ปี ระหว่างนั้นเองถือว่าเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ทำให้ คุณพันธ์รบ มีเงินเก็บ เป็นเงินก้อน จน คุณพันธ์รบ บอกว่า " วิญญาณความเป็นนักธุรกิจของผมเริ่มจากตรงนั้น "

" ผมเป็นทหารเกณฑ์ 2 ปี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน เป็นคนเรียบร้อย มัธยัสถ์ วางแผน ชอบคิด เมื่อเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ก็มีเงิน เงินเดือนทหารสมัยก่อนเดือนละ 300 บาท เบี้ยเลี้ยงวันละ 8 บาท ทั้งเดือนผมเหลือเต็ม 540 บาท เพราะกินฟรี เสื้อผ้าฟรี พอมีคนรู้ว่าผมมีเงินเก็บก็มาขอยืม ผมให้ยืมนะแต่ให้เงินไป 80 บาท ต้องคืน 100 บาท ทุก 10 วันต้องนำเงินมาคืนครบ เท่ากับ 1 เดือนผมมีเงินหมุน 3 ครั้ง ทำให้ช่วงที่เป็นทหารเกณฑ์มีเงินเก็บ 40,000-50,000 บาท เงินจำนวนนี้ในปี 2527 ถือว่าเยอะ และวิญญาณความเป็นนักธุรกิจของผมเริ่มจากตรงนั้น "          

ชีวิตหลังมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ คุณพันธ์รบ ยังไม่มีแววต่อยอดเป็นนักธุรกิจอย่างคนมีวิญญาณ คงรับจ้างไถนาได้ค่าแรงเป็นเงิน 80 บาท ต่อไร่

ชีวิตวนเวียนอยู่ไม่นานนัก คุณพันธ์รบ ตัดสินใจพาครอบครัวเข้ากรุงเทพ ฯ และสมัครเป็นลูกจ้างขายไอติม ประสบการณ์ส่วนนี้ คุณพันธ์รบ ถ่ายทอดได้อย่างถึงกึ๋น

ขายไอติม คุณพันธ์รบ บอกว่า เขาทำยอดขายสูงสุดจากคนขายไอติมทั้งหมด 30 คน จัดว่าเป็นมือทองและมือโปรของบริษัท มีคนสงสัย เขาเฉลยเทคนิคให้ฟังตามนี้

" เราต้องเอาสมองไปขาย " คุณพันธ์รบ บอก

....." ผมวางแผน เข้าซอยนี้ต้องขายแบบนี้ เช่น คนสวยมาซื้อลดราคาลงหน่อย ซอยนี้ตันแต่เด็กเยอะ เราต้องวกกลับมาที่เดิม ขาเข้าต้องไปเร็ว ขากลับต้องช้า ที่ต้องทำอย่างนั้นเป็นการเตือนขาเข้าว่า ให้ไปขอเงินพ่อแม่ ขากลับช้า รอให้เขาไปเอาเงินมาซื้อ ถ้าพ่อแม่ทำยึกยักไม่ควักเงินจะให้เราไปก่อน ต้องแกล้งทำเป็นรถเสียรอ ส่วนซอยไหนเป็นเวทีศูนย์รวมความบันเทิงของหนุ่มสาว วิธีที่ได้ผลดีที่สุด คือ รถเสีย เสียใกล้ๆ หนุ่มสาว เมื่อรำคาญที่เราขัดจังหวะก็ต้องควักเงินออกมาซื้อเพื่อให้เราไปที่อื่น "


ชีวิตเปลี่ยน เมื่อน้องชายชวนขายก๋วยเตี๋ยว

คุณพันธ์รบ เล่าให้ฟังว่า น้องชายของ คุณพันธ์รบ มีอาชีพขับรถส่งลูกชิ้นโกฮับ ได้เงินเป็นเปอร์เซ็นต์จากการส่งลูกชิ้น ขายมากก็ได้เงินเปอร์เซ็นต์มาก

น้องชายคนนี้มาบอกกับเขาว่า อาชีพทำนาและขายไอติมไม่เหมาะกับพี่ ก่อนชักชวนให้ไปขายลูกชิ้นด้วยกัน

เพราะเชื่อน้อง คุณพันธ์รบ จึงผันตัวเองจากพ่อค้าไอติมเป็นพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยว รับลูกชิ้นจากน้องชายมาใส่ก๋วยเตี๋ยว ราคาชามละ 10-15 บาท ตั้งรถเข็นแถวแยกลำลูกกา และขายดีจนยอดขายต่อคืน 7,000 บาท

.....บวกรวมเป็นยอดขายต่อเดือนอยู่ที่ 200,000 บาท ตั้งร้านตั้งแต่เที่ยงวัน เก็บร้านเมื่อก้าวสู่วันใหม่ในเวลา 03.00 น. ของทุกวัน พ่อค้าแม่ขายร้านใกล้เคียงให้ฉายาคุณพันธ์รบ ว่า " มนุษย์เหล็ก " เพราะไม่มีวันไหนที่คุณพันธ์รบหยุดขาย

และบอก วิธีเรียกลูกค้าด้วยใจ ว่า ทำเลมีส่วน แต่ที่สำคัญต้องสะอาด รู้จักการเทกแคร์ การพูดจา รสชาติ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าทุกคนต้องการ เมื่อเรามีลูกค้าก็เข้าหา

ซื้อเครื่อง - ศึกษาทำบะหมี่ ลูกค้าคือผู้ตอบโจทย์

เมื่อรายได้ดีไม่เป็นรองใคร คุณพันธ์รบ หมั่นเก็บหอมรอมริบ มีเงินจำนวนหนึ่งที่มากพอ

ต่อเมื่อได้พูดคุยกับน้องชายคนที่ 4 ซึ่งขายบะหมี่เกี๊ยวยี่ห้อดัง บริเวณมหาวิทยาลัยรังสิต ใกล้ตลาดสี่มุมเมือง

.....น้องชายบอกกับ คุณพันธ์รบ ว่า กำไรต่อคืนที่น้องชายเก็บเข้ากระเป๋าอยู่ที่ 1,000 บาท ส่วนคุณพันธ์รบเมื่อทบทวนดูยอดขาย หักลบต้นทุนทั้งหมดแล้วเหลือกำไรเข้ากระเป๋าเพียง 500 บาท

.....จึงรู้สึกถึงความเป็นพี่ชายที่ไม่ควรมีรายได้น้อยไปกว่าน้อง

แว่บแรกของความคิดขณะนั้น คุณพันธ์รบ บอกว่า พี่อยากขายบะหมี่เกี๊ยว จะต้องทำอย่างไร น้องชายจึงแนะนำให้ไปพบเจ้าของโรงงานผลิตเส้นบะหมี่ ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 35

" ผมเข้าไปคุยกับเถ้าแก่ อยากได้บะหมี่ไปขายครับ แต่เถ้าแก่บอกว่า ไม่ได้ เหตุผลเพราะรถส่งบะหมี่ของโรงงานไม่ผ่านร้านที่ผมตั้งขาย "

คุณพันธ์รบเปลี่ยนน้ำเสียงเมื่อเล่าถึงตรงนี้ โดยย้ำว่า " ต้องขอขอบคุณ เถ้าแก่ เพราะคำพูดประโยคนี้เป็นบันไดขั้นหนึ่งที่ทำให้ผมเป็น ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว ทุกวันนี้ มันทำให้ผมคิดว่า ถ้าผมมีโอกาสทำขึ้นเองเมื่อไหร่ ผมจะทำส่งให้ทั่วประเทศไทย "
         
เพราะความมีไหวพริบปฏิภาณของ คุณพันธ์รบ เขาไม่ย่อท้อ แต่เลือกให้น้องชายซึ่งขายบะหมี่เกี๊ยวอยู่ก่อน สั่งบะหมี่เกี๊ยวเพิ่มจำนวนขายมากเป็น 2 เท่า และยอมขับรถไปรับบะหมี่เกี๊ยวจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาขายเอง บริเวณแยกลำลูกกา ทำให้เมนูของร้านเพิ่มขึ้นจากก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส เป็นเมนูบะหมี่เกี๊ยว และข้าวมันไก่ อีก 2 รายการ เมนูเพียง 3 อย่าง สร้างกำไรให้กับ คุณพันธ์รบ คืนละ 3,000 บาท ต่อวัน ไม่นานนัก คุณพันธ์รบ มีเงินเก็บสูงถึง 700,000 บาท

เลือดนักธุรกิจที่แฝงอยู่ในตัว คุณพันธ์รบ แสดงออกมาเมื่อ คุณพันธ์รบ รู้สึกมั่นใจในความตั้งใจและมันสมองของตนเอง

ความคิด " ถ้ามีโอกาสทำเส้นบะหมี่จะทำให้ดีที่สุด " เพราะทุกวันที่รับเส้นบะหมี่มาขาย ยังมีอีกหลายวันที่เส้นบะหมี่ไม่เหลือง ขาดลุ่ย ไม่เหนียว ไม่นุ่ม ซึ่งเป็นปัญหาของพ่อค้าแม่ขายที่ไม่ใช่ผู้ผลิต

และตรงนี้เป็นตัวกระตุ้นให้ คุณพันธ์รบ ตัดสินใจศึกษาเรื่องการทำเส้นบะหมี่ อย่างจริงจัง สอบถามคนส่งเส้นบะหมี่ถึงแหล่งซื้อเครื่องทำเส้นบะหมี่ เมื่อทราบจึงตัดสินใจควักเงินลงทุนซื้อเครื่องตัวแรกในราคา 20,000 บาท

แต่เพราะยังไม่มีความรู้ด้านการผลิตอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจอีกครั้งในการจ้างคนทำบะหมี่เป็นมาสอนให้ แต่จนแล้วจนรอดสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถูกหลอก ไม่มีใครสอนให้รู้อย่างจริงจัง

" ผมเริ่มเก็บข้อมูลเอง ศึกษาหาความรู้เอง ทำไปเอามาขายไป ให้ลูกค้าทดลองกิน คอยถามลูกค้าเส้นเหนียวดีหรือเปล่า นุ่มหรือไม่ อย่างไร พยายามปรับสูตรให้ลงตัวจนได้เส้นบะหมี่สูตรชายสี่บะหมี่เกี๊ยว หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี "

เคล็ดลับตัวตนคนพันธ์รบ แบรนด์ " ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว "

1 ปีแรกของการทำบะหมี่เองและขายก๋วยเตี๋ยว บะหมี่เกี๊ยว ข้าวมันไก่ คุณพันธ์รบ มีเงินเก็บ 200,000 บาท

เขาตัดสินใจซื้อรถและขับกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นที่ฮือฮาว่าร่ำรวย ทุกครั้งที่มีคนถามว่าไปทำอะไรมาถึงรวย คุณพันธ์รบ จะตอบว่า " ขายบะหมี่ " จนเป็นที่มาของการบอกต่อ และเชื่อว่า ขายบะหมี่แล้วจะรวย ทำให้คนใกล้ชิดในละแวกหมู่บ้านและคนที่บอกต่อกันไปเข้ามาหาและสั่งบะหมี่จาก  คุณพันธ์รบ ไปขาย
         

นักธุรกิจไม่ได้จบแค่ผลิตและขาย แต่นักธุรกิจต้นตำรับแบรนด์ ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว อย่าง คุณพันธ์รบ บริการหาทำเล บ้านเช่า สอนวิธีอบหมูแดง วิธีลวกบะหมี่ วิธีการจ่ายตลาด ซึ่งคนที่สั่งบะหมี่จาก คุณพันธ์รบ ไปขาย มีลูกค้าเข้าร้านมียอดขายไม่ต่างจาก คุณพันธ์รบ

การบอกต่อเริ่มต้นขึ้น ทำให้บะหมี่ของ คุณพันธ์รบ ถูกส่งไปขายในหลายที่หลายแห่งของหลายจังหวัด

ความคิดมีแบรนด์เป็นของตนเองจึงเริ่มขึ้น เป็นที่มาของปริศนาคำว่า " ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว "

คุณพันธ์รบ เล่าติดตลกว่า ตั้งขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจสื่อความหมายอะไร เพราะตอนคิดต้องการให้คนเห็นแล้วสะดุดตา จดจำชื่อได้ดี เมื่อคำนวณจากป้ายรถเข็นแล้วเห็นว่าชื่อไม่ควรเกิน 4 พยางค์ ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านนิยายจีน จึงคิดชื่อไว้หลายชื่อ ตั้งแต่ ปักกิ่ง ป๊ะป๋า ราชินี และสุดท้ายมาจบที่ " ชายสี่ " เพราะสอดคล้องกับคำว่า " บะหมี่เกี๊ยว " มากที่สุด ไม่ได้คิดให้สอดคล้องกับพี่น้องผู้ชาย 4 คนที่มีอยู่แม้แต่น้อย

แต่ที่หลายคนเข้าใจเช่นนั้น คุณพันธ์รบ ให้คำตอบว่า เพราะมีคนถามคนขายแถวบ้าน คนแถวบ้านตอบไปว่า เพราะบ้านผมมีลูกชาย 4 คน ซึ่งประจวบเหมาะกันพอดี

คุณพันธ์รบ เผยสิ่งที่ติดตัวมาโดยตลอดแบบไม่ต้องท่องจำ คือ ความใฝ่รู้ที่เขาเองรู้ตัวตลอดมาว่า ชอบอ่านหนังสือ เมื่ออ่านจบและจดบันทึกและโน้ตย่อไว้ สำหรับการอ่านใหม่อีกครั้ง หรือแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้เขาเพิ่มจากการอ่านใหม่อีกครั้ง เป็นการอ่านลงแผ่นซีดี เพื่อนำมาเปิดฟังได้จำนวนครั้งเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น หนังสือประวัติชีวิตของ " ตัน โออิชิ " คุณพันธ์รบ อ่านจบสามารถโน้ตย่อได้เหลือเพียง 4 หน้า ซึ่งทุกครั้งของการเดินทางทำธุรกิจ หากอ่านหนังสือได้ครบเล่มต่อครั้งของการเดินทาง จัดว่าเป็น " กำไร " สำหรับเขาแล้ว          

อ่านถึงตรงนี้อาจอยากทราบว่า คุณพันธ์รบ ภูมิใจในแบรนด์ ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว แค่ไหน

คุณพันธ์รบ ตอบอย่างมั่นใจว่า ภูมิใจแต่น้อยกว่าบางเรื่อง สิ่งนั่นคือ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์

เนื่องจากเด็กผู้ชายเรียนน้อยเพียงประถม 4 ไม่มีโอกาสจับเครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการเรียนแม้แต่ชั้นเดียว

แต่เมื่อเป็น ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว คุณพันธ์รบ ย่อมต้องถ่ายทอดและอบรมคุณสมบัติหลายอย่างให้กับพนักงานผ่านเครื่องฉายแผ่นใส

ซึ่ง คุณพันธ์รบ หงุดหงิดกับการเขียนและลบของวิธีนี้ จึงพยายามหัดโปรแกรม " พาวเวอร์พอยต์ " และหัดพิมพ์ที่แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์

และเขาแสดงตัวตนให้เห็นชัด เมื่อ คุณพันธ์รบ เผยวิธีการจำตัวอักษรบนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด

โดยยกตัวอย่างหนึ่งให้เห็นชัด ในแป้นพิมพ์แถวที่ 4 จากล่าง เมื่อวางมือขวาลงบนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด จะมีตัวอักษร " ร-น-ย-บ-ล " เรียงกัน คุณพันธ์รบมีวิธีจำตามแบบฉบับของเขา โดยนึกถึงความรักที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง ซึ่งเปรียบเสมือนหมามองเครื่องบิน แล้วอยากให้เครื่องบินลดต่ำลงมาถึงพื้น " ร-น-ย-บ-ล " จึงจำว่า " รักน้องอยากบินลง " เพียงเท่านี้การจำและการพิมพ์ก็ประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องกางตำรา
         
นี่แหละตัวตนและที่มาของ " ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว "

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 25.02.10 at 10:43:51

ผมนั่งมองเหรียญ 10 บาทในมือ หมุนมันไปมาทบทวนเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับมัน

เจ้าเหรียญน้อยเกือบไปอยู่ในมือ ผู้หญิงร่างเล็ก ขาพิการ
ที่ต้องใช้ไม้ค้ำ เดินแบมือขอเงินคนแถวนี้ พร้อมกับภาษาพูดไม่ชัด ซึ่งจับใจความได้ว่า " ขอเงินหน่อย "

ผมเกือบหย่อนเหรียญลงไปในมือแล้ว ถ้าไม่เจอ แกนั่งดูดบุหรี่ก้นกรอก ควันฉุย พ่นควันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ อย่างสบายใจ ตอนคนไม่มี โดยหารู้ไม่ว่า มีใครคนนึงกำลังจะเอาเงินมาให้

พอหมดบุหรี่ แกก็ลุกขึ้น เดินไปขอตังคนแถวนี้ต่อ


เจ้าเหรียญ 10 ยังคงอยู่

มันก็เกือบไปอยู่ในขันพลาสติกใบหนึ่ง ที่ขอทานชาย ผู้ซึ่งนอนราบกับพื้น เอามืออีกข้างเกาะพื้นแล้ว กระเสือกกระสน เพื่อให้ไปข้างหน้าได้ เป็นที่น่าสงสารแก่คนที่ผ่านไปมา

ผมยืนลังเล อยู่พักใหญ่ เดินตามไปห่าง ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะเอาใส่ขันใบนั้น

แต่.......

พอลับตาคน ชายร่างพิการขาขาดข้างนึง ข้างที่มีก็ มีแผลสด ๆ แมลงวันตอม เสื้อผ้ามอมแม ขาดรุ่งริ่ง กลับรื้อกองถุงพลาสติกใบใหญ่ รื้อเอาเสื้อผ้าที่ซ่อนไว้ เอาขาเทียม เอากระเป๋าผ้า มาใส่เศษเงิน แล้วบ่นว่า

" *** ได้น้อยชิบหาย "

หลังจากเปลี่ยนเสร็จ ก็ลุกขึ้น เดินไปถนน โบกแท๊กซี่จากไป
ปล่อยให้ คนใจบุญอย่างผม ยืนอึ้ง คนใจบุญหลายคนยังขึ้นรถเมล์กลับเลย


เจ้าเหรียญ 10 บาท ยังคงหมุนอยู่ในมือผมอีกครั้ง


มันเกือบไปอยู่ในกล่องไม้สีดำใบนึง ที่มีผู้หญิงผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ในชุดเจ้าหน้าที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง เขียนด้วยตัวอักษรภาษาจีน ดูคล้ายแมลงสาป เดินเข้ามาหาผมแล้วถามว่า

" ทำบุญโลงศพ เสริมดวง เพิ่มวันไหมครับ "

ผมยิ้มแล้วตอบไปว่า
" ไม่ละ ทุกวันนี้ผมก็อยากตายอยู่แล้ว "

ชายผู้นั้น ทำสีหน้าไม่พอใจ บ่นแล้วจากไป


ผมมองเหรียญ 10 อีกครั้ง หมุนมันต่อไป

บางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวตรงหน้า ทำให้ผมตัดสินใจ บางอย่างลงไป

ผมเดินไปซื้อน้ำขวดใส ยื่นเหรียญ 10 ให้แม่ค้าหน้าใส ที่ยื่นน้ำพร้อมคำหวาน ๆ ว่า ขอบคุณค่ะ

ผมยิ้มตอบ รับน้ำพร้อมหยิบหลอด 2 หลอด เดินไปที่เด็ก 2 คน

ผมยื่นน้ำให้แล้วบอกว่า " เอ้าน้อง...น้ำ กินซะ แล้วขวดพี่ให้ "

เจ้าหนูมองหน้าผมอย่างสงสัย แต่ก็รับน้ำ พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วเดินจากไป

ผมยืนมองเจ้าหนูทั้ง 2 คน ที่กำลังแบกถุงปุ๋ยที่บรรจุขวดพลาสติกเปล่าด้วยใจเบิกบาน

อย่างน้อย ๆ เจ้าหนู 2 คนนี้ ไม่ร้องขอเงินทองจากใคร

แต่ เลือกที่จะเอาสิ่งที่คนอื่นไม่ต้องการ ไปเป็นเงินให้ตนเอง

และ อย่างน้อย ๆ เค้า 2 คนช่วยคนอีกหลายคนในการคัดแยกขยะ

ผมยิ้มอีกครั้ง อย่างน้อย ๆ 10 บาทที่ผมเสียไปมันคุ้มค่าจริง ๆ

ที่มา : Forward Mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.03.10 at 12:54:46

คุณ Clayman forward มาให้ครับ :)

คนขายสุนัข และ ลูกสุนัข 7 ตัว

มีร้านค้าแห่งหนึ่ง ติดประกาศขายลูกสุนัข 7 ตัว
เมื่อรู้ข่าว ก็มีเด็กๆ แวะเวียนเข้ามาเล่น มาชมลูกสุนัขทุกวัน
แต่ก็ยังไม่มีใครตกลงใจซื้อ
เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ดี มีราคาค่อนข้างแพง


วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าของร้านกำลังยุ่งอยู่กับการขายของอื่นๆ ให้แก่ลูกค้าในร้าน
เด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่ง ก็มากระตุกชายเสื้อเขา
เขาก้มลงมอง และถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่


เพื่อนของผมบอกว่า ที่ร้านของคุณอามีลูกหมาขาย
ผมอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัว
พ่อแม่ก็อนุญาตแล้ว
ขอผมดูลูกหมาของคุณอาหน่อยได้ไหมครับ ?
เด็กบอกอย่างสุภาพ


อ๋อ ได้สิหนู พวกมันกำลังนอนเล่นอยู่หลังร้านน่ะ
เจ้าของร้านกล่าวอย่างยินดี
แล้วผิวปากเรียกสุนัขทั้งเจ็ดออกมา

เด็กชายยิ้มร่าเมื่อเห็นลูกสุนัขวิ่งตุ้ยนุ้ยออกมา ทีละตัว
เขานับ...แต่ก็มีแค่หกตัวเท่านั้น
ไหนว่ามีเจ็ดตัว มีคนซื้อไปตัวหนึ่งแล้วหรือครับ ?
เด็กชายถาม


เจ้าของร้านตอบว่า
อ๋อ เปล่าหรอกหนู ยังไม่มีใครซื้อไปเลยสักตัว
เพียงแต่ตัวสุดท้ายขาหลังเขาไม่ดี
มันก็เลยต้องคลานออกมา วิ่งมาพร้อมกับพี่ๆ ของมันไม่ได้


สิ้นคำเจ้าของร้าน
ลูกสุนัขตัวที่เจ็ดก็คลานออกมา
ขาหลังทั้งคู่ของมันลีบเหลือนิดเดียว
มันต้องใช้ขาหน้าลากพาร่างกายออกมาจากหลังร้าน


ลูกสุนัขมองมาทางเด็กชายแล้วครางงี้ดๆ
เห็นได้ชัดว่า มันพยายามคลานมาหาเขา
หางข อ งมันกระดิกดุ๊กดิ๊กๆ อยู่ตลอดเวลา
มันคลานเข้าไปเลียรองเท้าของเด็กชาย
ท่าทางจะชอบเขามาก


เด็กชายหัวเราะแล้วอุ้มมันขึ้นมา ก่อนจะถามเจ้าของร้านว่า หมาตัวนี้ราคาเท่าไรครับ ?


ปกติ อาบอกขายอยู่ตัวละสองพันบาทนะ
เจ้าของร้านตอบ


เด็กชายนิ่งอึ้งไป ก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับ
เขามีเงินอยู่เพียงสี่ร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น


ผมมีเงินไม่พอซื้อหมาตัวนี้
เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ


เจ้าของร้านรีบบอกทันทีว่า
โอ๊ะ! หนู ถ้าหนูอยากได้หมาตัวนี้ไปก็เอาไปเถอะ
ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อายกให้หนูฟรีๆ ไปเลย


เด็กชายฟังเจ้าของร้านแล้วชะงักไป
ก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจว่า
ทำไมครับ
ทำไมถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินถ้าจะซื้อหมาตัวนี้ ?


ก็อย่างที่หนูเห็นอย่างไรล่ะ
ลูกหมาตัวนี้มันติดมาพร้อมๆ พี่ๆ น้องๆ ของมัน
และอาก็ไม่คิดว่าจะขายมันอยู่แล้ว
เพราะมันพิการ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้
ความจริง อาไม่อยากให้หนูได้ของมีตำหนิอย่างนี้ไปนะ
ลองดูตัวอื่นดีไหม ?


เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า
คุณอาดูอะไรนี่สิครับ
ว่าแล้วเขาก็ดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้น

เจ้าของร้านจึงได้เห็นว่า
ขาของเด็กชายคนนี้ เล็กลีบ เช่นเดียวกับขาหลังของลูกสุนัข
แต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้ ก็เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงเอาไว้


คุณอาครับ ขาของผมก็ลีบใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกัน
ผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ
วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้
อย่างนี้ผมก็เป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่าครับ ?


เจ้าของร้านนิ่งอึ้งไป
ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา


เด็กชายปล่อยขากางเกงลงแล้วพูดต่อว่า
ผมจะซื้อสุนัขตัวนี้ ในราคาสองพันบาท เท่ากับลูกหมาตัวอื่นๆ
แต่ว่าผมมีเงินไม่พอ
ถ้าผมจะอ้อนวอนคุณอา
ขอผ่อนราคาของลูกหมาตัวนี้
เดือนละหนึ่งร้อยบาททุกเดือน จนครบสองพันบาท
คุณอาจะว่าอย่างไรครับ ?


เจ้าของร้านน้ำตาไหลริน
ทรุดตัวลงตรงหน้าเด็กชายและกอดเขาไว้ด้วยความประทับใจ
พลางกล่าวขอโทษขอโพย ในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป

เขาบอกว่าไม่ขัดข้อง
ที่จะให้เด็กชายผ่อนค่าตัวของลูกสุนัขตัวนี้
และกล่าวว่าถ้าสุนัขทุกตัวมีเจ้านายที่จิตใจดีอย่างเด็กชาย
พวกมันก็คงจะมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก.
.....................


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าตัดสินคุณค่า จากรูปลักษณ์ภายนอก

ที่มา : นิทานสีขาว
เล่าโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 04.03.10 at 13:14:16

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 10.03.10 at 04:54:27


เรื่องนี้น่าจะให้คุณนิ้งเอ๊ย คุณfin อ่านนะครับ

น้ำกับทิฐิ     นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า ทิฐิ เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดี ไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด แม้ว่านี่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจังและเคร่งครัดกับชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ดื้อรั้นมากเกินไปจนขาดเหตุผล และทำให้สูญเสียสิ่งดีๆในชีวิตไปมากมาย โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

    เนื่องจากทิฐิไม่ใช่คนร่ำรวย ดังนั้นเขาจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย จนกระทั่งมีฐานะขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว ทิฐิจึงคิดที่จะหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง

    เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ทิฐิจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที

    ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่างๆ ชมนั่นแลนี่ และพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในที่เหล่านั้นมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดีๆ หรือเกิดทัศนคติใหม่ๆขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คนๆนั้นทันทีว่า

    "นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นดังที่ข้ารู้มาต่างหาก"

    สิ่งนี้เองทำให้การเดินทางไปทั่วโลกของเขา แทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นในชีวิตของเขาเลย

    จนกระทั่งวันหนึ่งทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในดินแดนแห่งทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง และไร้ผู้คนสัญจร เขาหลงทางอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสามวันสามคืน จนกระทั่งอาหารและน้ำดื่มร่อยหรอและหมดลงในที่สุด ทิฐิจึงเดินต่อไปไม่ไหว เขาล้มลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง

    แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ ดังนั้นแม้ร่างกายจะอ่อนระโหยโรยแรงขนาดไหน แต่เขาก็รวบรวมพลังใจของตนเผ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย

    "ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี"

    แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า

    "โอ...ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด"

    ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือของให้แก่ทิฐิ แล้วกล่าวว่า

    "นี่คือ วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ"

    แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์ เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาบจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจังเดินจากไป

    ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเข้ามายื่นให้แก่ทิฐิ

    "นี่คือ น้ำ ใช่หรือไม่" ทิฐิถามชายชาวจีน

    "นี่คือ ซือจุ้ย จงดื่มเสียสิ" ชายชาวจีนตอบ

     ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ย มามอบให้แก่เขาเล่า ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน ชายชาวจีนจึงเดินจากไป

    ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเจาในแทบจะทันที

    "เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด" ทิฐิพึมพำคำอ้อนวอนออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก

    "นี่คือ ปานี จงดื่มเสียสิ" หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้กับทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า

    "ข้าไม่เอาของๆเจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!"

    หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว

    จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเอง เสียงๆหนนึ่งก็ดังแว่วๆให้ได้ยินว่า

    "ทิฐิคนถือดีเอ๋ย เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตนเองเลย หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น"

      เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิคนถือดีก็สิ้นลมหายใจทันทีเธอทั้งหลาย...

      เรื่องราวของทิฐินั้น สอนให้เราเปิดตาตนเองให้กว้าง แล้วมองสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยสายตาและหัวใจที่ไร้อคติ หากเธอปิดกั้นหัวใจและสายตาของเธอไว้ เธอก็อาจพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งบางครั้งสิ่งดีๆ เหล่านั้นก็อาจจะไม่หวนกลับมาหาเธออีกแล้ว

    หรืออีกนัยหนึ่ง นิทานเรื่องนี้กำลังบอกเธอทุกคนซึ่งนับถือศาสนาต่างกัน แต่กำลังยืนอยู่บนโลกใบเดียวกัน จงอย่าลืมว่า ศาสนาทุกศาสนานั้นถือกำเนิดขึ้นด้วยความปรารถนาที่จะให้มีคนดีๆ อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก แม้คำสอนบางประการจะแตกต่างกัน แม้เสียงสวดมนต์จะเป็นคนละเสียง และธรรมเนียมปฏิบัติก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย แต่เธอทุกคนล้วนได้รับการปลูกฝังให้เติบโตเป็นคนดีเหมือนกัน

      ดังนั้นขอให้เธอเปิดใจตัวเองให้กว้าง และเคารพในคำสอนของศาสนาอื่นๆ แม้เธอจะไม่ได้เป็นศาสนิกชนของศาสนานั้น เธออาจจะนำคำสอนชองเขามาประยุกต์ใช้กับตัวเองบ้าง ถ้าพบว่ามันเข้ากันได้ดีกับการดำเนินชีวิตของเธอ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน หากเธอจะนำคำสอนเหล่านั้นมาปฏิบัติ ในเมื่อทุกศาสนาล้วนหมายมั่นที่จะพิชิตยอดเขาเดียวกัน นั่นคือ "ยอดเขาแห่งความดี ความรัก และความเมตตา"

ที่มา หนังสือนิทานสีขาว

โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 10.03.10 at 05:03:25

ความทะนงตัวของแมลงวัน

แมลงวันตัวหนึ่งไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มันเที่ยวบินเร่ร่อนหาของกินไปทั่ว และไม่ได้คิดถึงอะไรมากนัก นอกจากคิดว่า ตนเองมีความสุขสบายดีแล้วที่มีชีวิตแบบนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีภาระและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

วันหนึ่งในฤดูร้อน แมลงวันตัวนี้บินเตร็ดเตร่ไปหาของกินทางทิศเหนือพบฝูงมดง่ามฝูงหนึ่งกำลังขนอาหารไปสู่รังอย่างขะมักเขม้น แมลงวันเฝ้าสังเกตเหล่ามดง่ามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน มดง่ามตัวหนึ่งได้ยินดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามแมลงวันว่า

"มีใครในหมู่พวกเรา ทำให้ท่านขบขันถึงปานนั้นหรือ"

"อ้อ...หามิได้หรอกท่าน" แมลงวันร้องบอก "ข้ามิได้ขบขันผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่ท่าน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาในชะตาชีวิตของพวกเจ้ามากกว่า"

"เวทนาเพราะสิ่งใดเล่า" มดง่ามถาม

"เวทนา เพราะพวกท่านต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงจะมีอาหารประทังชีวิต ผิดกับตัวข้าพเจ้าที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่สามารถหาอาหารมาปรนเปรอกระเพาะได้ตลอดเวลา" แมลงวันตอบอย่างเยาะหยัน

"ชะตาชีวิตของพวกเราทำให้ท่านรู้สึกอย่างนั้นหรือ...ผิดแล้วล่ะ ท่านต้องคิดกลับกันต่างหาก เพราะการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ชีวิตของพวกเรามีคุณค่าเป็นที่ประจักษ์ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น แต่ข้าพเจ้าก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่า สำหรับท่านซึ่งทำตนเสมือนอยู่ไปวันๆ นั้นคงไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่นหรอก เพราะแม้แต่ตัวท่านเอง ยังทำตนให้เกิดคุณค่าใดๆ มิได้เลย" มดง่ามพูด

แมลงวันเมื่อได้ยินมดง่ามกล่าวดังนั้น ก็รู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมาก ด้วยคิดว่ามดง่ามนั้นช่างไม่รู้สำนึกตน จึงได้พูดจากลบเกลื่อนความต่ำต้อยของตนเอง และกล่าวแดกดันแมลงวันออกมาเช่นนั้น มันจึงชูคอขึ้นด้วยความหยิ่งผยองราวกับว่าตนคือพญาอินทรี แล้วกล่าวต่อไปว่า

"มดง่ามเอ๋ย...ตัวท่านนั้นหาได้มีดีดังว่าไม่ และตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นดังเช่นคำพูดท่านด้วย ลองคิดดูสิ ระหว่างท่านกับข้าพเจ้านั้น ใครเล่าคือผู้ยิ่งใหญ่และถือครองบุญวาสนากว่ากัน ข้าพเจ้าจะบอกอะไรบางอย่างแก่ท่าน ซึ่งท่านอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า ตัวข้าพเจ้าสามารถบินวนไปรอบๆ ที่บูชา และข้าพเจ้าก็เที่ยวดั้นด้นไปทั่วทุกวิหารของเทพเจ้ามาแล้ว นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังเป็นผู้แรก ที่ได้มีโอกาสลิ้มรสเครื่องในตับไตไส้พุงของเครื่องเซ่นสรวงในวิหารเหล่านั้น...

"ท่านรู้หรือไม่ เมื่อข้าพเจ้ามองเห็นเศียรของกษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวของผู้คนทั่วแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าสามารถบินร่อนลงไปเกาะได้ในไม่ช้า...

"นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังทำในเรื่องที่บุรุษทุกคนต้องอิจฉา เพราะข้าพเจ้าสามารถจุมพิตริมฝีปากสาวบริสุทธิ์ทุกคนได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่บุรุษทั่วไปไม่อาจกระทำได้ตามอำเภอใจ...

"และสุดท้าย ข้าพเจ้าขอย้ำให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่งว่า ข้าพเจ้านั้น ไม่ต้องดิ้นรนทำงาน แต่ก็มีชีวิตที่โอ่อ่าหรูหราได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหากเปรียบกับตัวท่าน ผู้ที่ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่มีสิ่งใดหรอกที่จะนำมาเทียบกันได้"

มดง่ามนิ่งฟังอย่างสงบ แล้วตอบว่า

"แน่ทีเดียว ท่านแมลงวัน...เราต้องภาคภูมิใจเมื่อได้รับประทานอาหารกับเทพเจ้า แต่ก็ต่อเมื่อได้รับการเชื้อเชิญอย่างยินดี ไม่ใช่ถือตนเข้าไปเองโดยไม่มีการต้อนรับ แล้วท่านเล่า เคยได้รับการเชื้อเชิญแบบนั้นหรือไม่..."

"ท่านเคยได้ไปเยือนสถานที่บูชาอย่างนั้นหรือ? อาจเป็นเช่นนั้นได้ แต่ท่านก็ถูกขับไล่ออกมาอย่างรวดเร็ว มิใช่หรือ..."

"ท่านพูดถึงพระเศียรของกษัตริย์ และริมฝีปากของหญิงสาว แต่ทั้งสองเป็นสิ่งที่ควรปกปิดจากการสัมผัส และแม้แต่เด็กยังรู้ว่าต้องให้ความเคารพ และปฏิบัติกับสิ่งเหล่านั้นอย่างให้เกียรติ แต่ท่านเล่า เหตุใดจึงทำการล่วงละเมิดเช่นนั้นอยู่เป็นนิจ หรือในชีวิตของท่าน ไม่เคยรู้จักกับกาลเทศะและความสงบเสงี่ยมเลย..."

"ท่านไม่ทำงานเลยหรือ? ใช่แล้ว เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า ท่านจึงต้องขาดแคลนบ่อยๆ ด้วยเหตุนี้เอง ขณะเมื่อข้าพเจ้าทำงานเก็บไว้กินในฤดูหนาว ข้าพเจ้าเคยแลเห็นท่านเที่ยวหากินตามกองขยะ และสิ่งปฏิกูลใกล้ๆ กำแพงเมือง ซึ่งต้องเสี่ยงเผชิญกับความหนาวเย็นที่อาจจะทำให้ท่านตายได้ทุกเมื่อ..."

"และนั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดข้าพเจ้าและเพื่อนๆ จึงต้องทำงานกันอย่างหนักในตอนนี้ เพราะอาหารที่พวกเรากำลังขนเข้าไปในรัง จะกลายเป็นเสบียงอาหารชั้นดี ที่ช่วยให้พวกเราอยู่รอดตลอดหน้าหนาวนั้น โดยที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงภัยหนาวอยู่ข้างนอก..."

"แล้วตัวท่านเล่า ในเมื่อฤดูหนาวไม่ทำงาน เที่ยวมาคอยรบกวนการทำงานของข้าพเจ้า ฤดูหนาวท่านก็ต้องทนจับเจ่าหลบลมหนาว หาความปลอดภัยให้แก่ชีวิตไม่ได้เป็นธรรมดา ข้าพเจ้าคิดว่า เท่าที่ข้าพเจ้าพูดมานี้ ก็พอจะลดความหยิ่งผยองของท่านได้มากแล้ว"

กล่าวจบมดง่ามก็ละความสนใจจากแมลงวันแล้วกลับเข้ากลุ่มมด เพื่อทำงานตามหน้าที่ตนเองอย่างแข็งขันต่อไป

ส่วนแมลงวันนั้นรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก มันรีบบินออกไปไกลจากฝูงมด และไม่เคยกลับมาทางนี้อีกเลย

.............................................. เธอทั้งหลาย .......................................................

จงอย่าดูแคลนว่าผู้อื่นต้อยต่ำ แล้วทะนงตนเองว่าสูง เพียงเพราะเห็นว่า ตัวเองมั่งมีสุขสบายกว่าเขา เพราะนั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวยเกินกว่าจะเอามาตัดสินคุณค่าชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งได้

รู้ไว้เถิดว่า สำหรับคนที่สูงส่งจริงๆ แล้ว เขามักจะอยู่อย่างเจียมตน และไม่อวดอ้างหรอกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าผู้อื่น เนื่องจากคนที่สูงส่งที่แท้จริงย่อมทำตนเองให้มีคุณค่ามากพอ จนเกิดความรู้สึกอิ่มเอมในชีวิต และไม่จำเป็นต้องยกตนเพื่อไปเปรียบเทียบ หรือคุกคาม ข่มเหงใครๆ เพียงเพราะต้องการให้ตนเองดูยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่น เพราะผู้ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่คนที่สูงส่งอะไร...แต่เป็นคนต่ำต้อยที่อยากให้ใครๆ รู้ว่าตนเองสูงส่งเท่านั้น

ที่มา หนังสือนิทานสีขาว

โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 10.03.10 at 05:07:24

ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง

นานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านลอแลง หมู่บ้านนี้มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร

อยู่มาปีหนึ่ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงไม่อาจปลูกพืชผักได้และพืชผักเดิมที่พอจะมีเหลือติดพื้นดินอยู่บ้างก็พากันเห*่ยวแห้งเฉาตายไปตามๆ กัน ภัยแล้งดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักในหมู่บ้าน ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดเห็นจะเป็นคนยากจน และเด็กๆ ซึ่งพากันร้องไห้กระจองอแง เพราะความหิวโหย จนดังระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ก็มีเศรษฐีใจบุญคนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านนี้พอดี

เศรษฐีคนนี้ เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กๆ ก็เกิดความเวทนาสงสารเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อสอบถามชาวบ้านได้ใจความแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เศรษฐีใจบุญจึงตัดสินใจแวะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ และชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน

ดังนั้น เศรษฐีใจบุญจึงเข้าพบผู้นำหมู่บ้าน แล้วถามว่าตัวเขาเองพอจะช่วยอะไรคนในหมู่บ้านนี้ได้บ้าง

"เป็นพระคุณอย่างล้นเหลือ ท่านเศรษฐี แต่หากท่านมีใจจะช่วย พวกเราก็ขอเพียงให้ท่านช่วยบรรเทาความอดอยากหิวโหยของเด็กๆ ก่อน ส่วนปัญหาอื่นนั้น ทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึงเราในไม่ช้า" ผู้นำหมู่บ้านกล่าวแก่เศรษฐีใจบุญอย่างซาบซึ้งใจ

"ถ้าอย่างนั้น วานท่านผู้นำจงช่วยป่าวประกาศแก่เด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยว่า ทุกๆ เช้า ขอให้เด็กยากจนทุกคนไปรอฉันอยู่หน้าประตูโบสถ์ แล้วฉันจะนำขนมปังมาแจกจ่ายแก่พวกเขาทุกวัน จนกว่าทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึง" เศรษฐีใจบุญกล่าว

เมื่อข่าวนี้ประกาศไปทั่วหมู่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ปรากฏว่ามีเด็กๆ มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญเป็นจำนวนมาก และทันทีที่เด็กๆ เห็นถุงใส่ขนมปัง พวกเขาก็กรูกันเข้ามาแย่งชิงขนมปังโดยไม่ฟังอีร้าอีรามใดๆ แม้เศรษฐีใจบุญจะบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ แต่เด็กๆ เหล่านี้อดอยากมานาน และอยากได้ขนมปังมาประทังความหิวของตนโดยเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีใครฟังคำขอร้องของเศรษฐีใจบุญ เด็กบางคนแอบหยิบขนมปังไปมากกว่าหนึ่งชิ้น บางคนผลักเพื่อนให้พ้นทางตน บางคนดึงทึ้งผมคนข้างหน้า และบางคนถึงกับชิงเอาขนมปังจากคนที่ได้ก่อนไปหน้าตาเฉย การแจกขนมปังเป็นไปด้วยความวุ่นวายและไร้ระเบียบเป็นที่สุด แต่เศรษฐีใจบุญไม่ได้รู้สึกโกรธเด็กๆ เขาเข้าใจดีว่าความหิวทำให้เด็กทุกคนต้องเอาตัวรอด

แล้วตอนนั้นเอง เศรษฐีใจบุญก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนมองเพื่อนๆ แย่งขนมปังอยู่นอกกลุ่ม และไม่ได้มีทีท่ากระวนกระวายอยากได้ขนมปังเหมือนคนอื่นๆ เศรษฐีใจบุญรู้สึกแปลกใจ จึงเดินทางไปหาเด็กหญิงแล้วถามว่า

"หนูไม่อยากกินขนมปังบ้างหรือ"

เด็กหญิงเงยหน้าอันซีดเซียวของเธอขึ้นมองเศรษฐีใจบุญ แล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบว่า

"หนูอยากรับประทานขนมปังค่ะ เพราะหนูหิวมากเหลือเกิน แต่หนูไม่อยากเข้าไปแย่งชิงขนมปังกับคนอื่นๆ มันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำร้ายกันเพียงเพราะขนมแค่ชิ้นเดียว แล้วเด็กเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนเล่นของหนูทั้งนั้นเลยค่ะ"

เมื่อเด็กคนอื่นๆ ได้ขนมปังและถอยออกไปจนหมดแล้ว เด็กหญิงจึงค่อยเดินเข้าไปหยิบขนมปังชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ออกมาจากก้นถุง

"หนูชื่ออะไรจ้ะ แล้วเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน" เศรษฐีใจดีถามด้วยความรู้สึกสนใจในตัวเด็กหญิง

"หนูชื่อฟรานซิสค่ะ หนูอยู่กับแม่สองคนในบ้านเช่าใกล้ๆ กับโบสถ์นี่เอง แม่ของหนูเป็นคนรับจ้างทำความสะอาดค่ะ" เด็กหญิงตอบ พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวคำขอบคุณแก่เศรษฐีใจบุญที่ให้ความเมตตาช่วยบรรเทาความหิวให้แก่ตนและเพื่อนๆ จากนั้นเด็กหญิงก็กลับบ้านไป

วันรุ่งขึ้น เด็กๆ ก็มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญหน้าโบสถ์อีก เมื่อเศรษฐีมาถึง เด็กๆ ก็พากันกรูเข้าไปแย่งขนมปัง และทะเลาะต่อยตีกันเป็นที่วุ่นวายอีกเช่นเคย เศรษฐีใจบุญมองหาฟรานซิส และพบว่าเธอยังยืนรอให้เพื่อนๆ หยิบขนมชิ้นโตๆ ไปก่อนเหมือนเดิม เศรษฐีใจบุญมองดูเธอเดินเขาไปหยิบขนมชิ้นที่เล็กที่สุดออกมาเป็นคนสุดท้าย จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุยกับฟรานซิส

"เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ ท่านเศรษฐี ขอบพระคุณท่านอีกครั้งที่กรุณาเมตตาพวกหนู วันนี้หนูมีความสุขมากที่ได้รับความเมตตาจากท่าน" ฟราสซิสกล่าวขอบคุณแล้วเอาขนมปังกลับบ้าน โดยมีเศรษฐีมองตามไปด้วยสายตาที่ประทับใจ

วันต่อมา เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปดังเดิม เด็กๆ ยังคงแย่งขนมปังกันส่วนฟรานซิสก็ยืนรอขนมปังชิ้นเล็กที่สุดที่เหลือเป็นชิ้นสุดท้าย เด็กหญิงกล่าวขอบคุณเศรษฐีใจบุญแล้วเอาขนมปังกลับบ้านเหมือนเช่นเคย

เหตุผลที่ฟรานซิสไม่เคยกินขนมปังทันทีที่ได้ และเอากลับมาที่บ้านก่อนทุกครั้งนั้น เป็นเพราะเธอมีใจนึกถึงแม่ซึ่งต้องทำงานหนักและมีความหิวเช่นเดียวกับเธอ ดังนั้นฟรานซิสจึงไม่กินขนมปังที่ได้คนเดียว แต่เธอจะนำกลับมาให้แม่กินก่อนแล้ววันนี้ก็เช่นเดียวกัน...

เมื่อมาถึงบ้านฟรานซิสเข้าไปกราบแม่ และส่งขนมปังที่ได้รับมาให้แก่แม่ของเธอ

"มากินขนมปังด้วยกันสิลูก" แม่ของฟรานซิสบอกลูกสาวเมื่อเห็นเธอไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมห้อง

"แม่กินเถอะจ้ะ ลูกเบื่อขนมปังแล้ว และวันนี้ลูกไม่หิวเลย" ฟรานซิสตั้งใจปดแม่ เพราะเธอเห็นว่าขนมปังที่ได้รับในวันนี้มีขนาดเล็กมากเหลือเกิน หากแบ่งกันกิน ก็เกรงว่าแม่ของเธอจะไม่อิ่ม

"อย่าโกหกแม่เลยฟรานซิส...ลูกไม่มีวันเบื่อขนมปังหรอก เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด...มาเถอะลูก มานั่งกินขนมปังชิ้นนี้ด้วยกัน" แม่ของฟรานซิสกล่าวแก่ลูกสาวอย่างรู้ทัน พร้อมกับบิขนมปังออกเป็นสองชิ้น แต่แล้วฟรานซิสกับแม่ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีเหรียญทองคำเหรียญหนึ่งตกลงมาจากขนมปังชิ้นนั้น

"มีเหรียญทองคำอยู่ในขนมปังได้อย่างไรกันจ๊ะแม่" ฟรานซิสถามแม่ด้วยความตกใจ

"ท่านเศรษฐีคงเผลอทำตกลงไปในระหว่างที่กำลังดูเขาทำขนม...ลูกจงเอาเหรียญทองคำนี้ไปคืนท่านเถิด" แม่ของฟรานซิสบอก

ฟรานซิสจึงไปตามหาเศรษฐีใจบุญ และคืนเหรียญทองคำให้แก่เขา

"แม่ของหนูบอก มันอาจจะหล่นลงไประหว่างทำขนมปังน่ะคะ" เธอกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์

"การกระทำของหนูทำให้ฉันประทับใจมาก เหรียญทองคำนี้ฉันตั้งใจใส่ลงไปเอง เพื่อเป็นของขวัญที่หนูเป็นเด็กดี มีมารยาทและไม่แก่งแย่งขนมกับเพื่อน"

"จงนำเหรียญทองคำเหล่านี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของหนูและแม่เถิด และจงรักษาความดีเหล่านี้ให้อยู่กับตัวหนูตลอดไป ฉันเชื่อว่าด้วยความดีทั้งหมดของหนู จะทำให้หนูเติบโตเป็นคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน"

.........................................เธอทั้งหลาย.............................................

มีตัวอย่างมาให้เห็นกันมากแล้วว่า การไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองด้วยการแก่งแย่งทำร้ายกันนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใดๆ เลย เธออยากได้สิ่งเหล่านั้นถึงขนาดทำร้ายหัวใจตนเอง และเข่นฆ่าความสุขของผู้อื่นเลยหรือ...ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เธอได้มาจะมีความหมายอะไร

คนที่ได้อะไรมาด้วยการแย่งชิงนั้น แม้จะได้รับชัยชนะจากการเป็นผู้ครอบครอง แต่เขาจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นนานนักหรอก ในไม่ช้าเขาก็จะต้องเริ่มไขว่คว้าหาสิ่งอื่นที่คิดว่ามีค่ายิ่งกว่าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยสำคัญผิดไปว่าจะสามารถถมความต้องการที่ไม่มีวันเติมให้เต็มของตนเองได้

ผิดกับคนที่รู้จักการรอคอย และทำใจให้รู้จักพอกับสิ่งที่ได้มา แม้จะไม่เคยแก่งแย่งแข่งขันกับใคร แต่การรอคอยอย่างมีสติจักนำพาสิ่งที่ต้องการมาอยู่ในครอบครองของเขาในที่สุด แม้สิ่งที่ได้มาอาจจะดูน้อยค่าเหลือเกินในความคิดของผู้อื่น แต่การรอคอยจะสอนให้เขารู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และความรู้จักพอก็จะสอนให้เขาตระหนักว่าสิ่งที่ได้รับมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขาเสมอ ด้วยผู้ที่รู้จักการรอคอยและรู้จักพอกับสิ่งที่ตนเองได้มานั้น ย่อมเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนมี และไม่ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาสิ่งเกินจำเป็นอื่นใดมาเติมความต้องการของตนเองอีกต่อไป

ที่มา หนังสือนิทานสีขาว

โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 10.03.10 at 05:16:06

ลิงกับลา

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อมด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัวคือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหารก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้างเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย  หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี  ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ

สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาดเจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้อย่างเดิม และอยู่อย่างสงบนิ่ง ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้นกระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่องและเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ

ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรงซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย

เธอทั้งหลาย... เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นักเพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้นและไม่ได้รับผลกรรมใดๆ

แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัวเธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือกและไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย

เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำแต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง  ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อยเธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน  

เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำที่ "ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์"

ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เลห์เหลี่ยม

ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกงพูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัดแต่ไม่เคยทำงานจริง

นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้  

ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบายนั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้นองค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย

ที่มา หนังสือนิทานสีขาว

โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.03.10 at 08:04:18

เรื่องราวของทิฐินั้น สอนให้เราเปิดตาตนเองให้กว้าง แล้วมองสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยสายตาและหัวใจที่ไร้อคติ หากเธอปิดกั้นหัวใจและสายตาของเธอไว้ เธอก็อาจพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งบางครั้งสิ่งดีๆ เหล่านั้นก็อาจจะไม่หวนกลับมาหาเธออีกแล้ว

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 22.05.10 at 06:22:31


ประโยคหนึ่งของการ์ตูนคุณปุ๋ย "
คน เราก็เหมือนแก้วเปล่า บุญที่เคยทำก็เหมือนน้ำในแก้ว กรรมต่าง ๆ
ก็ เหมือนไฟที่ลนอยู่ใต้แก้ว ถ้าไม่เติมบุญเข้าไปน้ำในแก้วก็จะค่อย ๆ
ระเหย ไป จนท้ายสุดเหลือแก้วเปล่าลนไฟ
และในที่สุดเมื่อทนร้อนจากไฟไม่ ไหวมันก็จะแตกดับลงในที่สุด "
...credit คุณ
:
[Joachim] pantip.com :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 22.05.10 at 10:01:26

[color=#0000ff]ถ้าไม่เติมบุญเข้าไปน้ำในแก้วก็จะค่อย ๆ ระเหย ไป จนท้ายสุดเหลือแก้วเปล่าลนไฟ[/color]

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:29:17

ไปเจอการ์ตูนน่ารัก ๆ จากที่นี่มาครับ

http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=25472

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:30:05

รูปที่ 1

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:30:33

รูปที่ 2

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:32:07

รูปที่ 3

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:33:13

รูปที่ 4

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:33:57

รูปที่ 5

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:34:37

รูปที่ 6

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:35:16

รูปที่ 7

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:36:10

รูปที่ 8

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:36:57

รูปที่ 9

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:37:53

รูปที่ 10

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:38:33

รูปที่ 11

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 12:40:12

รูปที่ 12


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 16.06.10 at 18:29:02

เด็กเก่งมากเลยครับ วันเดียวสังเกตได้อย่างละเอียดลออเลยครับ น่าจะแต่งเรื่องให้อยู่นานกว่านี้

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.06.10 at 09:57:54

ขอบคุณ คุณ usarain มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

มี FW Mail ที่คล้ายคลึงกับเรื่องราวของ คุณ usarain ในด้านมุมมองเกี่ยวกับชีวิต มาฝากครับ

:)  :)  :)






Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.06.10 at 10:19:40

แง่คิดดี ๆ จาก

.....ชายชราผู้จากไป

" จาก พิษณุ  นิลกลัด "  

สัปดาห์สุดท้ายของปี   2548  ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย   81 ปี   ที่ผมรู้จักเขามายาวนาน   30   ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วัน เขาสั่งลูกและภรรยา แบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า

" สวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้  เพียงแต่เขาอยู่หัวแถว เลยต้องไปก่อน "

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา

งานสวด 3 คืน มีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือ เมีย ลูก หลาน เขย  สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุด เท่าที่ผมเคยไปฟังสวด

วันเผา มีเพิ่มเป็น   17   คน สามคนที่เพิ่มเป็น เพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น

คนหนึ่งเป็น แม่ค้าล็อตเตอรี่ ที่เคยยืมเงินแล้ว ไม่มีสตางค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงิน งวดละสองใบ

อีกคนหนึ่งและคนสุดท้าย เป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่า เสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจ พระ กระซิบถาม เจ้าหน้าที่วัด ว่า เจ้าของงาน จ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง !

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อย แบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริง ๆ  แล้ว ผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตางค์ ทำงานที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย จนเกษียณอายุ ที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย

แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือดร้อน แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขา เพราะเขามีความฝันในวัยเด็ก อยากเป็นนักประพันธ์แบบ ไม้เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอ และวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผม ที่เป็นนักข่าว ก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขา ตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี ทำให้ได้แง่คิดดี ๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่ง เขารู้ว่าขโมย ยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุด ราคา 4แสนกว่าบาท

เขาปลอบใจผมว่า   " ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์ "

เขามีวิธีคิด   ' เท่ ๆ '   แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่า

.....สุขและทุกข์ อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข

ช่วงปีสุดท้ายของชีวิต เขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ปริปากบ่น  

แถมยังสามารถให้ลูกชาย ขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์
โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ต้องนอนโรงพยาบาลสามวัน นอนบ้านสี่วัน สลับกันไป

เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูก รวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที  

แต่ 10 นาทีที่พูด มีแต่เรื่องสนุกสนาน เรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้

ทุกคนพูดตรงกันว่า ' คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม '

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่า ทำไมคุยแต่เรื่องตลก

เขาตอบว่า  ' ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก '

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่

บ่อยครั้งที่นั่งรถแท็กซี่ถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4 เดือนสุดท้ายของชีวิต แพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็น แพทย์อินเทิร์น จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนก แนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วัน เขาวิงวอนหมอว่า ขอกลับบ้าน

หมอซึ่งรักษากันมา   16   ปีไม่ยอม

เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า ' ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ  ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่า คนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน '

หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1  เดือน ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด

เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือ กะพริบตา

แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า   ' ถ้าได้ยิน พ่อ กะพริบตา สองที '

เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง ! เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย

เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้

นี่กระมังที่เรียกว่า ถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า ' พ่อสู้นะ '

เขาไม่กะพริบตาซะแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือน เคยตอบว่า   ' สู้  '

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า ' คุณลุงแกสู้จริง ๆ '

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์

ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูก เมื่อสี่เดือนก่อนว่า

' โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย '

' แง่คิดดี ๆ จาก ชายชราที่จากไป '

สอนให้เรารู้ว่า...

เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้ แยกแยะ เรื่องดี ๆ และสิ่งร้าย ๆ ในชีวิต
 
จงใช้โอกาสดี ๆ ที่ร่างกายและจิตใจของเรา ยังทำอะไร ๆได้อย่างที่สมองสั่ง จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุขให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ
 
หากทุก ๆ ครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด...อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที
 
แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที

.....แต่ ขอให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป

 
ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม

จาก FW mail

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 17.06.10 at 10:50:17

ขอบคุณ คุณ tigerroad197 มากครับสำหรับข้อความที่เอามาฝากกัน ชายคนนี้เห็นสัจจธรรมของชีวิตดีครับ แล้วก็สอนลูกด้วย แต่คนที่แกศรัทธาสอนลูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้สึกลูกของเขาจะโดนด่าทุกวันเลยครับ รวมถึงผมด้วย

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 18.06.10 at 09:08:44


usarain wrote on 17.06.10 at 10:50:17:
ขอบคุณ คุณ tigerroad197 มากครับสำหรับข้อความที่เอามาฝากกัน ชายคนนี้เห็นสัจจธรรมของชีวิตดีครับ แล้วก็สอนลูกด้วย แต่คนที่แกศรัทธาสอนลูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้สึกลูกของเขาจะโดนด่าทุกวันเลยครับ รวมถึงผมด้วย

:)


ถ้าอย่างนั้น ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ

;)  ;)  ;)

ในตัวเรามีคนอยู่ " สามคน "

ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง

หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาต เห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร

ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า

" ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ "

หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจ แล้วสอนลูกศิษย์ว่า

" เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ "

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา

" คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม
เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย เป็นดารา ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ "

" มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้ "

" อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร "

" สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวช เคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว
เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง ชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม

เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี
ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา

เห็นสิ่งไม่ดีของใคร จงเตือนตัวเองว่า อย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่า วิถีของคนพาล "

" แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ "

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้วเริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

" เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ
เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ยังไม่ต้องชำระ ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น
แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม "

" เข้าใจครับหลวงตา "

เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง

ที่มา : Forward Mail  

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 18.06.10 at 15:49:42

ดีใจกับเด็กน้อยและขอบคุณ คุณ tigerroad197 ครับ

บางครั้งการตัดสินว่าถูกผิดด้วยการรับข้อมูลจากสื่อนี่มันก็ยากนะครับ มันก็ต้องอาศัยวิจารณญานอย่างมากเพราะเราไม่รู้ข้อเท็จจริงที่แท้จริง แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่ถ้ามันเป็นเรื่องที่สำคัญประกอบกับมีข้อมูลหลักฐานที่ทำให้เราเชื่อได้ครับ สรุปคือยังไม่เลิกด่าครับเพราะเชื่อว่าจริง

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 24.06.10 at 05:09:58

เยี่ยมมากเลยครับ ทั้ง 3 เรื่อง เอาข้อคิดมาฝากครับ

1..อย่านอนตื่นสาย           2.อย่าอายทำกิน
3.อย่าหมิ่นเงินน้อย          4.อย่าคอยวาสนา
5.อย่าเสวนาคนชั่ว          6.อย่ามั่วอบายมุข
7.อย่าสุกก่อนห่าม            8.อย่าพล่ามก่อนทำ
9.อย่ารำก่อนเพลง            10.อย่าข่มเหงผู้น้อย
11.อย่าคอยแต่ประจบ      12.อย่าคบแต่เศรษฐี
13.อย่าดีแต่ตัว                      14.อย่าชั่วแต่คนอื่น
15.อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ    16.อย่าเอาเปรียบสังคม
17.อย่าชื่นชมคนผิด             18.อย่าคิดเอาแต่ได้
19.อย่าใส่ร้ายคนดี                 20.อย่ากล่าววจีมุสา
21.อย่านินทาพระเจ้า           22.อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์
23.อย่าสุขจนลืมตัว                24.อย่าเกรงกลัวงานหนัก
25.อย่าพิทักษ์พาลชน          26.อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี


อย่ารำก่อนเพลง    นี่คืออย่าทำอะไรไม่ถูกกาละเทศะครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.06.10 at 09:41:13

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 05.07.10 at 11:29:49

คำสอนของ พระธรรมโกศาจารย์ ( ศ.ประยูร  ธมะจิตตโต ) ได้มาจาก Forward Mail ครับ

ท่านกล่าวว่า.......

ในดีมีเสีย....ในเสียก็มีดี.....เมื่อจะเสียทั้งทีอย่าเสียเปล่า  

ต้องพยายามเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส   เปลี่ยนหายนะให้เป็นพัฒนา

....ดังภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า....เมื่อล้มลงไปแล้ว อย่าลุกขึ้นมามือเปล่า อย่างน้อยให้มีฟางเส้นหนึ่งติดมือขึ้นมาก็ยังดี......

ท่านพุทธทาสภิกขุ เรียกคนที่มีดวงตาเห็นธรรมว่า มึจิตว่าง  

คนที่มีจิตว่างจะอยู่โดยไม่ถูกโลกธรรมย่ำยี    

ยังมีบทกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า

ยามจะได้  ได้ให้เป็น  ไม่เป็นทุกข์

ยามจะเป็น   เป็นให้ถูก   ตามวิถึ

ยามจะตาย   ตายให้เป็น   เห็นสุดดึ

ถ้าอย่างนี้      ไม่มีทุกข์    ทุกวันเอย  

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.07.10 at 17:45:28

ที่มา : Forward Mail

แก้วน้ำหนึ่งใบ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.07.10 at 17:47:45

ที่มา : Forward Mail

แก้วน้ำหนึ่งใบ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 11.07.10 at 04:47:59

เยี่ยมเลยครับ 8) 8) 8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by feifongwong on 23.08.10 at 17:22:03

10 อันดับภาษาที่เรียนยากที่สุด !!!

อันดับที่ 10 Swahili

ภาษา สวาฮีลี (หรือ คิสวาฮีลี) เป็นภาษากลุ่มแบนตูที่พูดอย่างกว้างขวางในแอฟริกาตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น แทนซาเนีย เคนยา ยูกันดา รวันดา บุรุนดี คองโก-กินชาซา โซมาเลีย คอโมโรส (รวมมายอต) โมซัมบิก และมาลาวี ภาษาสวาฮีลีเป็นภาษาแม่ของ ชาวสวาฮีลี ซึ่งอาศัยอยู่แถบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันออกระหว่างประเทศโซมาเลียตอนใต้ ประเทศโมแซมบิกตอนเหนือ มีคนพูดเป็นภาษาแม่ประมาณ 5 ล้านคนและคนพูดเป็นภาษาที่สองประมาณ 30-50 ล้านคน ภาษาสวาฮีลีได้กลายเป็นภาษาที่ใช้โดยทั่วไปในแอฟริกาตะวันออกและพื้นที่รอบ ๆ ว่ากันว่า การเรียนภาษาสวาฮิลีเป็นสิ่งท้าทายที่สุด


อันดับที่ 9 English

ภาษา อังกฤษ เป็นภาษาตระกูลเจอร์เมนิกตะวันตก มีต้นตระกูลมาจากอังกฤษ เป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแรกมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษากลาง (lingua franca) เนื่อง จากอิทธิพลทางทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักศึกษาทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพราะว่าภาษาอังกฤษนั้นได้เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งต่อผู้คนในหลากหลายอาชีพ ซึ่งบางอาชีพต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาอังกฤษมาช่วยประสานงาน ทำให้งานทุกอย่างนั้นง่ายราบรื่นและสำเร็จลงไปได้ด้วยดี สาเหตุที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ยากโดยรวมเนื่องจาก เป็นภาษาที่ใช้อักษรละตินเป็นอักษรหลักในการเขียน และการสะกดคำหลายคำจะไม่ตรงกับการอ่านออกเสียง ซึ่งทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ยากภาษาหนึ่งในการเรียน


อันดับที่ 8 Korean

ภาษา เกาหลี เป็นภาษาที่ส่วนใหญ่พูดใน ประเทศเกาหลีใต้ และ ประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งใช้เป็นภาษาราชการ และมีคนชนเผ่าเกาหลีที่อาศัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนพูดโดยทั่วไป(ใน จังหวัดเหยียนเปียน มณฑลจื๋อหลิน ซึ่งมีพรมแดนติดกับเกาหลี) ทั่วโลกมีคนพูดภาษาเกาหลี 78 ล้านคน รวมถึงกลุ่มคนในอดีตสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล ญี่ปุ่น และเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีผู้พูดใน ฟิลิปปินส์ ด้วย การจัดตระกูลของภาษาเกาหลีไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่คนส่วนมากมักจะถือเป็นภาษาเอกเทศ นักภาษาศาสตร์บางคนได้จัดกลุ่มให้อยู่ใน ภาษาตระกูลอัลไตอิกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากภาษาเกาหลีมีวจีวิภาคแบบภาษาคำติดต่อ ส่วนวากยสัมพันธ์หรือโครงสร้างประโยคนั้น เป็นแบบประธาน-กรรม-กริยา (SOV) แม้ว่าภาษาเกาหลีจะมีตัวอักษร กับสระเพียงไม่กี่ตัวที่ต้องจำ(อักษร 19 + สระ 21) หากแต่ว่าไวยกรณ์ของเกาหลียากมาก ต้องจำกฎสารพัด กว่าจะเข้าใจและสามารถเขียนและอ่านได้


อันดับที่ 7 German

ภาษา เยอรมัน หรือด๊อยช์ เป็นภาษากลุ่มเจอร์เมนิกด้านตะวันตก และเป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแม่มากที่สุดในสหภาพยุโรป ส่วนใหญ่พูดในประเทศเยอรมนี ออสเตรีย ลิกเตนสไตน์ ส่วนมากของสวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก แคว้นปกครองตนเองเตรนตีโน-อัลโตอาดีเจในอิตาลี แคว้นทางตะวันออกของเบลเยียม บางส่วนของโรมาเนีย แคว้นอัลซาซและบางส่วนของแคว้นลอร์แรนใน ฝรั่งเศส นอกจากนี้ อาณานิคมเดิมของประเทศเหล่านี้ เช่น นามิเบีย มีประชากรที่พูดภาษาเยอรมันได้พอประมาณ และยังมีชนกลุ่มน้อยที่พูดภาษาเยอรมันในหลายประเทศทางยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย ฮังการี และสโลวีเนีย รวมถึงอเมริกาเหนือ (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) รวมถึงบางประเทศในละตินอเมริกา เช่น อาร์เจนตินา และในบราซิล ภาษาเยอรมัน จะว่ายาก..มันก็ยาก เพราะมีการแบ่งเพศในคำนามสิ่งของที่มีอยู่ในโลกนี้ 3 เพศ เช่น เวลา หรือ นาฬิกา นั้นเป็นเพศหญิง เครื่องดื่มที่เป็นแอลกฮอลล์ทุกชนิด ยกเว้นเบียร์ ถือว่าเป็นเพศกลาง เป็นต้น(มันคิดได้ไงว่ะเนี้ย) นอกจากนี้ยังยากตรงไวยากรณ์ เพราะมีข้อยกเว้นมาก และยากที่จะพูดให้คล่องโดยถูกหลักไวยากรณ์ เพราะคำกริยาบางทีก็อยู่ข้างหลังประโยค นอกจากนี้คำกริยาและคุณศัพท์ยังต้องผันตามเพศของคำนามอีก



อันดับที่ 6 Russian

ภาษา รัสเซีย เป็นภาษากลุ่มสลาวิกที่ใช้เป็นภาษาพูดอย่างกว้างขวางที่สุด ภาษารัสเซียจัดอยู่ในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียน ดังนั้นจึงมีความสัมพันธ์กับภาษาสันสกฤต ภาษากรีก และภาษาละติน รวมไปถึงภาษาในกลุ่มเจอร์เมนิก โรมานซ์ และเคลติก (หรือเซลติก) ยุคใหม่ ตัวอย่างของภาษาทั้งสามกลุ่มนี้ได้แก่ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาไอริชตามลำดับ ส่วนภาษาเขียนนั้นมีหลักฐานยืนยันปรากฏอยู่เริ่มจากคริสต์ศตวรรษที่ 10ในปัจจุบัน ภาษารัสเซียเป็นภาษาที่มีการใช้นอกประเทศรัสเซียด้วย มีเอกสารทางวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งตีพิมพ์เป็นภาษารัสเซีย รวมทั้งความรู้ในระดับมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง ภาษารัสเซียเป็นภาษาที่มีความสำคัญทางการเมืองในยุคที่สหภาพโซเวียตเรือง อำนาจและยังเป็นภาษาราชการภาษาหนึ่งของสหประชาชาติ และเป็นหนึ่งในภาษาที่ยากต่อการทำความเข้าใจ สับสน วุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นเขียนหรือการอ่านออกเสียง


อันดับที่ 5 Japanese

ภาษา ญี่ปุ่น เป็นภาษาทางการ ของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผู้ใช้ทั่วโลกราว 130 ล้านคน นอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว รัฐอังกาอูร์ สาธารณรัฐปาเลา ได้กำหนดให้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาทางการภาษาหนึ่ง นอกจากนี้ภาษาญี่ปุ่นยังถูกใช้ในหมู่ชาวญี่ปุ่นที่ย้ายไปอยู่นอกประเทศ นักวิจัยญี่ปุ่น และนักธุรกิจต่าง ๆ คำภาษาญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากภาษาต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาษาจีน ที่ได้นำมาเผยแพร่มาในประเทศญี่ปุ่นเมื่อกว่า 1,500 ปีที่แล้ว และตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ก็ได้มีการยืมคำจากภาษาต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาจีนมาใช้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะภาษากลุ่มอินโด-ยูโรเปียน เช่นคำที่มาจากภาษาดัตช์ สาเหตุที่ภาษานี้มีความยากจนเรียกได้ว่าถึงขั้นพิสดารอันเนื่องมาจากคน ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีพิธีรีตองมาก ดังนั้นคำภาษาญี่ปุ่นจึงอักษรถึง3แบบ แบ่งคำศัพท์สำหรับใช้กับเพื่อน คนในครอบครัว อาจารย์เป็นต้น บางตัวไม่สามารถอธิบายได้ต้องจำเอาเอง ถือว่าเป็นภาษาที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน ยิ่งเป็นอักษรคันจิยิ่งไปใหญ่ ขนาดคนญี่ปุ่นด้วยกันเองก็แทบแย่เหมือนกัน


อันดับที่ 4 Polish

ภาษา โปแลนด์ คือภาษาทางการของประเทศโปแลนด์ มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่ของโปแลนด์ ในปัจจุบันจากภาษาท้องถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะที่พูดใน Greater Poland และ Lesser Poland ภาษาโปแลนด์เคยเป็นภาษากลาง ในพื้นที่ต่างๆ ของยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก เนื่องจากอิทธิพลทางการเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และการทหารของเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนีย ในปัจจุบันภาษาโปแลนด์ไม่ได้ใช้กันกว้างขวางเช่นนี้ เนื่องจากอิทธิพลของภาษารัสเซีย อย่างไรก็ดี ยังมีคนพูดหรือเข้าใจภาษาโปแลนด์ในพื้นที่ชายแดนทางตะวันตกของยูเครน เบลารุส และลิทัวเนีย เป็นภาษาที่สองและคนอพยพจากประเทศโปแลนด์ที่อาศัยในพื้นที่ในประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อิสราเอล บราซิล แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ส่วนความยากนักคงเป็นที่ตัวอักษรที่ยากต่อความเข้าใจและการนำไปใช้ที่ยุ่ง ยากพอสมควร


อันดับที่ 3 Chinese

แน่ นอนว่าภาษาจีนเป็น อีกภาษาที่ยากที่สุดในโลก หากแต่กระนั้นมันมีความสำคัญต่อโลกเหมือนกันเพราะประชากรประมาณ 1/5 ของโลกพูดภาษาจีนแบบใดแบบหนึ่งเป็นภาษาแม่ ทำให้เป็นภาษาที่มีคนพูดเป็นภาษาแม่มากที่สุด (สำเนียงพูดที่ถือเป็นมาตรฐาน คือ สำเนียงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาแมนดาริน)และเป็นหนึ่งใน 6 ภาษาที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ (ร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน) แน่นอนความยากของภาษาจีนนั้นก็คือออกเสียงยาก เขียนยากอีกทั้งมันมีหลายแบบ หลายสำเนียง เช่น จีนกลาง, จีนกวางตุ้ง แถมอักษรยังมีสองแบบคืออักษรจีนตัวเต็ม และ อักษรจีนตัวย่อ


อันดับที่ 2 Hungarian

ภาษา ฮังการี เป็น ภาษากลุ่มฟินโน-อูกริกที่พูดในประเทศฮังการีและในประเทศเพื่อน บ้านคือ โรมาเนีย สโลวาเกีย ยูเครน เซอร์เบีย มอนเตเนโกร โครเอเชีย ออสเตรีย และสโลวีเนีย (ทั้งหมดเป็นประเทศที่ฮังการีได้สูญเสียดินแดนให้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) มีคนพูดภาษาฮังการีประมาณ 14.5 ล้านคน มี 10 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในฮังการี และมีชนพื้นเมืองฮังการี ประมาณ 1,434,377 คนที่อาศัยอยู่ในโรมาเนีย โดยมีประชากรชนกลุ่มน้อยมากที่สุดในพื้นที่ทรานซิลเวเนียของโรมาเนีย


อันดับที่ 1 Basque

ภาษา บาสก์ เป็น ภาษาที่พูดโดยชาวบาสก์ซึ่งอาศัยอยู่แถบเทือกเขาพีเรนีสในตอนกลาง ของภาคเหนือของประเทศสเปน รวมทั้งในบริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสที่มีอาณาเขตติดต่อกัน หรือลึกลงไปกว่านั้นคือ ชาวบาสก์ได้ครอบครองแคว้นปกครองตนเองที่มีชื่อว่าแคว้นปกครองตนเองบาสก์ (Basque Country autonomous community) ซึ่งมีวัฒนธรรมและอิสระในการปกครองตนเองทางการเมือง นอกจากนี้ก็ยังมีชาวบาสก์ที่อยู่ในเขตนอร์เทิร์นบาสก์ในฝรั่งเศสและแคว้น ปกครองตนเองนาวาร์ในสเปนอีกด้วย ชื่อเรียกภาษาบาสก์อย่างเป็นทางการ (ในภาษาตนเอง) คือ เออุสการา (euskara) ส่วนในรูปภาษาถิ่นอื่น ๆ ได้แก่ เออุสเกรา (euskera) เอสกูอารา (eskuara) และ อุสการา (üskara) แม้ว่าในทางภูมิศาสตร์จะถูกล้อมรอบด้วยภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน แต่ภาษาบาสก์กลับจัดเป็นภาษาโดดเดี่ยว (language isolate) ไม่ใช่ภาษาในตระกูลดังกล่าว



From: Forward Email

เครดิต http://www.modxtoy.com

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 23.08.10 at 22:38:49

ภาษากูโบสก็ยากนะครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 24.08.10 at 22:32:23

ได้จาก forward mail ครับ

หน้า 1

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 24.08.10 at 22:33:54

หน้า 2

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 24.08.10 at 22:35:49

หน้า 3

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 24.08.10 at 22:38:24

หน้า 4 สุดท้ายครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 09.09.10 at 12:06:27

ขอบคุณมาก ๆ ครับ

???  ???  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 20.09.10 at 21:35:15

สำหรับ ผม ข้อคิดไม่ มี มี แต่ ความ สงสัย
(ถ้าเพื่อนๆที่นี้ไไม่ ชอบใจแนะนำได้ นะ  ครับ )
ดูข่าวทางภาคใต้และข่าว ฆ่ากัน ทุกๆวัน แล้ว ผมคิดถึงพระเจ้า ว่าท่านทำอะไรอยู่

"ฉันไม่เข้าใจ พระเจ้า"



ถ้าพระเจ้ามีอยู่จริง


และคอยกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์


อย่างที่ศาสดาของศาสนาต่างๆว่าไว้...อยากรู้ว่าพระเจ้าจะกำหนดตอนจบของทุกสิ่งไว้ว่ายังไง?


อาจเป็นเพราะพระเจ้าคือพระเจ้า


จึงสนุกกับการกำหนดชีวิตของคนอื่นได้อย่างไม่รู้สึกรู้สม


และมีหลายครั้งที่ออกมาโทษว่ามนุษย์เลว ต้องลงโทษ


ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่คุณกำหนดและควบคุมมาตั้งแต่ต้น


พระเจ้าสร้างมนุษย์มา และตามทฤษฎีพวกนั้น


ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มต้นมาคุณ


ความดี ความชั่ว คงมีจุดกำเนิดมาจากสิ่งนั้น


ความเกลียดชังคงเริ่มต้นมาจากแหล่งเดียวกันกับความรัก


ตอนเทอม 1 เราไปลงเรียนวิชาปรัชญาที่อักษร


เพราะอยากเข้าใจในเรื่องเหนือธรรมชาติ


ถกเถียงกันในประเด็นทางปัญญาเกี่ยวกับพระเจ้า


พอยิ่งเรียนไป ยิ่งรู้สึกว่าไม่เข้าใจ


มีทฤษฎีนึงบอกว่า "พระเจ้าอยู่เหนือความเข้าใจและเหตุผลของมนุษย์"


http://shinozukebook.exteen.com/20100514/entry


"พระเจ้า อยู่ ที่ ไหน ในเวลา เรา ทุกข์ทน"


"พระเจ้า อยู่ ที่ไหน ใน เวลา ผู้ คน ถูกฆ่า ถูก ทำร้าย"


" พระเจ้า อยู่ ที่ ไหน ใน เวลา เด็กๆ ถูกฆ่าถูกลักพา ตัว "


" พระเจ้า อยู่ที่ไหน ทำไม ท่าน ไม่ช่วย เด็กๆเหล่า นั้น "


"พระเจ้าอยู่เหนือความเข้าใจและเหตุผลของมนุษย์" จริงๆๆ  ท่านกำลังทำอะไร ?

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 20.09.10 at 22:39:00

ตามแบบพุทธ พระเจ้าหรือเทวดาก็ต้องอยู่ใต้กฏแห่งกรรมเช่นกันครับ

เทพเจ้ากรีกโบราณก็อยู่ใต้กฏที่ไม่มีใครบังคับได้เช่นกันครับ

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 21.09.10 at 08:25:47


usarain wrote on 20.09.10 at 22:39:00:
ตามแบบพุทธ พระเจ้าหรือเทวดาก็ต้องอยู่ใต้กฏแห่งกรรมเช่นกันครับ

เทพเจ้ากรีกโบราณก็อยู่ใต้กฏที่ไม่มีใครบังคับได้เช่นกันครับ

:)


:)  :)  :)

เคยอ่านเรื่อง กามนิต ฯ ภาคสอง ก็เป็นไปตามที่ คุณ usarain กล่าวเอาไว้แหละครับ

:)  :)  :)

สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 21.10.10 at 13:06:45

ข้อคิดดี ๆ ในวันนี้ ไม่ได้มาในรูปของ ตัวอักษร

หากแต่มาในรูปของ คลิป

อยากให้เพื่อน ๆ ดูให้จบ

...เพื่อคิดตาม และนำไปปฏิบัติสอนตัวเอง

อย่าได้เพียงดู เพื่อผ่านเลยไป

http://www.youtube.com/watch?v=LBMIVOWLryE&feature=player_embedded

:)  :)  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 26.10.10 at 12:02:07

ได้รับ FW Mail เป็น ข้อคิดดี ๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี ครับ

:)

1. อย่าเป็นนักจับผิด

คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง

' กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก '

คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ' จิตประภัสสร '

ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี

" แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข "


2. อย่ามัวแต่คิดริษยา

" แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน "

คนเราต้องมี พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า " เจ้ากรรมนายเวร "

ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น " ไฟสุมขอน " ( ไฟเย็น )

เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน

เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา โดยใช้วิธี " แผ่เมตตา "

หรือ ซื้อ " โคม " มา แล้วเขียน " ชื่อคน " ที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป


3. อย่าเสียเวลากับความหลัง

90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการ ย้ำคิด ย้ำทำ

" ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น "

มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขา พร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ

" อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน "

" อยู่กับปัจจุบันให้เป็น "

ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี " สติ " กำกับตลอดเวลา


4. อย่าพัง เพราะไม่รู้จักพอ

" ตัณหา " ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ

ธรรมชาติของตัณหา คือ " ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม "

ทุกอย่างต้องดู " คุณค่าที่แท้ " ไม่ใช่ " คุณค่าเทียม "

เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู

คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือ ไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่น ๆ ที่เสริมมา ไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

เราต้องถามตัวเองว่า

" เกิดมาทำไม "

" คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน "

ตามหา " แก่น " ของชีวิตให้เจอ


คำว่า " พอดี " คือ

ถ้า " พอ " แล้วจะ " ดี "

รู้จัก " พอ " จะมีชีวิตอย่างมี " ความสุข "

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 23.11.10 at 19:44:25

ขอบคุณครับ นำมาฝากกันอีกเรื่องครับ

คุณครูในโรงเรียนสอนเด็กอนุบาลแห่งหนึ่ง
ตัดสินใจที่จะให้เด็กนักเรียนในชั้นของเธอเล่นเกมหนึ่ง

- ดังนั้นเธอจึงบอกให้เด็กนักเรียนแต่ละคนในชั้นนำมันฝรั่งใส่ถุงพลาสติกมา
- และบนมันฝรั่งแต่ละหัวให้เขียนชื่อคนที่รังเกียจไว้

- ดังนั้นจำนวนหัวมันฝรั่งที่เด็กนักเรียนใส่ไว้ในถุงของเขาจะขึ้นกับจำนวนคนที่เขารังเกียจไม่ชอบ


- และเมื่อถึงวันกำหนด เด็ก ๆ ทุกคนก็นำมันฝรั่งที่มีชื่อคนที่เขารังเกียจติดตัวมา
- บางคนมีมัน 2 หัว บางคนมีมัน 3 หัว ในขณะที่บางคนมีถึง 5 หัว
- จากนั้นคุณครูให้เด็กนักเรียนนำมันฝรั่งของตนเองใส่ถุงถือติดตัวไปทุก ๆแห่ง
(แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ) เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์


- หลังจากที่หลายๆ วันผ่านไป
- พวกนักเรียนก็เริ่มบ่นถึงกลิ่นเหม็นที่ออกมาจากมันฝรั่งซึ่งเริ่มจะเน่า
- นอกจากนั้นเด็กที่มีมันฝรั่ง 5 หัว ก็ยิ่งบนที่ต้องถือถุงหนักกว่าคนอื่น


- เมื่อเวลา 1 อาทิตย์สิ้นสุดลง พวกเด็กนักเรียนจึงได้รู้สึกปลดปล่อย
- เพราะเกมได้จบลงแล้ว

- คุณครูจึงถามว่า "พวกเธอรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องถือมันฝรั่งติดตัวอยู่ 1 อาทิตย์"
- พวกเด็กนักเรียนจึงระบายความหงุดหงิดไม่พอใจออกมาและบ่นถึงความลำบาก
ที่พวกเขาต้องเจอจากการที่ต้องถือถุงมันฝรั่งที่ทั้งหนักและส่งกลิ่นเน่าเหม็น


- หลังจากนั้นคุณครูจึงได้อธิบายให้พวกเด็กได้ทราบถึงความหมายแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในเกม
- คุณครูกล่าวว่า "นี่เป็นเหมือนกับสถานการณ์จริงๆ
- เมื่อเราต้องแบกเก็บความเกลียดชังผู้อื่นไว้ในใจ
- มลพิษของความเกลียดชังจะกัดกร่อนใจของเรา และติดไปกับตัวเราในทุก ๆที่ที่เราไป


- ถ้าขนาดที่เรายังทนไม่ได้กับกลิ่นเน่าเหม็นของมันฝรั่งในช่วง 1 อาทิตย์
- ลองคิดดูว่ามันจะเป็นเช่นไร ถ้าเราแบกเก็บความเกลียดชังไว้ในใจตลอดชั่วชีวิต?"



-คติสอนใจจากนิทานเรื่องนี้ คือ
-โยนทิ้งความเกลียดชังผู้อื่นออกไปจากใจของคุณ
-เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ต้องแบกรับบาปนี้ไปชั่วชีวิต



-ให้อภัยผู้อื่นเป็นทัศนคติที่ดีที่สุดควรยึดถือไว้


-รักชื่นชมผู้อื่นแม้ว่าคุณจะไม่ชอบพวกเขา
-เพราะความรักที่แท้จริงนั้นไม่ใช่การรักชอบบุคคลที่สมบูรณ์แบบ
-แต่เป็นการรักชอบชื่นชมบุคคลที่ไม่สมบูรณ์แบบให้สมบูรณ์แบบ ^^


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.11.10 at 07:27:41

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

???  ???  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 24.11.10 at 08:54:50

ไปเจอมา เข้าท่าดีครับ ดีหรือเลวกรรมจะตัดสินเค้าเองครับ

*****************************************
คนดีที่สังคมเห็นว่าดีนั้น เราควรยกย่องสรรเสริญ

คนดีที่สังคมเห็นว่าเลวนั้น เวลาจะพิสูจน์ความดีของเขาในวันหนึ่ง

คนเลวที่สังคมเห็นว่าเลวนั้น ต้องกำจัดให้สิ้นซาก

แต่คนเลวที่สังคมเห็นว่าดีนั้น อันตรายที่สุด

ต้องช่วยกันเปิดโปง เพื่อสร้างสังคมแห่งความจริง

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 24.11.10 at 10:36:14

แต่คนเลวที่สังคมเห็นว่าดีนั้น อันตรายที่สุด

ขอบคุณครับ คุณลู

8)  8)  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 24.11.10 at 12:57:42


Loucipher wrote on 24.11.10 at 08:54:50:
ไปเจอมา เข้าท่าดีครับ ดีหรือเลวกรรมจะตัดสินเค้าเองครับ

*****************************************
คนดีที่สังคมเห็นว่าดีนั้น เราควรยกย่องสรรเสริญ

คนดีที่สังคมเห็นว่าเลวนั้น เวลาจะพิสูจน์ความดีของเขาในวันหนึ่ง

คนเลวที่สังคมเห็นว่าเลวนั้น ต้องกำจัดให้สิ้นซาก

แต่คนเลวที่สังคมเห็นว่าดีนั้น อันตรายที่สุด

ต้องช่วยกันเปิดโปง เพื่อสร้างสังคมแห่งความจริง

:)


ก็คงต้องพึ่งพาผลของกรรมแหละครับ เพราะการตัดสินมันยากมาก

สังคมไทยปัจจุบันแบ่งเป็นสองฝ่ายหรือมากกว่านั้น คนเลวในฝ่ายหนึ่งสีหนึ่งมักจะเป็นคนดีในอีกฝ่าย การเปิดโปงซึ่งทำกันเยอะแยะตามข่าวที่เห็นก็ต้องมาดูกันอีกครับว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก บางทีพิสูจน์แล้วยังไม่ค่อยเชื่อกันเลยครับ ยากจังนะครับ

ตอนนี้ในสังคมไทย มีคนกลุ่มหนึ่ง ที่ฝ่ายไหนสีไหนก็ไม่ชอบ ทุกฝ่ายบอกว่ากลุ่มนี้ "เลว" หมด แต่ผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่าทำไมพวกเขายังมีอำนาจวาสนา ยังมีความสามารถในการต่อรองและทำตัวกร่างในบางครั้งอยู่เลย กลุ่มนี้จะเป็นคนเลวที่สังคมเห็นว่าเลวด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่ไม่เห็นว่าสังคมจะกำจัดให้สิ้นซากได้เลยครับ งงจริง ๆครับ (คุณลูคงเดาได้นะครับว่ากลุ่มไหน เพื่อนใคร)

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 04.02.11 at 07:55:27

ความสำคัญของการมีเพื่อนไม่ได้อยู่ที่เรามีเพื่อนกี่คน
แต่สำคัญที่เราเหลือเพื่อนอยู่กี่คน ในยามวิกฤตของชีวิต

เครดิต by Jiraporn Potiwongvanich

pantip.com???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 08.02.11 at 22:10:41

" ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ "
-----------------------------------------------
เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้
---------------------------------------
แต่จงจำไว้ว่า .....
เราไม่ควรใช้ยางลบหมดก่อนดินสอ เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้ และหวังว่าคนที่ได้คำตอบจากคำถามนี้จะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด และไม่ประมาทในการใช้ชีวิต และ ยอมรับการกระทำของตนเอง แล้ว

credit: fwmail :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 10.02.11 at 10:34:07


Loucipher wrote on 08.02.11 at 22:10:41:
" ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ "
-----------------------------------------------
เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้
---------------------------------------
แต่จงจำไว้ว่า .....
เราไม่ควรใช้ยางลบหมดก่อนดินสอ เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้ และหวังว่าคนที่ได้คำตอบจากคำถามนี้จะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด และไม่ประมาทในการใช้ชีวิต และ ยอมรับการกระทำของตนเอง แล้ว

credit: fwmail :)



ขอบคุณ คุณลู มาก  ๆ ครับ

???  ???  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 10.02.11 at 20:29:13

UNKNOWN ไม่เกี่ยวกับ TOPIC เลย เอาออกเน้อ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 02.05.11 at 21:24:52

ลู่เหยา กับ หม่าลี่
ลู่เหยา กับ หม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
หม่าลี่ เป็นผู้น้อง ยังไม่ได้แต่งงาน
ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย
ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ
วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง
อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้
หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล
....

ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้
นำของกินของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ
นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา …
ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า
เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว ได้รับการโอบอุ้มดูแล
ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก
ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่
ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้
....

ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป
คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว
ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว
ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้
เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด
นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง
เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก
นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย
อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้านต่างสงสารนาง
ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง
จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม
....

พริบตาเดียว 10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง
เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน
และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น
ก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย
เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า
“ คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป “
.....

เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ
แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง
เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่
ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน
ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน
หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน
เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป
ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด
ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ
และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่
.....

หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้้น แล้วกล่าวว่า
เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย
แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี
เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์
แต่อีกใจก็คิดว่าเมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆไม่ต้องทำอะไร
อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้
ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหา ให้นางเสียชื่อเสียง
แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร
แต่ก้อน่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง
สมกับที่ข้าได้ตังใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป
.....
ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน
สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่(กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน
คำกล่าวจีนที่ว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า
ก ารที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้
ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง
.....

อ่านแล้วรู้สึกชอบเรื่องราวของลู่เหยาและหม่าลี่ครับ
ทำให้มาคิดว่า … บางครั้งในชีวิตของคนเรานั้น
การจะทำความดี ต้องทำอย่างอดทน ต้องทำอย่างลึกซึ้ง

ต้องทำอย่างไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน
ไม่ต้องหวังว่าทำดีกับคนอื่นแล้ว เขาจะต้องดีตอบกับเรา
มิเช่นนั้น เราจะทุกข์ใจหากไม่ได้การตอบแทนตามที่หวังไว้

แม้คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่าเราไม่ได้ทำอะไร
เปรียบเสมือนผู้ที่ปิดทองหลังพระ
แม้ไม่มีใครมองเห็น แต่ตัวเรามองเห็นตัวเราเอง
มองเห็นความดีที่เราทำ...
แค่นี้เราก็อิ่มเอิบใจและมีความสุขแล้ว

CREDIT:MANAGER.CO.TH  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 12.05.11 at 05:43:54

อ่านให้จบนะ

3 x 8 = ?

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า
จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3x8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย24เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ
ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”
เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป
พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ
ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว
พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่
จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด
คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?

เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!
เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก
เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้
ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่
จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่
และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย
อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”
เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน
ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก
หากอาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ
ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน)
ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน
บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)
ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)
ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด
ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด

MANAGER.CO.TH :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 12.05.11 at 09:19:35

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

???  ???  ???


ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)

ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ส่วนใหญ่จะอยากเอาชนะเพื่อความสะใจ โดยขาดความยั้งคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาครับ

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า

จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด

ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด


ผมเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่อยู่เรื่องหนึ่งก็คือ ความอดทนในการรอคอยครับ

เพราะว่าโลกของสังคมไซเบอร์ ทำให้เด็ก ๆ ยุคใหม่ ทำอะไรด่วน ๆ ไปหมด

แม้แต่การทำรายงาน ก็ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต Copy แล้วก็นำไป Paste จากนั้นก็พิมพ์ส่ง


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 13.05.11 at 13:50:06

ใช่ครับ ฝรั่งยังถือคติ  DON'T GET EVEN WITH YOUR BOSS เลยครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by usarain on 14.05.11 at 21:47:12

ถ้ายอมรับอย่างทีคุณลูว่าได้ สังคมไทยจะเข้าสู่ความสงบสุขได้ทันทีครับ

เสียดายที่คนจำนวนมาก ทำไม่ได้ครับ ว้า

:)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tom241 on 20.05.11 at 14:40:32

"ทำไม สังคมที่พัฒนาการเยียวยารักษา กับสังคมที่พัฒนาการเข่นฆ่าล้างผลาญ จึงเป็นสังคมเดียวกันนะ...."
หมอ Mallard หรือที่เพื่อนๆ ในกลุ่ม NCIS เรียกเขาว่า Ducky บ่นพึมพัมในขณะที่กำลังชันสูตรศพ...

คำคมจากทีวีซีรี่ส์เรื่อง NCIS ครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Robot on 23.07.11 at 18:28:39

ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)

ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)


โดนเต็มๆเลยครับ  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 25.09.11 at 07:39:24

3 คาถาของคนทำงาน(อย่างเราๆ)
1. คาถาคนทำงาน
ขั้น แรก…ท่อง นะโม 3 จบ ก่อน แล้วจึงค่อยท่องคาถานะ
อาจ จะมี … เซ็งไปบ้าง…ในบางครั้ง
อาจ จะมี …เบื่อกันบ้าง…. ในบางหน
อาจ จะมี …เหม็นขี้หน้า…กับบางคน  
พยายาม ทน ทำงานไป เพราะได้ตังค์

2. คาถาปล่อยวาง
กู ว่าแล้วในโลกนี้มีปัญหา
เขา ไม่ด่า ก็ชื่นชม หรือเฉยๆ
สาม ประเภทที่ว่านี้มิเปลี่ยนเลย
จง วางเฉยใครถือสาเป็นบ้าตาย

3. คำสอนของพระพุทธเจ้า
อย่า ไปนึกว่า  ‘ คนอื่น ‘   เหนือ   กว่าเรา เพราะทำให้เกิดปมด้อย
อย่า ไปนึกว่า   ‘ คนอื่น ‘   ต่ำ     กว่าเรา เพราะทำให้เกิดทิฐิ
อย่า ไปนึกว่า  ‘ คนอื่น ‘   เสมอ     เท่าเรา   เพราะทำให้เกิดการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น
จง นึกเสมอว่า ‘ คนอื่นทุกคน ‘ เป็น เพื่อนรวมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 26.09.11 at 12:23:01

ล้วงลึกฝรั่งในไทย ฮามีสาระครับ คุณ martin พูดดีมากๆ

http://www.youtube.com/watch?v=6GM05CboSWs&NR=1

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 27.09.11 at 11:09:39

ขอบคุณ คุณลู มาก ๆ ครับ

8)  8)  8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by UNKNOWN on 05.10.11 at 12:02:36

from pantips

สมัยนี้หาคนที่จะอยู่กินด้วยกัน
 ไปตลอดรอดฝั่งเหมือนคนสมัยก่อนๆ ยากแล้ว สังคมเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน
 คนเราอยากมีอิสระมากขึ้น คนทุกคนพอรักใครแล้วก็มักคิดว่า เราจะรักคนนี้ไปตลอดชาติ
 แต่พอมาอยู่ด้วยกัน มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ไปต่อกันไมไ่ด้
 พอรักกันแล้ว อยู่กันไปนานๆ ก็เริ่มระแวงว่า เธอจะไปมีชู้ ระแวงซึงกันและกัน

 คนหลายคนแต่งงานจัดงานแต่งงานในโรงแรมใหญ่โต คนมางานเป็นพัน
 อยู่กันไปแป๊ปเดียวก็เลิกกัน  
 ส่วนคนบางคนไม่เคยมีงานแต่งงานแต่อยู่กินกันจนแก่ตาย  

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 07.10.11 at 03:10:59


wrote on 05.10.11 at 12:02:36:
from pantips

สมัยนี้หาคนที่จะอยู่กินด้วยกัน
 ไปตลอดรอดฝั่งเหมือนคนสมัยก่อนๆ ยากแล้ว สังคมเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน
 คนเราอยากมีอิสระมากขึ้น คนทุกคนพอรักใครแล้วก็มักคิดว่า เราจะรักคนนี้ไปตลอดชาติ
 แต่พอมาอยู่ด้วยกัน มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ไปต่อกันไมไ่ด้
 พอรักกันแล้ว อยู่กันไปนานๆ ก็เริ่มระแวงว่า เธอจะไปมีชู้ ระแวงซึงกันและกัน

 คนหลายคนแต่งงานจัดงานแต่งงานในโรงแรมใหญ่โต คนมางานเป็นพัน
 อยู่กันไปแป๊ปเดียวก็เลิกกัน  
 ส่วนคนบางคนไม่เคยมีงานแต่งงานแต่อยู่กินกันจนแก่ตาย  
 


ส่วนใหญ่คนที่เรียกร้องให้จัด คือฝ่ายหญิง ;D

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.10.11 at 08:17:08


wrote on 05.10.11 at 12:02:36:
from pantips

สมัยนี้หาคนที่จะอยู่กินด้วยกัน
 ไปตลอดรอดฝั่งเหมือนคนสมัยก่อนๆ ยากแล้ว สังคมเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน
 คนเราอยากมีอิสระมากขึ้น คนทุกคนพอรักใครแล้วก็มักคิดว่า เราจะรักคนนี้ไปตลอดชาติ
 แต่พอมาอยู่ด้วยกัน มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ไปต่อกันไมไ่ด้
 พอรักกันแล้ว อยู่กันไปนานๆ ก็เริ่มระแวงว่า เธอจะไปมีชู้ ระแวงซึงกันและกัน

 คนหลายคนแต่งงานจัดงานแต่งงานในโรงแรมใหญ่โต คนมางานเป็นพัน
 อยู่กันไปแป๊ปเดียวก็เลิกกัน  
 ส่วนคนบางคนไม่เคยมีงานแต่งงานแต่อยู่กินกันจนแก่ตาย  
 


เรื่องการแต่งงาน แล้วจะอยู่ครองคู่กันไปได้นานแค่ไหนนั้น อยู่ที่ว่าหลังการแต่งงานแล้ว ปฏิบัติตัวต่อกันอย่างไรครับ

เพราะ ความรัก นั้น พอเวลาผ่านไป มันเจือจางลงได้ครับ ดังนั้นถ้าแค่ลำพังความรักอย่างเดียว ไม่ช่วยให้คู่ชีวิตยืนยาวได้ตลอดรอดฝั่งครับ ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกันด้วยครับ

บางคู่ที่แต่งงานกันแล้วอยู่กันไม่ยืด ก็เพราะตอนแต่งงานนั้น อาจจะมีหลายสาเหตุที่ทำให้ต้องแต่งงานกัน โดยไม่ได้ศึกษาอุปนิสัยของแต่ละฝ่ายให้ถ่องแท้ พอมาอยู่ด้วยกัน ก็เลยปรับตัวหากันไม่ได้ครับ

อย่างตอนเป็นแฟน ต่างก็แสดงแต่ด้านดี ๆ ของแต่ละฝ่ายออกมา พอแต่งงานกันแล้ว ก็ค่อย ๆ เผยด้านที่ไม่ดีของแต่ละฝ่ายออกมา ถ้าหากไม่เข้าใจกันแต่แรก ต่างฝ่ายอาจจะรับซึ่งกันและกันไม่ได้ครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.11.11 at 04:01:01

เจอมาใน manager ครับ

สุดท้ายกินอะไรก็ต้องระวังนะเพราะคนเดี๋ยวนี้ออกกำลังกายน้อยลง โรคคนเมืองที่เป็นๆกันอยู่ก็เกิดจากการอยู่ดีกินดีทั้งนั้น กินขนมหวานมากไขมันในเส้นเลือดจะอุดตันเอา อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมันมักจะไม่ถูกปาก แต่จะให้กินแต่ของไม่ถูกปาก ชีวิตมันก็จะอับเฉาเกินไป บาลานซ์ให้ดีก็แล้วกัน กินอาหารให้เป็นยาไม่งั้นในอนาคตอาจจะต้องกินยาเป็นอาหารนะจ๊ะ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 16.02.12 at 23:36:32

CREDIT:drama.com

เอามาจากการ์ตูนเรื่อง FMA
เป็นตอนพิเศษที่ พ่อตัวเอกให้ตัวเอก(ตอนยังเด็ก) ที่หาว่าแม่ไม่รัก หิ้วถังน้ำ
.
ตัวเอกหิ้วถังน้ำได้แปปเดียวก็วาง บอกมันหนัก
พ่อบอกว่า ถังนั่นคงหนักประมาณทารกคนหนึ่ง
และบอกต่อว่า แกหิ้วแปปเดียวก็ตัดใจ
.
แต่แม่ของแก อุ้มแกไว้ในท้องตั้ง9เดือน
มันไม่ใช่เรื่องที่คนที่ไม่รักจะทำให้ได้
เพราะงั้นอย่าพูดอีกล่ะว่าแม่ไม่รัก  :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 17.02.12 at 15:54:31

ขอบคุณ คุณลู มากครับ


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 26.02.12 at 11:04:12

"ตกปลา ในที่ที่มี ปลา"

ผมเคยถามเคล็ดความสำเร็จของเถ้าแก่น้อย เขาตอบว่าหนึ่งในเคล็ดลับก็คือ "ตกปลาในที่ที่มีปลา"

เครดิต  จาก status Biz ของ  Connection 96.5  
ลิ้งครับ
http://www.facebook.com/bizcon965

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.02.12 at 00:50:55


RiderOZ wrote on 26.02.12 at 11:04:12:
"ตกปลา ในที่ที่มี ปลา"

ผมเคยถามเคล็ดความสำเร็จของเถ้าแก่น้อย เขาตอบว่าหนึ่งในเคล็ดลับก็คือ "ตกปลาในที่ที่มีปลา"

เครดิต  จาก status Biz ของ  Connection 96.5  
ลิ้งครับ
http://www.facebook.com/bizcon965


ขอบคุณครับ :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.02.12 at 07:45:14


RiderOZ wrote on 26.02.12 at 11:04:12:
"ตกปลา ในที่ที่มี ปลา"

ผมเคยถามเคล็ดความสำเร็จของเถ้าแก่น้อย เขาตอบว่าหนึ่งในเคล็ดลับก็คือ "ตกปลาในที่ที่มีปลา"

เครดิต  จาก status Biz ของ  Connection 96.5  
ลิ้งครับ
http://www.facebook.com/bizcon965



ขอบคุณมากครับ

การจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

แต่การรักษาความสำเร็จให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ยากยิ่งกว่าอีกนะครับ

เพราะถ้าหาก มัวหลงระเริงกับ ความสำเร็จ ก็จะกลายเป็น ความชะล่าใจ และย่ำอยู่กับที่

สำหรับในการทำธุรกิจ การย่ำอยู่กับที่ ก็เหมือนกับ การถอยหลัง นี่เองครับ

คนจีนเค้าถึงมักมีคำพูดว่า ตระกูลที่ประสบความสำเร็จนั้น มักร่ำรวยได้ไม่เกิน 3 ชั่วอายุคน

???  ???  ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 29.02.12 at 07:48:13

เวลาที่ผมอ่านเจอชีวประวัติของบุคคลที่ประสบความสำเร็จนั้น

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่สะกิดใจผมก็คือ ตอนที่พวกเขายังไม่โด่งดังนั้น พวกเขาก็ไม่ได้ตั้งความหวังถึงขนาดว่าจะประสบความสำเร็จแบบพลุแตก

บางคนที่ทำก็เพราะต้องดิ้นรนเพื่อปากท้องด้วยซ้ำ

ซึ่งจะว่าไป พวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากพวกเรา

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีมากกว่าคนทั่ว ๆ ไปก็คือ ทุก ๆ ครั้งที่ล้ม พวกเขาจะรีบลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง

.....โลกเรานี้จดจำได้แต่ คนที่ต่อสู้ และ ไม่ยอมแพ้

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 02.03.12 at 09:40:25


เอกลักษณ์ของสังคมไทย สารพัด...เช่น
1. ขี้อิจฉา ขี้โกง ขี้โอ้อวด ขี้หมั่นไส้
2.ชอบโทษฟ้าดิน ชอบโทษคนอื่น
3.ชอบความสัมพันธ์ส่วนตัว
4.ชอบความลึกลับ ชอบคิดเพิ่มเติม
5.ชอบข่าวลือ
6.ไม่ชอบการเผชิญหน้า
7.ชอบคิดเข้่าข้างตัวเองว่าเก่งคนอื่น
8.หัวเราะเสมอ
9.เปลือกสำคัญกว่าแก่น
10. เห็นเงินและเห็นตำแหน่งหน้าที่สำคัญเหนืออื่นใด
11.ความดีลืมง่าย ความเลวจำแม่น
12.ชอบเชื่อหมอดู
13.ชอบสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นเพราะใช้จ่ายเกินตัว
14.ชอบมองข้ามความรู้สึกของผู้อื่น
#FM96.5

เครดิต  จาก status Biz ของ  Connection 96.5  
ลิ้งครับ
http://www.facebook.com/bizcon965

อาจารย์แกมีข้อคิดดี เยอะครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.03.12 at 10:52:09

ขอบคุณ คุณ RiderOZ ครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 02.03.12 at 14:29:16


tigerroad197 wrote on 02.03.12 at 10:52:09:
ขอบคุณ คุณ RiderOZ ครับ


ขอบคุณครับผม มี คำพระมาฝาก อีก 2 ประโยค ครับ

"เวลาโกรธขึ้นมา ด๊อกเตอร์กับ ป.๔ ก็โง่พอๆกัน"

#หลวงพ่อชา สุภทฺโท via @satien_nna

"มีสติเป็นเบรค..มีปัญญาเป็นคันเร่ง...ย่อมขับเคลื่อนชืวิตไปถึงเป้าหมายอย่างปลอดภัย"

 via @wo_ofm”

เพราะฉนั้น จิตควรอยู่เหนืออารมณ์ ครับ  :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 02.03.12 at 22:55:26

ปรัชญาล้ำลึกครับ 8) 8) 8) 8) 8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 04.03.12 at 14:48:09


Loucipher wrote on 02.03.12 at 22:55:26:
ปรัชญาล้ำลึกครับ 8) 8) 8) 8) 8)


พูดถึง ปรัชญา ขอต่ออีกหน่อย ครับ


"สุ จิ ปุ ลิ วินิมุตโต กถัง โส ปณฺฑิโต ภเว"
แปลว่า "ผู้ปราศจาก สุ จิ ปุ ลิ จะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร"
สุ ย่อมาจาก สุตะ แปลว่า ฟัง
จิ ย่อมาจาก จินตะ แปลว่า คิด
ปุ ย่อมาจาก ปุจฉา แปลว่า ถาม
ลิ ย่อมาจาก ลิขิต แปลว่า จด

ทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือ "หัวใจนักปราชญ์"ครับ

:-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 04.03.12 at 20:30:32

ข้อคิดดี ๆ สาระ ดีๆ  จากปีศาจใน การ์ตูน เรื่อง "ดาบล่าพญามาร โดโรโระ"มีให้ค้นหา ครับ
มีฉากปีศาจพูดว่า

"ดาบนี้มีชื่อว่านิอิรุ"ซามูไรคนหนึ่งพูดว่า "เป็นดาบที่ดูดเลือดศัตรู มาแล้วหลายสิบคน สงครามจบไปแล้ว แต่มันยังคงจำรสชาติเลือดได้"

"เฮอะ!!ทำเป็นพูด โยนความผิดให้ดาบ" โดโรโระ เถียง"ความจริงแล้วเป็นแกเองใช่มั๊ยละที่ฟันคนน่ะ!!"

"ข้าก็แค่ โดนเจ้านี้ มันใช้เอา เท่านั้น!!" เจ้าปีศาจว่า

เมื่อมันใช้ดาบดาบก็ใช้มัน เมื่อมันยินยอมให้ดาบใช้ จึงไม่ต่างอะไรจากถูกปีศาจเข้าสิง ที่จริงแล้ว ปีศาจอยู่ในใจของเรานี้เอง

สาระตรงนี้สำคัญ มีคำพูดว่า

"เมื่อเรา จัดดอกไม้ ดอกไม้ก็จัดเรา" ความหมายคือ

"เราจะจัดดอกไม้ ให้สวยได้ ใจต้องสงบ "

จึงว่าเป็นดอกไม้ที่จัดให้เราสงบ มิใช่ เราที่จัดดอกไม้ให้สวยแต่เพียงฝ่ายเดียว

เมื่อเราดูโทรทัศน์ โทรทัศน์ก้ดูเรา เมื่อ เราเล่นเกมส์เกมส์ก็เล่นเรา เราใช้มือถือ มือถือก็ใช้เราด้วย

ที่จริงแล้ว ปีศาจอยู่ในใจของเรานั้นเอง"

เขียน โดยนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมท์
หนังสือ การ์ตูนแห่งชาติ ชนชั้น ชีวิต


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 05.03.12 at 05:53:33

เยี่ยมเลยครับ ขอแชร์ครับ 8) 8) 8)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 05.03.12 at 08:20:24

ขอบคุณ คุณ RiderOz มากครับ

เรื่อง ดาบนิอิรุ ก็เหมือนกับ อำนาจ นั่นแหละครับ

อำนาจที่อยู่ในมือ สุดแต่ว่า ใจ จะสั่งให้ใช้ อำนาจ อย่างไร


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by UNKNOWN on 29.03.12 at 14:20:35

http://9gag.com/gag/3607384

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 29.03.12 at 20:44:37


wrote on 29.03.12 at 14:20:35:
http://9gag.com/gag/3607384


ขอบคุณครับ SUPER HERO ถึงแม้จะมีอยู่แต่ แค่เพียงในความฝัน แต่ความฝันนั้นก็สวยงามมากเสมอครับ สวยงามกว่าโลก แห่งความเป็นจริง ความเป็นจริงในสังคมปัจจุบันที่ผู้ใหญ่นักปกครอง กระทำไว้ สร้างไว้ ทิ้งให้เด็กๆเลียนแบบ (สิ่งไม่ดี)ไว้ เยอะ ครับ  :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 25.05.12 at 08:04:30


Quote:
เกมส์แห่งความฝัน (ผู้แพ้ที่กลายเป็นผู้ชนะใจคนทั้งโลก)
นักวิ่ง เส้นเอ็นขาดล้มลงกลางสนาม ในขณะที่ คนอื่นเข้าเส้นชัยไปหมดแล้ว ก็พยายามลุกขึ้นวิ่งกระเพกๆ ไปต่อ ในขณะที่วิ่งกระเพกๆไปก้ มีคนฝ่า การ์ดในสนามลงมา คือพ่อของเค้าเอง
" บอกให้หยุดวิ่ง" เค้าบอก ว่า "หยุดไม่ได้ ครับพ่อต้องวิ่งต่อ ถึง จะบาดเจ็บแล้ว แพ้แล้ว ก็ต้องวิ่ง ต่อ ให้ เกมส์มัน จบครับพ่อ"
พ่อของเค้าก็บอกว่า "งั้นเราจะวิ่งไปด้วยกัน " พ่อของเค้าประครองลูกที่บาดเจ็บวิ่งกระเพกจนถึงเส้นชัย
ความประทับใจนี้ เป็นที่จดจำมากกว่าที่เราจะจำผู้ชนะที่ 1 ในครั้งนั้นได้อีก

http://www.youtube.com/embed/mDSbSE1xSdY

เครดิต จากรายการเจาะใจ

ไม่ว่าเราจะแพ้หรือชนะ ในเกมส์ชีวิต หรือ หน้าที่การงาน ถ้าเราล้มแล้วเราต้องลุกขึ้นครับ สิ่งที่เราต้องทำต่อคือห้ามถอดใจ เดินต่อไป  สู้ต่อไป  ชนะใจตนเองให้ได้  ครับผม สวัสดีเ้ช้าวันศุกร์ครับผม  ;) ;) ;)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 25.05.12 at 09:11:39

ขอบคุณ คุณ RiderOz มากครับ

สำหรับเรื่องดี ๆ ที่นำมาฝากครับ

แนวความคิดและความมุ่งมั่นที่ว่า ต้องสู้ต่อไป แม้จะดูเหมือนแพ้ และห้ามถอดใจ จนกว่าจะจบเกมส์ จะสอดแทรกอยู่ในหนังและการ์ตูนญี่ปุ่นหลายเรื่องครับ

???  ???  ???


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.06.12 at 08:26:24

คนเรามีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นแดนเกิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์
มีกรรมเป็นทายาท
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
มีกรรมเป็นของตนเอง
ทำกรรมใดใว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม
เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมเหล่านั้น
เพราะมีสิ่งนั้นเป็นเหตุ สิ่งนี้จึงบังเกิดขึ้น
ผลทั้งหลายย่อมเกิดแต่เหตุ
เหตุดับผลย่อมดับ
แต่ก่อนๆทำอะไรใว้ สิ่งนั้นแลย่อมให้ผลในปัจจุบัน


ชีวิตปัจจุบันคือผลของอดีต และเป็นเหตุไปสู่ชีวิตในอนาคต :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 29.06.12 at 12:11:00

ชอบมาก เลยย่อรูปเอามารวมกัน อ่านตามหมายเลขนะครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 02.07.12 at 16:55:04

ขอบคุณมากครับ

???  ???  ???

หาก สายลม ก้อนหิน ต้นไม้ใหญ่ พูดได้ ก็คงมีเรื่องราวหลากหลายพรั่งพรูออกมาให้ได้ยินได้ฟังกันนะครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by Loucipher on 07.07.12 at 13:12:59

เรื่องจริงครับ ออกกำลังกายก็มีส่วนครับ อาหารมีส่วนจริงๆ สภาพแวดล้อมที่ทำงานมีผลมากครับ ผมย้ายมาประจำการที่ใหม่ ที่เดียวกับที่ทำpart time งานไม่เครียด ไม่ขับรถวิ่งรอก เงินดี สุขภาพจิตดี ผมไม่ป่วยเลยในช่วงปีที่ผ่านมาครับ ลองอ่านดู


Quote:
สาเหตุที่ม*งป่วย...เพราะ...โง่...

เพื่อนรักที่เป็นผู้บริหารที่กสิกรไทย...แวะมาหา...
เป็นเพื่อนรุ่นน้อง...เคยบริหารห้างสรรพสินค้ามาด้วยกัน...
ไม่ได้เจอกันนานมาก...ก็คุยกันอย่างสนุกสนาน...ออกรสออกชาติ...
สักครู่เพื่อนบอกว่า...พี่...ผมมีเรื่องจะปรึกษา...

ผมเบื่อ...ผมไม่อยากอยู่...ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร...

อ้าว...เฮ้ย...ทำไมถึงคิดยังงี้วะ... ?
เพื่อนผมคนนี้...เป็นคนที่เก่งมาก...ความเชื่อมั่นในตัวเองเกินร้อย...
เป็นคนเก่งระดับที่...บริษัทต่างๆไล่ล่าตัว...

แต่วันนี้...มันอยากตาย...

ผมบอกมันว่า...ม*งเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว...
ลาออกจากงานด่วน...ออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ...
ไปหาที่อยู่ใหม่...ไปหาเพื่อนใหม่...ไปหาสภาพแวดล้อมใหม่...ที่ม*งชอบ...
ถึงจะแก้ปัญหาได้...

พี่รู้ได้ยังไง...ว่าผมเป็นอะไร... ?
กูนั่งมองสภาพงานม*งมา 10 กว่าปีแล้ว...
กูรู้ว่า...วันหนึ่งจะต้องมีวันนี้...แต่กูไม่คิดว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้...

เพื่อนผมเป็น...คนคุมระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด...
ทุกคน...ทุกแผนก...ทุกฝ่าย...ก็เอาปัญหามาประเคนให้ทุกวัน....
ปัญหากองท่วมหัว...ทำไม่ทัน...
ขอคนเพิ่ม...ก็ไม่ได้...ขอเครื่องมือที่มันทันสมัยเพิ่ม...ก็ไม่ได้...
กลับถูกด่า...หาว่าผลาญแต่เงิน...

แก้ปัญหาให้ไม่ทันใจมัน...ทุกคนก็รุมด่า...รุมประณาม...เหยียดหยาม...
ว่า...ไม่ได้เรื่อง...เฮงซวย...ไม่เอาอ่าว...ไม่มีฝีมือ...
ยิ่งตำแหน่งใหญ่ขึ้น...ความรับผิดชอบมากขึ้น...กว้างขึ้น...
เสียงด่าก็ทวีจำนวนขึ้น...รุนแรงมากขึ้น...ลึกซึ้งและเจ็บปวดขึ้น...
มันกระหน่ำด่าอย่างสาดเสียเทเสียมา 15 ปี...ติดต่อกัน...

ความเก่ง...ความเชื่อมั่นในตัวเองที่เคยมีเกินร้อย...
ค่อยๆหดหายไปทีละน้อยๆ...จนหมด...แล้วค่อยๆติดลบ...
จนในที่สุด...ขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง...
คิดว่ากูไม่ได้เรื่อง...กูไม่เอาอ่าว...กูไม่มีฝีมือ...กูเฮงซวย...กูไร้ค่า...
เพราะคำด่าเหล่านี้มันก้องอยู่ในหู...วันละ 24 ชม...ทุกวัน...
ติดต่อกันมา 15 ปีแล้ว...มันด่าจนตัวเองเชื่อว่าสิ่งที่เขาด่า...คือคุณสมบัติของเรา...

มันพยายามรักษา...กินยาอยู่นาน...อาการขึ้นๆลงๆ...
กินยาเสร็จ...ดีขึ้น...ยาหมดฤทธิ์...เป็นอีก...
กินยาอีก...ดีขึ้น...ยาหมดฤทธิ์...เลวเหมือนเดิม...
รักษามานานวัน...นอกจากจากไม่หายแล้ว...อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ...
จนในที่สุดเบื่อชีวิต...เลยแวะมาหาผม...

ผมบอกว่า...การรักษาด้วยยา...เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ...มันไม่มีทางหาย...
เหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วย...มันเกิดใหม่ทุกวัน...เกิดเพิ่มทุกวัน...
เราพยายามตักออก...พยายามตักทิ้ง...แต่ตักไม่ทัน...
ของเก่ายังตักทิ้งไม่หมด...ขยะใหม่เพิ่มเข้ามาอีกแล้ว...
แถมเพิ่มเยอะขึ้น...แล้วเพิ่มไม่หยุด...เพิ่มต่อเนื่องทุกวัน...

วิธีแก้ปัญหา...คือ...ต้องหยุดเพิ่มปัญหา...หยุดเพิ่มขยะ...เข้ามาในชีวิต...
พอหยุดการเพิ่มได้แล้ว...ขยะไม่ไหลเข้าได้แล้ว...
ก็รีบตักขยะเก่าออก...ให้เร็วที่สุด...
พอขยะออกหมดแล้ว...ร่างกายจิตใจปกติแล้ว...
ก็เติมภูมิต้านทานความเครียดเข้าไป...ด้วยการปฏิบัติธรรม...

ฟังคำแนะนำผมจบ...เพื่อนรีบไปลาออกจากงาน...
เดินทางไปอยู่กับพี่สาวที่ออสเตรเลีย 3 เดือน...
ขยะหมด...ร่างกายจิตใจดีขึ้นเป็นปกติ...
กลับมาเมืองไทย...ไปปฏิบัติธรรม... 10 วัน...

ออกจากปฏิบัติธรรม...กลับมาขอบคุณผมที่บ้าน...หน้าตาสดชื่นมาก...
ผมก็ดีใจ...ที่ได้เพื่อนคนเดิมกลับมา...

พอเพื่อนกลับไปแล้ว...ผมก็กลับมานั่งคิดถึงตัวเอง...
ผมเขียนหนังสือไม่ได้มา 10 ปีแล้ว...
ผมเขียนหนังสือ 5 ปี... 31 เล่ม...หลังจากนั้น...เขียนหนังสือไม่ได้อีกเลย...
เบื่อชีวิต...ซังกะตาย...ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น...
เงินก็ไม่เอา...ความสำเร็จก็ไม่เอา...ความท้าทายก็ไม่เอา...ไม่อยากมีชีวิตอยู่...
กูไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่หว่า...นี่กูเป็นอะไรวะ... ?

อ้าว...นี่กูเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนมันเลยนี่หว่า... ?
นี่ถ้าไม่ให้คำปรึกษามัน...ก็ไม่รู้นะเนี่ยว่า...กูก็ป่วย...
แล้วที่สำคัญ...มันรุนแรงมากถึงขนาดที่...ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว...

แล้วทำไมกูถึงซึมเศร้าวะเนี่ย... ?
ทั้งๆที่...ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มาก...โด่งดัง...มีชื่อเสียง...
ไปไหนมีคนเคารพ...กราบใหว้...เชื่อถือ...ศรัทธา...

ผมมาจาก...บ้านนอก...เด็กวัด...กำพร้า...ยากจนขนาดต้องแย่งหมากิน...
พอมาอยู่กรุงเทพ...ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มาก...โด่งดัง...มีชื่อเสียง...
การดำเนินชีวิต...และสภาพแวดล้อม...มันเปลี่ยน...

ผมต้องพูด...ในสิ่งที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากพูด...
ผมต้องอยู่...ในสถานที่ที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากอยู่...
ผมต้องกิน...ในสิ่งที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากกิน...
ผมต้องทำ...ในสิ่งที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากทำ...
ผมต้องคุย...กับคนที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากคุยด้วย...
ผมต้องอยู่...กับคนที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากอยู่...
ผมต้องอยู่...ในสภาพแวดล้อมที่...ผมไม่ชอบและไม่อยากอยู่...

ผมต้องทนรับสภาพแบบนี้... 10 ปีเต็มๆ...
โดยผมพยายามบอกตัวเองว่า...ผมกำลังพยายามปรับตัว...

แล้วผมก็เป็นโรคซึมเศร้า...โรคกลดไหลย้อน...โรคเครียด...โรคภูมิแพ้...
และอีกหลายสิบโรค...ที่ยังหาสาเหตุไม่เจอ...
ตอนนี้แทบจะหยิบอะไรใส่ปากไม่ได้...แพ้หมดทุกอย่าง...
ตาบวม...ปากบวม...เป็นผื่น...จาม...คออักเสบ...ท้องเสีย...

ก็เริ่มทำการรักษา...หมดเงินไป...นับแสน...
วันหนึ่ง...อ่านบทสัมภาษณ์ของหมอ...ในหนังสือพิมพ์...
รู้เลยว่า...ตัวเองโง่...และเดินมาผิดทางเสียแล้ว...
ลองมาดูครับว่า...คุณหมอให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร... ?

อารมณ์ … คือตัวกำหนดสุขภาพ...
อวัยวะทั่วร่ายกาย...ทำงานประสานกับอารมณ์...
อารมณ์ดี...
ร่างกายจะหลั่งสารสุขออกมา...และเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย...
ทำให้...ร่างกาย...ดี...
สดชื่น...แจ่มใส...ผิวพรรณดี...แข็งแรง...ไม่เจ็บป่วย...ดูอ่อนกว่าวัย...
อารมณ์เสีย....
ร่างกายจะหลั่งสารพิษออกมา...
สารพิษจะไปทำลายภูมิต้านทาน...และทำลายทุกอวัยวะในร่างกาย...
ทำให้ร่างกาย...เกิดโรค...
ซึมเศร้า...เห*่ยวเฉา...ผิวพรรณเห*่ยวย่น...
อ่อนแอ...ขี้โรค...ดูโทรม...และแก่กว่าวัย...

อารมณ์...ที่ทำให้เกิดโรค …
โกรธ...โมโห...หงุดหงิด...
=> เป็นโรค...ตับ...
เก็บกด...เบื่อหน่าย...ซึมเศร้า...เจ้าน้ำตา...นั่งตัวงอ...
=> เป็นโรคปอด...
กลัว...หวาดระแวง...
=> เป็นโรค...หัวใจ...
วิตก..กังวล...เป็นทุกข์...
=> เป็นโรค...ม้าม...

เครียด … วิตก … กังวล … มีปัญหากดดันจิตใจ …
=> อาการทางกาย...ที่เกิดตามมา...คือ...
- หายใจลำบาก...หายใจติดขัด...
- หอบ...หายใจเร็ว...หายใจลึก...
- หายใจไม่อิ่ม...หายใจไม่เต็มปอด...
=> ผลที่เกิดตามมา...คือ...
- อากาศเข้าไปเลี้ยงสมองไม่พอ...
- คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในเลือด...ลดลง...
- สารเคมีในเลือด...ผิดปกติ...
- เส้นเลือดหดตัว...ทั่วร่างกาย...ทำให้ร่างกายขาดเลือด...
- แคลเซียมในเลือด...ลดลง...
=> โรคที่เกิดตามมา...คือ...
- หน้ามืด...เวียนหัว...ใจสั่น...
- ชา...บริเวณปาก...และนิ้วมือ...

การบำบัด...รักษา...
=> อย่าสะสม...อารมณ์เหล่านี้...ไว้ในร่างกาย...
เมื่ออารมณ์เสีย...
=> ต้องระบายออก...โดยเร็ว...
โดยการ...ปรับสมดุลย์ของร่างกาย...และจิตใจ...
ทำร่างกาย...และจิตใจ...ให้ทำงานสัมพันธ์กัน...
- เมื่อเกิดอารมณ์ไม่ดี...อารมณ์เสีย...
1. ตั้งสมาธิ...หยุดคิดเรื่องที่ทำให้เครียด...
2. ยิ้มให้อวัยวะต่าง ๆ...ที่กำลังเกิดความเครียด...
3. ทำให้ร่างกายทุกส่วน...เกิดการผ่อนคลาย...
โดยปล่อยวางอวัยวะทุกส่วน...ตามสบาย...ไม่เกร็ง...
4. มองความคิด...เราจะเห็นความเครียด...
สิ่งที่ทำให้เครียด...ที่ทำให้อารมณ์เสีย...
5. หยิบอารมณ์เครียด...อารมณ์เสีย...ปล่อยทิ้งให้ลอยไปในอากาศ...
แล้วเอาอารมณ์ดี...ความคิดดีๆสนุกสนาน...ใส่เข้าไปแทน...
6. เสร็จแล้ว...ยิ้มอย่างมีความสุข...แล้วกลับไปทำงาน...
ด้วยความคิด...มุมมอง...และทัศนคติใหม่...คิดบวก...
7. ออกกำลังกายทุกวัน...
8. ก่อนนอน...นั่งสมาธิ...ทำจิตใจให้สงบ...
เอาอารมณ์เครียด...อารมณ์เสียทิ้งทุกวัน...

ถ้าคุณทำได้ตามนี้...
สุขภาพคุณจะดี...ห่างไกลโรค...มีชีวิตที่มีความสุข...

โรค...ที่รักษาไม่หาย...
ช่วงนี้...บริษัทต่างๆ...เชิญผมไปพูดปลุกพลังให้ทีมงาน...อาทิตละหลายวัน...
ปัญหาหลักของผมคือ...เสียงแห้ง...และคออักเสบตลอดปี...ตลอดชาติ...
ไปหาหมอ...หมอก็ให้ยาแก้อักเสบมากิน...
กินเสร็จ...หาย...ยาหมด...เป็นอีก...กินอีก...หาย...
เลิกกินยาเป็นอีก...พอกินยานานๆ...ยาตัวเดิมเอาไม่อยู่...
ต้องกินยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ...จนถึงแผงละ 950 บาท...

ผมหมดค่ายาไปหลายหมื่น...อาการก็เป็นๆหายๆ...
ชีวิตทุกข์ทรมานมาก...และเป็นปัญหามาก...กับการทำมาหากิน...

วันหนึ่งอ่านโบว์ชัวโฆษณา...ของโรงพยาบาล...
เรื่อง...โรคกลดไหลย้อน...
เขาบอกว่า...ถ้ามีอาการอย่างนี้...คุณเป็นโรคกรดไหลย้อน...ต้องรีบรักษา...

อาการคือ...
จุก...แน่น...แสบร้อน...ที่หน้าอกและคอ...
เหมือนมีอะไรมาติดที่หน้าอกและคอ...เรอเปรี้ยว...มีรสขม...
เวลานอน...มีกรดไหลมาที่ลำคอ...เข้าปาก...เข้าหลอดลม...เต็มจมูก...
เจ็บมาก...แสบคอและจมูกแสนสาหัส...กรดมันจุกคอจนหายใจไม่ออก..

เจ็บคออย่างแสนสาหัส...กลืนอาหารไม่ได้...เสียงแหบ...พูดไม่ได้...
ปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอกอย่างรุนแรง...เหมือนอกจะไหม้...

ไอเรื้อรัง...เจ็บคอเรื้อรัง...เสียงแหบเรื้อรัง...
ปอดอักเสบ...ปวดเจ็บจี๊ดๆที่หน้าอกบ่อยๆ...

สาเหตุเป็นเพราะ...
กรดในกระเพราะอาหาร...มันไหลย้อนเข้ามากัด...
หลอดอาหาร...คอ...และหลอดลม...

วิธีรักษา...
ต้องไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญ...โดยด่วน...
ถ้าทิ้งไว้นาน...มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง...
หลอดอาหาร...คอ...กล่องเสียง...
อ่านเสร็จ...อุทานว่า...เวรแล้วกู...
ที่ม*งพูดมาทั้งหมดนี่...อาการของกูล้วนๆเลยหละ...
นี่กูเป็นโรคกรดไหลย้อนหรือนี่... ?
แล้วถ้าไม่รีบรักษา...มะเร็ง...!!!!!

ผมทำตามคำแนะนำทันที...เดี๋ยวนั้น...
ไปหาหมอที่โรงพยาบาลตามที่โฆษณา...
หมอบอกว่า...อาการผมหนักมาก...ต้องกินยา...
และรักษาต่อเนื่อง...อย่างน้อย 6 เดือน...
ถ้ายังไม่ดีขึ้น...ต้องรักษาด้วยวิธีอื่น...

หลังจากนั้น...ผมก็เข้าออกโรงพยาบาล...เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2...

วิธีรักษา...โรคกรดไหลย้อนที่ได้ผลยอดเยี่ยม...

วันหนึ่ง...ยาหมด...แล้วผมต้องไปพูดปลุกพลังที่ขอนแก่น...
กลัวมาก...กลัวเจ็บคอ...กลัวเสียงแหบ...กลัวพูดไม่ได้...
ไม่มีเวลาไปโรงพยาบาล...เอาไงดี... ?
ตัดสินใจ...พึ่งหมอตี๋...เข้าร้านขายยาปากซอยหน้าหมู่บ้าน...

เจอเภสัชกรคนหนึ่ง...หน้าตากวนต*นมาก...
อายุน้อยกว่าผม...แต่กวนต*นมากกว่าผม...

ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ...
เอาเกรดไหน...มี 3 เกรด...ถูก...กลาง...แพง...
คุณภาพยา...ขึ้นกับราคา...ว่าไง... ?
มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนต*น...

ผมกวนต*นกลับ...เอาเกรดไหนก็ได้...ที่กินแล้วหายน่ะ...
ไม่มี...โรคนี้....ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...

ผมหันไปจ้องหน้ามัน...เพราะสะดุดคำว่า...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมถามว่า...มันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือ... ?
มันค่อยๆชายตามามองผมด้วยสายตาดูถูก. .. อย่างรุนแรง...
แล้วพูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า...

คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน...เกิดจากนิสัยชั่ว 5 อย่าง...
1. กินข้าวไม่ตรงเวลา...
2. กินอาหารรสจัดมาก...โดยเฉพาะเผ็ดจัด...
3. กินมากเกินไป...
4. กินแล้ว...เข้านอนทันที...
5. เครียดตลอดเวลา...
ถ้าอยากหาย...ไปเปลี่ยนนิสัย...ไม่ต้องกินยา...

ผมกัดฟันแน่น...จ้องหน้ามัน...ทำไมม*งถึงกวนต*นยังงี้วะ... ?
ผมคิดในใจ... แล้วค่อยๆเปิดประตู...เดินออกจากร้านไป...

10 วัน...ผ่านไป...ผมไปบรรยายหลายงาน...หลายจังหวัด...
คืนหนึ่งกลับเข้าบ้าน...ดึกแล้ว...
ผ่านร้านขายยา...ไฟยังไม่ปิด...ผมรีบจอดรถ...เดินเข้าไปในร้าน...
เจอไอ้เภสัชกวนต*น...คนเดิมเต็มๆ...มันหันมาเห็นผม...
อ้าว...เป็นไง...โรคกรดไหลย้อน... ?

ผมปรี่เข้าประชิดตัว...แล้วยกมือ...พนม...พร้อมก้มหัว...
ขอบพระคุณมากครับ...หายแล้วครับ...
พูดได้แค่นั้น...แล้วก็จุกที่คอ...พูดอะไรต่อไม่ได้อีก...
แล้วรีบเดินออกจากร้าน...
เป็นครั้งแรกในชีวิต...ที่ผมยกมือไหว้คนขายยา...ที่อายุน้อยกว่าผมมาก...

ผมพูดอะไรไม่ออก...แต่ผมเชื่อว่า...ไอ้เภสัชหนุ่มนี่มันรู้...ว่าผมจะพูดอะไร... ? มันสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น...และทำกำไรมหาศาล...แต่มันไม่ทำ...
มันเลือกที่จะช่วยผม...ให้หายป่วย...โดยไม่ได้เงินสักบาท...

การดำเนินชีวิตของผมตอนนี้...
- กินข้าวตรงเวลา...ทุกมื้อ...
- กินอาหารจืด...ไม่กินรสจัด...เผ็ดจัด...
- กินแค่จานเดียว...เลิก...ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม...
- มื้อสุดท้าย...กินก่อน 6 โมงเย็น...แล้วไม่กินอะไรอีกเลย...
ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม...
- อารมณ์ดีตลอด...ยิ้ม...หัวเราะ...ทำตัวให้มีความสุขทั้งวัน...
ผลที่เกิดตามมาคือ...
- พุงผมหายไป...ไม่มีหน้าท้อง...ไม่อึดอัด...
- สุขภาพดีขึ้น...ไม่เป็นโรคอ้วน...
- บุคลิกภาพดีขึ้น...ความมั่นใจเพิ่มขึ้น...เวลาเข้าสังคม...
- หายใจสะดวก...ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน...
- ไม่ง่วงนอน...ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงาน...เหมือนก่อน...
- การทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกาย...คล่องตัวขึ้น...
ที่สำคัญคือ...
ชีวิตผม...มีความสุขขึ้น...เยอะเลย...

นี่แหละคือเหตุผลที่ผมต้องไหว้...
และผมจะไหว้ไอ้เวรนี่ตลอดชีวิต...ไม่ว่ากูจะเจอม*งที่ไหน...

สิ่งมีค่าที่สุดที่มันมอบให้ผมก็คือ...
โรคภัยไข้เจ็บ... 90 %... ของม*งเนี่ย...ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค...
แต่เกิดจากเชื้อเลว...ในการดำเนินชีวิตของม*งทั้งนั้น...

ดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง...ตามธรรมชาติ...มีสุขนิสัยที่ดี...
คุณจะไม่ป่วย...ไม่เป็นโรค...ไม่ต้องไปหาหมอ...
หมอและยา...เขามีไว้รักษาและขาย...ให้คนที่โง่...เท่านั้น...

เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
เพื่อนรุ่นน้องของผมหายไปนานมาก...เกือบปี...
ผมคิดถึง...อยากรู้ข่าวคราว...จึงโทรไปหา...นัดกินข้าว...

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า...หลังจากรักษาจนหายแล้ว...
เจ้านายเก่ารู้ว่า...กลับมาจากต่างประเทศแล้ว...หายแล้ว...
ก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม...เงินเดือน 6 หลัก...มันยากที่จะปฏิเสธ...

ทำอยู่ได้ 6-7 เดือน...อาการกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก...
และเที่ยวนี้...ดูว่ามันรุนแรงกว่าเดิมมาก...

หลังจากวันนั้น...ผมก็ไม่ได้ข่าวคราวจากเพื่อนคนนี้อีกเลย...

ส่วนผม...ทำตัวตามที่ไอ้หมอตี๋กวนต*นนั่นบอก...
เปลี่ยนเอานิสัยเลวๆในการดำเนินชีวิตออก...
โรคกรดไหลย้อน...ไม่มีอาการ...โรคซึมเศร้าดีขึ้น...จนเริ่มเขียนหนังสือได้...
โรคเครียดเบาบางลงมาก...ยิ้ม...หัวเราะ...มีความสุขกับการทำงานเกือบทั้งวัน...

คุณภาพชีวิตที่ดีๆของผม...กลับคืนมาแล้ว...เยอะมากด้วย...
จึงอยากจะถือโอกาสนี้...บอกกับเพื่อนๆทุกคนว่า...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...

CREDIT BY อ.สมคิด ลวางกูร


ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต... คิดเหมือนผมครับ วิธีที่ดีที่สุดคือ change lifestyle :)

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by tigerroad197 on 07.07.12 at 14:43:47

ขอบคุณ คุณลู มากครับ

???   ???   ???

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by UNKNOWN on 11.07.12 at 12:19:33

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A12354821/A12354821.html

ยอมลงทุนแต่งเมคอัพ เพื่อเด้กที่ป่วย นับถือครับ

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 22.07.12 at 16:49:25

ทางรอดของเรา

1.กินข้าว จานแมว
2.อาบน้ำ ในคู
3.เป็นอยู่ อย่างทาส
4.มุ่งมาด ความหวัง
5.อยู่อย่าง ตายสนิท
6.ความคิด ผ่องแผ้ว
7.กุมแก้ว ในมือ
8.คือดวง จิตว่าง
9.สมหวัง ทุกอย่าง
10.ไม่มี หลีกเลี่ยง
11.แจกของ ส่องกระจก
12.เลี้ยง คนทั้งโลก

ทำอย่างนี้ เค้าว่าบ้า อย่าสงสัย
ชอบใจเรา เราก็บ้า ของเราไป

สบายใจ กลับว่าบ้า อย่าฟังมัน
บ้าแล้วสบาย ไปจนตาย น่าบ้านัก

บ้าอย่างนี้ มันน่ารัก ถูกใจฉัน
ชวนกันมา บ้าให้มาก อยากประชัน

มาแข่งกัน บ้าอย่างนี้ ดีนักเลย

พุทธทาส



Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 24.08.12 at 00:18:14

“50 ข้อคิด” มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต

1. เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ

2. คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ

3. คนอกหักไม่อาจตัดความโศกเศร้าได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเยียวยาความรู้สึกดังกล่าว

4. ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง

5. ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว

6. ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ

7. ก่อนที่จะว่ากล่าวถึงนิสัยไม่ดีของลูกนั้น ให้มองตัวพ่อแม่เองก่อนด้วยว่า เรามีส่วนผลักดันให้เขาเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า

8. ความทุกข์ของมนุษย์ 100% เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ

9. หากต้องอยู่กับคนที่ไม่เกรงใจกันเลย พูดกับเขาให้น้อยลง เล่นกับเขาให้น้อยลง

10. หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง

11. ถ้าเราปล่อยให้โลก เร่งตัวเรา ควบคุมตัวเรา จนเราขาดอิสระภาพ เราก็จะทุกข์ ถ้าเราจะเร่งโลก ควบคุมโลกให้โลกนี้เป็นไปตามความต้องการของเรา เราก็ทุกข์เช่นกัน

12. ความฉลาดอาจหลอกคนได้ ความจริงใจต่างหากที่จะชนะใจคน

13. การให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มากไป ทำให้เราลืมธรรมชาติ ลืมความเป็นจริงได้ง่าย

14. อารมณ์เป็นตัวกำหนดความคิด ความคิดกำหนดพฤติกรรม หากจะเข้าใจพฤติกรรมของคนให้ถูกต้อง จึงต้องอ่านอารมณ์ให้ออก

15. การมองอะไร ว่าดี ว่าเลว ขึ้นกับว่าอารมณ์ของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร

16. ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป

17. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเป็นคำพื้นๆ ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล

18. การพยายามทำอะไรทุกอย่างให้ได้ การสงสัยอะไรทุกเรื่องเป็นความโง่ได้ก็เพราะว่าเรื่องต่างๆ ในโลกนี้มีตั้งหลายเรื่องที่ใช่ว่าเราจะรู้มันได้ง่ายและเรื่องอีกหลายเรื่องก็ไม่จำเป็นที่ต้องตอบให้ได้ด้วย

19. คุณธรรมส่อคุณค่าของมนุษย์มากกว่าความฉลาด

20. อะไรก็ตามแต่แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง แต่ถ้าการพูดออกไปนั้น มันไม่มีประโยชน์มีแต่ผลเสีย อย่าพูดดีกว่า

21. การขาดความเกรงใจต่อกัน ทำให้เราทะเลาะกันได้ง่าย การมีความเกรงใจต่อกันที่มากเกินไป ก็ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง

22. ใครที่เขากล้าพูดความจริงกับเราออกมา นั่นก็เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าเราจะยอมรับเขาได้

23. การฝึกวินัยให้กับลูกนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นการฝึกวินัยให้กับพ่อแม่ด้วย

24. หากลูกเป็นคนเฉื่อยชา เราคงต้องช่วยกระตุ้นให้กำลังใจ หากลูกเป็นคนเอาจริงเอาจังเกินไป เราคงต้องช่วยสอนให้ลูกได้ปล่อยวางบ้าง กฎเกณฑ์การเลี้ยงลูกของคนๆ หนึ่ง จึงไม่เหมือนของอีกคนๆหนึ่ง

25. เมื่อคิดจะเสนอความคิดเห็นต่างๆ ที่มองว่าดี ต้องมองถึงความเป็นจริง ความเป็นไปได้ด้วยเสมอ

26. แต่ละคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่แล้ว เราจึงควรต้องให้เกียรติต่อกันบ้าง

27. เมื่อเป็นคนก้าวร้าวคนอื่นไม่เป็น ก็มักจะถูกคนอื่นรุกรานได้ง่ายเช่นกัน

28. ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรม การตายก็ไม่ใช่วิธีการหนีปัญหาได้ตลอดไป เนื่องจากกรรมนั้นๆ ยังไม่ได้ชดใช้ จนหมดวาระในตัวของมันเอง เกิดชาติหน้า กรรมเก่าก็จะติดตัวต่อไปอยู่ดี

29. การมองปัญหาในแง่มุมต่างกัน ในจุดต่างกันจะทำให้เข้าใจปัญหาได้ต่างกัน

30. เราจะให้อภัยตัวเอง กับผู้อื่นได้นั้น เราต้องเข้าใจในตัวเองและผู้อื่นได้ก่อน

31. การแก้ปัญหาทางบุคลิกภาพต้องอาศัยทั้งความจริงใจและการอดทนเป็นอย่างยิ่ง

32. ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นเรื่องที่ดี แต่..ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นก็หาได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียวไม่

33. เวลาที่พ่อแม่จะสะกิดฝีหนองให้ลูกนั้น พ่อแม่เองก็เจ็บปวดไม่น้อย

34. บางครั้งเราต้องการให้คนอื่นมาเข้าใจเรา มากกว่าที่เราอยากจะเข้าใจตัวเอง นั่นก็เพราะว่า เรายังเป็นมนุษย์ที่ยังมีความอ่อนแออยู่บ้าง

35. เรื่องที่คนเราประทับใจ มักจะลืมเลือนได้ยาก ก็เนื่องจากความประทับใจ ไม่ใช่ความจำนั่นเอง

36. จะมีเราอยู่.....เขาก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีเราอยู่.....เขาก็เป็นอย่างนั้น

37. หากเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จริงๆ แล้ว เราเป็นได้แค่เพียงตัวกระตุ้นเท่านั้น

38. ถ้าเราเรียนรู้ธรรมะด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เราจะสัมผัส "การรู้" ได้ยากยิ่ง

39. ความสับสนในชีวิดมันเกิด ควรหาที่ยึดเหนี่ยวให้จิตใจได้พักเสียบ้าง

40. เรื่องของชีวิต มันมีจังหวะที่ต้องรอคอยอยู่บ้าง จะเรียกร้องให้มันได้ดั่งใจเสมอไปได้อย่างไร ความจริงใจ หากถูกแปลเป็นแง่ลบแล้ว ใครยังอยากจะกล้าจริงใจให้อีก

41. เพราะความอยาก..มันถึงได้วุ่นวายกันเพียงนี้

42. ไม่ใช่ว่า ห้ามโกรธ แต่ให้รู้ว่าโกรธ ไม่ใช่แสดงความโกรธแต่ให้พูดออกมาว่าโกรธ

43. จิตและอารมณ์เป็นของแท้ ความคิด คือ ตัวปรุง

44. หากเชื่อว่า "การบ่น" จะทำให้ลูกนิสัยดีขึ้นก็น่าจะลองดู ในเมื่อความเป็นจริงนั้น "การบ่น" มักจะยิ่งทำให้ลูกแย่ลงมากกว่าเดิมเสียอีก

45. ใครเขาจะเป็นอย่างไรก็ช่าง มันอยู่ที่..เรารู้สึกอย่างไรด้วยต่างหาก

46. หากพ่อแม่คาดหวัง อยากจะให้ลูกเป็นคนดีนั้น พ่อแม่ต้องช่วยให้ลูกเป็นคนดีด้วย (อย่าเพียงแต่หวัง)

47. พ่อแม่ หากมีความรักลูกมากไปแล้ว ก็ยากที่จะสอนวินัยให้กับลูกได้ดี

48. การเข้าใจคนอื่นได้ เป็นเรื่องที่ดี การเข้าใจตนเองได้ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่แย่ และก่อให้เกิดทุกข์ได้มากก็ คือรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราเลย

49. กังวล เกินกว่าเหตุ..เชื่อมั่น มากเกินไป..ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักตนเองอยู่เสมอ

50. การเร่งแก้ปัญหา โดยรีบคิดให้ตกทันที จะยิ่งสร้างปัญหาทางอารมณ์ได้มากยิ่งขึ้น

http://www.dhammajak.net/dhamma/50.html


Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 30.08.12 at 16:40:34



มีหิริ โอตัปปะ ไว้ละชั่ว
ให้ละอาย และเกรงกลัว สิ่งชั่วร้าย
ส่วนความดี ควรทำ ไม่ควรอาย
อย่าสับสน วุ่นวาย เพราะใจตน
หลายคนอาย ทำดี มีคนล้อ
บางคนท้อ ทำดี ไม่มีผล
อบายมุข กลับกล้า เดินหน้าชน
ไม่เตือนตน ให้ละอาย ใครจะเตือน

@Phut Smile

เพจไหว้พระ http://www.facebook.com/ThaiBuddhism :-[

Title: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน/เครดิต ท่านขงเบ้ง
Post by RiderOZ on 04.10.12 at 21:17:21

*เกียรติยศย่อมเกิดจากการกระทำที่สุจริต *

*ถ้าคุณหัวเสีย คุณจะเสียหัว *

*อย่าไล่สุนัขให้จนตรอก อย่าต้อนคนให้จนมุม *

*อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย *

*ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น *

*เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"

*นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ *

*ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น *

*จริงคือลวง ลวงคือจริง ถ้าคุณคิดว่าข้าศึกมีทางเลือกเพียง 2 ทาง จงแน่ใจได้ว่าเขาจะเลือกทางที่ 3 *

*ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี *

*มังกรถ้าไร้หัว หางก็ตีกันเอง ถ้าคานบนเอน คานล่างก็เบี้ยว ถ้าเสาเอกเฉียง เสาโทก็เฉียง*

*คนมองไม่เห็นการณ์ไกล ภัยก็จะมาถึงตัว คนไม่รู้จักตัดไฟ ภัยก็จะน่ากลัว*

*ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี*

*ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่ คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย *

*เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร *

*เมื่อเสียหลักก็ต้องหลบอย่างฉลาด เมื่อพลั้งพลาดต้องรู้หลึกใส่ปลีกหาง ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆทำ ค่อยคลำทาง จึงจะย่างสู่จุดหมายเมื่อปลายมือ *

*ปลาใหญ่มักตายน้ำตื้น*

*เกียรติยศย่อมเกิดจากการกระทำที่สุจริต *

*เมื่อใครสักคนหนึ่ง ทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา ท่านอาจจะตัดสิน ใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้ *

*การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น* *ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสารมารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของ คนอื่นอย่างเต็มที่ *

*อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น *

*เมื่อนักการทูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อนักการทูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่" เมื่อนักการทูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการทูต เพราะนักการทูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร *

*เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี *

*คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย* *ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไป ยังอนาคต*

*อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย*

*ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี *

*ตัดไผ่อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าเหลือลูก คิดทำการใหญ่ ใจคอต้องเห*้ยมหาญ *

*ข้าพเจ้ายอมทรยศต่อคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนในโลกทรยศต่อข้าพเจ้า *

*เป็นแม่ทัพแล้วไม่กล้าตัดหัวคน เป็นแม่ทัพที่ดีไม่ได้*

*คนฉลาดปราดเปรื่อง เขานั่งนิ่งสงวนคม *

*ไม่มีใครเลี้ยงอาหารใครเปล่า ๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน *

*ศัตรูที่ร้ายเหลือ ไม่เท่าเกลือเป็นหนอน *

*ความรู้ คือ อำนาจ *

*นั่งภูดูเสือ กัดกัน*

*เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน ฉะนั้นจึงอย่าประมาท *

*ถ้าเป็นกษัตริย์ แล้ว ไม่โลภ ก็ เป็นกษัตริย์ ที่ดีไม่ได้ ถ้าเป็นนักบวชแล้วโลภ ก็ เป็นนักบวช ที่ดีไม่ได้ *

*ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน*

*น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด เราก็กลายเป็นคนฉลาดในช่วงเวลาลำบากฉันนั้น*

*ดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด แต่ เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด ซึ่งยังคงดำรงอยู่ *


เครดิต ท่านขงเบ้ง

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 20.02.13 at 08:05:58


Quote:
ถ้าคุณจับเสือได้ อย่าจับนาน ต้องรีบปล่อย เดียวเสือกินนะ"

คำคมวันนี้


ความหมายก็คือการทำงานไดๆก็ตาม ถ้าเราจับผิดคนที่ยศใหญ่โตกว่าเราได้ก็ควร ปล่อยไปไม่ควรนำซ้ำเติมหรือตอกย้ำความผิดนี้อีก เพราะ คุณอาจจะโดนเกลียดชัง หรือ โดนผู้ที่เราไปซ้ำเติมความผิดเค้าไว้  มันอาจจะส่งผลร้ายต่อเราในภายภาคหน้าได้ถ้าเราผิดพลาดบ้าง  ขอบคุณ  :-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 22.07.13 at 12:45:22

วันนี้วันพระครับ เอานิทานเซนดี มาฝาก จากรุ่นพี่สถาปนิกท่านนึงของผมครับ/วันนี้ท่านปล่อยและวางเรื่องของคนอืนๆที่ไม่ใช่ตัวของท่านหรือยัง/


Quote:
นิทานเซนสั้นๆเพื่อวันอาสาฬหบูชาครับ (น่าอ่านครับ)

เมื่อ พันกว่าปีที่แล้ว มีพระภิกษุ ๒ องค์ เดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ระหว่างทางมีลำธารขวางทางเดินอยู่ แม้ลำธารจะไม่ลึกนัก แต่น้ำในลำธารไหลเชี่ยวอยู่ สะพานข้ามลำธารก็ไม่มี

พระภิกษุทั้ง ๒ องค์ก็ถลกจีวรขึ้น เพื่อจะเดินลุยน้ำข้ามลำธารไป ขณะที่กำลังจะข้ามลำธารนั้น สายตาภิกษุทั้งสองก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง แต่งตัวดี กำลังกะเร้อกะรังที่จะข้ามลำธารนั้น

ภิกษุองค์ที่ ๑ ถามหญิงสาวผู้นั้นว่า “จะข้ามลำธารไปอีกฝังหรือ”
หญิงสาวตอบว่า “ค่ะ จะข้ามไป”

หญิงสาวพูดต่อว่า “จะรีบไปงานเลี้ยงสำคัญ เลยต้องแต่งตัวดี"
ภิกษุนิ่งอยู่
หญิงสาวจึงพูดต่อว่า “กลัวเสื้อผ้าเลอะเทอะ จะเสียงาน”

ภิกษุ องค์ที่หนึ่งจึงบอกให้หญิงสาวขี่หลังตน เพื่อจะได้เดินข้ามลำธารไปได้โดยไม่เปียก ไม่เสียงานสำคัญ หญิงสาวก็เกรงใจนิ่งอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจขึ้นขี่หลังพระภิกษุองค์นั้น

ภิกษุก็เดินลุยข้ามลำธารไป เมื่อ ถึงลำธารอีกฟากหนึ่ง หญิงสาวก็เดินเลี้ยวไปทางขาวเพื่อไปงานสำคัญของตัวเอง ส่วนพระภิกษุสององค์ก็เดินเลี้ยวซ้าย เพื่อไปยังเมืองเป้าหมาย

พระภิกษุทั้งสององค์เดินเงียบอยู่ ไม่พูดจากันสองชั่วยาม

จนพระภิกษุองค์ที่สองทนไม่ไหว จึงเอ่ยปากขึ้นว่า...
“เราเป็นพระภิกษุ ไฉนจึงไปอุ้มสีกา”

พระภิกษุองค์แรกที่ให้หญิงสาวขี่หลัง ก็ตอบว่า...

“เราวางหญิงสาวนั้นลงตั้งแต่ข้ามลำธารไปแล้วเมือสองชั่วยามก่อน....... ท่านยังอุ้มหญิงสาวนั้นอยู่หรือ ?”

พระภิกษุองค์ที่สอง ... ก็บรรลุธรรมสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง



:-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 04.08.13 at 20:21:02

ฉลาด แต่ เข้าข้างคนผิด = ชี วิ ต บั ด ซ บ

ฉลาด แต่เข้ากับใครไม่ได้ = ก็ ไ ร้ ป ร ะ โ ย ช น์

ฉลาด แต่ขาดคุณธรรม = ไ ม่ ทำ ใ ห้ ใ ค ร เ จ ริ ญ

(คำคมขงเบ้ง)


:-[

Title: Re: ข้อคิดดี ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน
Post by RiderOZ on 10.09.13 at 11:59:10



คนที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น ต้องมี "ตา" ทั้งสองข้าง

ข้างหนึ่งคือ "ตาทางโลก" ที่ทำให้รู้จักสร้างเนื้อสร้างตัวเลี้ยงชีวิตได้อย่างมีความสุข

ส่วนตาอีกข้างหนึ่งคือ "ตาทางธรรม" ที่ทำให้รู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิต อันทำให้สามารถครองตัวอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข กระทบก้ไม่หวั่นไหว ถูกสุขสัมผัส ก็ไม่หลงยินดี จนประมาทมัวเมา

การที่จะมีตาสองข้างที่สมบูรณ์นี้ ก็หนีไม่พ้น ต้องศึกษาหาความรู้กันให้ดีทั้งทางโลก และทางธรรม

จากปกหลังของ หนังสือ "โทษ":ว.วชิรเมธี

:-[

THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.