THAI-TOKU WEBBOARD
http://www.thai-toku.com/cgi-bin/board/YaBB.pl
THAI-TOKU SECTION >> FAN FICTION & HERO CHARACTER DESIGN BOARD >> Element knight 1-10
http://www.thai-toku.com/cgi-bin/board/YaBB.pl?num=1211027246

Message started by Mr.T2526 on 17.05.08 at 20:27:26

Title: Element knight 1-10
Post by Mr.T2526 on 17.05.08 at 20:27:26

    ณ ดาวดวงหนึ่งซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับโลกมาก ที่นั่นเป็นดาวที่วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และไสยศาสตร์ เป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล มนุษย์บางคนที่เรียกว่า  Element Contractสามารถที่จะใช้เวทย์มนต์แห่งธรรมชาติ ได้แต่จะมีบางคนที่ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญสามารถมาก จนควบคุมพลังจากธรรมชาติได้คนกลุ่มนี้จะมีชื่อที่เรียกกันว่า Element Master หรือเรียกสั้นๆว่า E.M. ซึ่งส่วนใหญ่มักจะได้รับตำแหน่งสูงๆในหมู่บ้านเมือง หรือ ดินแดนนั้นๆแต่ก็มีบางส่วนที่จะหลบไปอยู่ตามที่สงบๆ

   เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะสามารถสื่อสารกับธรรมชาติได้จึงสามารถใช้พลังได้เหนือกว่าคนทั่วไปและบางคนสามารถที่จะอัญเชิญ อสูร หรือเทพ ประจำธาตุนั้นๆมาใช้ได้ โดยธาตุที่มนุษย์ สามารถสื่อสารได้มีทั้งหมด 8 ชนิดคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า น้ำแข็ง แสงสว่าง และ ความมืดแต่ละธาตุ จะมีราชาอยู่ จะมีคนเพียง ไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถจะติดต่อและอัญเชิญ ราชาแห่งธาตุนั้นๆได้ โดยผู้ที่สามารถติดต่อกับราชาได้นั้นจะได้รับฉายาว่า Element Lord
   
     ในดาวดวงนี้แบ่งการปกครองออกเป็นดินแดน 4 แห่ง คือ
1. เกล เลอ ริช (Ga-le-rish) ดินแดนแห่งลม มีสัญลักษณ์ประจำเมืองคือ นกอินทรีสีเขียว ภูมิประเทศประกอบด้วยหุบเขาเป็นส่วนใหญ่

2. ฟลาเมเชีย (Fla-me-sia) ดินแดนแห่งไฟ มีสัญลักษณ์ประจำเมืองเป็นกริฟฟินสีแดง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบผสมกับทะเลทราย

3. อควอแลนด์ (Aqua land) ดินแดนแห่งน้ำ มีสัญลักษณ์ประจำเมืองเป็นมังกรสีน้ำเงิน ภูมิประเทศเป็นที่ราบชายฝั่ง และหมู่เกาะ น้อยใหญ่

4. แกรนด์ดอช (Grandosh) ดินแดนแห่งดินและป่า มีสัญลักษณ์ประจำเมืองเป็นสิงโตหินน้ำตาล ภูมิประเทศ เป็นป่าสลับกับภูเขา

      ดินแดนทั้งสี่อยู่ร่วมกันอย่างสงบแต่ใช่ว่าในดวงดาวนี้จะมีแต่ความสงบสุขเพราะ EM บางคนมีความมักใหญ่ใฝ่สูงจึงได้ตั้งลัทธิขึ้น เพื่อที่จะรวมดินแดนทั้งหมดให้มาอยู่ใต้ความควบคุมของตนเอง โดยมีหัวหน้าใหญ่คือ ซาทูร่า ที่สามารถสื่อสารกับธรรมชาติได้ทุกธาตุ และอยู่ในระดับElement Lord แต่ฝักใฝ่อยู่กับธาตุมืด เท่านั้น

     จนวันนึง ซาทูร่าได้ทำสัญญากับ ราชาของปีศาจแห่งความมืด และทำการผนึก ราชาแห่งธาตุอื่นๆไปไว้ในลูกแก้ว ทั้งหมด จนเกือบที่จะได้ ครองดาวดวงนั้น แต่ ยังมีกลุ่มคน กลุ่มหนึ่ง นำโดย ซาเรท ซี่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของซาทูร่า และพรรคพวกอีก 6 คนได้ไปขโมยลูกแก้ว ทั้ง 7 ออกมาแล้วได้พยายามที่จะปลดผนึก แต่ก็ไม่สามารถคลายผนึกทั้งหมดได้

     ในที่สุดทั้ง 7 คนก็ได้หนีการตามล่าของซาทูร่า ไปตามเมืองต่างๆพร้อมรวบรวมพรรคพวกที่ต้องการล้มล้างอำนาจเผด็จการของซาทูร่าได้จำนวนหนึ่งและสามารถคลายผนึกได้ 70 % ทั้งหมดจึงได้ปรึกษากัน จนได้ผลออกมาว่าจะสร้างอาวุธที่สามารถนำเอาลูกแก้วใส่เข้าไปเพื่อนำพลังแห่งเทพออกมาใช้ แล้วก็ได้ออกไปเสาะหานักประดิษฐ์ที่สามารถประดิษฐ์ อาวุธได้มาพร้อมทั้งวัตถุดิบที่จะนำมาประกอบเป็นอาวุธ

     จนกระทั้งไปพบนักประดิษฐ์คนหนึ่งซึ่งเป็น Element lord ได้อาสาที่จะสร้างอาวุธให้ แต่ก็ยังไม่มีวัตถุดิบใดที่ทนทานพลังของลูกแก้วได้ ขณะที่กำลังจะหมดหนทาง นั้นพลันเกิดแสงจาก ลูกแก้วทั้ง 7 และมีนิมิตของเทพทั้ง 7 ปรากฏขึ้น บอกว่าจะให้ยืมพลังที่จะโค่น เทพแห่งความมืดลง ส่วนวัตถุดิบที่จะนำมาสร้างนั้นให้ไปนำแร่ธาตุที่มาจากนอกดาวมาทำโดยเทพทั้ง 7 ได้ใช้พลังนำพาอุกาบาตร ขนาดเล็กมาดวงหนี่ง

     เมื่อทุกอย่างพร้อมนักประดิษฐ์ก็ได้สร้างถุงมือขึ้นมาข้างหนึ่งและตั้งชื่อว่า Elemental glove ที่ถุงมือมีช่องทั้งหมด 7 ช่องมีขนาดพอดีกับลูกแก้ว ทุกคนในกลุ่มปฏิวัติของซาเรท ได้มอบให้ซาเรทใช้ เมื่อซาเรทสวมถุงมือแล้ว ก็สามารถสวมชุดเกราะที่มีพลังแห่งเทพและได้ตั้งชื่อว่า Element Knight มาปราบ ซาทูร่าได้ และ ผนึก เทพแห่งความมืดไว้ในลูกแก้ว แล้วนำไปผนึกไว้ยัง หุบเขาที่ลึกที่สุด และนำลูกแก้ว ทั้ง 7 รวมทั้งถุงมือซึ่ง ไปผนึกไว้ตามที่ต่างๆ

      ก่อนที่จะนำลูกแก้วแห่งเทพทั้ง 7 และ Elemental glove ไปผนึกนั้นเทพทั้ง 7 ได้ปรากฏ ออกมาเป็นนิมิตอีกครั้ง และได้บอกว่าในอีก 1,500 ปี เทพแห่งความมืดจะกลับมาอีกครั้ง และจะมี ชายหนุ่มผู้ซึ่งได้รับเลือกจากธาตุทั้ง 7 มาปราบ
หลังจากการปะทะกันของ 2 พี่น้อง ทำให้พลังแห่งเทพทั้ง 8 ตกค้าง อยู่บนดาว และทำให้ สัตว์และพืชบางชนิดกลายพันธุ์เนื่องจากได้รับพลังแห่งเทพ เป็นผลให้เกิดสัตว์อสูรและมนุษย์พืช  ขึ้น และทำให้มีคนที่สามารถเป็น E.C. เพิ่มขึ้น แต่ดาวก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง แม้จะเป็นเวลาชั่วครู่ก็ตามที

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 17.05.08 at 20:28:58

ติชมกันด้วยนะครับ อีกไม่นานจะมีเนื้อเรื่องจริงๆ ออกมา  ตอนนี้เป็นแค่บทนำเท่านั้นครับ คาดว่าไม่เกิน 2-3วันน่าจะแต่เสร็จครับผม

Title: Re: Element knight
Post by W. Thong on 17.05.08 at 20:58:26

มาให้กำลังใจครับ

อ่านแล้วก็มีทางไปได้ครับ ตัวเรื่องน่าจะสนุก และคงอลัง น่าดู

Title: Re: Element knight
Post by Loucipher on 17.05.08 at 22:57:20

น่าสนุก 8) 8) 8)

Title: Re: Element knight
Post by dekchaidear on 17.05.08 at 23:54:57

พูดจริงๆนะ ผมไม่ชอบการให้ยึดติดกับการให้ธาตุมืดเป็นฝ่ายร้ายเลยนะ พูดจริงๆไม่ชอบเลย แต่ก็ชั่งเหอะ ตามใจ แต่เทพแห่งความมืดก็ได้แต่ผนึกใช่ไหมครับ หวังว่าตอบจบคงไม่ใช่ผนึกเทพแห่งความมืดอีกครั้งนะครับ แต่ความคิดและพล็อตเรื่องน่าสนใจครับ แต่ขอถามอีกเรื่องครับ ธาตุที่คุณกล่าวมาผมพูดนับแล้วได้9นะครับ ไม่ใช่8 งั้นดูนะ 1.ดิน 2.น้ำ 3.ลม 4.ไฟ 5.สายฟ้า 6.ไม้ 7.น้ำแข็ง 8.แสงสว่าง 9.ความมืด แล้วก็ตรง "FLAMESIA"น่ะครับคุณเขียนว่า "ฟราเมเซีย" ใช่ไหมครับ แต่ที่จริงควรเขียนว่าฟลาเมเซีย แล้วก็"Grandosh"คุณเขียนว่า"แกรนด์ดอส"ใช่ไหมครับ แต่ที่จริงควรเขียน"แกรนด์ดอช"มากกว่าครับ แก้ด้วยนะครับ อ้าว สู้ๆนะครับ ผมเองก็นักเขียนครับ

Title: Re: Element knight
Post by dekchaidear on 18.05.08 at 00:07:27



wrote on 17.05.08 at 23:54:57:
พูดจริงๆนะ ผมไม่ชอบการให้ยึดติดกับการให้ธาตุมืดเป็นฝ่ายร้ายเลยนะ พูดจริงๆไม่ชอบเลย แต่ก็ชั่งเหอะ ตามใจ แต่เทพแห่งความมืดก็ได้แต่ผนึกใช่ไหมครับ หวังว่าตอบจบคงไม่ใช่ผนึกเทพแห่งความมืดอีกครั้งนะครับ แต่ความคิดและพล็อตเรื่องน่าสนใจครับ แต่ขอถามอีกเรื่องครับ ธาตุที่คุณกล่าวมาผมพูดนับแล้วได้9นะครับ ไม่ใช่8 งั้นดูนะ 1.ดิน 2.น้ำ 3.ลม 4.ไฟ 5.สายฟ้า 6.ไม้ 7.น้ำแข็ง 8.แสงสว่าง 9.ความมืด แล้วก็ตรง "FLAMESIA"น่ะครับคุณเขียนว่า "ฟราเมเซีย" ใช่ไหมครับ แต่ที่จริงควรเขียนว่าฟลาเมเซีย แล้วก็"Grandosh"คุณเขียนว่า"แกรนด์ดอส"ใช่ไหมครับ แต่ที่จริงควรเขียน"แกรนด์ดอช"มากกว่าครับ แก้ด้วยนะครับ อ้าว สู้ๆนะครับ ผมเองก็นักเขียนครับ

Title: Re: Element knight
Post by Maisinders on 18.05.08 at 08:21:45

;)  อ่านแล้วสนุกดีครับ ความคิดสร้างสรรไปเลย

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 19.05.08 at 00:22:29


wrote on 17.05.08 at 23:54:57:
พูดจริงๆนะ ผมไม่ชอบการให้ยึดติดกับการให้ธาตุมืดเป็นฝ่ายร้ายเลยนะ พูดจริงๆไม่ชอบเลย แต่ก็ชั่งเหอะ ตามใจ แต่เทพแห่งความมืดก็ได้แต่ผนึกใช่ไหมครับ หวังว่าตอบจบคงไม่ใช่ผนึกเทพแห่งความมืดอีกครั้งนะครับ แต่ความคิดและพล็อตเรื่องน่าสนใจครับ แต่ขอถามอีกเรื่องครับ ธาตุที่คุณกล่าวมาผมพูดนับแล้วได้9นะครับ ไม่ใช่8 งั้นดูนะ 1.ดิน 2.น้ำ 3.ลม 4.ไฟ 5.สายฟ้า 6.ไม้ 7.น้ำแข็ง 8.แสงสว่าง 9.ความมืด แล้วก็ตรง "FLAMESIA"น่ะครับคุณเขียนว่า "ฟราเมเซีย" ใช่ไหมครับ แต่ที่จริงควรเขียนว่าฟลาเมเซีย แล้วก็"Grandosh"คุณเขียนว่า"แกรนด์ดอส"ใช่ไหมครับ แต่ที่จริงควรเขียน"แกรนด์ดอช"มากกว่าครับ แก้ด้วยนะครับ อ้าว สู้ๆนะครับ ผมเองก็นักเขียนครับ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับผม ส่วนธาตุไม้นั้นผมพิมพ์เกินครับ แล้วก็เหตุผลที่ว่าทำไมธาตุมืดต้องเป็นผู้ร้ายนี่ตอนที่ 2 จะเฉลยแล้วครับ และจะทำการลบแล้วก็แก้เดี๋ยวนี้หล่ะครับ แล้วพรุ่งนี้ติดตามอ่านตอนแรกนะครับ ชื่อตอนว่าเด็กหนุ่มในคำทำนาย

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 19.05.08 at 21:56:57

ตอนที่1


เด็กหนุ่มในคำทำนาย


     1,500 ปีต่อมา ณ หมู่บ้านกราดิช บริเวณชายแดนระหว่าง เกล เลอ ริช และ
แกรนด์ดอช

“ท่านพ่อ ท่านพ่อ”  เสียง เด็กคนหนึ่งชายคนหนึ่งอายุไม่เกิน 11-12 ปีตะโกนเรียกพ่อในป่าพลันมี นายพรานอายุประมาณ 30-35 ปี คนหนึ่งปรากฏตัวออกมาจากหลังต้นไม้แล้วพูดว่า

     “ฟาร์ เจ้าเข้ามาในป่าแห่งนี้ทำไมบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่มีเหตุจำเป็น จงอย่าเข้ามา”  แม้น้ำเสียงจะแสดงความโกรธเกรี้ยว แต่ที่ดุนั้นเพราะเป็นห่วงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตน

     “ท่านแม่ใกล้จะคลอดแล้ว”  เด็กชายพูดพร้อมวิ่งเข้าไปหาพ่อของตน พอได้ยินดังนั้น นายพรานคนนั้นจึงรีบวิ่งไปอุ้มลูกชายแล้วพาไปขึ้นตัวเมดิส*1 ของตนที่จูงตามมาแล้วควบขี่ไปโดยไว พร้อมทั้งหันไปพูดกับลูกชายว่า  “ช่างเป็นวันดีเสียจริงๆ ฮ่าๆ นอกจากอาทิตย์หน้าเจ้าก็จะได้ไปทดสอบเพื่อเป็น E.C. แล้ว อากาศแจ่มใสอย่างนี้ทำให้แถมข้าล่าสัตว์ได้มากเป็นพิเศษ ข้ายังได้ลูกอีกคนนึงในวันที่ อีกฮ่าๆ”

     หลังจากเหตุการณ์เมื่อ1,500 ปีก่อน ตอนที่ซาเรทและเพื่อน ได้แยกย้ายกันนำลูกแก้วและ Elemental glove ไปผนึกนั้นได้ตกลงกันว่า แต่ละคน จะทำการตั้งสำนักตามที่ต่างๆ ในแต่ละเมืองเพื่อที่ จะได้ฝึกฝนผู้ที่จะเป็น E.C. ในอนาคตและเตรียมการที่จะค้นหาเด็กชายในตำนาน โดยเด็กที่มีอายุ 12 ปีทุกคนจะต้องมาเพื่อทำการทดสอบว่ามีคุณสมบัติ ที่จะเป็น E.C. หรือไม่

     เมื่อนายพรานและบุตรกลับมาถึงบ้านพลันได้ยินเสียงเด็กร้องออกมาจากในบ้าน ทั้งสองจึงรีบลงจากตัวเมดิสแล้ว วิ่งเข้าไปในบ้าน  “ท่านหมอลูกข้าเป็นชายหรือหญิง”  สตรีวัยกลางชุดขาวในบ้านจึงหันกลับมาบอกว่า  “ยินดีด้วย มารซ์ ลูกของเจ้าเป็นชาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่แปลกประหลาดเจ้าลองดูที่หลังมือของเด็กคนนี้ซิ”  ผู้ที่พึ่งได้ลูกชายอีกคนจึง รับเด็กมาแล้วดูที่ หลังมือซ้าย ของเด็ก พบเป็นปานรูปดาว 8 แฉก แต่ละแฉกมี 1 สี จึงหันไปถามหมอว่า  “นี่เป็นรอยอะไรท่านหมอแอลลี่ ทำไมเด็กจึงมีรอยแบบนี้ หรือว่าเป็นโรคประหลาด”  สตรีวัยกลางจึงบอกว่า  “ไม่ใช่โรคประหลาดหลอกแต่เป็นเพียงปาน แต่ว่าข้าไม่เคยพบเด็กคนไหนที่มีปานประหลาดแบบนี้นอกจากเป็นรูปร่างชัดเจนแล้วสีสันยังสดใสไม่เหมือนปานทั่วไป”

     ผู้เป็นพ่อจึงหันกลับไปพูดกลับภรรยาของตน  “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะตั้งชื่อเด็กว่า สตาร์ แล้วกันหรือว่าเจ้าเห็นเป็นเช่นไร เรร่า”  เรร่าจึงหันหน้าที่อ่อนระโหยโรยแรงจากการที่พึ่งคลอตบุตรแล้วพูดว่า  “ข้าเห็นด้วยท่านพี่เด็กคนนี้ต้องเป็นผู้มีบุญมาเกิดแน่ๆถึงได้มีสัญลักษณ์ประหลาดเช่นนี้”  แล้วมารซ์จึงหันไปพูดกับ ฟาร์ ที่ตอนนี้กลายเป็นบุตรชายคนโตไปแล้วว่า  “ตั้งแต่พรุ่งนี้เจ้าต้องไปทดสอบแล้วถ้าผ่านเจ้าต้องฝึกฝนให้มากเข้าไว้เพื่อที่เจ้าจะได้เก่งกาจขนาดที่ จะคุ้มครองน้องชายของเจ้าได้นะ”  บุตรชายจึงรับคำพร้อมทั้งกล่าวว่า  “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังท่านพ่อ”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 19.05.08 at 22:03:55

     12 ปีผ่านไป ณ เนินเขาแห่งหนึ่ง บริเวณหมู่บ้าน กราดิช มีครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งมาพักผ่อน ชมธรรมชาติ และ จัดงานฉลองเล็กๆให้กับบุตรชายคนเล็ก ที่จะไปทำการทดสอบเพื่อเป็น E.C.

     “ท่านพ่อพรุ่งนี้ ข้าจะได้ไปเรียนที่สำนักเดียวกัน ท่านพี่แล้วใช่ไหม”  พรานวัยกลางคนจึงหันมาแล้วบอกว่า  “ใช่ แล้วสตาร์ แต่เจ้าต้องผ่านการทดสอบก่อนนะว่าเจ้าจะได้  E.C. ธาตุใด พี่เจ้านั้นเป็นบุคคลที่พิเศษคนนึงทีเดียวเพราะสามารถสื่อสารได้กับ ธาตุถึง 3 ชนิดด้วยกัน คือ ลม สายฟ้า และไฟ”

   “แต่ข้ามั่นใจว่าข้าต้องใช้ได้มากกว่าพี่แน่นอนและต้องเหนือกว่าเขาให้ได้” เด็กชายพูด “ฮ่าๆเจ้านี่ชอบเอาชนะซะจริงๆนะ ตอนนี้พี่ชายเจ้าเค้าได้ฝึก ในขั้น สูง ได้ 3 ปีแล้วเค้านำเจ้าไปหลายขั้นแล้วกว่าเจ้าจะตามเค้าทันคงอีกนาน”  พอเด็กชายได้ยินดังนั้นเลยถามพ่อว่า  “ท่านพ่อแล้วขั้นสูงนี้เค้า สามารถทำอะไรได้บ้างท่านพ่อ”
ผู้เป็นพ่อได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า  “จริงซิข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังแต่เรื่องของการฝึกขั้นต้นนี่ งั้นไหนเจ้าลองบอกซิว่าขั้นต้นเค้าจะฝึกอะไรบ้างถ้าเจ้าบอกได้ ครบถ้วนข้าจะยอมบอกในขั้นสูงเค้าฝึกอะไร”

     เด็กชายได้ยินดังนั้นจึงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ย ว่า “ในขั้นต้น จะฝึกเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับธรรมชาติ ที่คนๆนั้นสามารถสื่อสารได้แล้วจึงฝึกฝนเพื่อ นำออกมาใช้ในศาสตร์ด้านต่างๆ ทั้ง ในชีวิตประจำวันและการปลดปล่อยออกมา รวมทั้งฝึกฝนการใช้อาวุธและวิชาต่อสู้”

     ผู้เป็นพ่อพอได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า  “เจ้าจำได้ขึ้นใจแล้วนี่ การฝึกขั้นต้นนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 5-9 ปี ยิ่งถ้าสามารถสื่อสารกับธรรมชาติได้มากยิ่งต้องใช้เวลามากตามไปด้วย แต่บางคนก็ใช้เวลาเพียง 2-3 ปีก็สำเร็จ ส่วนในขั้นสูงนั้นจะมี 2 สายคือ E.S. หรือ Element Summon จะเรียนเกี่ยวกับการ อัญเชิญและสื่อสารกับ สัตว์เทพที่อยู่ในธรรมชาติเพื่อที่จะอัญเชิญมาใช้งาน ส่วน อีกสายนึงคือ E.U. หรือ Element User จะเรียนเกี่ยวกับ การนำพลังไปผสานกับอาวุธหรือสิ่งของ เพื่อที่จะใช้ในการต่อสู้หรือชีวิตประจำวันพี่ของเจ้าเค้ากำลังฝึกเพื่อที่จะเป็นอย่างหลัง”

     เมื่อผู้เป็นพ่อกล่าวจบจึงหันไปพูดกับลูกว่า  “แล้วเจ้าล่ะอยากจะเป็นแบบไหน”
เมื่อบุตรชายได้ยินดังนั้นจึงเงียบไปชั่วครู่  แล้วหันกลับไปถามแม่ว่า  “ท่านแม่ข้าควรจะเป็นแบบไหนดี”  ผู้เป็นแม่จึงกล่าวว่า “แล้วแต่เจ้าเถอะลูก”  แล้วหันไปพูดกับมารซ์ผู้เป็นสามีว่า  “ท่านพี่แล้วพรุ่งนี้ท่านจะไปกับเราไหม”  ผู้เป็นพ่อจึงหันกลับมาจากการชมทิวทัศน์แล้วกล่าวว่า  “แน่นอนเรร่าข้าจะพาเจ้าและสตาร์  ไปส่งและเฝ้าดูเค้าจนเสร็จพิธีเลย”  แล้วพูดกับลูกชายว่า  “แล้วเจ้าไม่ต้องตื่นเต้นนะพ่อแม่แล้วก็พี่ชายของเจ้าจะเป็นกำลังใจให้แล้วถ้าเจ้ามีปัญหากับคนในสำนักให้รีบไปบอกพี่ชายเจ้าเลยนะเข้าใจไม๊”  ลูกชายจึงกล่าวว่า  “ท่านพ่อข้าไม่ต้องการให้ใครมาคอยดูแลแม้แต่พี่ฟาร์ก็ตาม”  เมื่อผู้เป็นพ่อได้ยินเช่นนั้นก็บอกว่า  “ข้ารู้ว่าเจ้าสามารถดูแลตัวเองได้และเจ้าไม่ใช่คนที่ชอบทำร้ายหรือกลั่นแกล้งผู้อื่นออกจะเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านด้วยซ้ำ  แต่ใช่ว่าทุกคนที่สำนักจะเป็นเช่นในหมู่บ้าน ที่ข้าบอกเจ้าเช่นนั้นเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้”  เมื่อเด็กชายได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า  
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ท่านพ่อ”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 19.05.08 at 22:10:49

     วันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ  7  โมงเช้าทุกคนในหมู่บ้านที่มีลูก-หลาน   อายุประมาณ 12 ปีได้ พาลูกหลานขึ้น  ฟลอคอนยานขนาด  50-60  ที่นั่ง  ที่ทางเมืองเกล เลอ ริช ส่งมาเพื่อรับเด็กที่มีอายุครบเกณฑ์  พร้อมทั้งบิดามารดาที่ต้องการตามไปดูแล บุตรหรือธิดาของตน  ที่ลานของหมู่บ้านมี  เด็กอายุ 12 ปีจำนวน 20-25 คนพร้อมพ่อและแม่มายืนรออยู่ รวมทั้งครอบครัวของสตาร์ด้วย
     
     สตาร์ได้หันไปถามพ่อและแม่ของตนว่า  “ท่านพ่อ  ท่านแม่พวกท่านจะกลับมาหมู่บ้านเช่นไรหรือ ในเมื่อท่านได้สามารถนำตัวเมดิสของเราไปด้วยได้อีกทั้งเมืองยังอยู่ไกลจากหมู่บ้านถ้าเดินเท้าต้องใช้เวลาประมาณ 2 วันไม่ใช่หรือ”  เมื่อมารดาของเด็กชายได้ยินดังนั้นจึงคุกเข่าลงไปพร้อมทั้งลูบศรีษะของสตาร์แล้วบอกว่า  “ไม่เป็นไรหรอกลูก พอเราไปถึงแล้วเดี๋ยวเราจะใช้จุดเคลื่อนย้ายที่วิหารทางตอนเหนือของเมืองเดินแล้วอีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงบ้านแล้วลูก”  เด็กชายจึงถามต่อว่า  “ถ้างั้นทำไมเราไมใช่จุดเคลื่อนย้ายไปแทนยานนี่ล่ะท่านแม่”  ผู้เป็นพ่อจึงบอกว่า “เพราะมันเคลื่อนย้ายได้ทีละ 2 คนน่ะซิลูก อีกทั้งช่วงเวลา ที่ต้องใช้เพื่อเคลื่อนย้ายกว่าจะครบทุกคนนั้นใช้เวลานานกว่าขึ้นยานไปเสียอีก เราแค่นั่งยานไปแค่ 30 นาทีเท่านั้น เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

     ไม่นานก็มีการเรียกชื่อเด็กแต่ละคนพร้อมทั้งบิดาหรือมารดาที่ลงชื่อไว้ว่าจะติดตามไปเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าถูกต้องแล้วจึงนำยานออกเดินทางไปยังที่หมาย  นั่นคือเมืองเกล เลอ ริช เวลาผ่านไปประมาณ  25-30  นาทีจากทิวทัศน์ข้างนอกจากเดิมที่เคยเป็นป่าก็กลายเป็นบ้านเรือน  บ้านแต่ละหลังล้วนมีกังหันลมและแผงโซล่าเซลล์   เนื่องจากเมืองเกล เลอ ริช นี้มีลมแรงตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีภูมิประเทศเป็นภูเขา,หุบเขาและที่ราบเชิงเขาจำนวนมาก  ทำให้มีแหล่งผลิตพลังงานจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งถึงขนาดที่ว่าสามารถส่งไปให้เมืองอื่นๆใช้ได้ โดยที่ตัวเองไม่เดือดร้อนซักนิด
     
     เมื่อยานนำพ่อแม่และเด็กๆมาถึงแล้วก็ได้มีตัวแทนจากสำนัก Gale of destiny มารับโดยจะเดินทางต่อโดย โฮเวอร์บัส*2  เดินทางต่ออีกเพียง 10 นาที ก็ถึงสำนัก สำนักนี้เป็น  1  ในสำนักที่  ซาเรทและเพื่อนที่แยกย้ายกันนำลูกแก้วไปผนึกเป็นผู้สร้างส่วนชื่อสำนักนั้นมาจากชื่อเมืองและลูกแก้วที่นำมาผนึกไว้
     
      “ท่านพ่อ ข้าเคยได้ยินว่าสำนักนี้เป็นสำนักที่ท่านซาเรทสร้างและเป็นผู้ฝึกสอนเองเหรอ” เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับสตาร์ได้หันไปถามพ่อของตน “ใช่แล้วฟลอล่า ท่านซาเรทท่านเกิดที่เมืองนี้เมื่อท่านและเพื่อนๆแยกย้ายกันนั้นท่านได้กลับมาที่เมืองนี้และสร้างสำนักขึ้นมาเพื่อฝึกสอนเด็กๆไงล่ะ” ยังไม่ทันที่ผู้เป็นพ่อของเด็กสาวจะพูดจบ ก็มีเสียงประกาศดังขึ้นมาว่า ให้ทุกคนที่จะเข้าไปทดสอบและผู้ติดตามเข้าไปในสำนักได้ เด็กพร้อมพ่อแม่จึงเดินเข้าไปด้านใน

     ด้านในสำนักมีตัวแทนศิษย์ของแต่ละหอ หอละ 10 คน ยืนรออยู่โดยในสำนักนั้นจะแบ่งเป็น 8 หอตามธาตุทั้ง 8  โดยการแบ่งเด็กเข้าสำนักนั้นจะให้เด็กแต่ละคนสัมผัสกับผลึก 8 แท่ง 8 สี คือ แดง เขียว น้ำเงิน น้ำตาล ฟ้า เหลือง ขาว และดำ แต่ละสีจะเป็นตัวแทน 1 ธาตุ สีแดงคือไฟ สีเขียวคือลม น้ำเงินคือน้ำ  น้ำตาลคือดิน ฟ้าคือน้ำแข็ง เหลืองคือสายฟ้า ขาวคือแสง และสีดำคือความมืด โดยแต่ละหอจะมีอาจารย์ประจำหอ 1 คนและผู้ช่วย อีก 2 คน

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 19.05.08 at 22:19:46

   ที่กลาง ลานของสำนักนั้นมี  ประรำพิธี  ถัดจากประรำพิธีมีเก้าอี้อยู่  9  ตัวโดยที่ตัวที่อยู่ตรงกลางจะเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่นั่งของ  เจ้าสำนัก  ส่วนอีก 8 ตัวที่เหลือนั้นเป็นที่นั่งของอาจารย์ประจำหอ  เมื่อเด็กและผู้ปกครองเข้ามาแล้วก็มีคนของสำนักมาเชิญผู้ปกครองของเด็กแต่ละคนให้ไปนั่งในที่ๆจัดเตรียมไว้ด้านขวาของประรำพิธี ส่วนที่ด้านซ้ายเป็นที่นั่งของอาจารย์ท่านอื่นๆของสำนัก

     เมื่อเจ้าสำนักเห็นว่าทุกสิ่งเรียบร้อยดีแล้วจึงประกาศว่า  “ทางสำนักเราขอต้อนรับทุกท่านที่มาทดสอบ ข้า  รากัส  เจ้าสำนัก คน 253 ของสำนักยินดีอย่างยิ่งที่จะได้รับนักเรียนรุ่นใหม่เพื่อที่จะฝึกสอนให้เป็น E.C. ที่ยิ่งใหญ่และเพียบพร้อม ตอนนี้เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ก็จะเริ่มพิธีการคัดเลือกโดยจะประกาศให้ขึ้นมาบนประรำทีละคนและสัมผัสลูกแก้วถ้าผู้ใดที่ลูกแก้วไม่ยอมรับก็คงต้องขอแสดงความเสียใจด้วย”
     เมื่อเจ้าสำนักพูดเสร็จตัวแทนของอาจารย์ประจำหอแห่งไฟ ผู้แต่งชุดสีแดงจึงเดินออกมาแล้วหยิบม้วนกระดาษออกมาและเรียกเด็กขึ้นมาทีละคนตามตัวอักษรเมื่อผ่านไป  10  คน  มีผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบถึง  4  คน ส่วนอีก  6  นั้นได้ไปอยู่ประจำหอ มีบางคนที่สัมผัสแล้วผลึกเปล่งแสงมากกว่า  1  แท่งก็จะจัดให้ไปอยู่ในหอที่ผลึกส่องแสงมากที่สุด  เมื่อถึงคนที่  16  นั้นคือ  ฟลอล่า  เด็กสาวได้เดินขึ้นไปสัมผัส ผลึกแห่งน้ำแข็งเป็นอันแรกและผลึกก็ส่องแสงนอกนี้ยังมีผลึกแห่งลมอีกผลึกหนึ่งที่ส่องแสง ทางอาจารย์ประจำหอจึงตัดสินให้ไปอยู่ที่หอลมเพราส่องแสงสว่างกว่า เมื่อเด็กสาวเดินที่แถวของหอแล้วก็ได้ทำการคัดเลือกต่อไป

     จนกระทั่งบัดนี้เหลือเด็กที่รอทำการทดสอบอีกเพียงผู้เดียว  นั่นคือ สตาร์  
เมื่ออาจารย์ประจำหอเรียกชื่อเด็กชายได้หันไปทาง  ที่นั่งผู้ปกครองมองหน้าบิดาและมารดาขอตนพร้อมทั้งสูดหายใจเรียกความกล้า  แล้วหันหน้าไปสำรวจทางแถวของตัวแทนประจำหอเด็กน้อยจึงสังเกตเห็นคนผู้หนึ่ง  นั่นคือ ฟาร์ พี่ชายของตนนั้นเอง  เขาใส่ชุดเครื่องแบบประจำสำนักเป็นผ้าคลุมและเสื้อสีเขียวบ่งบอกว่าเป็นคนของหอแห่งลม ไว้ผมยาวถึงกลางหลังยืนส่งยิ้มมาแล้วมาทำปากบอกว่า “พยายามเข้านะน้องชาย”  เมื่อเด็กน้อยเห็น  จึงพยักหน้าแล้วเดินขึ้นไปบนประรำพิธี  เมื่อเด็กน้องสัมผัสกับผลึกทีละอันปรากฏเหตุการณ์ประหลาดผลึกทั้ง 8 พลันพร้อมใจกันเปล่งแสงออกมา
ตัวอย่างตอนต่อไป

มารร้ายหวนคืนและการสวมเกราะครั้งแรก

    สตาร์จะได้เข้าสำนักหรือไม่ ทำไมผลึก ทั้ง 8 จึงพร้อมใจกันเปล่งแสง หรือ สตาร์จะเป็นคนที่กล่าวไว้ในคำทำนาย แล้วเทพแห่งความมืดจะกลับมาได้อย่างไร

     ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆนี้
     *1 เมดิส สัตว์กลายพันธ์ประเภทม้า มีขนาดเล็กกว่าม้าแต่แข็งแรงกว่ามาก อีกทั้งยังวิ่งได้เร็วเนื่องจากได้รับพลังของเทพแห่งลม ทำให้ที่เท้ามีลมหมุนขนาดเล็กอยู่ทั้ง 4 ข้าง สามารถขี่ได้ 2 คน และยังสามารถบรรทุกหรือลากของได้ในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับการเดินทางในป่ามาก
      *2 ยานรูปร่างเหมือนรถเมล์แต่ใช้ แรงลมในการยกตัวและขับเคลื่อน ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์

Title: Re: Element knight
Post by supersentai on 21.05.08 at 20:34:24

มาแล้วๆ เรื่องราว ของ พี่ Mr.T2526 สนุกดีครับ ลงต่อไป นะครับ กระดานนักเขียน เงียบไปซะนาน  :-[

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 21.05.08 at 21:52:12

ขอเปลี่ยนชื่อตอนที่ 2เล็กน้อยครับ (ก็เกือบหมดแหละ555+)
เป็น มารร้ายหวนคืน และการกลับมาของ Elemental glove

Title: Re: Element knight
Post by Silent_001 on 22.05.08 at 02:33:15

ได้อ่านแค่บทนำนะครับ  ก็ขอติเพื่อก่อนิดนึงคงไม่ว่ากันนะครับ :D :D :D

ที่ผมติดก็คือธาตุ ที่มี8ธาตุน่ะครับ  คือมีน้ำแล้ว ยังมีน้ำแข็งซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นธาตุเดียวกัน
ผมว่าน่าจะเป็นโลหะ หรือ อวโลหะ น่าจะเหมาะสมกว่า  อันนี้แค่ไอเดียเสนอแนะนะครับ  :D :D

ในส่วนของเนื้อเรื่อง ผมขอเวลาอ่านก่อน ยังอ่านไม่หมดครับ ??? ??? ???

Title: Re: Element knight
Post by W. Thong on 22.05.08 at 08:18:15

เดินเรื่องได้ไม่สะดุด น่าติดตามดีครับ

-จัดรูปแบบของการเขียน ให้น่าอ่าน กว่านี้อีกหน่อยก็ดีครับ มันติดเป็นพรืดไม่ชวน
 
 อ่านครับ ลองสังเกตุดูจากหนังสือที่พิมพ์ขายอยู่ทั่วๆไปดูนะครับ แล้วจะมีคนอ่าน

 เยอะขึ้นครับ

-บางช่วงอ่านแล้ว ทำให้นึกไปถึง หนังดังอย่าง แฮรี่พอตเอตร์อันนี้ควรเลี่ยงนะ

ครับ แต่โดยรวมดีแล้ว

**ข้อคิดทำยังไงให้เรื่องนี้ออกมาแล้ว ดูเป็นเอเซีย(ไทย)จะเจ๋งมากเลยครับ

  ตอนนี้มันยังดูเป็นฝรั่งอยู่ ซึ่งคนเริ่มเบื่อๆ แล้ว**




เอาใจช่วยครับ สู้เขา สู้ต่อไป

Title: Re: Element knight
Post by Maisinders on 22.05.08 at 09:26:19

เห็นด้วยกับพี่วิโรจท์ครับ  ส่วนอย่างอื่น ไอเดียของน้องแจ่มดีแล้วครับ เยี่ยมๆ  ..   แต่ตอนนี้ยังอ่านของน้องไม่จบเลย แฮะๆ แอบมึนกับตัวหนังสือเยอะๆน่ะครับ  :)

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 22.05.08 at 21:45:53

ขอบคุณที่ชี้แนะครับผมจะพยายามปรับปรุงในหลายด้านนะครับ

เนื้อเรื่องผมว่า ผมใช้คำพูดการเดินเรื่องแบบนิยายจีนนะครับ แต่จะพยายามปรับ
ใหม่ครับ

เรื่องธาตุทั้ง 8 นั้นตอนแรกตัดสินใจระหว่าง ไม้ กับ น้ำแข็ง
แล้วคิดว่าน้ำแข็งมันน่าเอามาเล่นมากกว่า แล้วมาคิดได้ตอนหลังอ่ะครับ
ว่ามันซ้ำกับน้ำแต่ก็แก้ไม่ทันแล้วครับ

แล้วเนื้อเรื่องที่ อ่านแล้วทำให้คิดถึงหนังสือเล่มอื่นน่ะครับ
คงเพราะอ่านมาเยอะแล้วเผลอเอามาผสม

ต้องขอบคุณทุกความเห็นอีกครั้งนะครับ ผมจะพยายามปรับปรุงใหม่ ตั้งใจว่า ซัก 10-15 ตอนคงจบ

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 21:33:37

ตอนที่ 2

มารร้ายหวนคืน และการกลับมาของ Elemental glove

     ณ หุบเขา เทอร์เรช หุบเขาที่ลึกที่สุด ในดินแดนฟลาเมเชีย สถานที่นี้ได้รับการกล่าวขาน ว่าเป็นโลงศพของผู้แสวงหาความยิ่งใหญ่ เพราะเป็นสถานที่ ที่มีคำล่ำลือว่าเป็นที่ๆซ่อนลูกแก้ว ของเดียโบโร่ เทพแห่งความมืดไว้ เวลากลางวัน หุบเขาแห่งนี้จะมี อุณหภูมิ ถึง 45 องศาเซลเซียส ส่วนเวลากลางคืนนั้น มีอุณหภูมิ เพียง 5 องศาเซลเซียสเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นสถานที่ ที่ทุรกันดารมาก มีต้นกระบองเพชร เพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น  ถึงขนาดกล่าวกันว่าแม้แต่นกหรือแมลง ยังไม่กล้าแม้จะเข้าใกล้

     “เจ้าคิดหรือ ว่าสถานที่นี้จะมีลูกแก้ว ซุกซ่อนอยู่” ชายฉกรรจ์ คนหนึ่งได้หันไปพูดกับเพื่อนของตน “ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ท่านเจ้าลัทธิสั่งให้พวกเราทั้งหมด แยกย้ายกันออกตามหา แล้วพวกเราดันโชคร้าย ที่ต้องมาหาในสถานที่นี้ เอาเถอะ อีก 2-3 วันเราก็ได้กลับไปยังลัทธิแล้ว ทนเอาหน่อย” ชายอีกคนนึงพูด แต่ในใจกลับคิดโทษในโชคชะตาของตน ที่ไม่น่าหลงมาเข้าลัทธินี้จนถูกใส่สัญลักษณ์กันการทรยศไว้ สัญลักษณ์นี้ถ้ามีผู้ใดที่คิดทรยศ ก็จะถูกความมืด ดูดกลืนไปจนไม่เหลือแม้แต่ส่วนเสี้ยวของร่างกาย ถ้าใครที่คิดจะออกจากลัทธิ สัญลักษณ์ก็จะเปล่งแสง แล้วดูดกลืนคนๆนั้นทันที

     ในเวลาเดียวกับที่ สตาร์ได้สัมผัสผลึกนั้น ก็มีแสงสีดำสาดส่องออกมาจากเชิงผา แห่งหนึ่ง เมื่อชายทั้งสองเห็นดังนั้น จึงรีบรุดไปทันที “ฮ่าๆพวกเรานี่ในที่สุด ก็โชคดีซะทีถ้ากลับไปถึงลัทธิคงจะได้รับรางวัลอย่างงามทีเดียว” ชายที่นึกโทษโชคชะตาอยู่เมื่อครู่ ได้หันไปพูดกับเพื่อนของตน
ลัทธิที่ชายทั้งสองเอ่ยถึงนั้นคือ ลัทธิของ ซาทูร่านั่นเอง ในเหตุการณ์เมื่อ 1,500 ปีก่อนนั้น สมาชิคบางคนนั้นเดิมที ก็เป็น E.C. ธรรมดาแต่ถูกล่อลวง ด้วยพลังแห่งความมืดของซาทูร่า

     เมื่อซาทูร่าได้รับพลังจากเทพ เดียโบโร่ แล้วและกักขังเทพอีก 7 องค์ที่เหลือไว้แล้ว ก็มีสาวกมากขึ้นทั้งที่เป็นคนธรรมดา และเป็น E.C. บางคน เข้าร่วมเพราะหวาดกลัว บางคนเข้าร่วมเพราะหวังที่จะมีอำนาจ ภายหลัง ซาเรทได้ปราบพี่ของตนเรียบร้อยแล้ว ลัทธิก็เกือบที่จะล่มสลาย แต่ยังมีสมาชิคหลายคนหลงเหลือ จากการปราบปรามของ ซาเรทและกลุ่มพันธมิตร ได้แอบซ่องสุมกำลังและเสาะหาลูกแก้วของเทพแห่งความมืด มากว่า 1,500 ปี

     เมื่อชายทั้งสองไปถึงจุดที่เกิดแสง เมื่อซักครู่ก็พบเพียง สันเขาธรรมดาเท่านั้น ขณะที่กำลังจะถอดใจนั้น ชายคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า  “คนที่เอามาลูกแก้วซ่อนนั้น เป็น E.C. แปลว่าเราต้องใช้พลัง E.C. ในการปลดผนึกแน่ๆ ดูจากสภาพแวดล้อมที่นี่ เป็นดินทั้งนั้นสงสัยว่า เราต้องทดลองดูซะแล้ว” เมื่อพูดเสร็จแล้ว จึงบอกให้เพื่อนถอยไป แล้วพูดว่า “แกรนดาโกร่า ด้วยพลังแห่งดินอันยิ่งใหญ่ ข้าขอให้ทุกสรรพสิ่ง ที่บดบังเส้นทางอยู่ จงเคลื่อนย้ายออกไปเดี๋ยวนี้”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 21:36:58

     การที่จะใช้พลังนั้น จะต้องกล่าวคำอัญเชิญ เพื่อขอใช้พลังทุกครั้ง “แกรนดาโกร่า” นั้นคือคำอัญเชิญ ที่ใช้เพื่อขอยืมพลังแห่งดิน มาใช้ (ชื่อเทพและคำพูดเพื่อของยืมพลังอ่านได้ที่ท้ายตอน) E.C. นั้นส่วนมากจะสามารถสื่อสารกับภูติ ที่อยู่ในธรรมชาตินั้นๆบางคน เท่านั้นที่จะสามารถสื่อสารกับเทพ ได้ส่วนการใช้พลังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนพลังจิตของตน ยิ่งฝึกฝนมากยิ่งสามารถใช้พลังได้มาก ส่วนความแข็งแกร่งนั้น ใช่ว่าผู้ที่สื่อสารกับเทพได้นั้น จะแข็งแกร่งกว่า E.C.  ธรรมดาเสมอไป E.C. ที่สามารถสื่อสารกับภูติได้นั้น บางคนแข็งแกร่งกว่า E.C. ที่สื่อสารกับเทพได้ด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน

     หลังจากที่ชายคนนั้นกล่าวจบ ดินที่ปกคลุมปากถ้ำมากว่า 1,500 ปี ก็เคลื่อนย้ายไปทันที ภายในถ้ำนั้นมืดมาก แต่ชายอีกคนก็ได้กล่าวคำอัญเชิญแห่งไฟ ว่า “เมร่าซาราอัส เปลวไฟจงปรากฏและนำทางให้ข้า” แล้วทั้งสองจึงเดินเข้าไปในถ้ำเมื่อเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็พบกับดักมากมายทั้ง กำแพงธนู หลุมหอก พื้นที่ยุบตัวได้ ฯลฯ จนในที่สุดทั้งสองก็ได้พบ ห*บใบหนึ่งตั้งอยู่ที่เสากลางห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุดถ้ำ เมื่อชายคนหนึ่งจะสัมผัสนั้น พลันมีสิงโตหินปรากฏกายขึ้น

     ชายทั้งสองใช้พลังมาก จนแทบจะไม่เหลือพลังแล้ว ก็มองหน้ากันพลางคิดว่า เราคงต้องจบชีวิตลงตรงนี้แน่ๆ พลังจิตของเราก็ใกล้หมดเต็มที่ คงไม่สามารถนำลูกแก้วไปให้เจ้าลัทธิได้ แต่ก็ดีเราจะได้พ้นจากชะตากรรมนี้เสียที พลันแสงสีดำจากลูกแก้วก็สาดส่องมายังทั้งคู่และสิงโต ทำให้ทั้งคู่ เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง ขณะที่สิงโตหินก็กลายเป็นฝุ่นไปในทันที ทั้งสองที่กำลังตกตะลึงพลันนึกได้ว่า เทพเจ้าช่างเมตตากับตนเหลือเกิน ทำให้เรารอดตายมาได้ จึงเดินไปหยิบห*บใบนั้นและกลับไปยังลัทธิทันที

     หลังจากแสงทั้ง 8 ได้จางลงจากผลึกแล้วก็เกิดเสียงอื้ออึง จากทั้งคณาจารย์ ผู้ปกครอง และเด็กที่เข้ารับการคัดเลือก ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เจ้าสำนักจึงลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า “ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ นี่ไม่ใช่เหตุร้ายอะไร ข้าขอเชิญบิดาและมารดาของเด็กคนนี้มาปรึกษาด้วยซักครู่” มารช์และเรร่า จึงหันมามองหน้ากันแล้วลุกขึ้น เดินไปหาเจ้าสำนัก พร้อมทั้งบอกว่า “พวกเราคือบิดาและมารดาของสตาร์ บุตรของเราเป็นอะไรหรือ” เจ้าสำนักจึงเชิญทั้งคู่ไปคุยกัน ที่ห้องรับรองภายในสำนัก

     เวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที ท่านจ้าวสำนักได้กลับมาพร้อม บิดาและมารดาของสตาร์ แล้วเดินขึ้นไปบนประรำพิธี แล้วประกาศว่า “เด็กคนนี้เป็นคนที่หาได้ยากยิ่งในเวลานี้ เค้าสามารถที่จะสื่อสารได้กับธาตุทุกธาตุ เด็กพิเศษเช่นนี้ ข้า รากัส จะเป็นผู้ที่ฝึกสอนเขาเอง แม้ว่าเขาจะเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวที่ข้าจะฝึกสอนเอง แต่เขาจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ ในสำนักทั้งสิ้น และจะต้องฝึกหนักกว่าคนอื่นๆ หลายเท่าตัวนัก ส่วนหอที่เขาจะสังกัดอยู่คือหอแห่งลม เนื่องจากผนึกแห่งลมนั้นส่องแสงมากที่สุด”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 21:39:03

     หลังจากนั้นสตาร์ ได้เดินทางไปยังจุดเคลื่อนย้ายพร้อมกับฟาร์และพ่อแม่  สตาร์ได้ถามขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ เจ้าสำนักเชิญท่านไปเพราะเหตุใดหรือ” มารช์หันกลับมาแล้วตอบ “ว่าไม่มีอะไรพิเศษหรอกลูก ท่านรามัส เรียกเราไปเพื่อขอฝึกสอนเจ้าด้วยตัวเอง พร้อมทั้งชี้แจงอะไรนิดหน่อย” แล้วหันไปพูดกับฟาร์ว่า “อยู่ที่สำนักเจ้าต้องดูแลน้องให้ดี อย่าให้ใครมารังแกน้องได้ล่ะ” ฟาร์ยิ้มแล้วตอบว่าแน่นอนอยู่แล้ว ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงอะไรหรอก ยิ่งเค้าสังกัดอยู่หอเดียวกับข้านั้นยิ่งดูแลง่าย” พร้อมทั้งหันไปยิ้มให้กับน้องชายของตน

     อีกด้านหนึ่ง ณ ลัทธิ อามาเร็ก (ลัทธิของซาทูร่า) เอลดา เจ้าลัทธิคนปัจจุบัน ได้นั่งอยู่ ณ กลางโถงใหญ่พร้อมทั้งสมุนซ้าย ขวา ได้ตะโกนเรียกสาวกที่ประจำอยู่หน้าห้องว่าให้ไปตาม จตุรผู้พิทักษ์มา เวลาผ่านไปครู่หนึ่งได้ มีชาย 3 คนและหญิง 1 คนเดินเข้ามา บุคคลทั้ง 4 สวมผ้าคลุมสีดำและสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าเป็นรูปสัตว์ คือ สิงโต มังกร นก กิเลน “ท่านเรียกพวกเรามามีอะไรให้รับใช้ หรือท่านเจ้าลัทธิ” “มีรายงานมาว่า สาวกของเราได้พบ ลูกแก้วของเทพแห่งความมืดแล้ว พวกเจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับพิธีคลายผนึก คาดว่า อีก 2-3 วันนี้คงมาถึง พิธีนี้คงต้องในเวลานานเจ้าทั้ง 4 จงเตรียมตัวให้พร้อม” เจ้าลัทธิกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ

     ด้านสตาร์ ขณะนี้เขาได้กลายมาเป็น ศิษย์ของสำนัก Gale of destiny อย่างเต็มตัวแล้ว เป็นดังที่เจ้าสำนักได้ประกาศไว้ ตั้งแต่วันที่ทำการทดสอบเพื่อเข้าสำนัก สตาร์ต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นเพื่อมาทำสมาธิเพื่อสื่อสารกับธาตุทั้ง 8 สาย-บ่าย ต้องฝึกการใช้อาวุธต่างๆ เย็น ต้องท่องจำคำอัญเชิญและการผสานธาตุ ที่คนในรุ่นเดียวกันไม่ต้องฝึกแต่สตาร์ต้องฝึก ตอนค่ำต้องมานั่งสมาธิอีกครั้ง เป็นวงจรต่อเนื่อง ทุกวันไม่รู้จบ

     แม้จะยังเด็กแต่สตาร์ ก็ยอมที่จะทำทุกอย่างตามที่เจ้าสำนักสั่ง ทุกอย่างนั้นเพื่อที่จะได้เก่งกาจ จนสามารถคุ้มครอง พ่อ แม่ พี่ชาย และคนผู้หนึ่งที่มาจากหมู่บ้านเดียวกับเขา มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน จนกระทั่งได้มาพบหน้ากันในสำนักนี้ หมู่บ้านของสตาร์นั้น เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง มีบ้านเรือนอยู่ 40-50 หลัง แต่ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองต้องทำเด็กเล็กๆนั้น จะมาเล่นกันที่ลานกลางเมือง แต่พอโตขึ้นจนสามารถที่จะช่วยพ่อแม่ ได้ก็ต้องช่วย จึงทำให้ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันอีก จนกระทั่งมาเข้าฝึกที่สำนักแห่งนี้

     ณ ลัทธิ อามาเร็ก สาวกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคนที่เข้าออกสำนัก ได้มารายงานว่า มีสาวก 2คนนำห*บมามอบให้และ ได้สิ้นลมที่หน้าทางเข้าลัทธิ เจ้าได้ยินดังนั้นจึงสั่งการสมุนมือซ้าย ว่า “เร็ก เจ้าไปตรวจสอบ แล้วมารายงานข้าด่วน” ชายที่ที่ยืนด้านซ้าย เดินออกมาแล้ว หันมาคำนับเพียงครู่เดียวก็หายไปจากสายตาทันที

     เพียงชั่วลัดนิ้วเขาก็ปรากฏตัวมาอีกครั้ง เจ้าลัทธิจึงพูดว่า “E.C. ที่เจ้าใช้นี้ยังรวดเร็วไม่เปลี่ยน แล้วพบอะไรบ้าง” “เรียนท่านเจ้าลัทธิสาวกทั้ง 2 คนนั้นใช้พลังจนเกินกว่า ร่างกายจะรับไหวพลังจึงย้อนกลับ มาทำลายกล้ามเนื้อ และอวัยวะภายในจนแหลกขอรับ” “แล้วของในห*บล่ะ” “เป็นลูกแก้วของเทพแห่งความมืดขอรับ ท่านเจ้าลัทธิ” เมื่อ เอลดา ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “อีกไม่นาน ฮ่าๆ อีกไม่นาน พวกเราจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งฮ่าๆ”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 21:56:16

     ห้าปีผ่านไป ณ หมู่บ้านกราดิช ชายหนุ่มอายุ 17 ปีเดินมาหยุดหน้าบ้านหลังหนึ่ง แล้วตะโกนว่า “ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว” หญิงวัยกลางคนได้เดินกึ่งวิ่ง ออกมาจากบ้านแล้วพูดว่า “โอ้สตาร์ เจ้ากลับมาแล้วเหรอ แล้วทำไมปีนี้เจ้าได้กลับมาคนเดียวล่ะ แล้วพี่ของเจ้าไปไหนเสีย”

    เด็กหนุ่มตอบว่า “พี่ฟาร์เค้ากำลังจะ รับการทดสอบ Element master ขั้นสุดท้ายน่ะ ท่านแม่เค้าเลยต้องอยู่เพื่อเตรียมความพร้อมในหลายๆด้าน ของข้าอีก 1 ปีเจ้าสำนักก็จะให้เริ่มเรียนเพื่อเป็น Element master แล้ว ท่านพ่ออยู่ในป่าใช่หรือไม่ท่านแม่” “ไม่หรอกวันนี้พ่อเจ้าเค้าไปที่โบสถ์น่ะ เห็นว่าหลวงพ่อที่โบสถ์เค้าให้ช่วยไปล่า ตัว แอนท์ไลอ้อน”

     “งั้นข้าจะตามไปช่วยแล้วกัน” ว่าพลางเอากระเป๋าไปเก็บ แล้วหยิบธนูจากในบ้านแล้ววิ่งออกไป พร้อมพึมพำอะไรบางอย่าง “แล้วเจ้ารู้หรือว่าพ่อเจ้าไป ที่ตรงไหนของป่า” ก่อนที่จะทันพูดจบ สตาร์ก็หายไปแล้ว  "เฮ้อลูกคนนี้นี่ใจร้อนซะจริง" ที่สตาร์สามารถเคลื่อนไหวได้เร็วเช่นนี้ เพราะสตาร์ใช้ E.C. ลมเสริมที่เท้า ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้ดุจสายลมพัด

     ในป่าทางด้านตะวันออกใกล้เขตแดนของเมือง แกรนด์ดอช  มารช์ที่ตอนนี้กลายเป็นพรานแก่ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ ได้เดินนำคนกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 7-8 คนได้สั่งให้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม แยกย้ายไปตีวง เพื่อล้อมยิงเมื่อได้รับสัญญาณ

     ตัวแอนท์ไลอ้อนนั้น จะมีลักษณะเป็นมดแต่มีขนาดใหญ่เหมือนสิงโต มีขาเพียงสี่ข้างเท่านั้น สามารถกระโดดและปีนต้นไม้ได้ มีน้ำลายที่มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถย่อยสลายได้แม้แต่เหล็ก เมื่อเห็นว่าทุกคนเข้าประจำที่แล้ว จึงสั่งให้ยิงลูกศรได้ จุดอ่อนของตัวแอนท์ไลอ้อน จะมีเพียงแค่ที่ตาทั้ง 2 ข้างเท่านั้น ส่วนอื่นของมันเมื่อเป็นดังเกราะเหล็ก แม้ถูกทำร้ายจนเป็นแผล ก็จะมีสารที่มีที่มีฤทธิ์เหมือนน้ำลาย พ่นออกมาทำให้ไม่สามารถ จู่โจมในระยะใกล้ได้

     เมื่อบรรดาลูกทีมได้รับสัญญาณ ก็พร้อมใจกันปล่อยลูกศรเข้าที่ตาทันที แต่ไม่มีใครคาดคิดลูกศรทั้งหมดพลันพลาดเป้า ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เพราะ ตัวแอนท์ไลอ้อนไม่ได้ขยับไปจากจุดเดิมแม้แต่ก้าวเดียว ขณะที่เกิดเรื่องประหลาดนั้น มีชายประหลาดคนนึง สวมผ้าคลุมสีดำกระโดดลงมาจากต้นไม้ตรงหน้า มารช์ แล้วพูดว่า"เจ้าบังอาจจะทำร้าย ไลนี่ สัตว์เลี้ยงของข้าเชียวรึ ถ้างั้นเจ้าทุกคนต้องตาย" พลันชักกระบี่มาจากใต้ผ้าคลุม ฟันเข้าแสกหน้าของมารช์ทันที

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 21:59:27

    มารช์ใช่ว่าเป็นเด็กหนุ่มอ่อนประสบการณ์ จึงโดนถอยหลังไปด้านข้างโดยไว   ทำให้คมกระบี่พลาดไป แต่รังสีกระบี่ที่ตามมา กลับถูกขาทำให้บาดเจ็บเล็กน้อย ขณะที่คนที่ติดตามมาตายไป 2 คน ส่วนที่เหลือนั้นเมื่อเห็นเหตุการณ์ก็ยิงธนู มายังชายชุดดำทันที แต่ก่อนที่จะถึงตัวนั้นก็เกิดเหตุการณ์เฉก เช่นตอนที่ยิงตัวแอนท์ไลอ้อน ลูกศรทั้ง 6 พลันหยุดด้านหลังชายผู้นั้น และร่วงหล่นสู่พื้น ทุกคนก็พูดพร้อมกันว่า “หรือคนผู้นี้จะเป็น E.C.”

     ชายสวมผ้าคลุมดำได้ยินดังนั้น จึงหัวเราะแล้วบอกว่ายังจะสงสัยอีกหรือ ลองไปถามจากยมบาลเอาเองแล้วกัน พูดพลางแทงกระบี่ไปยังอากาศเบื้องหน้า บังเกิดเป็นกระสวยอากาศจำนวน หกสายพุ่งไปยังผู้ติดตามที่เหลือ เป็นผลให้สิ้นชีพในทันที

     เมื่อมารช์เห็นเหตุการณ์ดังนี้ ก็กล่าวว่า “เจ้าเป็น E.C. ระดับ Element master ละซิ ถึงไม่ต้องกล่าวคำอันเชิญก็ใช้พลังได้น่ะ” ชายชุดดำจึงหันกลับไปพูดว่า “แล้วทำไมล่ะพรานเฒ่า” “ในเมื่อเจ้าสามารถใช้พลังได้ขนาดนี้ ทำไมต้องเอาตัว แอ้นท์ไลอ้อน มาทำร้ายคนในหมู่บ้านด้วย” มารช์ถามด้วยความสงสัยและ โกรธที่ผู้ติดตามทั้ง 8 ถูกฆ่าตาย

    “ไหนๆเจ้าก็จะตายแล้ว ข้าจะบอกให้รู้ก็ได้มันเป็นคำสั่งของเจ้าลัทธิน่ะ” ชายชุดดำกล่าวตอบไปอย่างอารมณ์ดี “แต่ว่าเจ้าก็เก่งนะที่หลบกระบี่ของข้าได้ แต่คงต้องอำลากันเท่านี้” พูดแล้วก็เสือกกระบี่ไป ที่หน้าอกของพรานเฒ่าทันที

     ขณะที่กระบี่จะถึงตัวนั้น ได้มีลมพัดมาที่ทั้งสองวูบหนึ่ง ได้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เอาปลอกแขนกันไว้ได้อย่างทันท่วงที มารช์เมื่อเห็นเด็กหนุ่มคนนั้น ก็ตะโกนอย่าดีใจว่า “สตาร์เจ้ากลับมาแล้วหรือมาที่นี่ได้ยังไง”

      สตาร์ได้หันกลับไปและบอกว่า “หลบไปก่อนท่านพ่อแล้วท่านช่วยเก็บรักษาธนูให้ข้าด้วย” พูดจบแล้วหันไปพูดกับชายชุดดำว่า “เจ้าบังอาจฆ่าคนในหมู่บ้านข้าแล้วยังทำร้ายพ่อข้าอีก ข้าจะจับเจ้าส่งทางการ” ชายชุดดำจึงพูดว่า “ทำได้ก็ลองดูเจ้าเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม”แล้วโดดถอยหลังไป พร้อมวาดรังสีกระบี่มายังสตาร์

     สตาร์เมื่อเห็นดังนั้นจึงเตะกวาดขาไปในทางเดียวกับกระบี่ทำให้เกิด คมดาบสุญญากาศพุ่งไป ปะทะกับรังสีกระบี่ แล้วพูดว่า “สงสัยคงต้องเอาจริงเสียแล้ว วินมารัสเทร่า แกรนดาโกร่า เมร่าซาราอัส อควาเรเชีย ด้วยสัญญาแห่งข้า จงมาเป็นมือและเท้าให้กับข้า” พูดจบได้เกิด เปลวไฟที่แขนซ้าย พายุที่แขนขวา ดินเคลือบที่ขาขวา และน้ำมาห่อหุ้มที่ขาซ้าย

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 22:01:40

     ชายชุดดำเห็นดังนั้น ก็พูดด้วยความแปลกใจ “เจ้าใช้ได้ถึง 4 ธาตุเชียวรึ เก่งนี่เด็กน้อย แต่เจ้าคงจบที่ตรงนี้แหละ” ว่าพลาง ทิ่มแทงกระบี่ไป 8 ทิศรอบตัวสตาร์ แต่สตาร์ก็ก้มลงกวาดเท้าขวา ไปโดยรอบ บังเกิดเป็น กำแพงดินขึ้นมาบังตัว แล้ว กระโดดไปด้านหลังชายชุดดำพร้อมทั้งทิ้งศอกเข้าใส่ทันที
     
      ชายชุดดำก็ใช่ว่าเป็นเพียงลูกพรรคปลายแถว แต่เป็นถึงระดับหัวหน้า เมื่อถึงคราวจวนตัว ก็ถีบตัวไปด้านข้างเพื่อหลบศอก และกำแพงดิน  พร้อมทั้งวาดกระบี่ให้เป็นรังสีกระบี่อีกครั้งเพื่อกันการโจมตีซ้ำ แต่เมื่อเท้าสัมผัสพื้นนั้น ก็ได้ทรุดลงไปทันทีเพราะสตาร์ได้วางกับดักเอาไว้

     ทิศที่ชายชุดดำหลบไปนั้น มีความอ่อนตัวเพราะ สตาร์ใช้พลังแห่งน้ำที่เท้าซ้ายทำให้ดินอ่อนนุ่มลงไปมาก แต่นับว่าเป็นโชคดีมากเพราะขณะที่ ชายชุดดำลงพื้นนั้นอีกทิศ เกิดเป็นเสาเพลิงพุ่งขึ้นมาทันที วิชานี้เป็นวิชาทีสตาร์คิดค้นขึ้นมีชื่อว่า ค่ายกล จตุรธาตุ จตุรทิศ ชายชุดดำจึงพูดว่า “ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้ สงสัยข้าคงต้องใช้วิธีนั้นซะแล้ว” พลันผิวปากสั้นยาวติดต่อกัน 2-3 ครั้ง ตัวแอ้นท์ไลอ้อนที่ยืนอยู่นั้น ก็กระโดดมาจู่โจมสตาร์ทันที

    สตาร์ก็วาดขาขวาออกไป เพื่อที่จะเตะให้กระเด็นไปขณะที่สตาร์กำลังจะเตะนั้นมี แอ้นท์ไลอ้อน อีก 6-7 ตัวโดดลงมาจากต้นไม้โดยรอบ สตาร์ จึงโดดถอยหลังไป แล้วพูดว่า “สู้ไม่ได้แล้วคิดจะรุมเหรอขี้โกงสมกับเป็นลัทธิ อามาเร็ก ซะจริงๆ”

     “เจ้ารู้จักลัทธิของเราได้ไง” ชายชุดดำพูดด้วยความตกใจ “แต่ช่างเถอะยังไงทุกคนที่รู้เรื่องนี้ ก็ไม่รอดไปจากที่นี่แม้แต่คนเดียว” พูดจบก็ได้ผิวปากสั่งการให้ แอ้นท์ไลอ้อน ทุกตัวจู่โจมและตัวเองคอยดักจู่โจม เป็นแบบนี้เรื่อยๆ

     แม้สตาร์จะเก่งกว่าในด้านการต่อสู้ และกลยุทธ์แต่เมื่อถูกรุม ก็ไม่อาจสู้ได้ ขณะที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำนั้น ก็มีธนู ยิงออกมา เพื่อช่วยเหลือ เป็นมารช์ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เมื่อลูกชายกำลังจะเพลี่ยพล้ำถูกทำร้าย ก็ได้ยิงธนูเพื่อหวังจะบรรเทาเหตุการณ์ แต่ลูกธนูหาได้ระคายผิวทั้งคนและ แอ้นท์ไลอ้อน ไม่แต่กลับทำให้ แอ้นท์ไลอ้อน เกิดโทสะ หันมาทำร้าย มารช์แทน

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 22:15:12

     ขณะที่มารช์กำลังจะโดน แอ้นท์ไลอ้อน ทำร้ายนั้น ได้มีลูกธนู พุ่งมาปักเข้าที่ตาจนทะลุตัว แอ้นท์ไลอ้อน อย่างแม่นยำ แล้วได้มีเสียงชายคนหนึ่งพูดว่า “สตาร์ อาจารย์ฝากของมาให้”
     พอสิ้นเสียงได้มี ลูกแก้วสีเขียวลูกหนึ่งหล่น มาสู่มือของสตาร์ เมื่อสตาร์ได้รับลูกแก้วนั้น ก็ คลายพลังที่ห่อหุ้มแขน-ขาอยู่แล้ว สัมผัสกับพลอยสามเม็ด ที่ปลอกแขนซ้าย ทำให้ปลอกแขนแตกออก ภายในมีปลอกแขนประหลาด ที่มีลวดลายสวยงาม ไม่มีอัญมณีประดับ แต่กลับช่องวงกลมเล็กๆอยู่เจ็ดช่องที่แขน และอีก หนึ่งช่องที่หลังมือ

     เมื่อเปลือกที่หุ้มอยู่หลุดออกหมด สตาร์จึงนำลูกแก้วมาใส่ในช่องที่หลังมือทันที พลันมีแสงเปล่งออกมาจากปลอกแขน และมีนกอินทรียักษ์สีเขียวตัวหนึ่งบินออกมา  แล้วได้บินวกไปที่ตัวสตาร์อีกครั้ง ทำให้เกิดแสงสีเขียวเรืองรอง

     ภายในแสงนั้น ภาพของสตาร์และนกได้ซ้อนทับกัน เมื่อแสงจางลงจุดที่สตาร์ยืนนั้นได้ปรากฏว่าสตาร์ได้สวมใส่เกราะสีเขียว เกราะขาและแขนมีลักษณะคล้าย เท้านก ที่บ่าเป็น ชายคล้ายปีกของนก ส่วนเกราะที่ศีรษะก็เป็นลักษณะคล้ายหัวของนกอินทรีตัวนั้น

     ชายชุดดำเห็นดังนั้นก็พลันหน้าซีดและเอ่ยด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า “จะจะเจ้าๆ ปะปะปะไปได้ปลอกแขนนั้นมาจาก ทะทะที่ หนะหนะไหน” แต่ก็หามีเสียงตอบรับกลับมาไม่ เพียงพริบตาเดียว แอ้นท์ไลอ้อน ทั้ง 7 ที่รุมโจมตีสตาร์ ก็ได้ถูกสับกลายเป็นชิ้นๆ นับพันนับหมื่นชิ้นด้วยสายลม จากแขนสองข้าง แล้วได้หันไปทางชายชุดดำ

     ชายชุดดำด้วยความกลัวจึง สะบัด มือโยนบางสิ่งที่แอบล้วงมาจาก ภายใต้เสื้อคลุมเมื่อครู่ บังเกิดเป็นความมืด ปกคลุมป่าภายในรัศมี 150 เมตร เพียงครู่เดียว ทุกสิ่งก็พลันกลับคืนสู่สภาพเดิม และชายคนนั้นก็หายไป สตาร์ก็นำลูกแก้วจากหลังมือไปใส่ไว้ที่แขน ทำให้ชุดเกราะหายไป

     ณ ลัทธิ อามาเร็ก ในห้องลับใต้ดิน เอลดาได้นั่งคุกเข่าอยู่หน้าคนๆหนึ่ง ที่ข้างกายคนผู้นั้นมีตัว คิเมร่าสีดำ นอนหมอบเลียปีกอยู่ แล้วพูดว่า “ท่านเทพแห่งความมืด มีรายงานมาจาก สาวกคนหนึ่งว่า มันกลับมาแล้วขอรับ Element knight กลับมาแล้ว คราวนี้เป็นเด็กหนุ่ม อายุ เพียง 17 ปีเท่านั้น”

     คนที่นั่งอยู่บนบัลลังค์ นั้นหาใช่ตัวจริงของเดียโบโร่ไม่เป็นเพียงร่างทรง ร่างทรงคนนี้เป็นชายหนุ่ม อายุ 23-24 ปี เท่านั้น พลันมีเสียงเย็นเยียบกล่าวตอนมาจากร่างนั้นว่า “ในที่สุดมันก็มา เมื่อ 1,500 ปีก่อนข้าแค่ทำตามพันธะสัญญาเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่คิดจะทำลายล้างดาวดวงนี้ แต่พวกมันหาฟังไม่ กลับกักขังข้าไว้ ณ ที่ ทุรกันดารและ ยากแค้น แต่ตอนนี้ข้าจะทำตามที่พวกมันต้องการ ข้าจะยึดครองทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าจะทำลายทุกเผ่าพันธุ์ ให้หมดสิ้น  ข้าจะทำลายดาวดวงนี้เสีย ฮ่าๆๆๆๆๆ”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 24.05.08 at 22:17:09

ตัวอย่างตอนต่อไป

สตาร์ได้ Element glove มาได้อย่างไรแล้วทำไมรูปร่างของ Element gloveจึงเปลี่ยนจากถุงมือมากลายเป็นปลอกแขนแล้ว คนที่เอาลูกแก้วแห่งลมมาให้คือใคร ติดตามได้เร็วๆนี้

เทพ และคำอัญเชิญประจำธาตุ

เทพแห่งลม วินเดีย คำอัญเชิญ วินมารัสเทร่า
เทพแห่งดิน ไกอา คำอัญเชิญแกรนดาโกร่า
เทพแห่งไฟ อิฟริท คำอัญเชิญ เมร่าซาราอัส
เทพแห่งน้ำ อุนดิเน่ คำอัญเชิญ อควาเรเชีย
เทพแห่งสายฟ้า ลามู คำอัญเชิญ ธันโอเดอร์ไรท์
เทพแห่งน้ำแข็ง ซิลวา คำอัญเชิญ โฟรเซนทารัส
เทพแห่งแสง อาร์ค คำอัญเชิญไลท์มาเรเทีย
เทพแห่งความมืด เดียโบโร่  คำอัญเชิญดารค์โซโคเรี่ยม
      หมายเหตุ คำอัญเชิญนั้นไม่ต้องพูดดังก็สามารถใช้ได้ และถ้าผู้ใช้อยู่ในระดับ Element master จะสามารถใช้ได้แค่เพียงคิดเท่านั้น (ใครเคยเล่นเกมส์ไฟนอลแฟนตาซีคงคุ้นชื่อนะครับ)
     หมายเหตุ 2 เทพเมื่อได้ทำพันธะสัญญาแล้วไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ถ้าคนที่ทำด้วยนั้นเป็นคนร้าย ก็จะเกิดภัยใหญ่หลวง

Title: Re: Element knight
Post by KaBuToZeCToR on 25.05.08 at 17:08:51

คำว่า"สำนัก"มานแปลกๆอ่ะคับ ถ้าเปลี่ยนเปง"โรงเรียน"ไรประมาณนี้น่าจะดีก่านะคับ

แต่ว่าก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของเรื่องแหละคับ 555+ โทดทีที่เสียมารยาทคับ

สนุกมากกกกกกคับ

8) 8) 8)
:-[ :-[ :-[ :-[

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 25.05.08 at 20:48:36



KaBuToZeCToR wrote on 25.05.08 at 17:08:51:
คำว่า"สำนัก"มานแปลกๆอ่ะคับ ถ้าเปลี่ยนเปง"โรงเรียน"ไรประมาณนี้น่าจะดีก่านะคับ

ไม่เป็นไรครับ คือผมอยากให้ตัวละครกับเนื้อเรื่องมันมีหลายๆอย่างรวมกันครับ
อย่างตัวละครตอนนี้อาจจะมีชื่อฝรั่งซะเยอะเพราะอยากให้ แต่ละดินแดนนั้นเป็นตัวแทนทวีป

อย่าง เกล เลอ ริช นี่กะจะเป็นแนวยุโรปฝรั่ง ส่วนดินแดนอื่นอาจจะเป็นโซนเอเชีย หรืออินเดียน่ะครับ

แล้วสำนักนี่อยากจะสื่อประมาณว่า เป็นที่ฝึกสอนที่รับฝึกสอนตลอด โรงเรียนนี่ดูแคบ
กว่าน่ะครับเหมือนสอนเฉพาะช่วง อายุหนึ่งแล้วต้องเลื่อนไปตามอายุ

ส่วนสำนักก็คล้ายๆกับที่ดูในหนังจีนน่ะครับ ที่บางคนอายุแล้วยังไม่ได้เลื่อนขั้นไปไหนเพราะยังไม่เชี่ยวชาญพอ

ประมาณนี้น่ะครับ

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 30.05.08 at 22:05:16

ตอนที่ 3

จุดเริ่มตำนานบทใหม่และการออกเดินทาง (1)

     สตาร์เมื่อกลับสู่ร่างเดิมแล้วเดินไปหาผู้เป็นพ่อ “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรรึเปล่า ข้าไม่น่าปล่อยให้มันหนีรอดไปได้เลย มันฆ่าคนในหมู่บ้านเราไปตั้ง 8 คน”
“ไม่ใช่ความผิดเจ้าหรอกลูกรัก ถ้าเจ้ามาไม่ทัน ชีวิตของข้าคงหลุดลอยไปเสียแล้ว” ผู้เป็นพ่อตอบ เมื่อเห็นว่าลูกชายเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก แล้วเปลี่ยนเรื่องทันทีว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ช่วยพ่อไว้คือใคร ข้าอยากจะขอบคุณเขาเสียหน่อย”
สตาร์ก็บอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เค้าต้องทำอยู่แล้วท่านพ่อ” แล้วตะโกนไปว่า “พี่ฟาร์ออกมาเถอะ คนที่สามารถสะกดรอยข้า และมีฝีมือยิงธนูขนาดนี้มีพี่คนเดียวแหละ”

     พลันมีเงาวูบหนึ่งลงมาด้านหลังสตาร์ “เจ้ายังต้องฝึกอีกเยอะนะ เจอแอ้นท์ไลอ้อนแค่ 7-8 ตัว กับผู้ควบคุมมันอีกคน เจ้าก็ไม่สามารถสู้ได้แล้ว”
“ท่านพ่อข้าต้องขอโทษด้วยที่มาช้าไป”
ฟาร์พูดพร้อมทั้งก้มลงไปทำแผลที่ข้อเท้าของบิดา “ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งให้ข้าติดตามเจ้า โดยเจ้าจะต้องไม่รู้ตัว และให้มอบลูกแก้วแห่งลมเมื่อเจ้าอยู่ในอันตราย และยังสั่งว่าห้ามข้า ช่วยเจ้าสู้เด็ดขาด แต่ข้ากลับต้องลงมือเพื่อช่วยเหลือพ่อ” พูดจบแล้วก็ถอนหายใจออกมา “ไว้ข้าจะอธิบายกับท่านเจ้าสำนักเองท่านพี่ เพราะข้าประมาทเอง แล้วนี่ท่านสะกดรอยข้ามานานแล้วหรือ”
“ก็ตั้งแต่เจ้า ออกจากสำนักนั่นแหละ นี่คือการทดสอบขั้นสุดท้ายของข้า” ฟาร์ตอบอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย

     “เอาเถอะ เรากลับไปคุยกันต่อที่บ้านดีกว่า” มารช์เมื่อเห็นว่าเรื่องที่จะคุยกันยังอีกยาวเลยตัดบท “สตาร์เจ้าพยุงท่านพ่อกลับบ้านด้วย เดี๋ยวข้าจะจัดการกับศพแอ้นท์ไลอ้อนซะก่อน” ฟาร์หันมาสั่งก่อนที่จะเดินไปยังซากของแอ้นท์ไลอ้อน
เมื่อทั้งหมดกลับมาถึงบ้าน เรร่าที่เฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง ก็วิ่งออกมารับทั้งสอง แล้วถามมารช์ว่า “ท่านพี่ ท่านไปโดนอะไรมา” มารช์เมื่อเห็นสีหน้าภรรยาก็บอกว่า “เราเข้าไปคุยในบ้านดีกว่า แล้วสตาร์ข้ามีเรื่องที่ต้องถามเจ้าเยอะเลย”ทั้งหมดจึงเดินเข้าไปยังตัวบ้าน

     เวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที ฟาร์ได้เดินทางกลับมาถึง เรร่าจึงตัดพ้อว่า “ฟาร์เจ้านี่ก็จริงๆเลยนะ กลับมาทั้งทีแทนที่จะมาทักแม่ซักคำ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายของเจ้านี่” แล้วหันกลับไปดูแลมารช์ที่นอนพักอยู่บนเตียงต่อ
     
      “ข้าต้องขอโทษด้วยท่านแม่ แต่ข้าได้รับคำสั่งมาอย่างนี้” ฟาร์กล่าวตอบด้วยสีหน้าเศร้าแล้วจึงพูดกับสตาร์ว่า “เจ้าเล่าเรื่องนั้นไปรึยัง”
“ยังเลยท่านพี่ ข้ากำลังจะเล่าให้ท่านพ่อฟังพร้อมทั้งบอกเรื่องที่เจ้าสำนักสั่งมาด้วย” สตาร์ตอบ “ท่านพ่อท่านแม่คงสงสัยว่าข้าไปได้ Element armguard มาได้ยังไง” สตาร์เอ่ยขึ้นมาพร้อมทั้งชี้ไปที่แขนซ้ายของตน “ข้าจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านทั้งสองฟัง”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 30.05.08 at 22:07:56

     สี่ปีก่อน เมื่อรากัสเห็นว่าสตาร์ฝึกจนมีพื้นฐานแน่นแล้ว จึงเรียกเข้ามาพบ “เจ้าเป็นเด็กที่มีทักษะและพรสวรรค์สูงมาก แค่ปีเดียว เจ้ากลับสามารถฝึกได้ถึงขั้นนี้ ที่ข้าให้เจ้าฝึกนี้เข้มงวดกว่าปกติถึง 5 เท่า เจ้ายังทนได้ นับว่าความอดทนสูงมาก” รากัสชมเชยลูกศิษย์ของตนแล้วบอกว่า “ถึงเวลาแล้วที่เจ้าต้องไปทดสอบ พรุ่งนี้เจ้าต้องออกเดินทางไปพร้อมข้าแต่เช้า จงไปเก็บเสื้อผ้าแล้วพักผ่อนซะ”

     เมื่อสตาร์ออกมาจากห้องเจ้าสำนัก และเดินไปจนถึงส่วนพักผ่อน ใกล้ๆกับหอแห่งลมสายตาเหลือบไปเห็น สาวน้อยวัยเดียวกับตนคนหนึ่ง นั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้เพียงผู้เดียว ก็รู้สึกใจเต้นแรง แล้วไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ก็ไปยืนอยู่ข้างสาวน้อยผู้นั้นเสียแล้ว “ฟลอล่าเจ้ามานั่งเล่นอยู่คนเดียวทำไมหรือ หรือว่าทุกข์ใจอะไร”

     “ไม่มีอะไรหรอกข้าแค่เหนื่อย อยากนั่งพักเงียบๆน่ะ แต่ไหนๆเจ้ามาแล้ว งั้นก็มานั่งคุยกับข้าหน่อยแล้วกัน” พูดพลางส่งยิ้มให้เพียงแค่นี้ก็ทำให้จิตใจของสตาร์หวั่นไหว จึงรีบนั่งลงข้างๆทันที
     
     “เออตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าคงไม่อยู่สำนักซักพักนะ เห็นท่านเจ้าสำนักว่าจะให้ข้าติดตามออกไปน่ะ” สาวน้อยจึงถามว่าไปที่ไหนหรือแล้วนานไหมกว่าจะกลับ “ไม่รู้ซิ” สตาร์ตอบ

     “แล้วการฝึกของเจ้าเป็นไงบ้าง” สตาร์ได้เปลี่ยนเรื่องเป็นเรื่องของหญิงสาวทันที ถ้าใครได้มาเห็นสองคนนี้ คงคิดว่าเป็นคู่รักกันทันที เพราะหยอกล้อกันอย่างสนิทสนมเกินเพื่อน อีกทั้งยังแสดงความเห็นอกเห็นใจและให้คำปรึกษากัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไป 1 ช.ม. สตาร์เอ่ยว่า “เผลอแป๊ปเดียวเย็นซะแล้ว ข้าคงต้องขอตัวไปเตรียมของก่อนนะ” พูดจบก็ลุกขึ้น

     “เดี๋ยวก่อนข้ามีของจะมอบให้” ฟลอล่าเรียกสตาร์แล้วถอดสร้อยออกมา “เจ้าพกไว้นะถือว่ามันเป็นตัวแทนข้า” พลางยื่นให้ด้วยใบหน้าอันแดงกล่ำ สตาร์ก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ แล้วก็รับมาด้วยความเขินอาย พร้อมทั้งพูดว่า “ข้าจะรักษามันอย่างดี” ว่าพลางนำสร้อยคอมาสวมไว้บนคอตนเอง

    “แล้วเจ้าจะกลับหอเลยรึเปล่า” สตาร์ถาม “ไปสิ” เด็กสาวตอบ ว่าแล้วทั้งสองก็เดินคู่กับกลับไปยังหอแห่งลม

     รุ่งเช้าเวลาประมาณ ตี 4 ก่อนที่กิจกรรมต่างในสำนักจะเริ่มขึ้น มีชายสองคนยืนอยู่ที่หน้าสำนัก คือ รากัสและสตาร์ “นี่เป็นการเดินทางที่เป็นการเดินทางไกล เจ้าพร้อมแล้วนะสตาร์” “ครับท่านเจ้าสำนัก” เมื่อเห็นความกระตือรือร้น บนใบหน้าเด็กหนุ่ม ก็บอกว่า “งั้นเราออกเดินทางกันเลยแล้วกัน การเดินทางนี้จะใช้เวลานานทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้า” พูดจบก็เดินนำไป ทิ้งให้สตาร์สงสัยว่าเพราะอะไร ธุระที่เจ้าสำนักไปทำนั้นถึงขึ้นอยู่กับตน แล้วก็ออกเดินทางตามทันที

     การเดินทางผ่านไป 1 สัปดาห์ “ท่านเจ้าสำนักเราจะไปที่ไหนกันหรือครับ” เจ้าสำนักก็ตอบว่า” จะพาเจ้าทดสอบอะไรบางอย่างน่ะ” ว่าพลางเดินนำไปยัง ภูเขาที่มียอดเขาที่สูงที่สุด ชื่อว่า “ไฮการด์”

     เมื่อมาถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ก็บอกว่า “สตาร์จากนี้เจ้าตองไปคนเดียวแล้ว ในถ้ำแห่งนี้จะมีบททดสอบรอเจ้าอยู่ และเจ้าต้องผ่านมันให้ได้ จำไว้อย่างนึง แม้เวลาที่พบทางตัน เจ้าจงมีความหวังและมีสติ ถ้าเจ้ามีทั้งสองสิ่งนี้ก็จะผ่านมันไปได้ เอาละเข้าไปได้แล้ว”

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 30.05.08 at 22:10:59

     สตาร์ได้แต่สงสัยว่า ทำไมการทดสอบของตนจึงต่างกับคนอื่นๆในสำนัก แต่ก็มิได้เอ่ยปากถามแล้วเดินเข้าไป ในถ้ำแม้จะมืดแต่ก็ยังมีแสงให้เห็นอยู่ เนื่องจากมีต้น ไลท์เฟิร์น*1 ขึ้นอยู่ตามทางเป็น ระยะๆ สตาร์จึงบ่นกับตัวเองว่า “แปลกแฮะ ทำไมมันขึ้นมาเป็นหย่อมๆแบบนี้ ยังกับมีใครมาปลูกไว้เลย”

     เมื่อเดินไปได้ซักพักก็พบกับทางแยก ก็ตัดสินใจเดินไปทางซ้าย เดินไปไม่นานก็พบกับทางตัน จึงเดินย้อนกลับไปทางเดิม แล้วไปทางขวา เดินไปอีกประมาณ 500 เมตรก็พบกับทางตันอีก

     ขณะที่กำลังจะตัดใจ นั้นก็นึกถึงคำพูดของเจ้าสำนักได้ “หรือว่าในถ้ำนี้จะมีกลไกซ่อนอยู่ คงต้องสำรวจดูซะแล้ว” สตาร์พืมพำออกมา แล้วจึงเดินสำรวจไปทั่วทุกซอกทุกมุม เมื่อด้านนี้ไม่พบ จึงเดินไปอีกทาง แล้วก็พบ กับตัวอักษรถูกขูดไว้บนผนังถ้ำ จึงเอาใบของไลท์เฟิร์น ใกล้ๆมาขยำแล้วถูไปบนตัวอักษรทำให้ตัวอักษรปรากฏออกมา

“ณ ที่ซึ่งทุกอย่างมาบรรจบ เจ้าจะพบสิ่งที่แสวงหา


เดินไปแล้วอย่าย้อนกลับมา มันจะพาไปพบสิ่งที่หวัง”


    แม้จะยังสงสัย แต่ก็ได้เดินกลับไปทางแยกอีกครั้ง แล้วก็บ่นว่า “ที่ๆทุกอย่างมาบรรจบคือที่นี่ แล้วทางแยกก็มีแค่ 2 ทางแล้วเราจะไปทางไหนละเนี่ย แต่ตรงกลางทางแยกก็ค่อนข้างกว้างหรือว่า” แล้วสตาร์ก็ยื่นมือออกไป สัมผัสกับผนัง

    จากที่คิดว่า จะเจอกับผนังหิน ก็กลับเป็นพื้นที่ว่าง จึงกล่าวด้วยความดีใจว่า สงสัยจะมี E.C. แสงและ E.C. ความมืดที่เก่งๆมาทำไว้แน่ๆ จึงสามารถกำบังตาและสร้างภาพลวงตาได้ขนาดนี้แล้วก็เดินต่อไป

     เมื่อทะลุออกมาก็พบกับหลุมขนาดใหญ่ มีลมพัดแรงมาก อยู่กลางห้อง ส่วนทางออกนั้นอยู่ฝั่งตรงข้าม จึงเดินโดยรอบ แล้วสำรวจตามขอบหลุม เผื่อที่จะพบกับทางที่ทำลวงไว้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบ สงสัยจริงว่าเราจะข้ามยังไง สงสัยต้องใช้พลัง E.C. ซะแล้ว จึงเอ่ยว่า “วินมารัสเทร่า ลมเอ๋ยจงมาเป็นปีกให้ข้า” แล้วก้าวเดินออกไป ขณะที่กำลังจะตกไปนั้น ตัวของสตาร์ก็ลอยอยู่กลางอากาศ แล้วสตาร์ก็บังคับตัวเองให้ลอยไปยังทางออกนั้น

     เมื่อถึงจุดที่จะยืนได้ก็บ่นว่า “ทางข้างหน้าคงมีด่านที่ต้องทดสอบอีกเยอะ พักซะหน่อยแล้วกัน ว่าพลางล้วงไปในกระเป๋าหยิบ ตลับออกมาอันหนึ่งแล้วเปิดฝาออกในนั้นมียาอยู่ เป็นจำนวนมาก วิทยาการบนดาวดวงนี้ก้าวหน้ามาก อาหารและน้ำนั้นถูก ทำการสกัดและบีบอัดจนอยู่ในลักษณะเม็ด ทำให้พกพาได้ง่าย และสามารถพกพาไปได้จำนวนมาก แม้จะเดินทางไกลเป็นเดือนๆ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องเสบียง

     แต่ส่วนใหญ่ก็พกไว้เผื่อฉุกเฉิน เพราะบนดาวดวงนี้มีพืชและสัตว์ในป่าเป็นจำนวนมาก และน้ำก็ใสสะอาดสามารถดื่มได้เลย แล้วเลือกกินยาเม็ดน้ำ ไป 2 เม็ด และยาเม็ดเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ อีกอย่างละเม็ด ปิดท้ายด้วยยาเม็ดน้ำ อีก 1 เม็ด แล้วล้วงไปในเสื้อ หยิบสร้อยออกมาดูแล้วพูดว่า ข้าจะกลับไปให้เร็วที่สุด แล้วนำสร้อยกลับคืนที่เดิม และลุกขึ้นเดินต่อไป

Title: Re: Element knight
Post by Mr.T2526 on 30.05.08 at 22:20:38

     เมื่อออกมาก็เจอบึงอีกครั้ง ก็บ่นว่า “อีกแล้วเหรอเหมือนด่านก่อนหน้านี้เลย แล้วประตูอยู่ตรงไหนล่ะเนี่ย” แล้วก็เดินสำรวจต่อไป แต่ก็ไม่พบ ก็นึกขึ้นได้และบอกกับตัวเองว่า “คงไม่น่า แต่ก็ไม่มีทางอื่นนี่นา” เมื่อพูดจบก็วางสัมภาระ และถอดเสื้อผ้าออก แล้วโดดลงไปในน้ำ

     ครู่หนึ่งก็ขึ้นมาแล้วบอกว่า “กะแล้วเชียวว่าประตูต้องอยู่ใต้น้ำ แล้วยังเป็นทางลาดไปจนถึงประตูอีก” เมื่อขึ้นมาจากน้ำก็รอจนตัวแห้งแล้วใส่เสื้อผ้า และกล่าวคำอัญเชิญว่า “อควาเรเชีย ด้วยพันธะสัญญาแห่ง ข้า สายน้ำจนเปิดทางให้ ข้า ณ บัดนี้” แล้วก็เดินลงไปในน้ำ น้ำก็แหวกออกเป็นทาง แม้จะเป็นช่องเล็กๆ แต่กว่าจะไปถึงประตูนั้นก็เป็นระยะทางไกลพอสมควร

     เมื่อเดินลงไปถึงที่และปิดประตูแล้วน้ำก็กลับสู่สภาพเดิม “เฮ้อเหนื่อยจริงแฮะไม่นึกว่าจะใช้พลังมากขนาดนี้ นี่คงใกล้จบแล้วละมั้ง” แล้วเดินไปต่อตามทางที่คดเคี้ยว แม้ว่าในถ้ำนั้นจะลึกและมืด แต่ก็มีแสงจากต้นไลท์เฟิร์นส่องสว่างตลอดทาง

     ในที่สุดก็มาถึงประตูบานหนึ่ง “เฮ้ออีกด่านแล้วซิ ด่านนี้เราจะเจอกับอะไรอีกละเนี่ย” ว่าพลางเอามือดันประตู ในห้องนั้นกลับเป็นห้องที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม มีรูปปั้น-แกะสลักอยู่ 8 อัน เป็นสัตว์ต่างๆ 8 ชนิด 4 ตัวด้านขวา 4 ตัวด้านซ้าย ด้านซ้ายนั้นมีรูปปั้น นกอินทรียักษ์ มังกร หมาป่า และยูนิคอน ด้านขาว มี สิงโต กริฟฟอน แรด และตัวคิไมร่า

     ณ กลางห้อง มีเสาหินตั้งอยู่อันหนึ่ง สตาร์ก็อุทานออกมา อย่างประหลาดใจ แล้วพูดว่า “สัตว์เหล่านี้ช่างงดงามนัก บางตัวแม้จะเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ตามธรรมชาติ แต่กลับงดงามจริงๆ” แล้วเดินสำรวจไปตามทาง

     จนกระทั่งมาถึงแท่นนั้น แล้วบ่นว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่เอ๊ะนี่รอยอะไรอีกล่ะเนี่ย” แล้วก็เอามือทดลองลูบดู “เป็นรูปสายฟ้า ถ้างั้นต้องลองดูหน่อย” แล้วจึงกล่าวคำอัญเชิญ “ธันโอเดอร์ไรท์ สายฟ้าเอ๋ยจงมาสถิต ณ ที่แห่งนี้” เมื่อพูดจบก็เกิดไฟฟ้าสถิต ขึ้นที่แท่น แล้วตาของรูปปั้นทั้ง 8 ก็ส่องแสงออกมา ณ จุดเดียวกันที่เพดานกลางห้อง

     ชั่วครู่หนึ่งเพดานตรงนั้นก็เลื่อนเปิดออกแล้วมีปลอกแขนอันหนึ่ง ลอยลงมาและมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ข้า ซาเรท ขอต้อนรับท่านผู้มาเยือน การที่ท่านมาถึงที่นี้ได้แปลงว่าท่านำตามเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อครบหมดแล้วคือ
     
      1. ท่านเข้ามายังที่แห่งนี้ด้วยตัวคนเดียว

      2. เป็นผู้ที่สามารถใช้ E.C.ได้ครบทั้ง 8 ธาตุ

      3. เวลาได้ผ่านไป 1500 ปีแล้วหลังจากข้าได้ผนึก ของสิ่งนี้ไปแล้ว

      4. มีการทดสอบจิตใจท่านเป็นที่เรียบร้อยโดย 1 ในทายาทของพวกข้าทั้ง 7

     ข้ายินดีที่จะให้ท่านเป็นทายาทของข้า แต่ Element armguard นี้ยังไม่สมบูรณ์ ท่านต้องไปค้นหาลูกแก้วทั้ง 7 มาให้ครบ เพื่อที่จะใช้ได้เต็มที่ ส่วนที่อยู่ของลูกแก้วนั้นท่านจะได้รู้ภายหลัง ขอให้ทวยเทพอำนวยพรให้กับท่าน” แล้วก็ปลอกแขนก็หล่นลงบนพื้น แล้วประตูอีกบานก็เปิดออก

     สตาร์เมื่อได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงเพราะ เคยได้ยินเรื่องเล่านี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ก็นึกว่าเป็นแค่เพียงนิทาน ไม่นึกหรือว่าฝันว่า จะได้ของสิ่งนี้มาไว้ในครอบครอง แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แปลกใจ คือในเรื่องเล่านั้น มันเป็น Element glove หรือถุงมือไม่ใช่ Element armguard หรือปลอกแขนอันนี้ ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ เพื่อที่จะไปถามเจ้าสำนัก แล้วหยิบปลอกแขนแล้วเดินออกไปยังทางใหม่

     ด้านรากัส กำลังนั่งพิงต้นไม้อยู่ พลางครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ และความปลอดภัยของสตาร์อยู่แต่ก็ได้แค่เพียงห่วง เพราะถ้ำแห่งนี้ถูกวางกลไกไว้ดีมาก ถ้ามีคนเข้ามากกว่า 1 คน ตัวอักษรบนผนังก็จะไม่ปรากฏ ถ้าใช้ พลังแสงและความมืดไม่ได้ ผนังก็จะไม่หายไป ฯลฯ แม้แต่ตัวเขาเองเคยเข้าไป แต่ก็ไม่สามารถผ่านด่านที่ 2 ได้ เพราะไม่สามารถใช้ E.C. ธาตุที่จำเป็นได้นั่นเอง

     “เฮ้อ หวังว่าสตาร์คงออกมาได้ภายในหนึ่งอาทิตย์นะ”

     ทันใดนั้นสายตาเหลือบไปเห็นเงาคนเดินมาใกล้ ก็ลุกขึ้นทันที  เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ ยิ้มแล้วบอกว่า “เจ้าทำได้ดีกว่าที่ข้าคิดสตาร์ คงมีอะไรจะถามข้าเยอะใช่ไหม จงตามข้ามาแล้วพักผ่อนซะ ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังคืนนี้”ว่าพลางเดินนำไปยังที่เต็นท์ที่กางไว้

ตัวอย่างตอนต่อไป

    ปริศนาเริ่มคลี่คลาย สัญลักษณ์ ที่หลังมือคืออะไร ลูกแก้วทั้ง 7 ผนึกอยู่ที่ไหน สัตว์ทั้ง 8 ที่อยู่ในห้องสุดท้ายคืออะไร ติดตามได้เร็วๆนี้

     *1 ไลท์เฟิร์น ต้นไม้ตระกูลเฟิร์นขนาดเล็ก ชอบความชื้น ไม่ชอบแสงแดดเจริญเติบโตได้ดีในที่มืด เดิมเป็นเฟิร์นธรรมดา แต่หลังจากสงครามเมื่อ 1,500 ปีก่อน ได้รับพลังแห่งแสงทำให้มีแสงเกิดขึ้นเอง พบได้ตามถ้ำทั่วไป

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 21:42:29

ตอนที่ 4

จุดเริ่มตำนานบทใหม่และการออกเดินทาง (2)

     “สตาร์เจ้าคงเคยได้ยินตำนานเรื่อง Element glove ใช่ไหม” รากัสได้ถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าสตาร์พักผ่อนเพียงพอแล้ว

     “ใช่ครับท่านเจ้าสำนัก” เด็กหนุ่มตอบ

     “งั้นเจ้าคงสงสัยละสิว่าทำไมมันถึงเปลี่ยนรูปร่างไป ต้องย้อนเล่าไปถึงเมื่อ 1,500 ปีก่อนเมื่อท่านซาเรท และเพื่อนได้ผนึกเทพแห่งความมืดแล้ว ก็ได้พยายามที่จะคลายผนึกเทพทั้ง 7 ออกแต่ไม่นึกว่า ผนึกที่ซาทูร่าทำไว้จะแน่นหนามาก จนไม่สามารถคลายผนึกได้ ก็เลยคิดในทางกลับกัน ถ้าคลายไม่ได้ก็หาทางดึงพลังออกมาให้ได้เต็มที่แทน จึงได้ปรึกษากับ เฮอร์เมท ที่เป็นคนสร้าง Element glove ขึ้นมา ว่าอยากจะให้ปรับปรุงรูปแบบของมัน เพื่อจะได้ดึงพลังออกมาให้เต็มที่”

     “เลยกลายมาเป็น Element armguard นี่ใช่ไหมครับท่านเจ้าสำนัก” สตาร์ถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่ารากัสเว้นช่องว่างให้ตน

     “ใช่แล้ว แต่ยังมีสาเหตุอื่นอีก นั่นคือคำทำนายที่เจ้าก็รู้อยู่แล้ว เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านซาเรท รวมทั้งเพื่อนอีก 6 คนทำได้เพียงผนึกไว้เพราะมีพลังไม่พอ การที่จะทำลายเทพได้นั้นต้องใช้พลังเทพเท่านั้น และเทพทั้งหลาย อยากจะให้โอกาส เดียโบโร่ จึงได้เอาไปผนึกไว้”

     “คำทำนายนั้นจะไม่เป็นจริง ถ้า เดียโบโร่ ละทิ้งความแค้น ผนึกนั้นแม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็ได้เหลือทางแก้ไว้คือ การสำนึกผิด เทพทั้งหมดรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของเดียโบโร่โดยตรง เป็นเพราะพันธะสัญญา แต่ที่ต้องผนึกไว้ เพราะจิตด้านลบของซาเรทยังตกค้างอยู่ การผนึกนั้นเพื่อเป็นการทำให้จิตด้านลบหรือจิตมารเข้าครอบงำ เดียโบโร่ ไม่ได้”

     “ทั้งหมดที่ข้าเล่ามานี้เป็นบันทึกที่จะตกทอดให้กับเจ้าสำนักทั้ง 7” รากัสบอกที่มาของเรื่องทั้งหมดเมื่อเล่าจบ

     “ท่านเจ้าสำนัก แล้วท่านทราบได้อย่างไรว่าเป็นข้า” สตาร์ถามสิ่งที่สงสัยมานาน “เจ้าลองดูสิ่งนี้แล้วกัน” แล้วหยิบม้วนกระดาษม้วนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วกางออก “นี่คือบันทึกที่ข้าบอกเจ้า ลองดูที่หัวบันทึก แล้วเจ้าจะเข้าใจ” เมื่อสตาร์เห็นสัญลักษณ์บนม้วนกระดาษ ก็เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วมองที่มือซ้ายของตนแล้วถามขึ้นมา “ท่านเจ้าสำนักตรานี่กับปานข้า ทำไมเหมือนกันเหลือเกิน”

     “นี่คือสัญลักษณ์ของเทพทั้ง 8 ที่ปรากฏเมื่อ 1,500 ปีก่อน ตอนนี้คงมีเพียงแค่ไม่กี่คนที่รู้จัก”รากัสตอบแล้วบอกว่า “ตอนนี้เจ้าจงพักผ่อนซะพรุ่งนี้เราต้องเดินทางกันอีกไกล.......”

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 21:45:55

     เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ทั้งสองกินอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว “เจ้าสำนักครับเราจะเดินทางกลับเลยหรือ” สตาร์ถามเมื่อจัดการเก็บสัมภาระทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
“เปล่าหรอก เราจะเดินขึ้นเขาไฮการด์นี้กัน จุดหมายต่อไปเราอยู่บนยอดเขานี้ แต่เราต้องเดินทางกันโดยไม่ใช่ E.C. เพราะที่นี่เป็นที่ผนึกลูกแก้วแห่งลมด้วย ช่วง 100 เมตรจากพื้นนี้เราจะสามารถใช้พลัง E.C.ได้แต่ถ้าขึ้นไปสูงกว่านั้น พลังจะไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้ มาตั้งแต่โบราณแล้วเพราะอะไรก็ไม่มีใครรู้ แต่บางคนก็บอกว่าเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนทางขึ้นก็มีแต่ข้าเ ท่านั้นที่รู้” เมื่อพูดจบก็สะพายกระเป๋าแล้วหันกลับมาพยักหน้าให้ตามไป

     เมื่อขึ้นไปได้ประมาณ 100 เมตรจากลมที่เคยสงบเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ้าสำนักก็พาสตาร์เดินไปยังก้อนหินก้อนใหญ่ขนาดผู้ใหญ่คนหนึ่ง ก็เอาสัญลักษณ์ประจำตัวของตน วางลงไปบนก้อนหินนั้น หินจากเดิมที่เป็นก้อนหินธรรมดาก็มีโพรงขนาดที่ผู้ใหญ่ผ่านได้สบายๆขึ้นมา เมื่อทั้งคู่เดินผ่านเข้าไป หินก็กลับสู่สภาพเดิม ทางนี้เป็นทางลับที่จะบอกกล่าวกันเฉพาะเวลาที่จะสืบทอดตำแหน่งเท่านั้น

     ทางลับนั้นเมื่อจะมืดแต่ก็มีไลท์เฟิร์นส่องแสงเป็นระยะ ทางข้างในก็ถูกสร้างมาให้เป็นขั้นบันไดสำหรับเดินขึ้นไปได้อย่างสบาย เมื่อทั้งสองเดินไปจนสุดทางก็ถึงลานกว้างบนยอดเขา ที่อีกด้านของลานกว้างนั้น มีรูปปั้นนกยักษ์ ตั้งอยู่

     “จากนี้ไปเจ้าจะต้องไปเพียงผู้เดียว ข้าไม่อาจจะนำทางเจ้าไปได้แล้ว เจ้าจะได้พบกับการทดสอบที่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะยากขนาดไหน แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าสามารถผ่านไปได้แน่ ขอให้โชคดี” เมื่อรากัสพูดจบก็ ชี้ให้สตาร์เดินไปยังรูปปั้นนกยักษ์นั้น

     “เจ้าสำนักครับข้าจะต้องทำอะไรบ้าง”

     “เจ้าไปแล้วก็จะรู้เอง” พูดแล้วก็เอามือบีบไหล่ ลูกศิษย์อย่างให้กำลังใจแล้วดันให้เดินไป

     สตาร์ถึงแม้จะยังหวาดกลัวอยู่ แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าสำนักเชื่อใจก็ สูดลมหายใจลึกแล้วผ่อนออกมาเพื่อเพิ่มกำลังใจ แล้วตัดสินใจก้าวเดินไปยังรูปปั้นนั้น เมื่อเดินไปถึงก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว บอกให้เอามือสัมผัส ที่รูปดาวหกแฉกบนฐาน สตาร์จึงตัดสินใจลองทำตามดู เมื่อมือแตะโดนสัญลักษณ์ นั้นก็เกิดแสงสว่างขึ้น เมื่อแสงจางลงสตาร์ก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว

     เมื่อสตาร์หายไปแล้วรากัสก็พึมพำว่า “ขอให้เจ้าโชคดี.......ศิษย์รักของข้า”

     ด้านสตาร์นั้นเมื่อเกิดแสงสว่างจ้าก็ได้แต่หลับตา เมื่อลืมตาอีกครั้งก็มายืนอยู่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง ทะเลสาบนั้นมีต้นไม้ล้อมรอบ มีที่โล่งเพียงบริเวณทะเลสาบเท่านั้น ในป่าแห่งนั้นมีสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ทั้งนก เมดิส กวางเอร่า สิงโตไลกัส ในบึงมีปลาแหวกว่ายอยู่ ที่นี่เป็นที่ๆเงียบสงบและงดงามอย่างมาก ขณะที่กำลังชื่นชมความงามของธรรมชาติอยู่นั้น ก็มีเสียงกระพือปีกดังขึ้นและเกิดลมพัดแรง เมื่อมองไปก็เห็นนกยักษ์ตัวหนึ่งบินลงมา สตาร์ก็ได้แต่ตกตะลึงเพราะนกตัวนั้นมีลักษณะเหมือนรูปปั้นในถ้ำทุกกระเบียดนิ้ว

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 21:51:22

     เมื่อนกยักษ์ลงมายืนบนพื้นก็มีเสียงหญิงสาวดังขึ้น

     “เจ้าไม่กลัวข้าหรือเด็กน้อย เจ้าถึงไม่วิ่งหนีข้าน่ะ”

     “เจ้านกยักษ์ทำไมเจ้าถึงสามารถพูดได้” สตาร์ถามพลางเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น
“เจ้านี่แปลกเด็กดีนะ ปกติถ้าใครเห็นข้าในร่างนี้ต้องวิ่งหนีไปไกลแล้ว” แล้วก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมา เมื่อแสงจางลง ก็มีร่างของหญิงสาวประหลาด มีดวงตาและผมสีเขียว แถมยังใส่ชุดสีเขียว ชายผ้าคลุมพลิ้วไหวตลอดเวลา แม้จะไม่มีลมพัด “ข้าคือ วินเดีย เทพธิดาแห่งสายลม เจ้าใจกล้าดีข้าชักจะชอบซะแล้วซิพ่อหนูน้อย แต่กฏต้องเป็นกฏ ข้าจะทดสอบเจ้า 3 ด่าน ถ้าเจ้าผ่านได้ ข้าจะมอบลูกแก้วของข้าแก่เจ้า”

     สตาร์เมื่อได้ยินก็รีบคุกเข่าคำนับแล้วตอบว่า “ต้องขอโทษด้วยครับที่ข้าล่วงเกินไปเมื่อครู่ ข้าพร้อมรับการทดสอบของท่านแล้วครับ”

     “ไม่ต้องมากพิธีหรอกจงลุกขึ้น” แล้วเดินไปแตะไหล่ของสตาร์ พร้อมทั้งดึงให้ลุกขึ้นมา “ด่านแรกนั้นข้าจะให้เจ้าอยู่ในป่าแห่งนี้เป็นเวลา 3 ช.ม. เมื่อครบกำหนดข้าจะกลับมาถามคำถามเจ้า 1 ข้อ” เมื่อพูดจบก็กลายร่างเป็นนกแล้วบินหายไป

     เมื่อวินเดียจากไปแล้วสตาร์ก็ได้แต่ครุ่นคิดว่าคำถามคืออะไร แต่ก็คิดไม่ออก ในเมื่อคิดไปก็เท่านั้นก็เลยเดินออกไปสำรวจโดยรอบ เพียงครู่หนึ่งก็เกิดลมพัดแรงและมีพายุพัดกระหน่ำ ทำให้ต้นไม้หักโค่น สตาร์ก็รีบไปหาที่หลบฝน

     วิ่งไปได้ซักพักก็พบกับ สิงโตไลกัสตัวหนึ่งถูกต้นไม้ล้มทับจึงวิ่งไปเพื่อจะดูอาการแต่ ไลกัสนั้นเป็นสัตว์ป่าอีกทั้งยังบาดเจ็บ เมื่อเห็นคนมาใกล้ก็คำรามขู่ พร้อมทั้งเตรียมที่จะตะปบ แต่สตาร์ก็หลบได้ทันเมื่อเข้าใกล้ไม่ได้ก็พยายามเดินเลี่ยงไป
แต่ก็ไม่สามารถตัดใจไม่ช่วยได้ แต่ต้นไม้ที่ทับมีขนาดใหญ่มากไม่สามารถยกหรือเข็นคนเดียวได้ จึงจะใช้ E.C. แห่งลม “วินมารัสเทร่า ขอให้สายลมอันอ่อนโยนจงยกต้นไม้ต้นนี้ด้วยเถิด” เมื่อกล่าวจบสายลมก็ยังคงพัดผ่านไปเช่นเดิม จึงลองใหม่อีกครั้งแต่ผลก็ยังคงเหมือนเดิม เมื่อใช้พลังไม่ได้จึงเดินสำรวจโดยรอบต้นไม้

      เมื่อเห็นว่าไม่มีทางที่จะยกหรือผลักได้แน่ๆ ก็ไปหาท่อนไม้ขนาดใหญ่มาท่อนหนึ่งแล้วใช้หลักคานดีดคานงัด พยายามงัดต้นไม้ให้ออกไป พยายามอยู่นานในที่สุดก็สามารถทำให้ไลกัสออกจากต้นไม้ที่ทับได้ ด้านสิงโตไลกัสเมื่อเห็นว่าตนหลุดมาได้ก็ เดินกระเผลกมาหาสตาร์ที่นั่งหอบตัวโยนอยู่ แล้วเลียที่แขนแล้วเอาหัวเคลี้ย “ฮะฮะ จักจี้น่า เจ้าปลอดภัยแล้วซินะงั้นเจ้าจงไปเถิดแล้วระวังต้นไม้ทับอีกล่ะ” แล้วเอามือหัวมันออก

     แล้วสิงโตไลกัสก็เดินจากไป จู่ๆก็เกิดแสงขึ้นมาวาบหนึ่งเมื่อลืมตาขึ้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเหมือนภาพลวงตา ต้นไม้ที่หักโค่นก็กลับมายืนต้นดังเดิม ด้านข้างสตาร์ตอนนี้จากที่ว่างเปล่ากลับมีนกยักษ์มายืนอยู่เคียงข้าง “เจ้าหนูน้อย...เจ้าต้องตอบคำถามข้าแล้วตอนนี้ ข้าจะถามเจ้าว่าธรรมชาตินั้นเป็นเช่นไรบ้าง”

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 22:01:25

     “ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ครับ และมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษเยอะเช่นกัน อย่างลมนั้นช่วยคลายความร้อน ใช้ผลิตพลังงาน ทำให้ผ้าแห้ง ฯลฯ แต่ก็มีโทษเช่นกัน อย่างเมื่อครู่เกิดพายุใหญ่ทำให้ต้นไม้หักโค่น และเป็นอันตรายครับ”

     “อืม....เด็กน้อยเจ้าเข้าใจธรรมชาติได้ดีนี่ แต่ไม่ใช่แค่ธรรมชาติหรอกนะ แต่มันเป็นทุกอย่างในโลกนี้ สิ่งที่เจ้าเห็นในตอนนี้อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด อย่างที่เจ้าเห็นธรรมชาติที่เจ้าเห็นอาจจะงดงามแต่ก็มีด้านที่ร้ายกาจ สิงโตไลกัสที่เจ้าเห็นอาจจะดุร้าย และโหดร้ายในสายตาของหลายๆคน ก็มีด้านที่ดีเช่นกัน เหมือนที่เจ้าได้สัมผัสแล้ว”

     “เจ้าผ่านด่านแรกแล้ว ด่านต่อไปเจ้าหนูเจ้าคงใช้ธนูได้นะ ข้าจะให้เจ้าทดลองฝีมือหนึ่งครั้ง และทดสอบจริงอีก 5 ครั้งเจ้าต้องยิงให้เข้าเป้า 3 จาก 5 ดอก เจ้าจงไปหักไม้มาท่อนหนึ่ง และหญ้าอีก 6 ต้น”

     “ครับท่านวินเดีย แต่ข้าถนัดหมัดมวยมากกว่า อาวุธข้าได้ฝึกก็จริง แต่ไม่ได้ถนัดแม้แต่ชนิดเดียว แล้วข้าก็ไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองซักนิด”

     วินเดียเมื่อได้ยินสตาร์บอกก็ ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เจ้าเด็กกล้าหาญที่กล้าช่วยไลกัสที่ดุร้ายหายไปจากตัวเจ้าแล้วซิ เจ้าจงมั่นใจในตัวเองข้าจะคอยให้คำแนะนำเจ้าเองถ้าเจ้าพลาด จงไปเตรียมตัวได้แล้ว”

     สตาร์ก็เดินไปที่ต้นไม้ ต้นหนึ่งแล้วหักกิ่งไม้ออกมา กิ่งไม้ก็กลายมาเป็นคันธนูขนาดและน้ำหนักกำลังเหมาะมือ เมื่อเด็ดหญ้าออกมา ก็กลายเป็นลูกศร เมื่อวินเดียเห็นเด็กหนุ่มได้ของมาครบก็กระพือปีกครั้งหนึ่ง ขนก็ร่วงลงมา 6 เส้น จากที่เป็นขนเมื่อครู่ก็กลายเป็นนกตัวเล็กๆ 6 ตัวบินอย่างเริงร่าไปเกาะยังต้นไม้ที่อีกฟากของทะเลสาบ

     “ท่านวินเดีย ข้าพร้อมจะรับการทดสอบแล้วครับ”

     “ดีงั้นลองยิงดูก่อน 1 ครั้ง” เมื่อพูดจบก็มีนกบินมาตัวหนึ่ง สตาร์เล็งอยู่พักนึงแล้วปล่อยลูกศรออกไป นกก็ร่วงลงมากลายเป็นขนนก “ฝีมือไม่เลว นี่งั้นคราวนี้เอาจริงละนะ” แล้วนกอีกตัวหนึ่งก็บินมา แต่ไม่ได้เล็งง่ายเหมือนเมื่อกี้ อีกทั้งมีลมพัดมา สตาร์ก็ยิงออกไปแม้จะไม่แม่นเท่าครั้งแรกที่ทดลองแต่ก็ถูกตัวนก

     “ดีมากลมจะแรงขึ้นอีกแล้วนะ” คราวนี้ลมแรงขึ้นพอสมควร เมื่อสตาร์ยิงออกไปลูกธนู ไม่ถูกแม้แต่ปีกนก

     “เจ้าลองหลับตาซิ เจ้าหนูน้อย ลองใช้ใจและจิตของเจ้าสัมผัสลมดู เมื่อครู่เจ้าใช้แต่ตาในการเล็งคราวนี้ลองใช้ใจและจิตบ้าง ลองสัมผัสจิตแห่งลม ถ้าเจ้าสัมผัสได้ เจ้าจะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยสังเกตุมาก่อน”

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 22:05:30

     สตาร์แม้จะฟังแล้วงง แต่ก็ทำตามที่สั่ง หลับตาลงแล้วสูดลมหายใจช้าๆ จากจิตที่ฟุ้งซ่านเมื่อครู่ก็สงบลง และสัมผัสได้ถึงลมที่พัดมา ไม่นานก็เริ่มเห็นช่องทางการไหลของกระแสลม สามารถสัมผัสได้ถึงนกที่บินอยู่แม้จะหลับตา จึงลองง้างลูกธนูแล้วยิงออกไป “ฉึก” ลูกศรทะลุปีกนกไป

     “เก่งนี่เด็กน้อยสามารถจับจุดได้ไวดี” เมื่อสตาร์ได้รับคำชมก็ดีใจและลองยิงอีกครั้ง คราวนี้ถูกตัวนกเต็มๆ แม้จะผ่านการทดสอบแล้ว แต่นกก็ยังเหลืออีก 1 ตัว สตาร์จึงยิงดอกสุดท้ายออกไปครั้งนี้สามารถทำได้เร็วกว่าเดิมถึงสามเท่า และลูกธนูที่ยิงไปก็ถูกนกอย่างแม่นยำ

     เจ้าผ่านด่านที่ 2 แล้วนี่คือด่านสุดท้าย คราวนี้ เจ้าต้องเจอกับ เทราด้อน อีนทรียักษ์ พันธุ์ผสม ถ้าเจ้าปราบมันได้ ก็จะผ่านการทดสอบ เจ้าลองใช้ทุกสิ่งที่เรียนรู้มา เอาชนะมันให้ได้ แต่เจ้าไม่อาจใช้ E.C. ได้ ฉะนั้นจงระวังตัวด้วย พูดจบก็บินหายไป อีกด้านของท้องฟ้าก็มีจุดสีดำบินมา เป็นนกอินทรีขนาดเท่าคน เล็บทั้งสองข้างมีเปลวไฟหุ้ม กลางหน้าผากมีเขาอันแหลมคม เมื่ออินทรีเห็นเหยื่อก็ส่งเสียงกรีดร้องทันที “แก็วกกกกกกกกกกกกก”

    สตาร์เมื่อเห็นนกยักษ์ก็รีบหลบไปในป่า แล้วบ่นว่า “มีแต่คันธนูแล้วจะยิงมันยังไงละเนี่ย” เมื่อบ่นจบก็มีแล่งธนูปรากฏขึ้นตรงหน้า “ท่านวินเดียได้ยินด้วยหรือเนี่ย สงสัยต้องระวังคำพูดมากกว่าเดิมแล้วซิ” เมื่อพูดจบก็หยิบแล่งธนูสะพายแล้วหลบดูเหตุการณ์ นกยักษ์เมื่อเห็นว่าเหยื่อหลบซ่อนอยู่ก็บินวนดูลาดเลา แล้วบินเอาเท้าโฉบไปบนพื้นหญ้า ไฟที่เท้าก็ลุกติดหญ้าทันที ไฟเริ่มลามไปทั่วบริเวณที่ สตาร์อยู่  
สตาร์เห็นก็นึกในใจว่า มันจะย่างสดเราหรือเจ้านกบ้านี่ เห็นทีจะหลบอยู่ตรงนี้ไม่ได้ซะแล้ว แล้วก็วิ่งหลบไปริมทะเลสาบ นกยักษ์เมื่อเห็นเหยื่อก็บินควงสว่านลงมา สตาร์จะหลบเข้าป่าก็ไม่ได้ถอยหลังหรือเดินหน้าก็มีสิทธิถูกเสียบทะลุได้ทั้งนั้น จึงโดดลงน้ำไปนกยักษ์นี้ไม่ค่อยถูกกับน้ำ เพราะได้รับพลังของเทพอัคคีมา

     “ไงละเจ้านกบ้าแน่จริงลงมาในน้ำ ดูซิ ฮ่าฮ่า” เมื่อหลบอยู่ในน้ำได้ซักพักนึง ก็คิดได้ว่าแม้จะไม่ถูกโจมตีแต่ก็ไม่สามารถโจมตีได้เช่นกัน แถมถ้าอยู่ในน้ำนานๆเราก็มีสิทธิจมน้ำตายได้เช่นกัน “เอาก็เอาเป็นไงเป็นกัน” เมื่อตัดสินใจได้ก็ปีนขึ้นจากน้ำ เป็นเรื่องที่แปลกมากเมื่อเอามือเอื้อมไปหยิบลูกศรในกระบอก ลูกศรที่ตอนแรกนึกว่าจะเปียกกลับแห้งไม่มีแม้แต่รอยน้ำซักหยดเมื่อหยิบธนูได้ ก็เล็งแล้วยิงออกไป ศรเฉี่ยวถูกนกยักษ์ แม้จะไม่ทำให้มันบาดเจ็บ แต่ก็เพียงพอจะกระตุ้นให้มันโกรธ “แก็วกกกกกกกกกกกกก” เมื่อสิ้นเสียงนกยักษ์ก็หมุนควงสว่านลงมาจู่โจมอีกครั้ง แต่สตาร์ก็ไม่ได้หลบ กลับหลับตาและง้างธนู เมื่ออยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร ก็ปล่อยลูกธนูออกไป ธนูปักเข้าที่กลางอกทำให้ตายทันที แม้จะตายแล้วแต่ก็ยังอยู่ในวิถีที่พุ่งมาอยู่สตาร์นั้นเตรียมใจจะแลกชีวิตอยู่แล้วก็หลับตาลงรอรับความตาย

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 22:08:21

     แต่เวลาผ่านไปเขาของนกยักษ์ก็ไม่ ถูกตัวซักที จึงลืมตาขึ้นเห็นว่าตัวเองยืนอยู่ที่เดิมและข้างกายมี เทพธิดาวินเดียในร่างมนุษย์ก็ยืนอยู่เคียงข้าง “พ่อหนูเจ้าเก่งมากนะการตัดสินใจเจ้าแม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าดีที่สุด แต่ก็พอใช้ได้แต่ข้ามีบางสิ่งอยากจะบอกเจ้า เจ้าอาจจะคิดว่าเป็นทางเลือกของคนกล้า แต่ความกล้ากลับความไม่รักตัวเองนั้น ต่างกันเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น เจ้าจงรักตัวเองกว่านี้ ถ้านี่ไม่ใช่การทดสอบเจ้าได้ตายไปแล้ว”

     “ครับท่านวินเดีย แต่ในตอนนั้นข้าไม่สามารถคิดหาทางออกทางอื่นได้แล้ว จึงตัดสินใจแลกชีวิตกับมัน จากนี้ไปข้าจะฝึกฝนให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่เป็นเช่นนี้อีกครับ”

     “ดีมากหนูน้อย แต่ว่าเจ้าชื่ออะไรรึ ข้าไม่ทันได้ถามเจ้าเลยตั้งแต่เจ้าเข้ามาในมิตินี้”

     “ข้าชื่อสตาร์ครับ” สตาร์ตอบพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นมอง

     “สตาร์ เจ้าเป็นเด็กที่เก่งมาก ข้าจะให้ลูกแก้วของข้าตามสัญญา” เมื่อวินเดียพูดจบ ก็มีแสงจากมือของนาง แล้วแสงสว่างนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นจนหุ้มตัวนาง แล้วค่อยๆหดลงจนเหลือเป็นเม็ดแสงเม็ดเล็กๆ แล้วแสงนั้นก็ลอยมาที่ปลอกแขน แล้วเข้าประจำตำแหน่ง ที่จุดบนสุดของปลอกแขน ลูกแก้วนั้นมีสีเขียว แต่ใสภายในมีรูปหัวนกอินทรีอยู่”

     เมื่อลูกแก้วเข้าประจำที่แล้ว สตาร์ก็กลับมายืนหน้ารูปปั้นอีกครั้ง แล้วมีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง “เจ้าเก่งมากนะสามารถทำให้ท่านวินเดียยอมรับได้” เมื่อสตาร์หันกลับมาก็พบกับรากัสยืนอยู่ “ทั้งสองสิ่งที่เจ้าได้ถือครองจะเป็นของเจ้าตลอดไปไม่มีใครสามารถเอาไปจากเจ้าได้ แต่เจ้าในตอนนี้ ยังไม่อาจใช้ได้เต็มที่ ข้าจะรับฝากลูกแก้วไว้จนกว่าจะถึงเวลา เมื่อเจ้ากลับสำนักแล้วเจ้าจะต้องฝึกหนักขึ้นไปอีก เมื่อผ่านไปซัก 2 ปีข้าจะให้เจ้าได้ลองใช้พลังของลูกแก้ว”

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 22:13:37

     “เมื่อข้ากลับถึงสำนักการฝึกก็หนักขึ้นถึง 2-3 เท่าเมื่อเวลาผ่านไปอีก 2 ปี ข้าก็ได้ฝึกการใช้ลูกแก้วเมื่อฝึกเสร็จก็ต้องนำลูกแก้วไปฝากท่านเจ้าสำนักเก็บรักษาทุกครั้ง จนกระทั่งตอนนี้ ลัทธิ   อามาเร็ก ได้เริ่มแผนการร้ายแล้ว ข้าจึงต้องออกเดินทางเพื่อรวบรวมลูกแก้วอีก 6 ลูกจากสำนักทั้ง 6 ที่เหลือให้ครบ ที่กลับมานี้เพื่อจะมาลาท่านพ่อท่านแม่” เมื่อเล่าจบ มารช์และเรร่าก็มองหน้ากัน แล้วถอนหายใจ

     “เราทั้งคู่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องมีอนาคตแบบนี้ ตั้งแต่เจ้าไปทดสอบเข้าสำนักแล้วสามารถทำให้ลูกแก้วทั้ง 8 ส่องแสงได้ เจ้าสำนักก็บอกเราแล้วว่าเจ้านั้นเป็นบุคคลพิเศษ แล้วเจ้าไปกันกี่คนล่ะ”

     “น่าจะไปกันแค่ 4-5 คนน่ะครับท่านพ่อ มีข้า ฟลอล่า และรุ่นพี่ ที่เป็น E.M. สายอาวุธอันดับต้นๆของสำนักคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งเป็น E.M. สายอัญเชิญ ส่วนคนสุดท้ายเจ้าสำนักยังไม่ได้บอกข้าว่าเป็นใครบอกแค่ว่า จะรู้ตอนออกเดินทาง”

     “แค่ 4-5 คนเองหรือแล้วฟลอล่านี่เป็นลูกสาวของ เฟร็ด ที่อยู่ใกล้ลานกลางหมู่บ้านใช่รึเปล่า” เรร่าถามขึ้นมาแล้วหันไปมองหน้าสตาร์แบบสงสัย

     “ใช่ครับท่านแม่ นางเป็นผู้ที่ถนัดด้านการรักษาที่สุดในสำนักครับ เห็นว่าหลังจากข้าออกเดินทางไปกับเจ้าสำนัก นางได้ศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพร และการรักษาพยาบาลอย่างหนัก จนตอนนี้อาจารย์พยาบาลของนางยังไม่อาจเทียบได้เลย”

     “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก คนที่ 5 ที่จะไปด้วยคือข้าเองความจริงท่านเจ้าสำนักสั่งว่าห้ามปรากฏตัวออกมาจนกว่าสตาร์จะไปแล้ว แต่ในเมื่อข้าเปิดเผยตัวแล้วถึงบอกก็คงไม่เป็นไรแล้ว ข้าจะคอยดูแลน้องเอง” ฟาร์พูดขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นสีหน้าเป็นห่วงของพ่อและแม่
เรร่าได้ยินแบบนั้นก็เริ่มยิ้มออก แล้วพูดว่า “งั้นข้าก็หมดห่วง ฝากเจ้าดูแลน้องเจ้าและฟลอล่าด้วยแล้วกัน”

     “ได้ครับข้าจะทำให้ดีที่สุด” แล้วหันกลับมายิ้มให้กับสตาร์

     “แล้วพวกเจ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่หรือ” มารช์ถามขึ้นมาบ้าง

     “อีกประมาณ 3-4 วันเราก็จะออกเดินทางครับ มะรืนนี้ข้าจะต้องกลับสำนักน่าจะใช้เวลาเดินทาง1 วัน เมื่อถึงสำนักก็เตรียมสัมภาระ รุ่งขึ้นก็ออกเดินทางครับ” สตาร์ตอบ เมื่อมารช์ได้ยินก็ให้ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าวด้วยกัน คืนนั้นเป็นคืนที่มีความสุขมากเพราะ นานๆครั้งสตาร์และฟาร์จะกลับมาพร้อมกันซักครั้ง

     เมื่อกินกันอิ่มแล้วทุกคนก็อยู่คุยกันอีกพักนึงแล้วจึงแยกย้ายไปพักผ่อน มารช์ได้ยืนมองดวงจันทร์ที่ส่องสว่างจากทางหน้าต่าง เรร่าที่เห็นว่านานแล้วยังไม่เข้านอนเสียทีออกมาเห็นก็ถามว่า

     “ท่านพี่ ท่านกังวลเราที่ลูกเราทั้งสองต้องเผชิญใช่ไหม”

     “ข้าไม่ได้ห่วงแต่ลูกของเราหรอก แต่ข้าห่วงว่าทุกสิ่งจะไม่เป็นดังที่ควรจะเป็นมากกว่า”

     “ท่านห่วงว่าลูกเราจะพ่ายแพ้หรือ”

     “ใช่ข้าห่วงว่าลูกเราจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกนั้น จนกลายเป็นว่าเต้นไปตามที่ ลัทธิอามาเร็ก กำหนดไว้”

     “แต่ท่านอย่าพึ่งกังวลไปเลยในเมื่อมันยังไม่เกิด กังวลไปก็เท่านั้น”

     “ที่เจ้าพูดก็ถูก งั้น พรุ่งนี้เรามาทำให้ลูกลืมเรื่องการเดินทางซักวัน พวกเค้าจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่”

     “ก็ดีท่านพี่” แล้วทั้งสองก็มองดวงจันทร์ที่อยู่บนฟากฟ้าภาวนาให้ทุกสิ่งจบลงด้วยดี.......

ตัวอย่างตอนต่อไป


     คณะเดินทางได้มารวมตัวกัน ทั้งหมดจะเดินทางไปที่สำนักใด แล้วลัทธิอามาเร็กก็เริ่มเคลื่อนไหว  แผนการนั้นจะเป็นเช่นไรติดตามได้เร็วๆนี้

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 13.06.08 at 22:15:20

ยังมีใครอ่านอยู่ไม๊ครับเนี่ย

ช่วยติชมด้วยนะคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบ

Title: Re: Element knight 1-4
Post by jark_kaizer on 14.06.08 at 10:36:46

ยังอ่านอยู่เรื่อยๆครับ  เป็น Epic ไปเลยนะเนี่ย เก่งจัง  :D :D

Title: Re: Element knight 1-4
Post by supersentai on 15.06.08 at 13:45:39

สนุกครับทำเกมออกมาคงน่าสนุก ถ้ายาวกว่านี้ร่วมเล่มเลยครับพี่ 8)

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 15.06.08 at 20:47:17



supersentai wrote on 15.06.08 at 13:45:39:
สนุกครับทำเกมออกมาคงน่าสนุก ถ้ายาวกว่านี้ร่วมเล่มเลยครับพี่ 8)


กะว่าแต่งจบจะเอาไปเสนอสำนักพิมพ์อยู่ครับ คิดโครงเรื่องไว้น่าจะซัก 20 ตอนได้

รวมๆก็ประมาณ 140-150 หน้า A4 ได้

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 20.06.08 at 22:57:15

ตอนที่ 5

ตำนานบทใหม่เริ่มต้น


     เวลา 1 วันอันแสนสุขได้ผ่านไป มารช์และเรร่าได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อเป็นการเลี้ยงส่งให้ ลูกทั้ง 2 งานเลี้ยงนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เมื่อถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

     ในที่สุดยามเช้าก็มาเยือน สตาร์และฟาร์ตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เพื่อจะจัดเตรียมสัมภาระ เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยก็เป็นเวลา 6 โมงเช้าพอดี ทั้งคู่จึงไปลาพ่อและแม่แล้วไปยังจุดนัดพบที่รับฝากพาหนะประจำหมู่บ้าน  เมื่อไปถึงก็พบกับฟลอล่าที่มารออยู่แล้ว ฟลอล่าตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว ไว้ผมยาวแต่ผูกเป็นเปียเพื่อความทะมัดทะแมง จัดว่าเป็นสาวสวยคนนึงทีเดียว เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินมาก็ทัก
“มากันแล้วเหรอ...ข้าเตรียมเมดิสไว้รอแล้ว”

     เมื่อทั้งคู่ได้ยินเสียงทัก ฟาร์ก็เอามือดันหลังน้องชายเป็นเชิงว่าให้รีบไป สตาร์นั้นใจหนึ่งก็อายแต่เมื่อพี่ชายเปิดโอกาสให้ก็รีบเดินไปหา

     “ฟลอล่า....ขอบใจนะที่เตรียมเมดิสให้พวกเรา แต่ความจริงเจ้าไม่น่าลำบากเลย”

     “นิดหน่อยน่า แล้วนี่พวกเจ้ากินอะไรมาหรือยัง ถ้ายังก็ไปกินกันที่โรงแรมกันก่อน”

     “พวกเราน่ะเรียบร้อยแล้ว ว่าแต่เจ้าเถอะเรียบร้อยรึยัง”

     “ข้าก็จัดเรียบร้อยแล้วหล่ะ”

     ฟาร์ที่พึ่งเดินมาสมทบแต่ได้ยินการสนทนาทั้งหมดก็บอกว่า “งั้นออกเดินทางเลยแล้วกัน”

     แล้วทั้งหมดก็ขึ้นตัวเมดิสไป ทั้งสามล้วนเป็น E.C. ที่สามารถใช้พลังแห่งลมได้ และสามารถประยุกต์ใช้ E.C. ในการเดินทางได้ แต่การขี่ตัวเมดิสนั้นสามารถประหยัดพละกำลังได้มาก อีกทั้งยังเดินทางได้เร็วกว่าการใช้ E.C. การเดินทางนั้นยังสามารถใช้ จุดเคลื่อนย้ายได้แต่เนื่องจากไม่อยากให้มีใครได้รับรู้ว่า Element glove กลับคืนมาแล้ว การเดินทางโดยผ่านจุดเคลื่อนย้ายนั้น ต้องผ่านเครื่องตรวจสอบ เพื่อจะตรวจว่ามีวัตถุที่เป็นอันตรายหรือไม่ แล้วยังสามารถตรวจจับพลังของ E.C. รวมทั้งแหล่งกำเนิดพลังได้ ซึ่ง Element gloveก็เป็นหนึ่งในวัตถุที่มี E.C. เป็นของตัวเอง

     กว่าทั้งสามจะถึงสำนักก็เป็นเวลาสายของอีกวันหนึ่งแล้ว เมื่อนำตัวเมดิสกลับไปเก็บยังคอกแล้วรีบไปรายงานตัวกับเจ้าสำนักทันที พบชายและหญิง อายุประมาณ 28-29 คู่หนึ่งยืนรออยู่ด้วย

     “ฟาร์ข้าได้อ่านจดหมายที่เจ้าผูกมากับขาพิราบของสำนักเราแล้ว สรุปว่าเจ้าผ่านการทดสอบแล้ว ตอนนี้เจ้าเป็น E.M. เต็มตัวแล้ว ส่วน 2 คนที่อยู่ตรงนั้น คือ แลนซ์ และ มิไร ทั้งสองคนนี้จะคอยคุ้มกันพวกเจ้าเวลาเดินทาง”

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 20.06.08 at 23:01:45

     เมื่อหันไปมอง ทั้งสองก็พยักหน้าให้เป็นการทักทาย “เอาหล่ะพวกเจ้าจงทำความรู้จักและไปเตรียมตัวซะ พรุ่งนี้เช้าพวกเจ้าต้องออกเดินทางกันแล้ว” เมื่อพูดจบรากัสก็เดินจากไปปล่อยให้ทั้ง 5 ทำความรู้จักกัน

     “ข้านักดาบอัคคีพิโรธ แลนซ์ ยินดีที่ได้รู้จัก E.C. ที่ข้าใช้ได้คือ ไฟและดิน” แลนช์เป็นชายรูปร่างล่ำสัน สูงประมาณ 175 ซ.ม. ผิวดำแดง ผมสีน้ำตาล แต่งตัวเป็นชุดแบบที่นักดาบนิยมใส่ คือชุดเกราะหนังแบบอ่อน

     “ข้านักอัญเชิญแห่งวารี มิไร ยินดีที่ได้รู้จัก E.C. ของข้าคือ น้ำและแสง” มิไร เป็นสาวสวยผิวขาว ผมสั้นทอง ดูท่าทางทะมัดทะแมง รูปร่างสมส่วน สวมเสื้อคลุมทับเสื้อสีขาว

     “ข้า ฟาร์ เป็นนักธนู ใช้ E.C. ลม สายฟ้า และไฟ”

     “ข้า ฟลอล่า ถนัดด้านการรักษาและการใช้ E.C. จู่โจมจากระยะไกล และการอัญเชิญเล็กน้อย ใช้ E.C. ลมและน้ำแข็ง”

     “ข้า สตาร์ ถนัดการต่อสู้ด้วยวิชาหมัดมวย ใช้ E.C. ได้ทุกชนิด”

     เมื่อสตาร์แนะนำตัวเสร็จ แลนซ์ และ มิไร ก็มองหน้ากัน แล้วเหลือบมองไปที่แขนซ้ายของสตาร์ และแลนซ์ ก็พูดขึ้นมาว่า “เจ้านี่เองที่เป็นเจ้าของ Element armguard ยังอายุน้อยอยู่แต่เกือบจะได้เป็น E.M. แล้วแสดงว่ามีพรสวรรค์และขยัน”

     “เจ้ากับฟลอล่าแยกย้ายไปเตรียมตัวได้แล้ว ข้า มิไรและฟาร์จะปรึกษากันเรื่องเส้นทางซักครู่ พรุ่งนี้เช้า 6โมงมารอพบเจ้าสำนักที่ลานกว้าง”
เมื่อสั่งเสร็จก็สตาร์และฟลอล่าแยกย้ายกันไปจัดเตรียมสัมภาระ รุ่งเช้าก่อนที่จะออกเดินทางรากัสเดินมาหาทั้ง 5 ที่รออยู่หน้าสำนัก  “ข้ามีของจะมอบให้พวกเจ้า” แล้วศิษย์ที่เดินตามหลังมาก็เดินมาด้านหน้าแล้วเปิดกล่องตรงหน้าทั้ง 5 ในนั้นมีแหวนอยู่ 5 วง และกำไล อีก 2 อัน

     “ข้าขอมอบ แหวนขยายพลัง ให้เจ้าคนละวง ส่วนสตาร์และฟลอล่า เจ้าสองคน ข้าขอมอบกำไลแห่งสัญญา แก่เจ้า แหวนนั้นเมื่อใส่แล้วพลังที่เจ้าสามารถใช้ได้จะมากกว่าเดิม ส่วนกำไลเมื่อสวมใส่แล้วแค่เจ้าคิดก็สามารถใช้พลังได้ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าทั้งหมดต้องเจอกับอะไรบ้าง ก็ขอให้เข้มแข็ง และร่วมมือกัน สามัคคีเท่านั้นถึงจะผ่านไปได้”

     “ครับ/ค่ะเจ้าสำนัก” ทั้งหมดตอบรับพร้อมกันแล้วหยิบแหวนมาสวม แหวนนั้นทำจากเงินธรรมดาดูภายนอกไม่มีอะไร แต่เมื่อมองไปด้านในจะพบกับอักขระสลักอยู่ทั้งวง กำไลก็เช่นกันเมื่อสวมเสร็จก็ลาเจ้าสำนักและเพื่อนร่วมสำนัก แล้วขึ้นตัวเมดิสออกเดินทางไป

     “เราจะไปที่ไหนกันก่อนดี....” สตาร์ถามขึ้นหลังจากเดินทางออกจากสำนักมาแล้ว แลนช์ก็หันมาตอบว่า “เมื่อคืนพวกข้าทั้ง 3 คนตกลงกันว่าจะเดินทางไม่ที่ สำนัก Spark breathe ที่อยู่ทางตะวันออกแล้วจะเดินทางเข้า อควอแลนด์ ไปยังสำนักอื่นๆ”

     “แล้วคืนนี้ข้าและมิไรจะทดสอบเจ้าและฟลอล่าดูว่ามีทักษะขนาดไหน แล้วต้องฝึกฝนพวกเจ้าในด้านใดบ้าง”

     สตาร์และฟลอล่ามองหน้ากันแล้วส่งสายตาประมาณว่า ออกเดินทางกันแล้วยังต้องเจอการฝึกอีกหรือนี่ แต่ทั้งคู่ก็ตอบรับ แล้วเดินทางต่อไปเมื่อมาถึงทะเลสาบลองเลค เดินทางอีกประมาณเกือบวันก็จะถึงหมู่บ้าน เกรททรี หมู่บ้านที่ใกล้เมือง ฟรอเทสที่เป็นที่ตั้งของสำนัก Spark breathe ที่สุด

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 20.06.08 at 23:09:54

     เมื่อตั้งเต็นท์กันเรียบร้อย ฟาร์ก็ขอตัวไปหาอาหารเพื่อปล่อยให้แลนซ์ทำการทดสอบ แลนซ์และมิไร เมื่อเห็นว่าฟาร์ไปแล้วก็เรียก สตาร์และฟลอล่า มาเพื่อทำการทดสอบ มิไรจะทำการทดสอบฟลอล่า ส่วนแลนซ์จะทดสอบสตาร์เองเมื่อแยกคู่แล้ว แลนซ์และมิไรก็นำอาวุธออกมาจากปุ่มที่เข็มขัด เข็มขัดของสำนักนั้นเป็นอุปกรณ์พิเศษ สามารถเก็บอาวุธและของต่างๆไว้ได้ แต่มีข้อแม้คือ 1 ช่องจะสามารถใส่ของได้แค่ชิ้นเดียว ที่เข็มขัดจะมีปุ่มอยู่ ข้างละ 1 ปุ่ม

     เมื่อทั้งสองกดปุ่มเสร็จก็มีดาบใบกว้างปรากฏขึ้นในมือของแลนช์ ส่วนมิไรนั้นเป็นคทา บนยอดมีลูกแก้ว รอบลูกแก้วนั้น มีวงกลมสองวงไขว้กันอยู่

     สตาร์เมื่อเห็นว่าแลนซ์ตั้งท่าต่อสู้แล้ว จึงลองของที่ได้รับมา เมื่อคิดจะใช้วิชาประจำตัว ก็มีเปลวไฟ พายุหมุน ดินและน้ำปรากฏขึ้นที่แขนขา “สะดวกดีแฮะกำไลนี่” สตาร์พูดขึ้นเมื่อเห็นว่าสามารถใช้วิชาถนัดได้ง่ายเพียงแค่คิดเท่านั้น ส่วนฟลอล่าก็เอามีดสั้นยาวประมาณ 13-14 นิ้วออกมาจากเข็มขัด

     แลนซ์เห็นสตาร์เตรียมพร้อมแล้วก็พุ่งเข้าจู่โจม แต่สตาร์ก็ฉากหลบไปด้านขวาแล้วศอกด้วยแขนซ้ายใส่ท้ายทอยทันที แลนซ์ก็เอาดาบมากันไว้ได้ แล้วดาบก็มีไฟลุกขึ้นมา “เก่งไม่เบานี่ แต่ยังมีช่องว่างอีกเยอะ” เมื่อแลนซ์พูดจบ ก็ใช้ดาบเพลิงฟาดจากบนลงล่างทั้งอย่างนั้น สตาร์ก็คอยหลบและจู่โจมสวนกลับบ้าง เมื่อแลนซ์ทดสอบจนพอใจแล้วก็ใช้ดาบเพลิงแทงไปด้านหน้าเร็วๆ 6 ครั้ง เปลวไฟจากดาบก็พุ่งมาเป็นลูกไฟ 6 ลูก สตาร์ที่เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจู่โจมแลกกันได้ก็ถอยออกมา แล้วก็ใช้ขาซ้ายเตะออกไปเป็นกระสุนน้ำ 6 ลูกเข้าปะทะกับลูกไฟ

      เมื่อไฟและน้ำมาปะทะกันก็เกิดเป็นไอน้ำขึ้น  สตาร์มองไม่เห็นคู่ต่อสู้ก็ได้แต่รอดูท่าที แล้วก็มีสิ่งหนึ่งมาวางอยู่บนบ่าของตน เป็นแลนซ์ที่มาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เอาดาบมาจ่อคออยู่

     “เจ้าแพ้แล้ว”

     สตาร์ก็คลายพลังของตนหันมาหาแล้วตอบว่า “ข้าแพ้แล้วจริงๆโปรดชี้แนะด้วย”

     ด้านฟลอล่า เมื่อเห็นว่ามิไรไม่ยอมบุกก็ พุ่งเข้าจู่โจมก่อน แต่ก็ถูกคทากันไว้แล้วหวดกลับมา ขณะที่จะถูกคทาหวดใส่ก็ถอยออกไปแล้วขว้างมีดสั้นใส่ มิไรเห็นก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วใช้คทากัน เมื่อมีดสั้นถูกคทาก็เกิดน้ำแข็งหุ้มทั้งอันรวมไปถึงมือของผู้ใช้ทันที เพราะพลังของกำไลทำให้สามารถใช้พลังได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำอัญเชิญ

     “ข้าประมาทเจ้าไปหน่อยนะ ฟลอล่า หมดเวลาสนุกแล้ว” เมื่อมิไรพูดจบก็มีแสงสว่างสีน้ำเงินจากพื้นดินตรงหน้าเป็นวงแหวนเวท แล้วก็มีเสือที่มีสีฟ้าทั้งตัวปรากฏตัวขึ้น E.C. สายอัญเชิญนั้นสามารถใช้พลังของตนอัญเชิญสัตว์เทพมาต่อสู้ได้ แต่มีข้อแม้คือต้องชนะหรือทำให้สัตว์เทพตัวนั้นๆยอมรับให้ได้ สัตว์เทพนั้นแม้จะมีรูปร่างและสัมผัสได้ แต่ก็ไม่ใช่ร่างจริงเพราะเกิดจากพลังของผู้อัญเชิญ

     “เอาหล่ะลองดูซิว่าเจ้าจะทำยังไง ฟลอล่า” เมื่อมิไรจะสั่งให้สัตว์เทพของตนเข้าจู่โจมก็มีวงแหวนเวทเกิดที่พื้นหน้าฟลอล่าเช่นกัน แต่แสงจากวงเวทเป็นสีฟ้า แล้วก็มีหมียักษ์ปรากฏตัวขึ้น หมียักษ์ตัวนี้มีร่างเป็นน้ำแข็งทั้งร่างเพราะเกิดจาก E.C. ธาตุน้ำแข็ง

     เมื่อมิไรเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจ แล้วสั่งให้เสือของตนวิ่งเข้าไปจู่โจมหมียักษ์ ส่วนตัวเองก็ไปต่อสู้กับฟลอล่า การต่อสู้ของสัตว์เทพนั้นสูสีกัน แต่ฟลอล่านั้นถนัดการจู่โจมจากระยะไกลมากกว่าเมื่อถูกพัวพันในระยะใกล้ก็ไม่สามารถสู้ได้เต็มที่ทำให้ตกเป็นรอง

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 20.06.08 at 23:14:25

     เมื่อเวลาผ่านไปฟลอล่าที่ทั้งต่อสู้ไปด้วยและบังคับสัตว์เทพไปด้วยก็หมดแรง เพราะไม่เคยต้องต่อสู้ไปบังคับไปแบบนี้ ก็ยอมแพ้

     เมื่อการทดสอบจบลง ทั้งหมดก็มารวมตัวกัน แลนซ์ได้ขอตัวไปปรึกษากับมิไรก่อน เมื่อกลับมาก็ให้คำแนะนำทั้งสอง

     “สตาร์เจ้าฝีมือดี....แต่การจู่โจมตรงไปหน่อย และไม่ค่อยจะหาวิธีจู่โจมต่อเนื่อง เจ้าต้องปรับปรุงในข้อนี้ แล้วต้องฝีกการต่อสู้โดยไม่ใช้ E.C. มากกว่านี้ เจ้าพึ่งมันมากเกินไป อีกทั้งวิชาและพลังที่เจ้าใช้นั้นมีเยอะเกินไป ทำให้เจ้าไม่ถนัดอะไรเป็นพิเศษ การที่ใช้ได้หลายอย่างนั้นก็มีข้อดีและข้อเสีย”

    เมื่อแลนซ์ให้คำแนะนำสตาร์แล้ว มิไรก็ให้คำแนะนำฟลอล่าบ้าง

     “ฟลอล่าเจ้ารู้จักพลิกแพลงใช้ได้และยังสามารถใช้พลังได้ทั้งสองสาย ทั้งเสริมความสามารถ และสายอัญเชิญ สัตว์เทพก็แข็งแกร่ง แต่จุดอ่อนอยู่ที่ตัวเจ้าเอง เจ้ายังไม่สามารถที่จะควบคุมไปด้วยต่อสู้ไปด้วยได้ และความอดทนของเจ้ายังต่ำ แต่ก็ยังสามารถฝึกฝนกันได้” เมื่อสตาร์และฟลอล่าได้ยินก็ยอมรับด้วยใจจริง

     “แต่เจ้าทั้งสองไม่ต้องห่วงไป ที่ท่านเจ้าสำนักให้เราทั้งสาม ออกเดินทางมาด้วยเพื่อจะฝึกสอนเจ้า โดยข้ามีหน้าที่ฝึกสอนเจ้าสตาร์ ส่วนฟลอล่านั้นเป็นหน้าที่ของฟาร์และมิไร” เมื่อพูดจบฟาร์ก็เดินออกมาจากป่าพร้อมผลไม้และหมูป่า 1 ตัว “ไงทดสอบกันเสร็จแล้วคงจะหิวกันแล้วซิ ขอเวลาข้าจัดการหมูป่าซักครู่” เมื่อพูดจบก็หลบไปในป่าเมื่อออกมาหมูป่าก็ถูกควักเครื่องในถลกหนังแล้วย่าง เมื่อจัดการอาหารเรียบร้อยก็แยกกันไปนอนยังเต็นท์ของตน

     รุ่งเช้าเมื่อจัดการอาหารกันเรียบร้อยแล้วก็จัดสัมภาระแล้วเดินทางต่อ ระหว่างทางแลนซ์ได้สอนสตาร์ถึงเทคนิคการจู่โจมต่างๆ และการประยุกต์ใช้ E.C. และลูกเล่นต่างๆ ด้านฟลอล่า มิไรได้สอนเทคนิคการแยกสมาธิ เมื่อถึงเวลาบ่ายก็ถึงหมู่บ้านเกรททรี หมู่บ้านนี้ บ้านทุกหลังล้วนถูกสร้างขึ้นมาในต้นไม้ ทำให้ดูร่มรื่นและสงบสุข แต่บรรยากาศในเมืองกลับเงียบเหงา กว่าที่ควรจะเป็น

     ฟาร์ที่สังเกตความผิดปกติตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าเมืองแล้วก็ลงไปสอบถามจากชายคนหนึ่งคนที่เดินอยู่แถวนั้น

     “พี่ชายทำไมหมู่บ้านถึงเงียบแบบนี้ล่ะ”

     “เจ้าจะเดินทางไปที่เมืองฟรอเทสใช่ไหม จงเปลี่ยนใจซะเถอะ ตอนนี้แถบนี้มี งู 8 หัวแวนการด์ฝูงหนึ่งอาละวาดอยู่ เราส่ง E.C. ไป 20-30 คนแล้วแต่ไม่มีใครสามารถปราบมันลงได้เลย เส้นทางการเดินทางค้าขายของหมู่บ้านเราก็ถูกตัดขาดมากว่าครึ่งปีแล้ว พวกเจ้าสามารถเข้ามายังหมู่บ้านนี้ได้อย่างปลอดภัยก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อแล้ว

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 20.06.08 at 23:18:11

     พวกสตาร์ได้ฟังก็เกิดความสงสัย เพราะปกติถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ น่าจะมีคนมาขอความช่วยเหลือจากที่สำนัก ฟาร์เหมือนรู้ว่าทุกคนก็สงสัยเหมือนกันก็เป็นตัวแทนในการสอบถาม

     “แล้วทำไมพวกพี่ชายไม่ไปขอความช่วยเหลือจากสำนัก Gale of destiny ล่ะ”

     “พวกข้าก็ส่งคนไปแล้ว แต่ไม่มีใครรอดกลับมาไปได้เลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนเมื่อเดินทางออกไปไม่นานก็จะมีคนพบศพอยู่ ในป่าใกล้ๆ”

     “มิน่าพวกเราถึงออกเดินทางมาโดยไม่ได้ข่าวจากแถบนี้เลย แล้วเครื่องมือสื่อสารล่ะ พี่ชายความจริงในหมู่บ้านต้องมีไม่ใช่หรือ”

     “ไอ้มีมันก็มีหรอก แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันไม่สามารถใช้ได้พร้อมๆกับพวกงูบ้านั่นมา”

     เมื่อทั้ง 5 คนได้ยินดังนั้นก็มองหน้ากัน แล้วก็ขอบคุณชายคนนั้นที่ให้ข้อมูล แล้วเดินจากมา

     “เราหาที่พักกันก่อนแล้วกัน แล้วค่อยคุยกัน ข้าเห็นโรงแรมเล็กๆอยู่ทางด้านนั้น” มิไรพูดขึ้นแล้วชี้ไปยังลานกลางเมือง ที่มิไรชี้ไปนั้นเป็นโรงแรมกึ่งร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง ทั้งหมดก็เห็นดีด้วย

     ในโรงแรมนั้นตกแต่งอย่างง่ายๆมีของประดับพื้นๆ แต่เข้ากับสถานที่ ชั้นล่างเป็นร้านอาหาร ส่วนชั้นบนเป็นห้องพักจำนวน 6-7 ห้อง แต่ในตอนนี้มีแขกพักเพียงแค่ 2 ห้องเท่านั้น พวกสตาร์จึงสามารถเข้าพักได้อย่างสบาย โดยแบ่งเป็นห้องชายห้องหนึ่ง หญิงห้องหนึ่งเมื่อนำของเก็บแล้วก็มารวมกลุ่มกันที่โต๊ะด้านล่าง

     “ข้าว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีเบื้องหลัง การที่สัตว์กลายพันธุ์จะออกอาละวาดพร้อมกับเครื่องส่งเสียนั้น ฟังยังไงก็เป็นเรื่องแปลก ต้องคนชักใยอยู่เบื้องหลังแน่ๆ” แลนซ์เป็นผู้เปิดประเด็นขึ้นมา

     “ใช่” มิไรเสริมทันที “ปกติสัตว์กลายพันธุ์พวกนี้ไม่ค่อยจะมายุ่งกับ มนุษย์การที่มันมา ทำร้ายมนุษย์นั้นมีแค่ 2 กรณี คือเข้าไปทำร้ายมันก่อน กับบุกรุกถิ่นของมัน แต่หมู่บ้านนี้ตั้งมานานแล้ว จึงไม่มีทางที่จะไปบุกรุกมันแน่ สัตว์กลายพันธุ์พวกนี้ปกติจะไม่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีคนอยู่” ทุกคนที่ได้ฟังการวิเคราะห์ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

     “พี่มิไรในฐานะที่พี่รอบรู้ด้านสัตว์กลายพันธุ์ที่สุดในพวกเรา ท่านพอจะรู้ถึงลักษณะพิเศษของ งูแวนการด์ บ้างหรือไม่?” สตาร์ถามแล้วหันหน้าไปมองมิไร

     “งูแวนการด์ ส่วนใหญ่จะมีหัว 5-8 หัว มีความยาวประมาณ 5-6 เมตรแต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกก็ยาวประมาณ 15 เมตร งูแวนการด์นั้นปกติจะอาศัยอยู่ตามป่าลึก อยู่รวมเป็นฝูงๆละ 30-50 ตัว ไม่ค่อยจะออกมาตามป่าชายหมู่บ้านแบบนี้ และอย่างที่ทุกคนรู้ สัตว์พันธุ์ผสมนั้นจะมีพลังแห่งธาตุด้วย สำหรับเจ้างูชนิดนี้ คือดินและความมืด พิษของมันสามารถทำให้เหยื่อถึงตายได้ ในเวลาไม่นาน สามารถพลางตัวในความมืดได้ เกล็ดแข็งเหมือนหิน”

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 20.06.08 at 23:23:55

     เมื่อทุกคนฟังจบก็ ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ “แต่พี่มิไร.....เมื่อครู่ท่านบอกว่ามันมี 5-8 หัว แต่จากที่ชาวบ้านบอกมามันมี 8 หัวกลุ่มหนึ่ง อาจจะเป็นไปได้ว่ามันมี 8 หัวทั้งหมดนะ!!” ฟลอล่าพูดขึ้นมาบ้าง

     ฟาร์ที่นั่งฟังอยู่นานก็พูดขึ้นมาบ้าง “เท่าที่ข้ารู้มา....งูพวกนี้จะมีจะมีลักษณะพิเศษตรงที่ ถ้าอายุเยอะขึ้นจะมีหัวงอกขึ้นมาได้ มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่เกิดมาแล้วมี 8 หัวเลย และงูที่โตเต็มวัยแล้วส่วนใหญ่จะมีหัว 7-8 หัวทั้งหมด เป็นไปได้ว่าจะเป็นฝูงงูที่โตเต็มวัยแล้ว”

     แลนซ์จึงสรุปเรื่องราวทั้งหมดแล้วถามว่า “งั้นเราจะเอาไงดี มี 2 ทางคือบุกไปแล้วปราบงูและอาจจะรวมถึงคนที่บงการเบื้องหลัง และเดินอ้อมไปซึ่งไม่รู้ว่าไกลเท่าไหร่”

     ทุกคนก็มองหน้ากันแล้วตอบพร้อมกันว่า “ทางแรก” แลนซ์ก็ยิ้มออกมา “ข้ากะแล้วว่าพวกเจ้าต้องตอบแบบนี้ แต่เราต้องวางแผนกันก่อน การต่อสู้ระยะประชิดกับมันคงจะลำบาก ยกเว้นเจ้าสตาร์ ถ้าเจ้าสวมเกราะ งูพวกนั้นทำอันตรายเจ้าไม่ได้ และมันยังแพ้ธาตุลมอีก แต่คนที่อยู่เบื้องหลังมันคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ข้าจะวางแผนเอง ฟลอล่างานนี้เจ้ามีหน้าที่สำคัญที่สุด เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการต่อสู้ หน้าที่ของเจ้าคือต้องเตรียมยาถอนพิษไว้เผื่อฉุกเฉิน ส่วนสตาร์ข้าจะบอกแผนการเจ้าตอนเช้าพรุ่งนี้”

     ทุกคนก็รับคำ เมื่อแยกกันฟลอล่าได้ออกไปสอบถามชาวเมือง เพื่อถามถึงรายละเอียดเกี่ยวกับพิษ แลนซ์และมิไรและฟาร์ก็ได้ปรึกษากันเกี่ยวกับแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้ สตาร์เมื่อเห็นว่าทุกคนมีหน้าที่แต่ตนยังไม่มีอะไรให้ทำก็ ไปฝึกเพลงหมัดเป็นการฆ่าเวลาที่ลานหน้าโรงแรม เมื่อฝึกไปได้ซักพัก ฟลอล่าเดินมาหาแล้วขอร้องให้ไปช่วยเตรียมตัวยา สตาร์ก็รับคำอย่างว่าง่าย แล้วทั้งคู่ก็เดินเข้าเดินออกร้านสมุนไพร รวมทั้งร้านขายยาเป็นว่าเล่น กว่าจะได้ของครบก็ของก็เต็มสองมือของสตาร์แล้ว เมื่อกลับมาถึงโรงแรมฟลอล่าก็ขอตัวไปปรุงยาสตาร์จะตามไปช่วยแต่ฟลอล่าห้ามไว้และบอกว่า การปรุงยานั้นห้ามผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว และใช้เวลานาน จึงต้องใจเย็นและละเอียดถี่ถ้วน สตาร์ได้ฟังก็ยอมให้หญิงสาวไปผสมตัวยาเพียงลำพังส่วนตัวเองจะไปฝึกวิชาต่อ

     รุ่งเช้า เมื่อทุกคนเตรียมตัวเรียบร้อยฟลอล่าได้นำยามาให้คนละ 1 ถุงเล็กๆด้วยท่าทางของคนที่อดนอนมาทั้งคืน ในถุงมียาลูกกลอนเม็ดเล็ก 20-30 เม็ด พร้อมทั้งบอกว่าต้องกินครั้งละ 3 เม็ดถายใน 5 นาทีถ้าโดนกัด แลนซ์จึงสั่งให้ไปพักผ่อนแต่ฟลอล่าไม่ยอมจึงจะตามไปให้ได้ เถียงกันอยู่พักหนึ่ง อยู่ๆฟลอล่าก็หลับไป เป็นฝีมือสตาร์ที่แอบใช้ E.C. แห่งความมืด

     E.C. แห่งความมืดนั้นจะเน้นไปด้านการสะกดและพิษการพรางตัว การที่คนอื่นไม่หลับไปด้วยนั้นเพราะสตาร์เจาะจงให้สะกดฟลอล่าคนเดียวเท่านั้น แต่การจะสะกดมีข้อจำกัดอยู่คือ คนที่ถูกสะกดต้องไม่สนใจผู้ที่จะทำการสะกด ผู้ที่จะทำการสะกดต้องเพ่งจิตไปที่คนๆนั้นเท่านั้น และสุดท้ายคือทั้งสองจะต้องรู้จักกันเท่านั้น นั่นคือกฎที่สตาร์รู้แม้จะยังสงสัยกับข้อสุดท้าย แต่ก็ยังไม่เคยละเมิดไปสะกดคนอื่นแม้แต่ครั้งเดียว

Title: Re: Element knight 1-4
Post by Mr.T2526 on 20.06.08 at 23:28:45

สตาร์นั้นเมื่อเห็นเหตุการณ์ก็ตะลึงไปชั่วครู่ เมื่อตั้งสติได้ก็นำลูกแล้วจากแขนไปติดตั้งที่หลังมือ เกิดเป็นแสงส่องสว่างขึ้น เมื่อแสงจางลงเกราะแห่งสายลมก็มาสวมที่ตัวของสตาร์แล้วหันไปบอกพรรคพวกว่า “รบกวนพวกพี่ๆจัดการกับงูน้อยพวกนี้ที ข้าขอตัวไปเล่นกับตัวแม่ของพวกมันซักหน่อย” แล้วโดดทะยานไป พวกฟาร์เมื่อตั้งสติได้ก็หันไปจัดการกับ ชายชุดดำและพวกงูแวนการด์ที่เหลือ

     สตาร์เมื่อโดดมาอยู่เบื้องหน้างูยักษ์ก็ ตวัดมือทั้งสองข้างไปด้านหน้า เป็นรูปกากบาท ทำให้เกิดดาบสุญญากาศขึ้น แต่ก็ไม่ได้ระคายผิวงูแม้แต่น้อย เมื่อใช้พลังอย่างเดียวทำร้ายมันไม่ได้ ก็เอามือไปสัมผัสลูกแก้ว ก็เกิดเป็นลูกบอลแสงสีเขียวลอยมาตรงหน้า แล้วแสงนั้นก็เปลี่ยนจากทรงกลมกลายเป็นดาบคู่สีเขียวมรกต ดาบคู่นั้นมีลักษณะโค้งคล้ายปีกของนก ด้านสันดาบมีลักษณะคล้ายขนนก แล้วพุ่งเข้าไปจู่โจม แต่งูยักษ์นั้นแม้จะมีขนาดใหญ่มากแต่กลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ทำให้จู่โจมไม่ถูก

     เมื่อสตาร์จู่โจมพลาดงูตัวนั้นก็หันกลับมาแล้วพ่นพิษใส่ แม้จะมีชุดเกราะกันแต่ไอพิษก็ให้ความรู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด จึงตัดสินใจจะรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด แล้วพุ่งเข้าไปฟาดฟันอีกคำรบหนึ่ง คราวนี้สามารถฟันถูกแต่เกร็ดของมันหนามาก คมของดาบแม้จะคมและแข็งแกร่งแต่ก็ทำได้แค่รอยถลอกเล็กๆ

     เมื่อจู่โจมธรรมดาไม่ได้ผลคราวนี้จึงฟาดฟันไปโดยผสานกับ E.C. ธาตุลม ด้วยแรงทั้งตัว ทำให้สามารถฟันไปถึงเนื้อของมันได้ แต่ก็เข้าไปได้ไม่ลึก และการจะจู่โจมที่จุดเดิมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย งูยักษ์นั้นไม่ยอมอยู่นิ่งให้โจมตีที่จุดเดิม พร้อมทั้งพุ่งเข้ามาฉกกัดเต็มที่ แต่สตาร์ก็หลบได้ แม้จะไม่ถูกจู่โจมโดนจังๆแต่ไอระเหยจากพิษก็มีพิษ สายตาเริ่มพร่าพัว ทำให้พลาดท่าถูกงูใช้หางขนาดมหึมาฟาดเข้า

     สตาร์ที่ถูกฟาดกระเด็นมานั้นจึงตัดสินใจใช้พลังเฮือกสุดท้าย นำด้ามดาบทั้ง 2 เล่มมาประกบกันเกิดเป็นคันธนูขึ้น แล้วเอามือขวาแตะไปยังจุดเชื่อมต่อของด้ามดาบเกิดเป็นลูกศรแสงสีเขียวขึ้น แล้วหลับตาทำตามที่เคยฝึก ด้านงูยักษ์ก็รับรู้ถึงจิตคุกคาม รีบเลื้อยมาจัดการหวังเผด็จศึก

     เมื่องูเข้ามาในระยะสตาร์ก็ปล่อยลูกธนูออกไป ลูกธนูนั้นหมุนควงดุจสว่านเข้าแสกหน้างูยักษ์แทงทะลุเกล็ดที่หนาเข้าไป ไม่เพียงเท่านั้นขณะที่หมุนยังมีเกลียวสายลมโอบล้อม ทำให้เจาะทะลุไปจนถึงสมองของงู แล้วเกิดเป็นพายุขนาดย่อมในแนวนอน ฉีกร่างงูตัวนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

     จะมีใครคาดคิดงูยักษ์จะถูกลูกศรที่ขนาดเล็กนิดเดียวฆ่า ชายชุดดำแม้ว่าจะเห็นเหตุการณ์ก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตน แต่ด้วยต่อสู้พัวพันอยู่กับศัตรูถึง 3 คน จึงไม่อาจจะตกตะลึงได้นาน ขณะที่คิดจะหนีไปตั้งหลักก็ถูกดาบหนึ่งฟันเข้าที่ขาทำให้หนีไม่สะดวก แล้วล้มลงถูกดาบเล่มเดิมมาจ่อที่คอ เมื่อกำลังจะขอชีวิต รอยสักที่หลังมือขวาก็ขยายตัว แล้วดูดร่างกายลงไปจนหมด ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนของชายชุดดำ และความตกตะลึงของ ชายหญิงทั้ง 3

ตัวอย่างตอนต่อไป


     ทั้ง 5 เดินทางมาถึงเมืองฟรอเทสแล้ว จุดหมายคือ สำนัก Spark breathe การทดสอบแห่งสายฟ้าที่รอสตาร์อยู่คืออะไร ติดตามได้เร็วๆนี้

Title: Re: Element knight 1-7
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 21:31:29

ตอนที่ 6

เส้นทางแห่งสายฟ้า

     สตาร์เมื่อจัดการงูยักษ์เสร็จก็รีบตามมาสบทบ กับพรรคพวก เมื่อมาถึงก็พบกับเศษผ้าสีดำกองหนึ่ง อยู่ในวงล้อม “นี่มันเกิดอะไรขึ้นท่านพี่ทั้งหลาย ทำไมมันถึงหายไปได้” สตาร์ถามขึ้นมา แลนซ์นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นมา
     
     “สตาร์ ฟาร์ เจ้าทั้งคู่เคยเจอมันมาก่อนใช่หรือไม่”

     “ใช่แล้วแลนซ์ มันเคยมาทำร้ายคนในหมู่บ้านข้าเมื่อ 3-4 วันก่อน ตอนนั้นมันควบคุมตัวแอนท์ไลอ้อนในการต่อสู้ มันน่าจะเป็น E.C. สายความมืด” ฟาร์ตอบ

     “มันคงเป็นคนของลัทธิ อามาเร็กที่เจ้าสำนักเล่าให้ข้าฟัง งั้นทุกอย่างก็กระจ่างแล้ว”

     “ที่มันหายไปท่านทราบแล้วหรือว่าเพราะอะไร”สตาร์และฟาร์ถามขึ้นมาพร้อมกัน

     แลนซ์ก่อนจะตอบได้หันไปมองหน้ามิไรเป็นเชิงขอความเห็น มิไรก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าสมควรเล่าให้ฟังได้แล้ว

     “เฮ้อ....ไอ้เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็แค่เรื่องง่ายๆ แต่ทำใจที่จะเล่าลำบาก ลัทธิอามาเร็กนั้นจะมีบทลงโทษคนที่ทำพลาดหรือทรยศหักหลังอยู่ เจ้าทั้งสองคงรู้แล้วว่าสัญลักษณ์ของลัทธินี้มี 2 อย่างคือจะสวมเสื้อคลุมดำทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิง อีกสิ่งหนึ่งคือ ตราที่หลังมือขวา เพื่อใช้ยืนยันตั้งตน ตรานั้น เป็นเหมือนผนึกชนิดหนึ่ง ถ้าใครทรยศ หรือทำพลาดหลายหน ตรานั้นจะคลายผนึกออก แล้วความมืดที่ผนึกไว้จะกลืนกินคนๆนั้นไป”

     เมื่อสตาร์และฟาร์ได้ยินเรื่องราวก็เงียบไปครู่หนึ่ง เพราะไม่นึกว่าจะมีการควบคุมสาวกที่โหดเห*้ยมขนาดนี้ มิไรที่เห็นสถานการณ์เริ่มเครียดก็ชวนกลับไปดูฟลอล่าที่หลับอยู่ แล้วหันไปแซวสตาร์

     “สตาร์เจ้าเคยแอบใช้พลังนั้นสะกดสาวคนไหนบ้างรึเปล่าหรือว่า.........เจ้าเอาไว้สะกดฟลอล่าคนเดียว” แล้วยิ้มแบบมีเลศนัย

      สตาร์ได้ยินเข้าหน้าตาก็เริ่มแดง “พี่มิไร ท่านคิดได้ไงว่าข้าจะใช้พลังแบบนั้นพร่ำเพรื่อ ข้าไว้ใช้เวลาฉุกเฉินเท่านั้นเอง แล้วเมื่อตอนเช้าก็เป็นเรื่องสำคัญ”

       ฟาร์ได้ยินเข้าก็รู้ว่ามิไรต้องการทำให้พวกตนหาเครียด จะแซวน้องชายตัวเองบ้าง

     “นั่นซิมิไรคิดได้ไง เรื่องเมื่อเช้ามันสำคัญมาก คิดดูถ้าดวงใจของ Element knight เราเป็นอะไรไปเมื่อครู่เราคงไม่รอด”

     แลนซ์และมิไรได้ยินก็หัวเราะอออกมา ท่ามกลางใบหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงสุกของสตาร์แลนซ์ที่เริ่มเห็นว่าถ้าปล่อยให้แซวมากเข้าสตาร์จะทำอะไรไม่ถูกก็ตัดบทแล้วเดินนำกลับหมู่บ้าน

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 21:34:12

     เมื่อทั้งหมดกลับถึงหมู่บ้านก็พบกับฟลอล่าที่นั่งรออยู่ ด้วยความกังวลเมื่อเห็นว่าทุกคนกลับมาปลอดภัยหมดก็เปลี่ยนจากความกังวลแล้วกลายเป็นโกรธ แต่ความโกรธนั้นกลับมาลงที่คนที่หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเมื่อครู่เพียงคนเดียว

     “โอ๊ยๆๆๆๆๆ ฟลอล่าเจ้ามาทุบข้าทำไม ข้าแค่ทำตามที่พี่แลนซ์ต้องการเท่านั้นเอง”

     “ข้าจะไม่โกรธเลยถ้าคนที่สะกดข้าไม่ใช่เจ้า เจ้ารู้ไหมว่าข้าห่วงเจ้าขนาดไหน”พูดจบก็ร้องไห้ออกมา

     สตาร์คิดถึงคำกล่าวเก่าแก่บทหนึ่งว่า จิตใจคนนั้นยากแท้จะหยั่งถึง แต่ในตอนนี้สิถึงได้เข้าใจว่าจิตใจเพศตรงข้ามนี่คือสิ่งที่เข้าใจได้ยากที่สุด จึงเอามือจับมือของฟลอล่าไว้ให้หยุดทุบตี แล้วจ้องมองไปในดวงตาของฟลอล่าแล้วพูดว่า
     “ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วง ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก (ถ้าไม่จำเป็นนะ) และข้าจะรักษาตัวเองอย่างดีเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอีก”

      ฟลอล่าก็กลั้นสะอื้น แล้วพูดกลับไปว่า

      “เจ้าต้องรักษาคำพูดของเจ้านะ”

       “ได้ข้าสัญญา”แล้วทั้งสองก็จ้องหน้ากันเนิ่นนาน

      เหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งหมดนั้นยังอยู่ในสายตาของพยานอีก 3 คน

     “อะแฮ่ม เจ้าจะสวีทกันข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่ช่วยหลีกทางหน่อย เราที่เหลือจะได้ไปพักผ่อนบ้าง สู้กับพวกงูบ้านั่นเหนื่อยจนแทบจะล้มทั้งยืนแล้ว” แลนซ์พูดขึ้นมาแล้วยิ้มให้แบบแซวๆ เนื่องจากกลัวชาวบ้านจะมาเห็นเข้า

      สตาร์และฟลอล่านึกขึ้นได้ก็รีบปล่อยมือจากกันแล้วเดินเข้าไปในโรงแรมเพื่อพักผ่อน เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จู่ๆสตาร์ก็ล้มลง ฟาร์รีบวิ่งมาดูอาการของน้องตน พบว่าที่แขนมีรอยแดงเหมือนถูกน้ำกรดแล้วตัวร้อนคล้ายกับเป็นไข้

      “สตาร์ ตอนต่อสู้เจ้าพลาดถูกพิษงูเข้าหรือเปล่า”

      “ชะชะใช่พี่ฟาร์ ขะขะข้าไม่นึกว่ามันจะ ทะทะทะลุชุดเกราะมาได้”

      “ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าหน้าแดงเพราะเขิน แต่กลายเป็นว่าเจ้าถูกพิษเสียแล้ว! ฟลอล่าช่วยเตรียมยาแก้พิษที”

      ฟลอล่าจากตอนแรกที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบวิ่งไปที่ห้อง แล้วนำยาที่เก็บไว้สำรองมาผสมน้ำเล็กน้อย จนกลายเป็นครีมข้นแล้วส่งให้ฟาร์เพื่อเอาไปทาตามตัวตรงรอยนั้น แล้วกำชับให้กินยาแบบเม็ดเข้าไปด้วย

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 21:36:18

     รุ่งเช้าอาการของสตาร์ก็กลับเป็นปกติ เมื่อลงมาเจอหน้าฟลอล่าก็ขอบคุณ “ฟลอล่าขอบคุณมากสำหรับยาแก้พิษ แล้วก็พี่ฟาร์ พี่แลนซ์ขอบคุณมากที่ช่วยดูแลข้า” แลนซ์และฟาร์ก็พยักหน้าให้ ประมาณว่าไม่ต้องคิดมาก แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากฟลอล่าคือความเงียบ

     “ฟลอล่าเจ้าโกรธข้าหรือ ข้าขอโทษที่ไม่ระวังตัว ตอนที่ข้าถูกงูพ่นพิษใส่ ข้าสวมเกราะอยู่ ข้าก็นึกว่าไม่เป็นไร ใครจะไปรู้ว่าพิษงูบ้านี่จะร้ายแรงขนาดที่ซึมเข้ามาในเกราะได้ล่ะ”

     “ใครว่าข้าโกรธเจ้า ข้าโกรธตัวเองต่างหาก ข้าผิดเองที่ไม่ทันสังเกตความผิดปกติของเจ้า” เมื่อพูดจบน้ำตาก็เริ่มซึมออกมา

      สตาร์จะปลอบแต่ก็ทำอะไรไม่ถูก จึงเดินไปแล้วเอามือลูบหลังฟลอล่า พลางนึกถึงคำสัญญาที่พึ่งให้แก่กันเมื่อวานนี้ พึ่งสัญญากันแค่แป๊ปเดียวเรากลับทำตามไม่ได้ซะแล้ว เรานี่มันแย่จริงๆ ไม่น่าเกิดมาเป็นลูกผู้ชายเลยที่ต้องมาทำให้ผู้หญิงเสียน้ำตาเช่นนี้

      มิไรเห็นเหตุการณ์เริ่มจะบานปลาย ก็รีบเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ “ไม่ใช่ความผิดเจ้าทั้งคู่หรอก เรื่องนี้ไม่มีใครผิดทั้งหมดมันก็แค่อุบัติเหตุ ในเมื่อมันจบแล้วก็แล้วกันไปเถอะ”

     “สตาร์เจ้าก็มากินอาหารเช้าซะ แล้วเราจะได้เดินทางกัน” แลนซ์เมื่อเห็นว่ามิไรช่วยเคลียร์แล้วก็ตัดบท

      เมื่อทั้งหมดจะไปชำระค่าอาหารและที่พัก ทางโรงแรมกลับไม่เก็บแม้แต่แดงเดียว เนื่องจาก ทั้ง 5 ช่วยปราบงูแวนการด์ทั้งหมดให้อีกทั้งยังจะมอบสินน้ำใจให้อีก แต่กลุ่มของสตาร์ก็ปฏิเสธทันที การเดินทางครั้งนี้ทางสำนักเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ทั้ง 5 จึงไม่ต้องใช้เงินของตนเลย

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 21:38:21

     ณ ลัทธิ อามาเร็ก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ในเงามืดของห้องมีตัวคิไมร่าอยู่เคียงข้าง “พวกมันฝีมือใช่ย่อย ทำให้ข้าต้องเสียสัตว์เลี้ยงไปอีกตัวนึงแล้ว แต่ยังไงซะทุกสิ่งก็ต้องตกอยู่ในเงื้อมือของข้า ข้าจะรอดูซิว่าจนรอดไปได้อีกซักกี่น้ำ ฮ่าฮ่าฮ่าๆ”

     “เอลดา ใครก็ได้ไปตามเอลดามาทีซิ”

     ผ่านไปครู่หนึ่ง “ท่านเดียโบโร่ ท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ”

      “ข้าอยากให้เจ้าส่ง 4 ผู้พิทักษ์ไปเล่นกันพวกเด็กน้อยทั้ง 5 หน่อย เอาแค่เบาะๆก็พอ อย่างให้มันถึงตายล่ะ”

      “รับทราบขอรับ” เมื่อเอลดารับคำสั่งเสร็จก็เดินจากไป

      “ดูซิว่าพวกเจ้าจะมีฝีมือแค่ไหน”

        ณ เมือง ฟรอเทส พวกสตาร์ใช้เวลาอีก 1 วัน 1 คืนเจึงจะดินทางมาถึง กำลังเดินชมทิวทัศน์ในเมืองอยู่ เมืองนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาที่ราบเรียบ ไม่เหมือนเมือง เกล เลอ ริช ที่ตั้งอยู่ตามแนวเนินเขา แต่ลักษณะอื่นๆก็จะคล้ายกัน  เพราะเมืองนี้ใกล้กับ อควาแลนด์ มากทำให้มีคนของอควาแลนด์มาท่องเที่ยวและค้าขายกันมาก แม้จะเป็นดินแดนใกล้กันนั้น ลักษณะของผิวพันธุ์ก็เป็นตัวแบ่งแยกเชื้อชาติ ชาวอควาแลนด์นั้นจะมีผิวดำแดง ผมสีดำเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ชาวเกล เลอ ริช นั้นจะมีผิวค่อนข้างขาว มีเพียงบางส่วนที่จะมีผิวสีอื่น สีผมก็จะมีคละเคล้ากันไป ด้านภาษานั้นทุกดินแดนจะใช้ภาษากลาง คือ เอมันต์ ในการสื่อสาร ในแต่ละดินแดนก็มีภาษาของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีคนอายุเยอะๆเท่านั้นที่จะใช้

     ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อยู่ แลนซ์ในฐานะที่มีประสบการณ์การต่อสู้มากที่สุดในกลุ่มถูกตั้งให้เป็นหัวหน้านึกถึงหน้าที่ขึ้นมาได้ จึงบอกให้ทุกคนรีบไปยังสำนัก Spark breathe

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 21:41:17

เมื่อมาถึงสำนักก็แจ้งแก่ยามที่คุมประตูอยู่
     “ท่านพี่ข้าขอรบกวนซักครู่ คือพวกข้าเดินทางมาจากสำนัก Gale of destiny ต้องการที่จะพบเจ้าสำนักแห่งนี้”

     “อ๋อพวกเจ้าเองรึ เจ้าสำนักสั่งข้าไว้แล้ว เชิญเข้ามาก่อน” พูดจบก็เดินนำทั้ง 5 ไปยังห้องรับรอง ในห้องนั้นถูกตกแต่งแบบเรียบๆแต่ดูดี บนผนังด้านหลังมีรูปชายคนหนึ่งแขวนอยู่ เหนือรูปนั้นมีสัญลักษณ์ของสำนัก เป็นรูปหอกที่มีใบเป็นหยักคล้ายสายฟ้าปักอยู่บนพื้นติดอยู่

     “ขอให้พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ซักครู่ ข้าจะไปเชิญท่านเจ้าสำนักมาพบ”
เมื่อชายคนนั้นออกไป ก็มีคนของสำนักอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำชา เมื่อรินน้ำชาให้เสร็จก็เดินจากไป

     “ขอโทษนะที่ข้ามาต้อนรับช้าไป” เมื่อทั้ง 5 มองไปตามเสียงก็พบกับ ชายที่อยู่ในรูปยืนอยู่จึงลุกขึ้นแล้วทำความเคารพ

     “ไม่ต้องมากพิธีหรอกยังไงเจ้าก็เป็นศิษย์ของพี่น้องของข้า ก็คือศิษย์ข้าเช่นกัน” เมื่อพูดจบก็เดินไปนั่งยังเก้าอี้ใต้รูป ชายผู้นี้คือ โคลอส ที่บอกว่าเป็นพี่น้องกับเจ้าสำนักรากัสนั้น เพราะผู้ที่จะเป็นเจ้าสำนักทั้ง 7 ก่อนที่จะรับตำแหน่งต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกัน 30 วันและต้องช่วยเหลือกันในการผ่านด่าน ถ้าไม่ผ่านแม้แต่คนเดียวก็จะไม่ได้เป็นเจ้าสำนักทั้งหมด แม้จะเป็นเวลาแค่ 30 วันแต่ความผูกพันของทั้ง 7 เหมือน ผ่านมากว่า 30 ปี

     “รากัส แจ้งข่าวให้พวกเราที่เหลือรับรู้แล้วว่าพวกเจ้าออกเดินทางมา คงจะเหน็ดเหนื่อยกันมามาก วันนี้ก็พักผ่อนกันให้สบายก่อน แล้วเราจะพาพวกเจ้าไปเอาลูกแก้วในวันพรุ่งนี้” แล้วหันไปสั่งคนให้ไปเตรียมห้องพัก

      “ท่านเจ้าสำนัก ท่านทราบข่าวของหมู่บ้านลองเลคหรือไม่” แลนซ์ถามขึ้นมา

      “หมู่บ้านนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือ ข้าไม่เห็นมีใครมาแจ้งข่าวข้าเลย”

        “หมู่บ้านแห่งนั้นถูกงูแวนการด์คุกคาม เป็นเวลามากว่าครึ่งปีแล้วครับ”

       “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ ข้าไม่เคยได้ข่าวเช่นนั้นเลย พ้อค้าที่เดินทางเส้นทางนั้น ก็ไม่เคยมีใครได้รับอันตราย”

     “ถ้าเช่นนั้นก็น่าแปลก เพราะพวกเราพึ่งปราบมันมาเมื่อวานซืนเอง”

     “เช่นนั้นต้องขอขอบใจพวกเจ้ามาก แล้วข้าจะแจ้งทางการให้ไปดูแลคนในหมู่บ้านนั้นเอง ตอนนี้จงไปพักผ่อนซะ”
เมื่อพวกสตาร์ออกไปหมด สีหน้าที่สงบเมื่อครู่กลับกลายเป็นครุ่นคิด เหตุใดพวกพ่อค้าไม่เคยมาแจ้งความผิดปกติเลย ที่นั่นเป็นที่พักเพียงแห่งเดียวที่อยู่ระหว่าง เกล เลอ ริช และฟรอเทส ไม่มีทางที่จะไม่ประสบปัญหาแน่ ต้องมีเบื้องหลังอยู่คงต้องส่งคนไปสืบซักหน่อย แล้วเรียกคนมาสั่งการ แล้วเดินตามออกไป

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 21:44:59

     ด้านพวกของสตาร์เมื่อเห็นเจ้าสำนัก Spark breathe รับปากก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งจึงเดินตามคนที่นำทางไปยังห้องพัก ระหว่างทางก็พบกับเด็กอายุ 12-13 จนถึง 18-19 ปีกำลังฝึกการต่อสู้อยู่เต็มลาน แม้อาวุธจะเหมือนกันแต่วิชาที่ใช้กลับต่างกันก็ทำให้สตาร์สนใจและหยุดยืนดู

     เจ้าสำนักที่เดินตามมาเห็นก็ถามว่า “เจ้าสนใจรึ จะลองฝึกดูไหม”

      “ข้าไปร่วมฝึกได้หรือครับ” สตาร์หันกลับไปถามทันที

      “ได้สิ....แต่ต้องเป็นวันหลัง เพราะพรุ่งนี้เจ้าต้องไปทำการทดสอบ แต่จะว่าไปเจ้านี่นิสัยคล้ายรากัสเมื่อก่อนเลยนะ รากัสเมื่อก่อนนี้ก็ชอบที่จะหาความรู้ใหม่ๆแบบเจ้า แล้วที่แขนเจ้าคือ Element armguard รึขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่”

       สตาร์จึงถอดแล้วมอบให้ โคลอส “เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่ควรถอดออกมาเองรู้ไหม ถ้าข้าเป็นคนร้ายข้าอาจจะโขมยมันไปแล้วก็ได้ จงจำไว้ให้ดี” เมื่อพูดจบก็ส่งคืนให้ “เอาหล่ะจงไปพักซะพรุ่งนี้เจ้าต้องเจอศึกหนัก”

      สตาร์แม้อยากจะฝึกและทดสอบฝีมือขนาดไหนก็ตาม ก็ยอมทำตามเพราะนึกถึงผลได้ผลเสียแล้วไม่คุ้มจึงยอมไปที่พักแต่โดยดี ห้องที่จัดให้พักนั้นมี 5 ห้องติดกัน ทั้งหมดจึงแยกย้ายไปพักผ่อน

      คืนนั้น สตาร์ได้ออกมานั่งเล่นที่โต๊ะริมสนามฝึก ขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ต้องเผชิญพรุ่งนี้อยู่ ก็มีเสียงใครคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น พร้อมที่วางบนบ่า

     “สตาร์ เจ้านอนไม่หลับหรือ” เป็นฟลอล่านั่นเอง

     สตาร์จึงตอบกลับไปทั้งๆที่ยังไม่หันกลับไปมอง

     “ใช่ข้ามีเรื่องที่ต้องคิดนิดหน่อย”

     “มีอะไรเจ้าก็ปรึกษาข้าได้นะ” พูดแล้วก็เดินมานั่งลงข้างๆ

    “ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่กังวลเกินเหตุ”

     “เรื่องอะไรเหรอ”

     “ข้าแค่กังวลเรื่องการทดสอบคราวนี้ ข้ากลัวว่าข้าจะไม่สามารถผ่านการทดสอบได้ ถ้าข้าไม่ผ่านการทดสอบ เราก็จะไม่ได้พลังของเทพแห่งสายฟ้ามา”

     “อ๋อเรื่องนี้เอง เจ้าไม่ต้องกังวลหรอกเจ้ายังมีข้า พี่ฟาร์ พี่แลนซ์ พี่มิไรนะ”

     สตาร์พูดพลางเอามือไปกุมมือฟลอล่าไว้ “ข้าขอบใจเจ้ามากที่ให้กำลังใจ แต่การทดสอบนี้ข้าต้องไปเพียงคนเดียว”

    หญิงสาวเมื่อถูกชายหนุ่มเอามือมาจับก็เกิดอาการเขินอายจึงลุกขึ้น แล้วแกล้งเดินไปมองดวงจันทร์ แล้วพูดทั้งๆที่ยังหันหลังให้ “คราวที่แล้วเจ้ายังสามารถผ่านการทดสอบได้เลย ตอนนั้นเจ้ายังอายุน้อยกว่านี้ ฝีมือก็ไม่เท่ากับตอนนี้ ตอนนี้เจ้าเก่งขึ้นมากแล้วนะ ยังจะกลัวอะไรอีก ไม่พูดแล้วไปนอนดีกว่า”

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 21:49:22

     เมื่อหญิงสาวจากไป สตาร์ก็ล้วงเอาสร้อยที่ฟลอล่าให้เมื่อ 4 ปีก่อนขึ้นมา สร้อยนี้เป็นหนึ่งในของที่ไม่ยอมให้ห่างกายแม้แต่วินาทีเดียว เมื่อมองแล้วก็ยิ้มออกมา กำลังใจนั้นบางคนคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ แต่คนเราจะเห็นค่าที่สุดในยามที่ลำบากที่สุด บางครั้งอุปสรรคที่ยากที่สุดเราก็สามารถฝ่าฟันไปได้โดยง่ายเพราะกำลังใจ แต่ใช่ว่าเพราะกำลังใจอย่างเดียวต้องมีใจสู้ด้วย เมื่อคิดได้แล้วจึงเข้าห้องของตนเพื่อพักผ่อน

      รุ่งเช้าสตาร์ตื่นมาแต่เช้าเมื่อล้างหน้าล้างตาออกมาฝึกหมัดมวยครู่หนึ่งพอให้ได้เหงื่อ แล้วนั่งทำสมาธิเพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อม ฟาร์เดินออกมาเห็นเข้าก็แซวเล็กน้อย “ไงเจ้านอนไม่หลับหรือถึงได้ตื่นแต่เช้าน่ะ”

      “ไม่หรอกพี่ฟาร์ข้าหลับสบายดี เพียงแต่ตื่นเร็วไปหน่อย เลยออกมาเตรียมตัวน่ะ”

      “อืม ก็น่าจะฝันดีหรอกนะ เมื่อคืนมีสาวมาให้กำลังใจก่อนนอนด้วยนี่”

     “ท่านเห็นหรือ”

      “เปล่าหรอกข้าไม่ได้เห็นแต่ข้าได้ยิน เจ้าคงลืมไปว่านักธนูแบบข้าจะมีประสาทที่ไวกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว แม้แต่เสียงกระซิบในระยะ 50-70 เมตรข้ายังได้ยินเลย นับประสาอะไรกับเสียงคนคุยในระยะแค่นี้”

     ขณะที่กำลังสตาร์กำลังจะถามต่อ แลนซ์ มิไร และฟลอล่าก็ออกจากห้องของแต่ละคนพอดีจึงชวนกันไปกินข้าวเช้า เมื่อกินกันเรียบร้อย โคลอส ก็ออกมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าพร้อมหรือยัง” พูดพลางหันไปมองหน้าสตาร์

     สตาร์ก็หันกลับมามองหน้าคนอื่นๆ ทุกคนก็ยิ้มให้แล้วพยักหน้า สตาร์พยักหน้าตอบแล้วจึงหันกลับไปตอบว่า “ข้าพร้อมแล้วครับ”

     “ดีมาก งั้นเจ้าจงตามข้ามา” พูดเสร็จก็เดินนำไป

     เมื่อทั้งสองเดินมาถึงลานด้านหลังสำนัก โคลอสก็พาสตาร์ไปยังบ่อน้ำ แล้วก้มลงไปเอามือสัมผัสหินก้อนหนึ่ง ขอบบ่อก็เปิดออกมาเห็นบันไดทอดลงไปด้านล่าง เมื่อเดินลงมาสุดทางก็พบกับประตูบานหนึ่ง โคลอสก็ถามขึ้นว่า “เจ้าชื่ออะไรเจ้าหนุ่ม”

     “สตาร์ครับ”

      “สตาร์เมื่อเจ้าเข้าประตูไปแล้วข้าไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง แต่เจ้าต้องฝ่าฟันมันให้ได้เข้าใจไหม”

      “ครับท่านเจ้าสำนัก”

    “เจ้าเรียกข้าว่าโคลอสก็ได้”

     “ครับท่านโคลอส”

     “เอาหล่ะจงเข้าประตูไปซะ แล้วเจ้าจะได้พบกับเส้นทางแห่งสายฟ้า...”

ตัวอย่างตอนต่อไป

     
     สตาร์ต้องพบกับการทดสอบแห่งสายฟ้า ขณะที่ พรรคพวกอีก 4 คนต้องเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ทั้ง 4 สตาร์จะได้พลังมาหรือไม่ ติดตามได้เร็วๆนี้

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 22:11:40

ตอนที่ 7

ภัยซ่อนเร้น


     เมื่อสตาร์เข้าไปในห้องนั้นก็พบกับ รูปปั้นของแรดตัวหนึ่ง แรดตัวนั้นมีนอเป็นรูปสายฟ้าเมื่อเดินเข้าไปใกล้แรดตัวนั้นก็เกิดมีสีสันขึ้นมา แล้วเดินมาหาสตาร์

      “เจ้าเองรึคนที่ได้รับเลือก ข้าคือ ลามู จ้าวแห่งสายฟ้า เจ้ามีชื่อว่าอะไร”

     สตาร์คุกเข่าลงเพื่อทำความเคารพแล้วตอบว่า “ข้าน้อยชื่อสตาร์ครับ”

     แรดตัวนั้นพยักหน้ารับรู้แล้วมองไปที่แขนซ้ายของสตาร์ “เจ้าได้รับการยอมรับจากวินเดียแล้ว แต่ว่าข้าต้องทำการทดสอบเจ้าอยู่ดี”

     เมื่อสิ้นเสียง ก็เกิดแสงวูบหนึ่ง เมื่อสตาร์ลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองมานั่งคุกเข่าอยู่ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง “จงลุกขึ้น.....จากนี่ไปเจ้าต้องวิ่งขึ้นไปให้ถึงยอดเขาแห่งนี้ให้ได้ภายใน 15 นาที” เมื่อแหงนมองไปก็พบว่ายอดเขาแห่งนี้ไม่สูงนัก แต่การจะวิ่งขึ้นไปได้ใน 15 นาทีนั่นเป็นไปได้ยาก แม้ยอดเขาจะไม่สูงเกินกว่าที่จะวิ่งขึ้นภายในเวลาที่กำหนด แต่ทางนั้นชันมาก สตาร์มองขึ้นไปแล้วก็รับปากพร้อมทั้งตั้งท่าจะวิ่งขึ้นไปทันที

     “เดี๋ยวก่อน เจ้าต้องสวมชุดเกราะนี้แล้ววิ่งขึ้นไป” เมื่อลามูพูดจบก็มีชุดเกราะอัศวินชุดหนึ่งปรากฏขึ้นมา การสวมชุดเกราะวิ่งนั้นทำได้ยาก โดยเฉพาะถ้าเนินเขาที่ชันขนาดนี้ “เจ้าสามารถพลาดกี่ครั้งก็ได้และไม่ต้องห่วงเรื่องเวลา ในมิตินี้เวลาจะเดินช้ามาก อัตราส่วนคือ 1 นาทีต่อ 2 วัน นั่นคือ 1 นาทีข้างนอกเท่ากับอยู่ในนี้ 2 วันฉะนั้น ต่อให้เจ้าอยู่เป็นปีก็เวลาข้างนอกก็ไม่กี่ชั่วโมง”

      สตาร์ได้ยินดังนั้นจึงสวมชุดเกราะชุดนั้นแล้ววิ่งขึ้นไป ขึ้นไปได้ไม่ถึงครึ่งทางก็หมดแรงล้มแล้วกลิ้งลงมาตามเนินเขา แต่ก็ไม่ย่อท้อพยายามอยู่อย่างนั้น ลามูที่ตอนนี้อยู่ในร่างมนุษย์ผู้ชายวัยกลางคนผมยาวถึงกลางหลัง และไว้เครายาว สวมเสื้อคลุมแบบนักบวชสีเหลืองนวล มองดูแล้วยิ้มอย่างพอใจ

     ด้านพวกฟาร์เมื่อเห็นว่าสตาร์ต้องใช้เวลานาน จึงแยกย้ายกันไปเดินเที่ยวในเมือง โดยแยกเป็น 3 ทาง มิไรและแลนซ์นั้นไปทางทิศเหนือเพื่อสำรวจทางที่จะไปต่อ ฟาร์ไปนั่งสมาธิในป่า ส่วนฟลอล่า นั้นไปเดินเที่ยวในตลาด

     ขณะที่มิไรและแลนซ์กำลังเดินสำรวจเส้นทางอยู่ จู่ๆเงาของทั้งสองก็ขยายขนาดขึ้น ปรากฏเป็นร่างคน 2 คนในชุดผ้าคลุมสีดำมีลายขลิบทองพร้อมแถบสีตามขอบผ้าคลุม คนหนึ่งมีแถบสีเขียว อีกคนมีแถบสีแดง  แลนซ์ที่รู้สึกตัวก่อนก็เรียกดาบคู่กายออกมา แล้วหันหลังกลับมาฟันเข้ากลางแสกหน้าชายคนหนึ่ง แต่กลับถูกหยุดไว้ห่างจากตัวเพียงนิ้วเดียว

      “เจ้าเป็นใคร แล้วต้องการอะไร”

    “หึหึ พวกข้ามาเล่นกับเจ้าน่ะสิ เจ้าพวกเด็กน้อย” เมื่อคนชุดดำพูดเสร็จก็แสดงสัญลักษณ์บนหลังมือขวาให้ดู

     “คนของลัทธิซาทูร่า” พูดได้เพียงแค่นี้ ก็ต้องรีบก้มหลบเพราะคนที่รับดาบเมื่อครู่ตวัดมือส่งกงจักรคู่ร่อนมา

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 22:14:12

    เมื่อคนชุดดำเห็นเพื่อนลงมือแล้วจึงหันไปหามิไร “งั้นข้าจะเล่นกับเจ้าเองนะจ๊ะน้องสาว” พูดจบพุ่งไปพร้อมกวัดแกว่งง้าวที่หุ้มด้วยเปลวเพลิงเข้าใส่มิไร

     ด้านฟาร์นั้น ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ก็เกิดการแยกของแผ่นดินขึ้นข้างใต้ แต่เพราะจับความรู้สึกได้ก่อนจึงหลบได้ทัน “สามารถหลบได้ด้วย เก่งนี่พ่อรูปหล่อ” เมื่อมองไปตามเสียงก็พบกับคนใส่เสื้อคลุมสีดำ มีลายขลิบสีทองและแถบสี สีน้ำตาล จากเสียงเมื่อครู่นั้นเป็นเสียงผู้หญิง แม้ฟาร์จะไม่อยากทำร้ายผู้หญิง แต่ก็ฟาร์ก็ไม่ประมาทเรียกธนูคู่ใจออกมา

     ฟลอล่าที่มาเดินเล่นในตลาดจนเริ่มเบื่อแล้ว ก็เดินไปเล่นในสวนสาธารณะเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ขณะที่กำลังเดินเล่นนั้นน้ำในบึงกลางสวนสาธารณะก็ค่อยๆยกตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ปรากฏเป็นร่างคน เมื่อร่างนั้นยกมือขนานกับพื้นก็มีกระสุนน้ำ 2-3 พุ่งเข้ามาทางฟลอล่า แต่ด้วยสัญชาตญาณทำให้สามารถหลบได้อย่างฉิวเฉียด เมื่อมองไปยังทิศที่กระสุนน้ำพุ่งมา ก็พบกับคนสวมชุดดำขลิบทองเหมือนคนอื่นเจอ แต่ต่างตรงที่แถบสีเป็นสีน้ำเงิน เมื่อเห็นดังนั้นก็เรียกมีดสั้นคู่กายออกมา

     ด้านสตาร์ เวลาผ่านไป 2 เดือนในนั้น หรือ 30 นาทีด้านนอก สตาร์ก็สามารถผ่านการทดสอบด่านที่ 1 ได้ ก็พบกับด่านที่ 2 นั่นคือการสวมชุดเกราะวิ่งเช่นเดิม แต่จะหนักขึ้น 2 เ ท่า พร้อมทั้งระยะทางยังไกลกว่าเดิม สตาร์ก็เริ่มที่จะถอดใจแต่เมื่อนึกถึงความหวังของทุกคน และกำลังใจที่ทุกคนมอบให้ก็ฮึดสู้อีกครั้ง

       แลนซ์เมื่อหลบจักรคู่ได้ พลันพุ่งเข้าหาพร้อมเสือกดาบออกไป หวังจะรีบจบศึก แต่ดาบกับไม่สามารถกระทบตัวชายคนนั้นได้แม้แต่นิดเดียว “E.C. ของเจ้าช่างแข็งแกร่งนัก” พูดแล้วก็หวดดาบจากบนลงล่างโดยใช้แรงทั้งตัว เข้าใส่อีกครั้ง แต่ก็ถูกจักรที่ร่อนกลับมาเฉี่ยวเข้าที่ต้นแขนทำให้พลาดจังหวะไป แต่ก็โดนแค่ถากๆ เมื่อเห็นว่าการจู่โจมธรรมดาไม่ได้ผล ก็เรียกเปลวไฟมาหุ้มดาบของตน แล้วพุ่งไปฟาดฟันใหม่ คราวนี้ชายชุดดำต้องก้าวหลบ เนื่องจากเกราะสายลมไม่สามารถต้านทานเปลวไฟได้

     มิไรเมื่อเห็นคนในชุดดำแกว่งเคียวมาหา จึงถอยหลังหลบซ้ายทีขวาที พร้อมทั้งเรียกคทาออกมา  เตรียมที่จะเรียกสัตว์เทพ แต่คู่ต่อสู้ไม่เว้นจังหวะให้แม้แต่น้อยจึงได้แต่หลบ เหลือบไปเห็นแลนซ์ที่เริ่มจะรุกกลับได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถจู่โจมได้ถูกก็นึกแผนขึ้นมาได้แผนหนึ่ง จึงหันไปเรียกแลนซ์ แล้วทั้งสองก็หันหลังชนกัน ช่วยกันรุกและรับ ขณะที่ชายชุดดำที่มีฝีมือเหนือกว่ารุกไล่เข้าใส่ และกำลังย่ามใจนั้น มิไรก็ชูคทาขึ้น เกิดเป็นแสงสว่างจ้าเข้าสู่ตาของชายชุดดำทั้งคู่ แต่แลนซ์กับมิไรกลับไม่เป็นอะไร เนื่องจากทั้งคู่อยู่ในมุมอับของแสง ชายทั้งคู่ไม่สามารถจู่โจมต่อเนื่องได้ชั่วครา ว

     เกิดจังหวะให้มิไรเรียกสัตว์เทพออกมาได้ แต่สัตว์เทพที่เรียกมาไม่ได้มีแค่ตัวเดียวเหมือนตอนที่ทดสอบฟลอล่า สัตว์เทพที่เรียกมาคราวนี้ ตัวท่อนเป็นหญิงสาวแต่ท่อนล่างเป็นปลา หรือก็คือนางเงือกนั่นเอง  อีกตัวนั้นเป็นเหมือนเทวดาตัวน้อย ขณะที่ชายในชุดดำกำลังสงสัยว่า เหตุใดในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้จึงเรียกสัตว์เทพที่ท่าทางอ่อนแอออกมา

     เทวดาตัวน้อยก็ได้บินวนรอบทั้งสองทำให้บาดแผลเมื่อครู่หายไปจนหมด ส่วนนางเงือกก็กรีดร้องออกมา เสียงที่นางเงือกเปล่งออกมานั้นทำลายโสตประสาทการรับรู้ของทั้งคู่ แต่ไม่มีผลกับแลนซ์และมิไร

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 22:18:35

     แลนซ์เมื่อเห็นว่าได้จังหวะจึงรวมพลังทั้งหมดเอาดาบปักลงไปบนพื้นทำให้เกิดเป็นวงแหวนเพลิงใต้พื้นที่ชายชุดดำยืนอยู่ “วอลคานิค เบรคคคคคคคคค” แล้วมีเสาไฟพวยพุ่งขึ้นมา เมื่อไฟมอดลงก็เหลือแต่เศษผ้าตรงตำแหน่งนั้น

     ขณะที่แลนซ์และมิไรกำลังโล่งอกที่สามารถกำจัดศัตรูที่ฝีมือร้ายกาจได้ “เจ้าทั้งสองนับว่าฝีมือใช้ได้ สามารถรับมือพวกเราที่ใช้พลัง 30-40% ได้ วันนี้พอแค่นี้ก่อนวันหลังเราจะมาเล่นด้วยใหม่” แลนซ์และมิไรที่ได้ยินดังนั้นก็มองไปตามเสียง พบว่าบนหลังคาบ้านใกล้ๆ มี ชาย สองคน ยืนย้อนแสงอยู่ทำให้ไม่สามารถเห็นหน้าได้ชัด เพียงชั่วลัดนิ้ว ทั้งสองก็หายไปจากตรงนั้น

     ฟาร์เมื่อเรียกธนูออกมาแล้วก็ง้างแล้วยิงออกไป ลูกศรที่ยิงไปนั้นไม่ได้เล็งไปที่สาวในผ้าคลุมแต่เล็งไปที่กิ่งไม้ที่ยืนอยู่ “เล่นแบบนี้หรือจ๊ะพ่อหนุ่มแปลว่าไม่อยากทำร้ายผู้หญิงละซิ” พูดจบก็ควักเอาแส้ออกมา แล้วหวดลงไปบนพื้น เมื่อแส้สัมผัสกับพื้นก็พื้นดินข้างใต้ก็แยกเป็นทาง
ฟาร์ที่พร้อมรับมืออยู่แล้วก็กระโดดขึ้นไปต้นไม้แล้วยิงธนูสวนกลับอย่างรวดเร็วแล้วแอบดูอยู่บนนั้น สาวในผ้าคลุมดำเมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่รีบร้อน ค่อยๆเดินด้วยมาดดั่งนางพญาเดินไปได้ซักครู่ก็หวดแส้เส้นเดิมแต่คราวนี้แผ่นดินกลับไม่แยกออก แต่กลับเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในระยะ 500-700 เมตร ฟาร์ที่อยู่บนต้นไม้ก็ไม่สามารถทรงตัวได้หล่นลงมา แต่เพราะเตรียมตัวรับมืออยู่แล้วจึงเล็งธนูแล้วยิงเข้าใส่ 2-3 ดอกติดๆแล้วพลิกตัวกลับมายืนอีกครั้ง

     ลูกศรที่ยิงมากลับเฉี่ยวแค่ผ้าคลุมทำให้หลุดออกมาเห็นใบหน้าคนข้างใต้ “โอ๊ะโอเจ้าเห็นหน้าข้าแล้วซิพ่อรูปหล่อ จะฆ่าทิ้งก็เสียดาย จงมาเป็นทาสรับใช้ข้าแล้วกัน ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ฆ่าเจ้า” เมื่อพูดจบก็หวดแส้เข้าใส่ ฟาร์ก็เอาคันธนูรับไว้ “ไม่มีวันซะหล่ะ เจ้าก็ออกจะสวย แต่ทำตัวแบบนี้ จะมีใครที่ไหนไปชอบเจ้า ถ้าให้ข้าไปรับใช้เจ้าข้าขอตายซะดีกว่า” พูดจบก็ง้างธนูทั้งๆที่ไม่มีลูกศร พอปล่อยออกไปกลับเป็นศรแสงสีเหลือง แต่ไม่ทันที่จะถูกตัวก็มีกำแพงดินมากันไว้

     ศรที่ฟาร์ยิงออกไปเมื่อครู่นั้นเป็นศรสายฟ้า เมื่อเจอกับกำแพงดินก็สลายไป เมื่อฟาร์เห็นดังนั้นจึงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้แล้วง้างธนูปรากฏเป็นลูกศรสีใส เมื่อยิงออกไปก็ถูกกำแพงดินกันไว้ได้ แต่ฟาร์ก็ไม่หยุดแค่นั้นยังคงยิงธนูใสต่อไปเรื่อยๆ “เจ้ายังไม่เข็ดอีกเหรอข้าชักจะเบื่อแล้วนะ” เมื่อไม่ได้ยินเสียงธนูยิงเข้าใส่อีกก็ลงกำแพงดินลง “เจ้ายอมแพ้แล้วซิ ข้าจะให้เจ้าตอบอีกครั้ง”

     “ข้าขอยืนยันคำตอบเดิม” ฟาร์ตอบพร้อมยิงศรสายฟ้าเข้าใส่อีกครั้ง
หญิงสาวได้แต่ทำหน้าเบื่อๆแล้วเรียกกำแพงดินมาป้องกัน เมื่อลูกศรกระทบกับกำแพงแทนที่จะสลาย กลับกระจายกระแสไฟฟ้าแล้วซ็อตหญิงสาว เนื่องจากศรสีใสเมื่อครู่เป็นลูกศรน้ำแข็ง แต่หญิงสาวกลับไม่เป็นอะไรได้แต่ส่ายหน้าแล้วบอกว่า “เจ้านี่น่าเบื่อจริงๆ เอาเถอะแล้วข้าจะมาเล่นด้วยใหม่นะพ่อรูปหล่อ” พูดจบก็ดำดินหายไปทิ้งให้ฟาร์ได้แต่งงกับพฤติกรรมของหญิงสาวที่ เมื่อครู่ก็จะจับตัวไปรับใช้อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่จู่ๆก็เลิกแล้วรามือจากไป

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 22:23:28

     ฟลอล่าที่ตั้งท่ารออยู่แต่กลับไม่เห็นอีกฝ่ายจู่โจมมา จึงเรียกสัตว์เทพออกมาเพื่อเตรียมการตั้งรับ ปรากฎเป็นวงแสงสองวงสองสีบนพื้น แสดงว่าไม่ได้เรียกออกมาตัวเดียวดังเช่นตอนทดสอบ  เพราะระหว่างการเดินทางมิไรได้สอนเคล็ดการอัญเชิญคราวละหลายๆตัวให้แล้ว นับว่าฟลอล่ามีพรสรรค์มาก เนื่องจากการอัญเชิญสัตว์เทพที่มีธาตุต่างกันนั้นทำได้ยาก ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น เมื่อวงแสงจางลง ก็มีนกอินทรีขนาดใหญ่สีเขียว และสิงโตสีฟ้าใส โผล่จากวงเวทย์มายืนเคียงข้างฟลอล่า

     ชายเสื้อคลุมเมื่อเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา แล้วเรียกสัตว์เทพออกมาบ้าง สัตว์เทพที่เรียกออกมาเป็นงูยักษ์ ร่างกายโปร่งใสและโปร่งแสง ฟลอล่าเห็นเข้าก็ตกตะลึงเพราะสัตว์เทพตนนั้นคือซีเซอร์เพนท์ สัตว์เทพระดับตำนานพลางนึกในใจ คนๆนี้สามารถควบคุมสัตว์เทพระดับนี้ได้ช่างมีฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก

     ซีเซอร์เพนท์เหมือนรู้หน้าที่ตนดี รีบเลื้อยเข้าไปหมายจะจัดการฟลอล่า แต่ฟลอล่าก็ไหวตัวทันหลบแล้วสั่งให้นกสีเขียวไปจู่โจมชายเสื้อคลุม ส่วนสิงโตนั้นสั่งการให้เข้าจู่โจมซีเซอร์เพนท์

     ซีเซอร์เพนท์เมื่อถูกสิงโตน้ำแข็งจู่โจมก็เกิดเป็นน้ำแข็งในจุดที่ถูกสัมผัสแต่เพียงครู่เดียวก็กลับคืนสภาพเดิม

     ด้านชายสวมเสื้อคลุมนั้นเมื่อถูกก่อกวนก็ใช้ม่านน้ำป้องกันการจู่โจม ส่วนตนเองนั้นก็ยืนกอดอกมองอย่างสบายอารมณ์

     “ข้าจะทำให้เจ้าออกมาจากตรงนั้นให้ได้” ฟลอล่าพูดขึ้นเมื่อหันไปเห็นพฤติกรรมของชายในผ้าคลุม แล้วใช้ E.C. แห่งน้ำแข็งเข้าไปแช่งแข็งบอลน้ำแข็งไว้ แต่ชายเสื้อคลุมดำกลับไม่แสดงทีท่าสะทกสะท้าน ก่อนที่น้ำแข็งจะคุลมทั้งหมดก็ย้ายที่ไปยืนอีกที่หนึ่งแล้ว

     “ไม่มีทางหรอกสาวน้อย”ชายเสื้อคลุมดำพูดออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ต่อสู้กันมา

     “เจ้าพูดได้ด้วยหรือ ข้านึกว่ากำลังสู้กับคนใบ้อยู่เสียอีก” ฟลอล่าพูดเสียดสีเผื่อที่จะทำให้โกรธขึ้นมาบ้าง

     “ก็มันน่าเบื่อ ข้าต้องมาสู้กับคนอ่อนหัดเช่นเจ้า รีบจัดการแล้วกลับไปนอนดีกว่า”เมื่อพูดจบหาวออกมา แล้วซีเซอร์เพนท์ก็พลันแยกออกมาเป็นสองร่าง ร่างหนึ่งเล่นงานฟลอล่า อีกร่างพุ่งเข้าจู่โจมสิงโตน้ำแข็ง ฟลอล่าเมื่อเห็นว่าจู่โจมร่างต้นไม่ได้ก็ไม่จู่โจม เรียกนกอินทรีกลับมา แล้วสั่งให้จู่โจมซีเซอร์เพนท์ แต่การจู่โจมทางกายภาพใช้ไม่ได้ผลของตนกับนกอินทรี คราวนี้จึงเรียกสิงโตกลับมาด้วย แล้วใช้ลมจากการกระพือปีกผสมกับพลังความเย็นจากสิงโต แช่แข็งซีเซอร์เพนท์ทั้งสองชายชุดดำเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาครั้งนึง แล้วดีดนิ้ว ซีเซอรเพนท์อีก 2 ตัวก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ

      ฟลอล่านั้นเมื่อใช้พลังไปมากก็ถึงกับต้องปาดเหงื่อ ยิ่งเห็นว่าศัตรูสามารถใช้สัตว์เทพได้เยอะขนาดนี้แปลว่ามีความเชี่ยวชาญมาก อีกทั้งท่าทีที่เรียกสบายๆก็แสดงว่าไม่ได้ใช้พลังมากแต่อย่างใด

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 22:28:44

     “ในเมื่อเจ้าใช้พลังจากน้ำ ข้าก็จะไม่เหลือน้ำให้เจ้าใช้ เมื่อพูดจบก็หันไปทุ่มพลังให้สัตว์เทพทั้งสองของตน “แกว๊กกกกกกกก” “โฮกกกกกกกกกกกกกกก” สัตว์ทั้งสองเมื่อได้รับพลังอย่างเต็มที่ก็เปล่งแสงแล้วนกอินทรีก็พลันบินไปเกาะบนหลังสิงโต แล้วส่งเสียงขานรับซึ่งกันและกัน

    ร่างของทั้งสองค่อยๆผสานกันจนกระทั่งแสงจางหายไป ปรากฏร่างของสิงโตมีปีกตนหนึ่งยืนอยู่ สีสันของร่างกายนั้นเป็นสีเขียวสลับกับฟ้าใส ชายชุดดำเมื่อได้เห็นดังนั้นก็นิ่งไปชั่วครู่แล้ว เอ่ยออกมาว่า “เจ้าสามารถรวมร่างสัตว์เทพได้ด้วยหรือ ข้ามองเจ้าผิดไปนิดนึง แต่เจ้าคงไม่รอดแล้วตอนนี้” เมื่อพูดจบซีเซอร์เพนท์ สองตัวที่กลายเป็นน้ำแข็งเมื่อครู่ก็กลับสู่สภาพเดิม แล้วซีเซอร์เพนท์ทั้ง 4 ก็มารวมตัวกันเกิดเป็นอสรพิษยักษ์ 4 หัว

     แต่ฟลอล่าก็ไม่แสดงความหวาดกลัวออกมา พร้อมทั้งสั่งให้สิงโตบินขึ้น อสรพิษ 4 หัวนั้นก็หงกหัวขึ้นเพื่อจะต่อสู้ด้วย เมื่อดูเผินๆเหมือนฟลอล่าเสียเปรียบเนื่องจากไม่สามารถจู่โจมระยะประชิดได้ แต่ไม่ทันที่ เจ้างูยักษ์จะจู่โจม สิงโตตัวนั้นก็คำรามแล้วกระพือปีกอย่างรุนแรง
“จัดการมันซะ บริซารต์ไลอ้อน ฟรอสเซ่นเบรธ”

     พื้นน้ำบริเวณนั้นรวมทั้ง อสรพิษยักษ์ก็กลายเป็นน้ำแข็งในทันที แทนที่ชายเสื้อดำจะวิตกแต่กลับปรบมือให้ “เยี่ยมมาก เป็นโชว์ที่งดงามจริงๆ แต่ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาแล้วไว้จะมาเล่นด้วยใหม่แล้วกันไปละนะ” เมื่อพูดจบ ก็กลายร่างเป็นน้ำแล้วหายไป

     ฟลอล่าที่ใช้พลังไปมากก็เก็บสัตว์เทพแล้วไปนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ “ช่างเป็นศึกเล็กๆที่หนักหนายิ่งนัก” เมื่อพูดจบก็สลบไป
สตาร์แม้จะไม่รับรู้เรื่องภายนอกแต่จิตใจกลับว้าวุ่น แต่เมื่อยังไม่สามารถผ่านด่านได้จึงไม่สามารถออกไปได้ ได้แต่ต้องพยายามอยู่อย่างนั้น ในที่สุดก็สามารถผ่านด่านที่ 2 ได้

    เมื่อสตาร์สามารถผ่านด่านที่ 2 ได้ลามูก็มาปรากฏตรงหน้า “ดีมาก สตาร์ เจ้าเก่งมากที่สามารถผ่านการทดสอบนี้ได้ในเวลา 4 เดือน แต่เจ้ายังเหลืออีกด่านที่ต้องพบเจอ จงถอดเกราะออกซะ เจ้าจะได้ทดสอบสิ่งที่เจ้าได้มาจากการฝึกฝนมาซักที เจ้าคงรู้จัก ม้าเฮลลอส ซินะ”

    “ม้าเฮลลอส ใช่ม้าที่ว่ามีความเร็วเกินกว่าจะมีมนุษย์จะจับมันได้รึเปล่าครับ”

    “เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว เจ้าจงเข้าไปในป่าทางทิศใต้ ที่ป่าแห่งนั้นจะมีม้าเฮลลอสอยู่ตัวหนึ่งจงจับมันมาแล้วขี่มันกลับมาที่นี่ แต่การทดสอบนี้เจ้าคงรู้แล้วนะว่าห้ามใช้ E.C. และมีข้อห้ามอีกข้อหนึ่งนั่นคือเจ้าห้ามใช้เครื่องมือช่วย”

    “รับทราบแล้วครับ” เมื่อรับคำเสร็จก็เดินจากไป

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 22:33:03

    ณ ป่าทางทิศใต้ ป่านี้เป็นป่าเล็กๆ พื้นที่โดยรวมไม่น่าเกิน 600-700 ตารางเมตร ป่าแห่งนั้นเป็นป่าที่ค่อนข้างโปร่ง เมื่อสตาร์เดินไปถึงก็พบม้าตัวหนึ่ง ม้าตัวนั้นมีลักษณะที่ผอมเพรียวมาก จึงค่อยๆย่องเข้าไปหา เมื่ออยู่ในระยะก็กระโดดเข้าใส่ทันที แต่เฮลลอสกลับรู้ตัวก่อนแล้ววิ่งหนีไป

    “ชิ....ไวนักนะเจ้าม้าบ้า” เมื่อพูดจบก็ปัดฝุ่นออกจากร่างกาย แล้วเดินตามรอยอีกครั้ง พบมันยืนอยู่ชายป่า ก็ค่อยๆย่องไปหา ยังไม่ทันที่จะเข้าใกล้ เฮลลอสกลับวิ่งเข้าไปในป่าอีกครั้ง “ดูท่ามันคงไม่วิ่งออกจากป่าแห่งนี้แน่มาลองดูซิว่าฝีเท้าและความอดทนใครจะมากกว่ากัน” แล้วเดินกลับไปในป่าเห็นเฮลลอสแต่ไกล คราวนี้กลับไม่เข้าไปหา ได้แต่มองจากระยะไกลๆ เฮลลอสนั้นเมื่อเจอไล่จับถึง 2 ครั้งติดย่อมต้องระวังตัวเป็นธรรมดา

    เวลาผ่านไป สตาร์ได้เข้าไปใกล้ทีละน้อย ขณะที่เฮลลอสเริ่มที่จะผ่อนคลายแล้วเล็มหญ้าอย่างผ่อนคลาย เมื่อได้ระยะก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าใส่อีกครั้ง  เฮลลอสนั้นแม้จะไม่ได้ระวังแต่ด้วยสัญชาตญาณ ทำให้หนีได้ทันแม้จะจับตัวพลาดแต่สตาร์ก็ไม่ยอมแพ้แต่กลับวิ่งไล่ต่อไป เฮลลอส นั้นไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์ แต่เป็นเพียงม้าพันธุ์หนึ่ง จึงไม่มีพลังพิเศษเสริม เมื่อวิ่งไปได้ซักพัก ก็เริ่มเหนื่อย ขณะที่สตาร์ ฝึกมาอย่างหนัก การที่สวมชุดเกราะแล้ววิ่งขึ้นเนินทำให้ความอดทนและฝีเท้าเพิ่มขึ้น

    เมื่อทั้งสองวิ่งไล่ไปได้พักหนึ่งสตาร์ก็สามารถจับได้ เฮลลอสเมื่อถูกจับได้ก็ยอมจำนนแล้วให้สตาร์ขี่หลังแล้ววิ่งกลับไปหาลามู

    “ฝีเท้าเจ้าเพิ่มขึ้นมากสตาร์” ลามูพูดพลางเอามือลูบไปบนหัวของเฮลลอส

    สตาร์รีบลงมาแล้วถามว่า “ท่านลามูครับ ท่านไม่สอนถึงวิธีใช้อาวุธหรือครับ”

    “หึหึ เจ้าไม่จำเป็นต้องทดสอบหรอก ส่วนอาวุธประจำตัวที่เจ้าจะได้ใช้คือทวน การที่เจ้าใส่ชุดเกราะแล้ววิ่งขึ้นเขานั่นเป็นการสอนเทคนิคเจ้าทางอ้อมแล้ว นั่นคือต้องทุ่มแรงทั้งตัว ไม่ใช่แค่เพียงแขนหรือขา”

     “ข้าทราบแล้วครับ”

     “ดีมากตอนนี้เจ้าผ่านการทดสอบแล้วจงรับพลังแห่งข้าไป”

     เมื่อพูดจบก็ยกมือขวาขึ้น แล้วเกิดเป็นแสงสว่างขึ้น แสงนั้นค่อยๆครอบคลุมจนทั่วทั้งตัวแสงสว่างนั้นก็เล็กลงเรื่อยๆ แล้วลอยมาอยู่บนปลอกแขนเคียงข้างลูกแก้วแห่งลม

    เมื่อลูกแก้วมาอยู่ในที่ของมันแล้ว ห้องก็กลับสู่สภาพเดิม สตาร์ได้เปิดห้องแล้วเดินออกไปแล้วไปพบกับโคลอสที่ห้องรับรองของสำนัก
เมื่อโคลอสเห็นหน้าสตาร์ก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี “เจ้าเก่งมากสตาร์ เจ้าเข้าไปแค่ชั่วโมงกว่าเกือบสองชั่วโมงก็สามารถกลับออกมาได้ เก่งมาก พรรคพวกเจ้าตอนนี้ออกไปข้างนอกเจ้าจะรออยู่ที่นี่ก็ได้ แต่ถ้าจะออกไปเดินสำรวจภายนอกสำนักก็ได้”

     สตาร์ได้ยินดังนั้นด้วยความที่กังวลอยู่ตั้งแต่ตอนที่ทดสอบแล้ว จึงลาโคลอสออกไปด้านนอกสำนัก เห็นฟาร์เดินมาท่าทางเหนื่อยล้าแถมเนื้อตัวยังสกปรกอีกจึงถามว่า

     “พี่ฟาร์ไปฟัดกับตัวอะไรมาหรือ มอมมาเชียว”

      “ฮึให้ข้าไปตีกับ แอนท์ไลอ้อน ซัก 100 ตัวยังจะดีกว่าแม่สาวจากลัทธิอามาเร็กคนนั้นซะอีก”

       “ท่านถูกลอบทำร้ายหรือ”

       “ใช่ แล้วมีใครกลับมาแล้วบ้าง”

       “พึ่งมีท่านคนเดียวเอง พี่แลนซ์ พี่มิไร แล้วก็ฟลอล่ายังไม่กลับมาเลย”

     “ถ้างั้นเจ้าจงไปตามหาฟลอล่าเห็นนางบอกว่าจะได้เล่นย่านร้านค้า ข้าจะไปทางเหนือของเมืองเพื่อตามหาแลนซ์กับมิไรเอง”

    “ได้พี่ฟาร์ระวังตัวด้วย”

     “เจ้าเองก็เช่นกัน”

     เมื่อพูดจบจิตใจของสตาร์ก็กระวนกระวายอย่างมาก วิ่งออกไปโดยใช้ E.C. แห่งลมช่วยเสริม พร้อมกับพึมพำกับตนเอง “ขอให้เจ้าอย่าเป็นอะไรนะฟลอล่า.................”

ตัวอย่างตอนต่อไป


     หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลแต่ฝีมือของแต่ละคนยังไม่เข้าที่ ขณะที่เตรียมตัวออกเดินทาง อยู่ๆโคลอสเสนอทางเลือกอันแปลกประหลาดทางเลือกนั้นคืออะไร พลังใหม่ที่สตาร์ได้รับมาจะเป็นเช่นไร ติดตามได้เร็วๆนี้

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 06.07.08 at 22:35:14

คราวนี้ลง 2 ตอนติดเลยครับ ชดเชยจากที่อาทิตย์ที่แล้วไม่ได้โพสครับ

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Loucipher on 07.07.08 at 00:30:57

[smiley=zsiamknight.gif] [smiley=zsiamknight.gif] [smiley=zsiamknight.gif]ตามมาอ่านเน้อ

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 07.07.08 at 21:41:39

ขอบคุณครับพี่ลูที่ตามมาอ่าน ตอนนี้ยังดำเนินไปไม่ได้ครึ่งเรื่อง

แต่จำนวนตอนท่าจะเลยจากที่คิดแล้วครับ

กะว่าจะแต่งซัก 20 ตอนนี่ผ่านไปดินแดนเดียว ปาไป 7-8 ตอนแล้ว

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 11.07.08 at 21:51:07

ตอนที่ 8


สายฟ้าสถิตย์ร่าง


     ฟลอล่าลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องของสำนัก Spark breath จึงลุกขึ้นมานั่งพลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นึกแค้นใจตัวเองที่ใช้พลังจนหมด ขณะที่กำลังสงสัยว่าทำไมตนถึงกลับมายังสำนักได้นั้น สายตาพลันพบชายคนหนึ่งนั่งหลับอยู่บนโต๊ะที่กลางห้อง จึงลุกขึ้นไปดูแม้ร่างกายจะยังเมื่อยล้า แต่พละกำลังก็กลับคืนมาบ้างแล้ว

     สตาร์ที่เหนื่อยจากการเฝ้าดูอาการของฟลอล่าทั้งคืนจนเผลอหลับไปได้สะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติ

     “ฟลอล่า! ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว” สตาร์รีบลุกขึ้นไปประคองหญิงสาวทันที

     “ข้าไม่เป็นไรแล้ว แค่เหนื่อยจนหมดแรงเท่านั้นเอง แล้วนี่ข้าสลบไปนานเท่าใด ใครเป็นคนพาข้ากลับมา .....”

     “หยุดก่อน ข้าจะไปตามหมอมาดูอาการเจ้าแล้วจะตอบคำถามเจ้า ตอนนี้ไปนอนพักซะก่อน” เมื่อพูดจบก็ประคอบไปนอนบนเตียง แล้วรีบวิ่งออกไป

     เมื่อฟลอล่าอยู่คนเดียวอีกครั้งก็นึกถึงการต่อสู้ที่ผ่านมา พลางกำมือแน่นน้ำตาเริ่มซึมออกมา ในใจคิดว่าตนเองต้องแข็งแกร่งขึ้น ถ้าคนที่คอยรักษาคนอื่นมาบาดเจ็บซะเอง หรือใช้พลังจนเกินขีดจำกัดจนไม่สามารถทำอะไรแล้วคนในทีมจะเป็นเช่นไร คิดได้ถึงตรงนี้สตาร์ก็พาหมอเข้ามาพอดี

     ฟลอล่าเมื่อเห็นสตาร์เข้ามาก็รีบปั้นหน้ายิ้มทันที “เจ้าไปรบกวนท่านหมอทำไม ข้าหายดีแล้ว” แต่หมอท่านนั้นกลับไม่พูดอะไรเอามือแตะที่แขน หลัง คอ แล้วบอกว่า “เจ้าเกือบจะต้องกลายเป็นคนพิการแล้วเจ้าไม่รู้รึ”

     “อะไรนะท่านหมอ!!”

     “เจ้าใช้พลัง E.C. มากเกินไปจนสลบไป 1 วันเต็มๆ ถ้าพ่อหนุ่มคนนี้พากลับมาไม่ทันเจ้าอาจจะต้องเป็นคนพิการไปแล้ว”

     ฟลอล่าได้ฟังดังนั้นก็มองไปที่สตาร์เหมือนจะถามว่าตนหลับไปนานขนาดนั้นจริงหรือ สตาร์ก็พยักหน้าตอบกลับมา

     “งั้นข้าต้องขอขอบคุณท่านหมอมากที่ช่วยรักษาข้า”

     “ไม่ใช่ข้าหรอก เจ้าต้องไปขอบคุณ สหายของเจ้าที่ชื่อเอ่ออออออ มิไร นางใช้พลังของ E.C. แห่งแสงอัญเชิญ เทราส ภูตแห่งจิตมาช่วยรักษาให้เจ้า เจ้าคงรู้ว่า E.C. เกิดจากพลังจิต ถ้าเจ้าใช้พลังจนเกินตัว มันจะย้อนกลับมาเล่นงานระบบประสาทต่างๆในร่างกาย ถ้ารักษาไม่ทันเส้นประสาทต่างๆอาจจะเกิดความเสียหายได้ แม้ข้าจะรักษาได้ แต่ความสามารถระดับข้าไม่พอที่จะช่วยเจ้าได้หรอก จงกินยานี้แล้วพักผ่อนให้เยอะๆ พรุ่งนี้เช้าเจ้าคงจะหายดี” เมื่อหมอประจำสำนักมอบยาให้แล้วก็เดินออกไป

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 11.07.08 at 21:59:08

     เมื่อฟลอล่ากินยาแล้วหันไปพูดกับสตาร์

      “แล้วพวกพี่ๆเป็นเช่นไรบ้าง”

     “ทุกคนปลอดภัยดี เพียงแต่เหน็ดเหนื่อยและบาดเจ็บเล็กน้อย ตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่ เจ้าจงพักผ่อนซะ ข้าก็จะกลับห้องไปพักผ่อนแล้วเช่นกัน”

     ฟลอล่าได้ยินดังนั้นก็หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า และหลับไปอย่างรวดเร็วเพราะฤทธิ์ยา

     รุ่งเช้าทุกคนมารวมตัว ณ ห้องรับรองของสำนัก ฟลอล่าที่เข้ามาทีหลังสุดสังเกตุเห็นรอยแผลเล็กน้อยตามตัวของแต่ละคน ก็รู้ว่าทุกคนต้องพบกับคนของลัทธิอามาเร็กมาแน่นอนมิไรที่หันมาเห็นพอดีก็ทักขึ้น

     “ฟลอล่าเจ้าหายแล้วหรือ ยังมีความผิดปกติอะไรอีกหรือไม่”

     “ข้าหายดีแล้วพี่มิไร ต้องขอบคุณท่านมากที่ช่วยรักษาข้า”

      “เจ้าไปขอบคุณคนนั้นจะดีกว่ามั้ง เค้าแบกเจ้าวิ่งมาจากสวนสาธารณะด้วยตัวคนเดียว แล้วยังคอยดูแลระหว่างที่เจ้ายังไม่ได้สติ อ้อ....แต่ไม่ต้องห่วงนะเป็นข้าที่เปลี่ยนชุดให้เจ้าไม่ใช่สตาร์” พูดจบก็พยักเพยิดไปทางสตาร์ที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

     ฟลอล่าได้ยินหน้าก็เริ่มแดงขึ้น แล้วพยักหน้ารับเล็กน้อย แล้วนั่งลงข้างมิไร แลนซ์จึงถามขึ้นมาบ้าง เมื่อเห็นว่าสาวๆคุยกันจบแล้ว

     “ฟลอล่า เมื่อวานเจ้าพบกับคนของลัทธิอามาเร็กใช่หรือไม่”

     “ใช่แล้วพี่แลนซ์”

     “แปลว่าพวกมันรู้ความเคลื่อนไหวของเรา พวกเราแต่ละคนถูกพวกมันดักทำร้ายกันหมด แถมฝีมือมันก็ร้ายกาจมากเสียด้วย ท่าทางจะไม่ใช่พวกระดับธรรมดา”

       ฟาร์เสริมขึ้นบ้าง “ใช่ แต่ข้าว่ามันแปลกนะ มันน่าจะฆ่าพวกเราได้อย่างง่ายดาย แต่กลับสู้แบบไม่เอาจริงแถมยังปล่อยพวกเราไปแบบง่ายๆเสียด้วย”

      คนอื่นๆพยักหน้าอย่างเห็นด้วย สตาร์ที่ไม่ได้ต่อสู้กับคนของลัทธิอามาเร็กแบบคนอื่นจึงถามขึ้นมาว่า “พวกมันเก่งกาจขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าพวกมันเอาจริงจะเป็นเช่นไร”

      แลนซ์จึงถอนใจแล้วส่ายหน้าบอกว่า

      “ถ้าเป็นเช่นนั้นเราคงไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้หรอก”

      มิไรนึกขึ้นได้จึงหันไปถามฟลอล่า

      “ฟลอลล่าเจ้าใช้พลังเช่นไรถึงสามารถเอาชนะมาได้”

      “ข้าใช้ E.C. เรียกสัตว์เทพ 2 ตัวออกมาสู้น่ะพี่มิไร แต่มันเก่งมากอีกทั้งยังสามารถใช้ สัตว์เทพซีเซอร์เพนท์ถึง 4 ตัวต่อสู้กับข้า สุดท้ายข้าจึงใช้การรวมร่างสัตว์เทพเข้าสู้”

      “อะไรนะ!!” ทุกคนพอได้ยินเข้าก็อุทานออกมา

     เรื่องที่มิไรเล่าถ้าเป็นใครก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา เนื่องจากซีเซอร์เพนท์ นั้นเป็นสัตว์เทพระดับตำนาน ซีเซอร์เพนท์นั้นตามตำนานเล่ากันว่า เกิดจากความโกรธกริ้วของ อุนดิเน่ที่มนุษย์ไม่ดูแลรักษาสายน้ำ จึงได้สร้างสัตว์เทพตนนี้ขึ้นเพื่อที่จะลงโทษมนุษย์ ต่อมา มนุษย์ได้ปรับปรุงตัวร่วมกันดูแลรักษา อีกทั้งยังใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณค่า อุนดิเน่จึงได้ปิดผนึกมันไว้ยังจุดที่ลึกที่สุดของทะเล การที่ใครคนหนึ่งสามารถแก้ผนึก แล้วสามารถปราบมันลงได้นั้นนับว่าฝีมือไม่ธรรมดา

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 11.07.08 at 22:17:19

     แต่มิไรไม่ได้ตกใจในเรื่องนั้น ที่มิไรตกใจมากกว่าคือฟลอล่าสามารถรวมร่างสัตว์เทพได้  เมื่อตอนที่ทำการทดสอบเมื่อ 6-7 วันก่อน ตอนที่ยังตนทำการทดสอบนั้น แค่เรียกสัตว์เทพมาแค่ตัวเดียวยังแทบแย่ แปลว่าเด็กสาวคนนี้มีทักษะที่ดีมากแล้วยังมีพรสวรรค์อีก

     “งั้นข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าถึงได้เป็นแบบนั้น เจ้าฝืนทำการรวมร่างสัตว์เทพต่างชนิดกันใช่หรือไม่”

     “ใช่พี่มิไรข้าต้องทำเช่นนั้น หาไม่ข้าอาจจะไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้”

     “ข้าเข้าใจ ถ้าข้าต้องเจอแบบเจ้า ข้าคงต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน”

     “พวกเจ้าอยากเก่งขึ้นอีกหรือไม่” ทุกคนหันไปยังต้นเสียงทันที เป็นโคลอสเดินเข้ามาจากอีกทางหนึ่ง

     แลนซ์ถามขึ้นมาทันที “ท่านมีวิธีที่จะแนะนำพวกเราหรือ”

     “ใช่แต่เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับสตาร์”

     ทุกคนพอได้ฟังก็พากันสงสัย แล้วสตาร์ก็ถามขึ้น “ทำไมต้องเกี่ยวกับข้าหรือครับ”

     “เจ้าจำการทดสอบของเจ้าได้หรือไม่”

     “ได้ครับ ข้าต้องไปที่อีกมิติหนึ่งที่มี...... หรือว่าท่านจะ.......”

     “ใช่แล้วสตาร์ เจ้าต้องพาพรรคพวกของ เจ้าทั้ง 4 ไปอีกมิติหนึ่ง ที่นั่นพวกเจ้าจะมีเวลาสำหรับการฝึกมากมาย แต่เจ้าต้องไปอ้อนวอนเทพแห่งสายฟ้าเอาเอง”เมื่อพูดจบแล้วก็เดินจากไป

      ฟาร์ถามขึ้นมา “สตาร์ที่ท่านโคลอสพูดหมายความว่าอย่างไร”

      คนอื่นๆก็หันมามองหน้าสตาร์เพื่อที่จะรอฟังคำตอบ

      “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ถ้าพวกท่านได้ไปในมิตินั้นจะมีที่ให้ฝึกมากมาย เวลาที่นั่น 2 วันเท่ากับข้างนอก 1 นาที แต่.....”

       ฟลอล่าคาดคั้นเมื่อเห็นสตาร์ไม่ยอมบอกให้หมด “แต่อะไรสตาร์ เจ้ารีบบอกมาเถอะอย่ามัวแต่โยกโย้”

      “ก็ไม่มีอะไรมากแค่จะไม่สามารถใช้ E.C.ได้ถ้าไม่ท่านไม่อนุญาตเท่านั้นเอง”

      ทุกคนได้ยินดังนั้นก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมาย ปัญหาอยู่ที่ท่านจะยอมให้เข้าไปหรือเปล่า นั่นสิคือปัญหาที่แท้จริง แลนซ์ก็บอกกับสตาร์ว่า “เรื่องนั้นเป็นเรื่องเล็ก ข้าว่าเรื่องใหญ่คือท่านจะยอมให้เราเข้าไปรึเปล่า ถ้าท่านยอมให้เราเข้าไปฝึกท่านก็คงยอมให้เราใช้พลังเองนั่นแหละ”

     “ถ้าท่านยอมก็คงดี แต่ข้ากลัวว่าท่านจะไม่ยอมนี่ซิ” เมื่อสตาร์พูดจบลูกแก้วทั้งสองก็เปล่งแสงขึ้น

     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจให้กับทั้ง 4 คน มีแต่สตาร์เท่านั้นที่ยิ้มออกมา

     “ท่าทางท่านจะยอมให้พวกเราเข้าไปฝึกแล้ว เราไปที่ห้องลับกันดีกว่า”

     “เจ้าแน่ใจได้อย่างไรสตาร์” ฟาร์ถามขึ้น

     “ข้าเข้าใจว่าท่านลามูคงยอมให้เราใช้สถานที่นั้นแล้ว ไม่เช่นนั้นลูกแก้วคงไม่ส่องแสงอย่างนี้ เรารีบไปกันดีกว่า” เมื่อพูดจบก็เดินนำทั้ง 4 ไปยังบ่อน้ำทันที

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 11.07.08 at 22:24:12

     เมื่อทั้งห้า ไปถึงห้องนั้นแทนที่จะมีรูปปั้นอยู่กลับกลายเป็นลานกว้าง ณ กลางลานกว้างนั้นมีชายกลางคนอยู่คนหนึ่ง ข้างกายมีสาวสวยที่แต่งตัวแปลกๆ แต่เป็นที่คุ้นเคยของสตาร์อย่างมากอยู่ก็รีบคารวะทันที

     สี่คนที่เหลือหลังจากตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง เพราะไม่เคยคาดคิดว่าที่ใต้ดินจะมีลานกว้างขนาดนี้อยู่ ไม่เพียงเท่านั้นสถานที่นี้ยังมีแสงสว่างไม่ต่างไปจากอยู่บนพื้นดินธรรมดา หันไปมองสตาร์เห็นสตาร์ทำท่าแสดงความเคารพคนทั้งสอง ก็เข้าใจเรื่องราวโดยคร่าวๆ จึงคารวะตาม
คนทั้งสองก็เดินมาแล้วเอามือสัมผัสบ่าของทั้ง 5 แล้วสั่งให้ลุกขึ้น

     “ทั้งสองท่านนี้คือท่านลามูและท่านวินเดีย” สตาร์แนะนำทั้งสองทันทีหลังจากลุกขึ้นแล้ว

     พวกของสตาร์ที่เหลือจึงจะแนะนำตัวเองบ้างแต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากพูดลามูก็พูดขึ้นมา

     “พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธี พวกข้าอยู่กับเจ้าตลอดเวลารู้จักเจ้าดี แม้ข้าจะพึ่งมอบพลังให้สตาร์แต่ข้าก็รับรู้เรื่องราวของพวกเจ้าดี”

     “ถ้าเช่นนั้นท่านคงทราบว่าพวกข้ามาที่นี่เพื่ออะไร” แลนซ์จึงพูดเข้าเรื่องทันที

     “เรารู้อยู่แล้วพวกเจ้าต้องการสถานที่ฝึกปรือฝีมือ เราทั้งสองจึงสร้างที่แห่งนี้ขึ้นและยังจะหาคู่มือให้เจ้าอีกด้วย” วินเดียพูดขึ้นมาบ้าง

    “ถ้าเช่นนั้นพวกข้าต้องขอบคุณท่านมาก” มิไรพูดพร้อมโค้งคำนับหนึ่งที

    “ไม่ต้องเกรงใจไป ข้าจะให้พวกเจ้าพบกับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับเจ้าแต่ละคน” ลามูพูดพร้อมทั้งโบกมือไปด้านข้าง

     ทันใดนั้นก็เกิดสายฟ้าผ่าลงมาบนเงาของแต่ละคน ยกเว้นสตาร์เพียงคนเดียวเท่านั้นเงาของทั้งสี่พลันลอยขึ้นมา จากที่เป็นเงาก็เริ่มหนาขึ้นกลายเป็นรูปร่างเหมือนเจ้าของ

    “เจ้าแต่ละคนต้องแยกย้ายกันไป แล้วต่อสู้กับเงาของตนให้ชนะ เงาของเจ้าจะมีความสามารถเท่ากับเจ้าทุกอย่าง ผู้ที่ชนะแล้วเงากลับคืนที่แล้วเท่านั้นที่จะสามารถกลับออกไปได้”

    มื่อทุกคนได้ยินก็นิ่งไปแล้วนึกถึงคำกล่าวบทหนึ่งนั่นคือ “ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเรานั้นคือตัวเราเอง” แต่ในเมื่อได้มีโอกาสฝึกฝีมือจะจึงพยักหน้าแล้วกล่าวรับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน

     “เราว่าพวกเจ้าทุกคนนั้นยังมีคำถามอยู่ในใจ นั่นคือทำอย่างไรจึงจะเอาชนะได้ เรื่องนั้นเจ้าต้องไปหาคำตอบกันเอง การฝึกนี้เจ้าทั้ง 4 จะสามารถใช้ได้ทุกอย่าง ทั้งอาวุธ E.C. และการอัญเชิญสัตว์เทพ ขอเพียงเอาชนะให้ได้เท่านั้น” วินเดียพูดแล้วโบกมือครั้งหนึ่ง ร่างและเงาทั้ง 8 ก็แยกย้ายไปยังจุดต่างๆเป็นคู่ๆ

     “แล้วข้าล่ะครับ ระหว่างที่รอข้าต้องทำอะไรบ้าง”
ลามูเมื่อได้ยินสตาร์ถามก็หันไปหาวินเดีย วินเดียจึงเดินมาหน้าสตาร์แล้วเอื้อมมือมาแตะบ่า “ข้ามี 2 ทางเลือกให้แก่เจ้า 1 พักผ่อนอยู่เฉยๆ หรือ 2 ทดลองพลังใหม่ที่ได้มาจากท่านลามู”

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 11.07.08 at 22:27:31

     สตาร์เมื่อได้ยินคำถามก็รีบตอบโดยไม่แม้แต่จะคิด “ในเมื่อทุกคนต้องฝึกอย่างยากลำบากข้าก็ไม่ขอนิ่งเฉย ได้โปรดให้ข้าได้ฝึกด้วยเถิดครับ”

     วินเดียได้ยินก็ยิ้มแล้วหันไปพูดกับลามู “เราจะเลือกคนไม่ผิดจริงนะท่านลามู”

      ลามูได้ยินก็ยิ้มออกมา แล้วยกแขนขวาขึ้นมาด้านข้างขนานกับหัวไหล่ “ถ้าเช่นนั้นเรามาสนองความต้องการให้เด็กคนนี้แล้วกัน”

     วินเดียเห็นดังนั้นจึงเดินไปยืนเคียงข้าง แล้วยกแขนซ้ายของตนไปสัมผัสกับมือของลามู ทำให้เกิดสัตว์กลายพันธุ์ขึ้นมาตนหนึ่ง สัตว์ตัวนี้มีรูปร่างเป็นม้าขนาดใหญ่ บนหัวมีเขาสีทองอร่ามตา ขนบนตัวพลิ้วไหวเหมือนต้องลมพัดตลอดเวลา ทุกการย่ำเท้าเกิดเป็นประกายของสายฟ้าแลบตลอดเวลา

     “นี่คือคู่ต่อสู้ของเจ้า มันคือสัตว์เทพ ไวด์เลียส มันมีทั้งความเร็วของสายลมและ พลังของสายฟ้า” เมื่อลามูพูดจบก็ลดมือลง

     “พวกท่านจะให้ข้าสู้กับเจ้าตัวนี้ด้วยอาวุธอะไรครับ”

     “ข้าจะให้เจ้าสู้ด้วยพลังของข้า” เมื่อลามูพูดจบก็กลายร่างเป็นลูกแก้ว แล้วเข้าไปผนึกที่ Element armguard ทันที

       ร่างของสตาร์พลันเกิดแสงสว่างวาบหนึ่ง แล้วมีร่างเงาของแรดที่เป็นร่างแปลงของลามูมาทับซ้อน ปรากฏเป็นชุดเกราะชุดหนึ่งขึ้นมาสวมใส่บนร่างสตาร์ มีหัวของแรดตัวนั้นอยู่ที่บ่าขวา ชุดเกราะนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีความหนามาก ขนาดที่ว่าถูกก้อนหินขนาดใหญ่หล่นลงมาทับยังไม่สะเทือน

      “ชุดเกราะนี้มันอะไรกัน ทั้งที่มีความหนาแต่กลับเบา ความรู้สึกไม่ต่างจากตอนที่สวมใส่ชุดเกราะแห่งลมเลย” สตาร์คิดในใจ ขณะที่กำลังทดลองขยับแขนขาอยู่นั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว

       “เจ้ารู้สึกเช่นไรบ้างสตาร์”

     “ท่านลามู ชุดเกราะนี้ประหลาดมากครับแม้จะดูหนาและหนัก แต่เมื่อข้าสวมแล้วกลับรู้สึกไม่ต่างจากตอนที่สวมชุดเกราะแห่งลมเลย”

      “นั่นเพราะข้าให้เจ้าฝึกวิ่งขึ้นเขาอย่างไรล่ะ การฝึกขึ้นเขานั้นช่วยเสริมพลังให้เจ้าทั่วทั้งร่าง ในตอนนี้ถ้าเจ้าสวมชุดเกราะแห่งลม เจ้าอาจจะรู้สึกเหมือนไม่สวมอะไรเลยก็ได้”

    “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะลองสู้เลยหรือไม่”

    “ข้าพร้อมแล้วครับ” พูดจบก็ตั้งท่าเตรียมตัว

     เมื่อวินเดียเห็นสตาร์ตั้งท่าก็ลดมือลง แล้วเดินถอยห่างออกไป เมื่ออยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้วดีดนิ้วครั้งหนึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นการฝึก
เมื่อสิ้นเสียง ไวด์เลียส พ่นลมหายใจพรืดหนึ่ง แล้ววิ่งเข้ามาหาสตาร์ทันที สตาร์นั้นตั้งท่ารออยู่แล้ว แทนที่จะหลบกลับยืนอยู่กับที่เพื่อจะลองวัดพลังกับมันซักครั้ง ไวด์เลียสเมื่อเห็นว่าสตาร์ไม่ยอมหลบก็ยกขาขึ้นแล้วเหยียบ สตาร์นั้นก็รับเท้าของมันเข้าเต็มๆ แต่แทนที่จะรู้สึกหนักหรือเจ็บจากน้ำหนักและพลังไฟฟ้าที่ไวด์เลียสมีกลับเฉยๆ

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 11.07.08 at 22:38:07

     เกราะนี้ทนต่อแรงเหยียบได้ จริงๆ  แถมยังต้านทานไฟฟ้าได้อีก ช่างแข็งแกร่งจริงๆ แต่โดนแรงขนาดนั้นหลายๆครั้งชุดเกราะคงทนได้ แต่เรานี่ซิคงซ้ำในตายเสียก่อน คงรับตรงๆไม่ได้ยังคิดไม่ทันจะจบไวด์เลียสก็วิ่งเข้าใส่อีกครั้ง แต่คราวนี้กลับวิ่งเลยไปแล้วยกขาหลังถีบมา
สตาร์ที่กำลังเสียหลักเพราะหลบอย่างกะทันหัน ไม่ทันระวังว่าจะมีลูกตามติดมา ก็ถูกถีบอย่างแรงทำให้เกระเด็นไป

      “ชิแรงเยอะนักนะเจ้าม้าบ้านี่ เกราะหนาๆยังถีบซะกระเด็น ถ้าเราไม่ได้สวมเกราะคงตายไปแล้ว” ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นก็ไวด์เลียสก็วิ่งมาหาอีกครั้ง

      “แต่ดูไปดูมามันคลับคล้ายคลับคลาแฮะเจ้าม้าตัวนี้” ว่าแล้วพุ่งเข้าใส่มันบ้าง ในที่สุดก็สามารถจับมันได้ เมื่อมองดูใกล้ๆก็รับรู้ทุกอย่าง “ที่แท้เจ้าคือ เฮลลอส ที่ข้าไล่จับเมื่อไม่นานมานี้นี่ คงโกรธข้าละซิถึงได้พุ่งเข้ามาจู่โจมข้าแบบนี้...........”

     พูดไม่ทันจบก็ถูก ไวด์เลียส เหวี่ยงออกมา  แล้วหมุนตัวใช้ขาหลังถีบ

     “โอ๊ย! จุกนะเจ้าม้าบ้าถีบมาได้ ว่าจะปราบเจ้าโดยไม่ใช่ E.C. ซักหน่อยแต่เห็นทีว่าคงจะต้องลุยเต็มที่ซะแล้ว”

      เมื่อลุกขึ้นได้ก็ชูมือขวาขึ้นไป จู่ๆเกิดสายฟ้าฟาดลงมาที่ร่างกาย วิชานี้เป็นวิชาเฉพาะ ถ้าไม่สวมชุดเกราะแล้วใช้วิชานี้อาจจะถูกสายฟ้าฟาดตายได้ ชุดเกราะสายฟ้าเมื่อถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ก็เปล่งแสงสีเหลืองเรืองรองออกมา

       "เอาล่ะเจ้าม้าบ้าแน่จริงก็เข้ามาเลย" ไวด์เลียส นั้นเหมือนจะรู้ตัวล่วงหน้า แทนที่จะวิ่งเข้าใส่กลับเดินวนรอบตัวสตาร์เพื่อรอดูสถานการณ์

       “รู้มากนักนะเจ้าม้าบ้า แกไม่เข้ามาชั้นเข้าไปหาเองก็ได้” พูดจบก็วิ่งเข้าไปหาทันที

      ขณะที่สตาร์จะวิ่งเข้าใส่นั้น ไวด์เลียส ก็ยกเข้าขึ้นถีบอากาศทำให้เกิดพายุขนาดเล็กขึ้น แต่พายุนั้นไม่ใช่พายุธรรมดา แต่กลับมีสายฟ้าแฝงอยู่ด้วย

       “มีลูกไม้ซ่อนอยู่ด้วยรึ มีลองดูกันหน่อยว่าเจ้าจะสามารถกันท่านี้ได้ไหม อารม์เมอร์แทคคคคคคคคคคคคคคคค” แล้ววิ่งเข้าไปเอาไหล่กระแทกใส่

      เมื่อทั้งสองปะทะกัน เกิดเป็นประกายสายฟ้าแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง และมีฝุ่นฟุ้งกระจาย มองเข้าไปเห็นเห็นเงาสองร่าง ร่างหนึ่งเป็นม้าร่างหนึ่งเป็นคน ผ่านไปครู่หนึ่งร่างของม้าก็ล้มลง

      สตาร์เมื่อชนะแล้วก็ถอดลูกแก้วออก ชุดเกราะที่สวมร่างอยู่ก็หายไป แล้ววิ่งเข้าไปดู ไวด์เลียสที่ล้มอยู่ “เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าม้าบ้า ข้าพยายามออมแรงแล้ว หวังว่าเจ้าคงไม่บาดเจ็บมากนะ”

      วด์เลียสพ่นลมหายใจออกมาดัง “พรืด” แล้วลุกขึ้นเอาจมูกดุนแก้มของสตาร์

     “ยินดีด้วยสตาร์ เจ้าม้าตัวนี้ยอมรับเจ้าแล้ว มันยอมเป็น 1 ในสัตว์เทพประจำตัวเจ้าแล้ว”ลามูพูดพลางเดินมาลูบขนของ ไวด์เลียส

      “งั้นหรือครับ ถ้าเช่นนั้นต่อไปข้าก็จะสามารถอัญเชิญมันได้”

      “ใช่แล้ว เจ้าตัวนี้จะทำให้พลังของเจ้าในยามที่สวมเกราะแห่งข้าเพิ่มขึ้นสูงสุด”

     เมื่อสตาร์ได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปลูบขนของ ไวด์เลียส อย่างเอ็นดู แล้วถามขึ้นมา

     “ท่านลามูครับ พวกพี่ฟาร์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ”

     “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป ตอนนี้วินเดียได้ไปดูแลแต่ละคนอยู่ห่างๆ” พอสตาร์ได้ยินดันนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่ตอนที่ตนสู้กับ ไวด์เลียส วินเดียก็หายตัวไปแล้ว

     “แล้ว พวกข้าจะได้ฝึกในนี้นานเท่าไหร่ครับ”

      “ก็ประมาณ 6 ชั่วโมงของโลกภายนอกหรือ 2 ปีของโลกนี้ คงน่าจะพอ”

      “ถ้าเช่นนั้นระหว่างนี้ข้าจะฝึกหรือทำอะไรก็ได้หรือครับ”

     “ใช่แล้ว เจ้าจงไปพักผ่อนเสียเวลายังอีกยาวไกล เจ้าต้องเจออะไรอีกเยอะ ที่ข้าบอกว่าพวกนั้นไปว่าต้องโค่นให้ได้ถึงจะได้ออกไปนั้นเพื่อให้สู้อย่างเต็มที่”

      “ครับท่านลามู”

ตัวอย่างตอนต่อไป


     การฝึกฝนจบสิ้น ทั้ง 5 มารวมตัวกันเพื่อที่จะเดินทางต่อจุดหมายต่อไปดินแดนแห่งน้ำ อควาแลนด์ ศัตรูแอบซุ่มอยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกสตาร์ที่เก่งขึ้นแล้วจะฝ่าฟันไปได้หรือไม่ ติดตามได้เร็วๆนี้

Title: Re: Element knight 1-5
Post by ozzy on 23.07.08 at 15:29:32

ตัวละครที่ผมออกเเบบไว้ใกล้ออกมาให้ยลโฉมเเล้วนะครับ.....แวะมาให้กำลังใจคุณMr.T2526 ครับผม....

Title: Re: Element knight 1-5
Post by supersentai on 27.07.08 at 10:14:22

เนื้อเรื่องกำลัง ดำเนินไปได้อย่าต่อเนื่องเลยครับ ติดตามต่อไปครับ พี่ต่อ แม้จะมา คอมเม้นให้ช้าไปนิดแต่ ก็ ติดตามอ่าน อยู่นะครับ ไม่ได้เข้ามา คอมเม้นกระดานนักเขียนซะนาน ตั้งแต่ ทำGASABEL ก็ นานมากเลย [smiley=zasuraw.gif]

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:30:01

ตอนที่ 9

ก้าวเข้าสู่อควาแลนด์

     เวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงทั้งหมดถูกเรียกตัวกลับมา “เจ้าทั้งหมดมีฝีมือเก่งกล้าขึ้นแล้วแต่ เจ้าอย่าได้ใจไปศัตรูของพวกเจ้านั้นมีฝีมือมากกว่าที่เจ้าคิดนัก จงหมั่นฝึกฝนและคิดกระบวนท่าใหม่ๆออกมา ไม่เช่นนั้น เจ้าจะไม่สามารถปราบลัทธิอามาเร็กได้แน่นอน”

เมื่อทั้ง 5 คนได้ยินที่ลามูสั่งสอนก็ รับคำโดยพร้อมเพรียงกัน

“ครับ/ค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงกลับไปและออกเดินทางได้แล้ว หนทางยังอีกยาวไกล ข้าขอให้เจ้าสามัคคีกันไว้”

เมื่อพูดจบ จากทุ่งกว้างก็กลับกลายเป็นห้องเล็กห้องหนึ่ง

“นี่น่ะหรือร่างจำแลงของท่านลามู” มิไรพูดขึ้นหลังจากหันกลับไปเห็น รูปปั้นแรดที่ด้านหลัง

“ใช่แล้วพี่มิไร ข้าเคยถามท่านว่าทำไมท่านต้องใช้ร่างนี้ ทั้งที่สัตว์ในโลกนี้มีตั้งมากมาย ท่านกลับถามกลับมาว่าร่างนี้ไม่ดีตรงไหน ร่างนี้แสดงถึงพลัง ความเร็วที่ไม่มีใครคิดว่าร่างอันใหญ่โตนี้จะมีได้ เล่นเอาข้าหาข้อโต้แย้งไม่ได้เลย”

“นั่นซินะ เออสตาร์แล้วร่างจำแลงของเทพที่เหลือมีอะไรบ้าง” ฟลอล่าถามบ้าง

“จากรูปปั้นของเทพทั้ง 8 ที่ข้าพบคือ นก แรด มังกร หมาป่า สิงโต กริฟฟิน ยูนิคอรน์ และคิไมร่า และอย่างที่ทุกคนรู้ท่านวินเดียคือนก และท่านลามูคือแรด สัญลักษณ์ของท่านวินเดียนั้นเป็นสัญลักษณ์ประจำดินแดนของเรา เพราะฉะนั้นที่ อควาแลนด์ หนึ่งในสำนักทั้งสองแห่งต้องมีสัญลักษณ์เป็นมังกรแน่ๆ”

“อืมแต่ว่าพวกเราทั้ง 5 เข้าไปฝึกกันตั้งนาน ข้าไม่นึกเลยว่าเวลาภายนอกจะเป็นแค่บ่ายเท่านั้นเอง” ฟาร์พูดพร้อมกับเดินขึ้นไปด้านบน พวกที่เหลือเมื่อเห็นฟาร์เดินนำไปแล้ว จึงเดินตามขึ้นไป

“เราไปพบท่านโคลอสก่อนแล้วแยกย้ายไปเก็บของ พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกัน” แลนซ์พูดขึ้นมาบ้างหลังจากไตร่ตรองอะไรอยู่พักหนึ่ง

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:32:30

     ทุกคนเห็นดีด้วยจึงพยักหน้าแล้วเดินไปยังห้องพักของโคลอส ในห้องนั้นถูกตกแต่งอย่างง่ายๆ มีของตกแต่งไม่กี่ชิ้น  ชายผู้เป็นเจ้าของห้องนั้นกำลังนั่งพักผ่อนอยู่เมื่อเห็นว่ามีผู้มาเยือนจึงลุกขึ้นไปต้อนรับ

     “พวกเจ้าฝึกเรียบร้อยแล้วหรือ ดูท่าทางไม่ต่างจากเดิมนัก แต่พลังที่แผ่จากตัวพวกเจ้ากลับดูหนักแน่นและเข้มแข็งขึ้น แต่กลับสามารถไหลเวียนได้ราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ”

     “ครับเป็นเพราะคำชี้แนะของท่าน พวกเราจึงสามารถฝึกฝีมือได้ดั่งก้าวกระโดด พวกข้าต้องขอขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง” แลนซ์ในฐานะที่เป็นผู้นำของกลุ่มจึงเป็นตัวแทนในการกล่าวขอบคุณ

     โคลอสได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ “ไม่ใช่เพราะข้า ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเอง และความกรุณาของท่านเทพแห่งสายฟ้าลามู แล้วพวกเจ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่”

     “พวกข้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้าครับ”

     “อืมเข้าใจแล้ว จงไปพักผ่อนกันให้เต็มที่ แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะแยกย้ายกันไป ข้าคิดว่าอีกหน่อยอาวุธของพวกเจ้าคงทนพลังของพวกเจ้าไม่ไหวแน่ อาวุธที่ผลิตจากโลหะอาร์เคลัมที่พวกเจ้าใช้นั้นไม่มีส่วนผสมของ “ไม้เอเลเทล” คงทนพลังของเจ้าที่เพิ่มขึ้นได้อีกไม่นาน”

     สตาร์ได้ยินชื่อต้นไม้ประหลาดก็เกิดความสงสัย “ไม้เอเลเทล คืออะไรหรือครับ”

     คนอื่นๆก็พยักหน้าประมาณว่าไม่รู้จักเช่นกัน โคลอสได้เห็นดังนั้นก็ยิ้มแล้วถอนใจออกมา

      “เฮ้อ รากัสนี่ไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้าแล้วยังปล่อยให้ออกเดินทางมากันอีกหรือ ไม้เอเลเทลนั้นเป็นพันธุ์ไม้พิเศษ สามารถรับพลัง E.C. ได้มากกว่าธาตุใดๆในโลก ไม้นั้นถูกเอามาทำเป็นอาวุธมากมาย รวมทั้ง Element armguard แต่”

     “แต่อะไรหรือครับ” สตาร์ถามขึ้นเมื่อจู่ๆโคลอสก็เงียบไป

     “ไม้ชนิดนี้ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะหาพบ หรือแม้กระทั่งรู้ที่อยู่ของ ยกเว้นพวก มนุษย์ต้นไม้ ทริวแมน”

     “พวกเผ่าพันธุ์ที่เกือบจะสูญพันธุ์น่ะหรือครับ” แลนซ์ถามขึ้นมาบ้าง

     “ถูกต้อง แต่เผ่าพันธุ์นี้ไม่ใช่เกือบจะสูญพันธุ์หรอก เผ่านี้เป็นเผ่าที่รักสันโดษ อีกทั้งยังสามารถกลายร่างเป็นต้นไม้ได้ ในร่างคนแทบไม่มีสิ่งใดต่างจากคนทั่วไป เพียงแค่จะมีตาและผมสีเขียว สวมเสื้อผ้าที่ทำจากเปลือกไม้และเครื่องประดับที่เป็นดอกไม้และใบไม้เท่านั้น”

     “แล้วพวกเราจะจะหาพวกนั้นเจอได้ยังไงครับ ในเมื่อพวกนี้สามารถกลายเป็นต้นไม้ได้”ฟาร์ถามหลังจากฟังจนจบ

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:34:37

     “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดวงของพวกเจ้า เท่าที่ข้ารู้มาเผ่าพันธุ์นี้จะปรากฏตัวออกมาให้คนที่มีจิตบริสุทธิ์เท่านั้น และมีอีกข้อนึงที่เจ้าต้องรู้ไว้คือเผ่าพันธุ์ที่จะตีอาวุธจากไม้เอเลเทล ได้มีแต่พวกทริวแมนเท่านั้น ส่วนที่อยู่ของพวกนี้ คือหุบเขาแห่งหนึ่งบริเวณชายแดนของ อควาแลนด์ และ แกรนด์ ดอช นั่นคือเบาะแสทั้งหมดที่ข้ารู้ เอาหล่ะไปพักผ่อนกันได้แล้ว”

     “ครับ/ค่ะ” เมื่อทั้งหมดรับคำแล้วจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน

      “เจ้าทั้ง 4 คิดว่าเด็กน้อยทั้ง 5 มีฝีมือเป็นเช่นไร” ชายในเงามืดถามผู้พิทักษ์ทั้ง 4 ที่พึ่งกลับมายังลัทธิ
ชายในเสื้อคลุมดำที่มีแถบสีเขียวเป็นตัวแทนทั้งหมด ก้าวเดินออกมาข้างหน้าแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง

     “เรียนท่านเทพแห่งความมืด ตามความเห็นของเราทั้ง 4 พวกมันยังสามารถพัฒนาฝีมือได้อีกมาก เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นเท่านั้นเอง”

     “แล้วผู้ครอบครอง Element armguard ล่ะ”

     “ตอนนั้นเราหาตัว ผู้ครอบครอง Element armguard ไม่พบคาดว่า มันคงไปทำการทดสอบเพื่อรับลูกแก้วลูกที่สอง”

     “คงเป็นเช่นนั้น ในตอนนี้ข้ารู้สึกได้ถึงพลังของลามู แสดงว่ามันผ่านการทดสอบแล้ว แต่ถ้าปล่อยให้มันได้รับพลังมากกว่านี้คงไม่เป็นการดีแน่ ในเมื่อพวกมันมีฝีมือไม่เท่าไหร่เช่นนั้น ข้าจะส่งสัตว์เลี้ยงข้าออกไปอีกซักตัวแล้วกัน ส่วนเจ้าจงไปคัดเลือกสมุนฝีมือดีซักคน ข้าจะให้มันเป็นผู้ควบคุมสัตว์เลี้ยงของข้า”

      “ครับท่านเทพแห่งความมืด”

      “พี่แลนซ์ ในอควาแลนด์มีสำนักอะไรอยู่บ้างหรือ” ฟลอลล่าถามขึ้นขณะเดินทางไปยังจุดผ่านแดน

      “ที่นั่นมี สำนัก Punished of Aqua แล้ว Freezing Force เราจะเดินทางไปสำนัก Punished of Aqua ก่อน ที่นั่นเป็นที่เก็บรักษาลูกแก้วแห่งน้ำ”

     “ข้าเคยได้ยินมาว่าดินแดนอควาแลนด์นั้นส่วนใหญ่เป็นเกาะแก่ง แล้วเราจะใช้เมดิสได้หรือ” สตาร์ถาม

     มิไรที่เดินอยู่ข้างแลนซ์หันมาตอบว่า “เราจะเดินทางโดย โฮเวอร์โบ๊ท ท่านโคลอสได้จัดเตรียมไว้ให้เราแล้ว เพียงแค่เราไปยังท่าเรือก็สามารถนำมันไปใช้ได้ทันที”

     สตาร์คิดในใจว่าถ้าตนไม่ได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาลูกแก้วทั้ง 7 คงไม่มีโอกาสได้ใช้พาหนะต่างๆ ได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ว่าจะเจอได้ง่ายๆแบบนี้ช่างเป็นโชคดีในโชคร้ายซะจริงๆ

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:37:37

     เมื่อถึงจุดผ่านแดน ฟาร์ได้เข้าไปจัดการด้านเอกสารนั้น การจะผ่านไปยังดินแดนต่างๆนั้นต้องมีจุดหมายที่แน่ชัด ทั้งเหตุผล เวลา สถานที่ที่จะไปต้องแจ้งไว้ให้ครบถ้วนเพื่อความปลอดภัย จะมีแค่คนบางกลุ่มที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษแบบพวกสตาร์ แต่ถ้าไปโดยไม่ผ่านจุดผ่านแดนก็ได้เช่นกัน เพียงแต่เมื่อเกิดปัญหาจะไม่มีการคุ้มครองแต่อย่างใด

     เมื่อจัดการเอกสารเรียบร้อย ฟาร์ก็แยกตัวเดินทางตรงไปยังท่าเรือเพื่อตรวจสอบโฮเวอร์โบ๊ท แลนซ์และมิไรไปจัดการติดต่อกับทางสำนัก Punished of Aqua เหลือแค่ฟลอล่าและสตาร์ที่ได้รับหน้าที่ง่ายที่สุดคือไปจองห้องพัก ซึ่งเป็นโรงแรมเล็กๆริมทะเลที่แลนซ์ระบุให้เป็นจุดนัดพบเท่านั้น

      เมื่อไม่มีหน้าที่อื่นทั้งสองจึงไปเดินเล่นกันตามลำพังเพื่อฆ่าเวลา ทั้งสองเดินเคียงคู่กันมาเรื่อยๆตามทางริมหาด เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เป็นหน้าผา ช่างเป็นช่วงเวลาบังเอิญเนื่องจากเป็นทิศตะวันตกและพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี

      สตาร์ชี้ชวนฟลอล่าให้ขึ้นไปบนหน้าผาเพื่อที่จะได้ดูพระอาทิตย์ตกน้ำด้วยกัน เมื่อขึ้นไปถึงสตาร์ได้พูดขึ้นมาว่า

      “ช่างเป็นช่วงเวลานี้ที่สวยงามเหลือเกินเจ้าเห็นด้วยไหม”

      “ข้าเห็นด้วยว่าสวย แต่ช่วงเวลาที่ข้านั้นชอบที่สุดคือ ตอนที่ดาวขึ้นเต็มท้องฟ้า มันทำให้ข้ารับรู้ถึงอะไรบางอย่าง”

     “อะไรหรือ ที่เจ้ารับรู้ได้น่ะ”

     “มันทำให้ได้รู้ว่าแม้ในเวลาที่มืดมิดที่สุดในชีวิต เราก็ยังมีแสงดาวแห่งความหวังนำทาง”

     “แล้วเจ้าชอบดาวไหมฟลอล่า” พูดจบก็เอามือไปกุมมือฟลอล่าไว้

     “ข้าต้องชอบอยู่แล้ว เจ้าถามทำไมหรือ”

      “แล้วดาวดวงนี้ล่ะ” พูดจบก็เดินไปตรงหน้าฟลอล่าแล้วจ้องไปในดวงตากลมโตของหญิงสาว

      ฟลอล่าเมื่อเจอมุขนี้เข้าถึงกับอึ้งไปพักหนึ่งหน้าเริ่มแดงระเรื่อ จึงรีบก้มหน้าเพื่อหลบสายตา “เจ้าถามอะไรแบบนี้”

      “เจ้าตอบข้ามาซิฟลอล่า ข้าชอบเจ้านะ”

      ฟลอล่า เมื่อได้ยินดังนั้นหน้ายิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ แต่เพราะแสงในยามนั้นเป็นสีส้มสตาร์จึงไม่ทันสังเกต จึงเฉไฉแล้วบอกว่า “ตอนนี้เริ่มที่จะมืดแล้วเรากลับที่พักกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวพวกพี่แลนซ์จะเป็นห่วง” พูดจบก็รีบวิ่งนำไป

       “ฟลอล่าเจ้าตอบคำถามข้าก่อนซิ” แล้ววิ่งตามไป

      ฟลอล่าที่วิ่งนำไปไกลแล้วเนื่องจากใช้ E.C. พึมพำเบาๆกับตนเอง “ถ้าข้าไม่ชอบเจ้าแล้วจะออกเดินทางกับเจ้าทำไม ข้าจะเป็นห่วงเจ้าทำไม เฮ้อทีกับเรื่องแบบนี้เจ้าไม่ฉลาดเลยนะสตาร์”

     สตาร์เมื่อไปถึงที่พักพบฟาร์นั่งเล่นอยู่ในส่วนร้านอาหารจึงเดินไปถาม “พี่ฟาร์เห็นฟลอล่าไหม”

     “นางขึ้นไปบนห้องแล้ว เจ้าไปทำอะไรนางหรือว่า.......”

      “ข้าไม่ได้ทำอะไรนางหรอกพี่ฟาร์ ข้าแค่......”

      “เอ่อพูดไงดี เอาเป็นว่าไม่มีอะไรหรอก ข้าไปอาบน้ำแล้วลงมากินข้าวบ้างดีกว่า”

       เมื่อสตาร์เดินจากไปแล้วฟาร์จึงพูดออกมาเบาๆ “สงสัยมันคงสารภาพรักไปแล้วมั้ง ฟลอล่าถึงได้มีท่าทางแบบนั้น ยังไงเจ้าก็ปิดพี่คนนี้ได้ไม่นานหรอก” พูดจบก็ยิ้มออกมา ฟาร์นั้นเห็นสถานการณ์
แค่เล็กน้อยก็เดาได้ถูกเกือบทั้งหมด

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:41:30

     รุ่งเช้าทั้งหมดลงมารวมตัวออกเดินทางเมื่อสตาร์พบหน้าฟลอล่าทั้งก็แสดงท่าทีเขินอายออกมา ฟลอล่าก็เช่นกันเมื่อเห็นสตาร์ก็หันหน้าไปคุยกับมิไรเพื่อเป็นการกลบเกลื่อน

      เมื่อแลนซ์เห็นว่าลงมากันครบแล้ว จึงให้ฟาร์นำทางไปยังที่จอดโฮเวอร์โบ๊ท โฮเวอร์โบ๊ทนั้นมีลักษณะคล้ายเรือทั่วไปเพียงแต่ผิวภายนอกทั้งหมดติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เอาไว้ และมีใบพัดติดอยู่โดยรอบเรือ ด้านละ 2-3 ตัว ใต้ท้องเรืออีก 6 ตัว และด้านหลังและหน้าอีกด้านละ 1 ตัว

     เนื่องจากการเดินทางด้วยเรือแล้วต่อด้วยรถหรือยานพาหนะอื่นนั้นจะเป็นการเสียเวลา โฮเวอร์โบ๊ท จึงได้รับการออกแบบให้สามารถลอยตัวในระยะต่ำๆได้ด้วยแรงลม ในยามที่ไม่ใช้ใบพัดที่ใต้ท้องเรือทั้งหมดจะถูกแผ่นโลหะปิดไว้

     เมื่อสตาร์มาถึง โฮเวอร์โบ๊ท พบว่ามีขนาดใหญ่กว่าทั่วไปเล็กน้อย ข้างในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง ห้องนอน ห้องน้ำ ที่พัก เครื่องสื่อสาร

     เครื่องสื่อสารนั้นเป็นลูกแก้วขนาดกลางลูกหนึ่ง ข้างในมีสีขาวขุ่น เมื่อจะใช้ เพียงยกขึ้นมาแล้วพูดชื่อคนหรือสถานที่ปลายทาง ลูกแก้วจะทำการฉายภาพให้เห็น เป็นเครื่องมือที่สร้างโดยอาศัยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

     เมื่อทั้งหมดขึ้นโฮเวอร์โบ๊ทเรียบร้อยแล้ว ฟาร์ได้เดินไปประจำตำแหน่งคนขับ

      “พี่ฟาร์ท่านขับเป็นด้วยหรือ” ฟลอล่าถาม

      “แน่นอนเมื่อ 2 ปีก่อนข้าต้องมาฝึกที่อควาแลนด์ทำให้มีโอกาสได้ฝึกขับ แต่ไม่ใช่ข้าคนเดียว แลนซ์และมิไรก็สามารถขับได้เช่นกัน”

      เมื่อสตาร์ได้ยินดังนั้นก็หันหน้าไปทางแลนซ์และมิไรเป็นเชิงถาม ทั้งสองก็พยักหน้าตอบกลับมา

       “ถ้าไม่มีเรื่องที่ต้องออกเดินทางเช่นนี้ ข้าคงได้ออกเดินทางเพื่อฝึกแล้ว และคงได้มีโอกาสฝึกขับยานแบบนี้แน่”

       “เรื่องนั้นก็ไม่แน่เสมอไป” แลนซ์พูดขึ้น

       “เจ้าคงรู้ว่าแต่ละปีที่สำนักเราจะส่งศิษย์ที่จะเลื่อนขั้นเป็น E.M.ไปฝึกยังสำนักต่างๆซินะ”

        “ใช่ครับ”

        “ทุกปีทุกสำนักจะส่งศิษย์ไปฝึกที่สำนักต่างๆกัน เป็นการแลกเปลี่ยนทุกครั้ง”

         “ปีของข้าและมิไร คือเมื่อ 6 ปีที่แล้วซึ่งเป็นปีเดียวกับฟาร์”

         “ปีนี้รู้สึกจะส่งไปที่ สำนัก Anger flame ที่ฟราเมเซีย นะเจ้าอยากไปหรือ”

        “ฟราเมเซีย ดินแดนแห่งไฟน่ะหรือ งั้นข้าขอออกมาเดินทางแบบนี้ดีกว่า” พูดจบก็ทำท่าทางสยองสุดขีด เรียกเอาเสียงหัวเราะของทุกคนออกมาได้

       “ถ้าเช่นนั้นพวกพี่แลนซ์ต้องรู้จักกับพี่ฟาร์มานานแล้วน่ะซิ” ฟลอล่าถ้าขึ้นบ้าง

       “พวกเราเจอหน้ากันบางครั้งน่ะ เพราะการฝึกจะแบ่งเป็นกลุ่มตามอาวุธที่ถนัด ข้ากับแลนซ์พึ่งรู้จักกันได้ 2 ปีเนื่องจากภารกิจของเรานั้นต้องทำงานร่วมกันเลยได้ร่วมทีมกันน่ะ”

       “อ๋อ เข้าใจแล้วพี่มิไร ถ้างั้นท่านชอบกับพี่แลนซ์ตั้งแต่เมื่อไหรหรือ”

        แลนซ์และมิไรไม่นึกว่าจู่ๆจะเจอคำถามนี้จากปากของสาวน้อยเช่นฟลอล่า ถึงกับสะดุ้งมิไรที่หน้าเริ่มแดงก็พูดกลับไปโดยพยายามทำเสียงให้เป็นธรรมชาติที่สุด

     “เจ้าเอาอะไรมาพูดพวกเราไม่ใช่แฟนกันซักหน่อย”

     “อ้าวเหรอ ข้าเห็นท่านไปไหนมาไหนกับพี่แลนซ์ตลอดเลย เข้าใจอย่างนั้น”

     “แล้วเจ้าล่ะ ฟลอลล่าเมื่อไหร่จะคบกับสตาร์แบบเปิดเผยซักที” มิไรเมื่อถูกฟลอล่าถามมาแบบนี้ จึงถามกลับบ้างเป็นการเอาคืน

     “พี่มิไร! ไม่เอาแล้วไม่พูดดีกว่า” พูดจบก็แกล้งมองวิวด้านนอก บุคคลที่สามที่ถูกกล่าวถึงเมื่อครู่ก็ได้แต่นั่งหน้าแดง ท่ามกลางเสียงหัวเราะของฟาร์ แลนซ์และมิไร

      ขณะที่ฟลอล่ากำลังสอดส่ายสายตาเพื่อหาอะไรมองแก้เขินนั้น พลันเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ

     “ทุกคน!ตัวอะไรตามเรามาน่ะ” พูดจบก็ชี้นิ้วไปทางท้ายของ โฮเวอร์โบ๊ท คนอื่นๆจึงมาชะโงกดูบ้าง

ตัวอย่างตอนต่อไป


       สิ่งที่ตามพวกสตาร์มาคืออะไร สิ่งใดที่รอให้พวกสตาร์พบเจอ ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆนี้

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:45:19

ตอนที่ 10


ศึกกลางน้ำ


     อควาแลนด์ดินแดนแห่งน้ำอันสวยงาม ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเกาะแก่งมากมาย การเดินทางจึงไม่สะดวกเท่าดินแดนอื่นๆ เนื่องจากโฮเวอร์โบ๊ทมีราคาค่อนข้างสูง การที่คนชั้นกลางจะมีในครอบครองนั้นเป็นเรื่องยาก และไม่มีสัตว์ชนิดใดที่สามารถฝึกเพื่อขี่ข้ามไปยังเกาะต่างๆได้ แต่ทางการของดินแดนนั้นมีบริการรับส่งที่คิดค่าบริการในราคาถูก

     แม้ทุกอย่างจะดูไม่เลวร้ายแต่ใช่ว่าการเดินทางจะไม่มีอันตรายเลย ภายใต้ผืนน้ำอันกว้างใหญ่เป็นถิ่นกำเนิดและที่ซ่อนตัวของสิ่งมีชีวิตมากมาย ภายใต้ผืนน้ำที่สงบอาจจะมีสัตว์ร้ายซ่อนอยู่ก็เป็นได้ โฮเวอร์โบ๊ทจึงมีอาวุธติดตั้งไว้ทุกลำ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากโฮเวอร์โบ๊ทรุ่นหลังๆจะทำการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณ เครื่องส่งสัญญาณนี้จะทำการส่งคลื่นความถี่ต่ำ ที่ต่ำจนมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยากเข้าใกล้

      “พี่แลนซ์นั่นคือตัวอะไรกัน” ฟลอล่าถามขึ้นมา

      “ข้าไม่แน่ใจนะ แต่คิดว่าเป็น ไอซ์ชารค์ สัตว์ที่ดุร้ายที่สุดของดินแดนแห่งนี้ แต่ทำไมมันถึงตามพวกเรามาล่ะ ทั้งที่โฮเวอร์โบ๊ทลำนี้ถูกสร้างให้ไม่มีสัตว์ตัวใดเข้าใกล้แล้วนี่” แลนซ์ตอบ

     “ถ้าเช่นนั้นข้าจะเร่งความเร็วแล้วกัน มันจะได้ไม่สามารถตามเราทัน” ฟาร์พูดพร้อมทั้งเร่งความเร็ว

     เมื่อแล่นไปได้ซักครู่หนึ่งฟาร์ก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผิดสังเกต

     “ทุกคนข้างหน้ามีไอซ์ชารค์อยู่ข้าต้องหักเลี้ยว หาที่จับไว้” เมื่อพูดจบก็หักเลี้ยวขวาเต็มที่

     “กรี๊ดดดดดดด” เสียงสาวๆที่อยู่ด้านหลังร้องขึ้นมา เมื่อฟาร์เหลือบไปมองพบว่าไม่มีใครเป็นอะไร เพียงแค่เกิดอาการตกใจเท่านั้น

     “พี่ฟาร์เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นหรือเปล่า”

     “ไม่เลยปกติพวกมันจะไม่เข้าใกล้โฮเวอร์โบ๊ทด้วยซ้ำ”

     “เช่นนั้นข้าจัดการเอง” เมื่อสตาร์พูดจบก็ไปด้านนอกของ โฮเวอร์โบ๊ท ทันที

     เมื่อขึ้นไปยืนแล้วก็ร่าย E.C. แห่งสายฟ้าลงมาฟาดใส่ทันที แต่ด้วยความที่ไม่อยากฆ่าสิ่งใดพร่ำเพรื่อ จึงร่ายแค่ระดับเบาๆ เพื่อที่จะหยุดเท่านั้นไม่ใช่เพื่อที่จะฆ่า ซึ่งก็เป็นตามคาด ไอซ์ชารค์ที่ไล่ตามมาก็หยุดนิ่งไม่ไล่ตามมา แต่เมื่อมองไปพบเห็นพวกมันมีจำนวนเกินกว่า 40-50 ตัวจึงชะโงกหน้าเข้าไปถาม

      “ข้าขอถามหน่อยพวก ไอซ์ชารค์ นี่หากินเป็นกลุ่มหรือไม่ ถ้าใช่กลุ่มละประมาณเท่าไหร่”

     “มันหากินเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 ตัว ทำไมหรือสตาร์” มิไรตอบ

     “ข้าเห็นพวกมันอย่างน้อยก็ 40-50 ตัวได้”

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:47:08

     “งั้นข้าไปช่วยเจ้าเอง” ฟาร์พูด “แลนซ์เจ้าช่วยมาขับแทนข้าที” พูดแล้วก็ปีนออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว

     แลนซ์เมื่อเห็นฟาร์ลุกจากที่ก็รีบมาประจำตำแหน่งแทนทันที การที่ฟาร์ไม่ใช้อาวุธประจำเรือเนื่องจากเห็นว่าไม่น่ามีอันตรายจากสัตว์ร้าย และ E.C. ที่มียังร้ายแรงกว่าแถมยังควบคุมได้ง่ายกว่าจึงไม่ได้ติดตั้งมาแม้แต่ชิ้นเดียว

     “พวกมันมีจำนวนเยอะขนาดนี้เลยหรือ ปกติพวกมันจะอยู่ในจุดที่มีน้ำลึกกว่านี้ แต่ทำไมพวกมันถึงมันถึงมาอยู่แถวนี้ได้หรือว่า……”

     “หรือว่าอะไรพี่ฟาร์”

     “เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่างูแวนการด์กับแอนซ์ไลอ้อนน่ะ ไม่ชอบอยู่เป็นฝูง”

      “ท่านหมายความว่ามีคนอยู่เบื้องหลังงั้นหรือ”

      “ใช่ต้องมีคนควบคุมพวกมันอยู่” พูดจบก็เรียกธนูคู่ใจออกมาจากเข็มขัดทันที

      “เจ้าไปบอกให้แลนซ์หยุดก่อนข้าจะหยุดพวกมัน แล้วเจ้าใช้ E.C. น้ำเปิดทาง เรียบร้อยแล้วให้แลนซ์เร่งเครื่องเต็มที่ทะยานออกไปเลย”

      “ได้เลย” เมื่อรับคำแล้วสตาร์จึงรีบชะโงกหน้าไปบอกแผนการ แลนซ์เมื่อได้ยินแผนการทั้งหมดก็ส่งสัญญาณมือว่าตกลง แล้วค่อยๆชะลอเครื่องทันที

      ฟาร์เมื่อเห็นว่าแลนซ์ชะลอเครื่องแล้วจึงง้างศรขึ้นฟ้า  เมื่อไอซ์ชารค์เริ่มล้อมกรอบเข้ามาก็ยิ้มออกมา เมื่อทั้งหมดอยู่ในระยะจึงยิงศรขึ้นฟ้า ลูกศรที่ยิงขึ้นไปคือศรสายฟ้า เมื่อขึ้นไปสูงได้ระยะก็สั่งให้แตกตัวออก ศรจากเดิมที่พุ่งขึ้นไปพลันโค้งลงมา ยังไม่ทันที่จะถึงตัวพวกไอซ์ชารค์ก็เกิดเป็นโดมน้ำยกสูงขึ้นมากำบังพวกมันไว้

     “หึ เผยตัวมาแล้วซินะ” แผนการทั้งหมดของฟาร์นั้น เป็นเพียงแค่แผนเพื่อเปิดโปงตัวศัตรูเท่านั้น พลังที่ใช้ไปกับศรเมื่อครู่ใช้ไปเพียงแค่หนึ่งในสามเท่านั้น

     “สตาร์เจ้าดูให้ดีว่าพื้นที่เมื้อครู่มีตรงไหนที่ไม่มีไอซ์ชารค์อยู่ หรือว่าจุดไหนที่มีการป้องกันสูงที่สุด ตรงนั้นคือเป้าหมายหลักของเรา”

     “ได้เลยพี่ฟาร์”

     “ตรงนั้น” พูดจบก็ใช้ E.C. แห่งสายฟ้าปล่อยไฟฟ้าไปตรงจุดหนึ่ง ที่ไกลที่สุด

     “สมแล้วที่เป็นผู้ได้รับเลือกจากเทพทั้ง 7” ปรากฏเป็นคนผู้หนึ่งสวมชุดสีดำใส่หน้ากากยืนอยู่บนหลังของไอซ์ชารค์

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:49:39

     “เจ้าทั้ง 5 ต้องตายที่นี่” เมื่อคนในชุดดำพูดจบก็เกิดเป็นบอลน้ำนับสิบลูกลอยขึ้นมา

     “ตูม” ก่อนที่ลูกบอลน้ำจะกระทบกับโฮเวอร์โบ๊ท บอลน้ำทั้งหมดพลันถูกยิงแตกจนหมด “สตาร์เจ้ามีวิธีที่จะสู้กับมันไหม พวกเราที่เหลือไม่มีใครที่สามารถเคลื่อนไหวบนน้ำได้เลย” ขณะที่พูดอยู่นั้นก็ร่าย E.C. แห่งลมมาคุ้มกันโฮเวอร์โบ๊ทเอาไว้

     “ได้เลยพี่ฟาร์ข้าพึ่งได้สัตว์เทพใหม่มา ยังไม่เคยได้ใช้พลังของมันจริงๆเลย คราวนี้ข้าจะลองดูว่าพลังของมันจะซักขนาดไหน” พูดจบก็สงบจิตแล้วร่าย E.C. แห่งสายฟ้าและลม เกิดเป็นวงเวทย์สองวงสีเหลืองและเขียวซ้อนทับกัน “ข้าขออัญเชิญสัตว์เทพแห่งข้า ไวด์เลียส จงออกมา”

     เมื่อสิ้นเสียงเกิดเป็นแสงสว่างออกมาจากวงกลมเวทย์ แล้วไวด์เลียสก็ทะยานออกมายืนต่อหน้าทั้งสอง  สตาร์เดินไปลูบขนมันแล้วขึ้นไปบนหลังมันทันที

    ฟาร์ได้เมื่อได้เห็น ไวด์เลียสเป็นครั้งแรกก็นิ่งไปพักหนึ่ง แล้วอุทานออกมา “ช่างงดงามอะไรเช่นนี้”

    “พี่ฟาร์ข้าไปจัดการมันก่อนนะ ฝากท่านคุ้มครองคนอื่นๆด้วย” พูดจบก็ขี่ไวด์เลียสทะยานออกไป

    “นั่นมันตัวอะไรกันทำไมถึงงดงามเช่นนี้” ฟลอล่าที่เห็นว่าสถานการณ์เงียบไปจึงออกมาดูพบเห็นเข้าพอดี

    “สัตว์เทพของสตาร์น่ะ คิดไปคิดมา น่าอิจฉามันเหมือนกันแฮะ ที่มีสัตว์เทพที่สวยงามแบบนี้” แล้วมองตามสตาร์ไปแล้วพูออกมาเบาๆว่า “สู้เค้าล่ะน้องรัก”

     “เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะพี่ฟาร์ ข้าฟังไม่ชัด”

     “ไม่ต้องสนใจข้า เจ้าหลบไปข้างในซะ”

     “เจ้าเพื่อนยากข้าต้องฝากชีวิตทุกคนไว้กับเจ้าแล้ว ลุยเลย! ไวด์เลียส”

      ไวด์เลียสเหมือนรู้ใจทะยานไปพร้อมทั้งเตะและถีบ ไอซ์ชารค์ทุกตัวที่ขวางหน้า “เยี่ยมมาก” สตาร์กล่าวชม

     “พวกของเจ้าช่างไร้น้ำใจปล่อยให้เจ้าสู้เพียงคนเดียวเช่นนี้ แต่เจ้าจะสู้กับข้ายังไงอาวุธก็ไม่มีซักชิ้น หรือเจ้าจะสวมเกราะแห่งเทพมาสู้กับข้า หึหึ” พูดพลางนำหอกออกมาจากเข็มขัด

     “อย่างเจ้าข้าไม่สวมเกราะยังสามารถปราบได้สบาย เจ้าชอบสู้ระยะกลางรึ ดีงั้นข้าจะสู้ระยะกลางเช่นเจ้า” พูดจบน้ำจากผืนน้ำข้างล่างก็มารวมที่มือของสตาร์ เกิดเป็นทวนน้ำแข็งขึ้นมา

     “ฝีมือไม่เบานี่แต่จะเก่งอย่างปากว่ารึเปล่า ถ้าไม่จงทิ้งชีวิตไว้ซะ” พูดจบก็สั่งให้ไอซ์ชารค์พุ่งเข้าใส่ แต่ก่อนที่จะถึงตัวสตาร์ชายชุดดำก็หายวับไป สตาร์ไม่ได้ตกใจอะไรกลับอยู่นิ่งกลับที่แล้วปรากฏเงาทอดลงมาเบื้องล่าง ที่แท้ชายชุดดำกระโดดขึ้นไปหวังแทงจากด้านบนให้ตายในหอกเดียว ก่อนที่ปลายหอกจะกระทบตัว กลับถูกหอกน้ำแข็งของสตาร์ปัดลอยไปทั้งคนทั้งหอก

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:51:42

    “แรงใช้ได้น่าจะทำให้ข้าสนุกได้นาน” ชายชุดดำพูดขณะที่ลอยไปแล้วพลิกตัวมายืนบนหลังไอซ์ชารค์ตัวหนึ่ง “แต่เจ้าไม่ห่วงพวกของเจ้าบ้างหรือ” พูดพลางสั่งให้ไอซ์ชารค์จำนวนหนึ่งไปจู่โจมโฮเวอร์โบ๊ท

     “เจ้าไม่รู้ความสามารถของพวกข้าใช่ไหมถึงพูดเช่นนี้” พูดจบก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัยแล้วพยัดเพยิดไปทางโฮเวอร์โบ๊ท

     ชายชุดดำเมื่อหันไปดูทางโฮเวอร์โบ๊ท เห็นไอช์ชารค์ที่ตนควบคุมอยู่ทั้งหมดถูกจู่โจมโดยสัตว์เทพ ทั้งอินทรี สิงโต บ้างถูกแลนซ์ที่ขี่สิงโตมาใช้ดาบฟาดฟัน บ้างถูกฟาร์ใช้ธนูยิง ตัวไหนที่ถูกทำร้ายจนสลบแล้วมิไรจะจับขังไว้ในบอลน้ำ ทำให้ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้อีก“อะไรกันพวกเจ้าตั้งใจล่อให้ข้าเผยตัวแต่แรกแล้วหรือ”

     “ถูกต้อง แต่ไอซ์ชารค์พวกนี้ไม่ถึงตายและบาดเจ็บอะไรนัก เพราะพวกเราไม่อยากทำร้ายมันโดยไม่จำเป็น” พูดจบก็ควงหอกควบไวด์เลียสเข้าใส่

     ชายชุดดำนั้นเมื่อสู้ไปได้ซักพักเริ่มตกเป็นรอง เนื่องจากสตาร์นั้นมีฝีมือมากกว่า แม้จะใช้อาวุธที่มีลักษณะเหมือนกัน อีกทั้งพาหนะของตนยังเป็นแค่สัตว์ธรรมดา ไม่ใช่สัตว์เทพแบบสตาร์ยิ่งสู้ยิ่งไม่เห็นหนทางชนะในที่สุดจึงตัดสินใจใช้สิ่งที่ได้รับมอบมา

     “ไม่นึกว่าจะต้องใช้เจ้านี่” ว่าแล้วก็ล้วงไปหยิบลูกแก้วลูกหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุม แล้วโยนลงไปในน้ำ ลูกแก้วเมื่อสัมผัสกับน้ำก็แตกออกแล้วปรากฏเป็นร่างของปลาหมึกขนาดยักษ์

      สตาร์ได้เห็นก็อุทานออกมาว่า “นี่มันอะไรกัน”

      “เล่นกับคราเก้นตามสบายแล้วกันข้าขอตัวก่อน” พูดจบกระโดดไปขี่หลังไอซ์ชารค์ตัวหนึ่ง แล้วหายลับไป

      คราเก้นที่ชายชุดดำพูดถึงคือหนึ่งในสัตว์ปีศาจแห่งท้องทะเล ว่ากันว่าคราเก้นเกิดจากจิตด้านลบมารวมตัวกัน เนื่องจากเมื่อก่อนมนุษย์ยังไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ และพวกตนสามารถใช้พลังจากธรรมชาติได้จึงเห็นธรรมชาติเป็นแค่เครื่องมือ นานๆเข้าจิตชั่วร้ายที่สะสมก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสิ่งมีชีวิต และได้กลายสภาพกลายเป็นสัตว์ปีศาจคราเก้น

     คราเก้นมีรูปร่างเป็นปลาหมึกขนาดใหญ่ มีหนวด 10-12 เส้น ผิวหนังอ่อนหยุ่น สามารถรับการโจมตีได้ดี หนวดมีแรงรัดมหาศาล แต่คราเก้นตัวนี้ได้รับพลังแห่งความมืดแล้วทำให้ดุร้ายขึ้น แรงที่มีก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:53:14

     สตาร์แม้จะพึ่งเคยเห็นคราเก้นแต่ก็ไม่มีความหวาดกลัว เนื่องจากผ่านการต่อสู้กับสัตว์แปลกๆมาหลายชนิดแล้ว จึงบังคับไวด์เลียสเข้าไปหาแล้วเอาหอกน้ำแข็งแทงใส่ แต่ผลที่ได้รับคือหอกกลับแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

     “หนังหนานักนะแก งั้นต้องเจอนี่” ว่าแล้วก็ร่าย E.C. แห่งสายฟ้าฟาดใส่แต่ก็ไม่ได้ผลแม้แต่น้อย เมื่อทั้งอาวุธและพลังที่มีไม่สามารถทำร้ายมันได้จึงลูกแก้วแห่งสายฟ้าไปใส่ที่หลังมือ “สวมเกราะ” เมื่อลูกแก้วเข้าไปอยู่ในที่ของมันพลันเกิดแสงวาบขึ้น เมื่อแสงจางลงร่างของสตาร์และไวด์เลียดพลันมีชุดเกราะมาสวมใส่

    เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของพวกแลนซ์ ทุกคนนั้นแม้จะรู้ว่าสตาร์สามารถใช้เกราะแห่งเทพได้ แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสามารถสวมเกราะให้สัตว์เทพได้ถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่

     “สู้เค้านะสตาร์” เป็นคำเดียวที่ทุกคนพูดขึ้นมาพร้อมกัน โดยที่ไม่ได้นัดกันมาก่อน

     “ลุยเลยไวด์เลียส” ว่าแล้วก็บังคับให้ไวด์เลียสควบทะยานไป เมื่ออยู่ในระยะสตาร์ก็กระโดดแล้วเตะเข้าใส่ แล้วกลับมาบนหลังไวด์เลียสอีกครั้ง

     คราเก้นนั้นไม่ได้สะเทือนกลับเอาหนวดฟาดใส่ทำให้เกิดคลื่นขนาดมหึมา ซัดใส่สตาร์และพวกฟาร์

      “กรี๊ดดดดดดดดด” มิไรและฟลอล่าร้องขึ้น เมื่อคลื่นกระแทกโฮเวอร์โบ๊ทอย่างรุนแรงจนเซถลาไป แลนซ์ที่ดูสถานการณ์อยู่จนถึงเมื่อครู่จึงได้ตัดสินใจแล้วชะโงกหน้าลงไปบอกกับฟาร์

     “ฟาร์เราไปจากตรงนี้กันก่อน ถ้าอยู่อย่างนี้อาจจะเป็นอันตรายได้ ตรงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสตาร์แล้วกัน”

     “ได้เลย” เมื่อรับคำแล้วจึงเดินเครื่องโฮเวอร์โบ๊ท แล้วขับออกไป
เมื่อสตาร์เห็นว่าโฮเวอร์โบ๊ทออกไปไกลพอสมควรแล้วก็ยิ้มออกมา

      “ทีนี้เราจะได้ใช้พลังได้เต็มที่ซักที” พร้อมบังคับให้ไวด์เลียสหลบหนวดของคราเก้นที่ฟาดใส่ สตาร์นั้นก็สามารถหลบได้ทุกครั้งไป

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:55:43

     “ออกมา ธันเดอร์แลนซ์” แล้วเอามือไปวางบนลูกแก้วที่มือซ้าย ลูกแก้วพลันเปล่งแสง เกิดเป็นลูกบอลแสงขนาดเล็ก จากตอนแรกที่เป็นทรงกลมก็เริ่มขยายออกด้านข้าง และมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายสภาพเป็นทวน

     “มาตัดสินกันเลยดีกว่าเจ้าปลาหมึกยักษ์” ว่าแล้วจึงให้ไวดเลียสควบเข้าใส่ แต่คราเก้นเหมือนรู้ตัวว่ามีภัยมาจึงพ่นหมึกใส่

     “แค่นี้คิดว่าจะหยุดข้าได้หรือ” พลางควงทวนเป็นวงกลมปัดหมึกไปจนหมดสิ้น เมื่อหมึกหมดไป จากเบื้องหน้าที่เคยมีคราเก้นอยู่ก็กลายเป็นว่างเปล่า

      “สมแล้วที่ได้รับพลังจากเทพแห่งความมืดโดยตรง คงจะหลบไปในน้ำล่ะสิคิดรึจะหนีข้าพ้น” พูดจบก็กระโดดลงไปในน้ำ

     ปกติถ้ามีใครที่โดดลงไปในน้ำ ทั้งที่สวมเกราะแบบสตาร์ รับรองได้ว่าอีกซักพักต้องมีคนพบว่าเป็นศพอยู่ใต้น้ำแน่นอน แต่เนื่องจากชุด
เกราะนี้เกิดจากพลังแห่งเทพ หรือเรียกได้ว่ามีเทพคุ้มครองอยู่ สตาร์จึงไม่พบปัญหาใดทั้งสิ้น

     “หลบไปที่ไหนแล้วนะเจ้าปลาหมึกตัวนั้น” ขณะที่กำลังสอดส่ายสายตามองหาคราเก้นนั้น จู่ๆก็ถูกอะไรบางอย่างกระตุกขาอย่างแรง จนกระทั่งจมลึกลงไป

    เมื่อมองไปพบว่าเป็นหนวดของคราเก้นนั่นเอง คราเก้นนั้นถึงยังไงก็เป็นปลาหมึกร่างกายแม้จะมีขนาดใหญ่ หนังจะเหนียวหรือทนทานขนาดไหน แต่ด้วยความที่เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ทำให้สามารถแทรกเข้าไปในที่เล็กๆได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถพรางกายให้เหมือนสภาพแวดล้อมได้จึงยากแก่การพบเจอ

     เมื่อครู่คราเก้นได้แทรกตัวไปในผาหินใต้ทะเลแล้วเปลี่ยนสี ทำให้สตาร์ไม่สามารถเห็นตัวได้ เมื่อสตาร์กำลังทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับสิ่งมีชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ จึงไม่ได้ระวังตัวกับผาหินด้านหลัง

    “เจ้าเล่ห์นักนะ” พูดจบก็ตวัดทวนไปยังหนวดทำให้หนวดขาดทันที แสดงถึงความแหลมคมได้เป็นอย่างดี

     เมื่อสตาร์รู้ตำแหน่งศัตรูแล้วจึงชี้ทวนไปทางนั้น เกิดเป็นลำสายฟ้าวิ่งเข้าใส่คราเก้น

     ตามปกติไฟฟ้าเมื่อผ่านสื่อที่เป็นน้ำจะกระจายออก แต่เนื่องจากสายฟ้านี้เกิดจากพลังของเทพทำให้เกิดการบีบอัดของพลัง ทำให้สามารถไปถึงยังจุดหมายได้ โดยไม่สูญเสียพลังน้อยในตัวมันเองแม้แต่น้อย

     เมื่อคราเก้นโดนสายฟ้าฟาดใส่ก็รีบขึ้นเหนือผิวน้ำทันที บนผิวน้ำนั้นไวด์เลียสได้ปล่อยไฟฟ้าไว้เป็นร่างแห เพื่อที่ดักรอไว้แล้ว คราเก้นที่พุ่งจากใต้น้ำอย่างรวดเร็วเมื่อถูกตาข่ายสายฟ้าก็ถูกซ็อตให้อยู่กับที่ สตาร์เมื่อขึ้นมาจากน้ำได้รีบขึ้นไปบนหลังของไวด์เลียสที่หมอบลงมาให้ขี่ทันที

     “หึจบสิ้นกันซักที่นะเจ้าปลาหมึก โซนิกธันเดอรรรรรรร์” ว่าพลางยื่นทวนไปข้างหน้าในขณะที่ขี่ไวด์เลียส พร้อมปล่อยสายฟ้าออกมารอบตัว ไวด์เลียสนั้นก็วิ่งด้วยฝีเท้าเต็มที่ เมื่อมองมาจะเห็นเป็นเพียงลำแสงสีเหลืองลำหนึ่งพุ่งทะลุตัวคราเก้นไป

    “ครืนนนนนนนนนน” เสียงที่ตามมานั้นดังคล้ายเสียงฟ้าร้อง เนื่องจากความเร็วที่ไวด์เลียสควบผ่านเมื่อครู่เร็วกว่าเสียงเกือบเทียบเท่าความเร็วแสงเพราะพลังของ E.C. แห่งลมและสายฟ้าที่อยู่ในตัวของมันนั่นเอง

     เมื่อสตาร์หันกลับไปมองอีกครั้งก็พบเพียงซากของปลาหมึกยักษ์เท่านั้น จึงถอดลูกแก้วออกแล้วบังคับไวด์เลียสไปหาพวกของตน

ตัวอย่างตอนต่อไป

     
     พวกสตาร์มาถึงเกาะแห่งแรก ที่เกาะนั้นจู่ๆก็ได้รับการติดต่อจากโคลอสเจ้าสำนัก Spark breathe เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เหตุการณนั้นเกี่ยวพันกับพวกสตาร์หรือลัทธิอามาเร็กอย่างไร ติดตามได้เร็วๆนี้

Title: Re: Element knight 1-5
Post by Mr.T2526 on 27.07.08 at 20:59:02

ลงทีเดียว 2 ตอนรวดเลยครับ ชดเชยจากที่อาทิตย์ที่แล้วไม่ได้โพสเลย ยังไงก็ติชมกันด้วยนะครับ ป.ล.พี่ลูครับชื่อตอนหลักมันเปลี่ยนไม่ได้ครับ

THAI-TOKU WEBBOARD » Powered by YaBB 2.2.2!
YaBB © 2000-2009. All Rights Reserved.